arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · จูฬวรรค

๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๔ ในจูฬวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส

เตรสมํ สมฺมาปริพฺพาชนิยสุตฺตํ

สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓

พระพุทธนิมิตตรัสถามด้วยพระคาถาว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สัมมาปริพพาชนิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๓ ปุจฺฉามิ มุนึ ปหูตปญฺญํ

ติณฺณํ (ปารคตํ ๑-) ปรินิพฺพุตํ ฐิตตฺตํ

นิกฺขมฺม ฆรา ปนุชฺช กาเม

กถํ (ภิกฺขุ) สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

ยสฺส มงฺคลา สมูหตา (ติ ภควา)

อุปฺปาตา ๒ สุปินา จ ลกฺขณา จ

ส ๓ มงฺคลโทสวิปฺปหีโน

(ภิกฺขุ) สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

ราคํ วินเยถ มานุเสสุ

ทิพฺเพสุ กาเมสุ จาปิ ภิกฺขุ

อติกฺกมฺม ภวํ สเมจฺจ ธมฺมํ

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

วิปิฏฺฐิกตฺวา ๔ เปสุณานิ

โกธํ กทริยํ ชเหยฺย ภิกฺขุ

อนุโรธวิโรธวิปฺปหีโน

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

หิตฺวาน ปิยญฺจ ๑ อปฺปิยญฺจ

อนุปาทาย อนิสฺสิโต กุหิญฺจิ

สํโยชนิเยหิ วิปฺปมุตฺโต

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

น โส อุปธีสุ สารเมติ

อาทาเนสุ วิเนยฺย ฉนฺทราคํ

โส อนิสฺสิโต อนญฺญเนยฺโย

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

วจสา มนสา จ กมฺมุนา จ

อวิรุทฺโธ สมฺมา วิทิตฺวา ธมฺมํ

นิพฺพานปทาภิปตฺถยาโน

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

โย วนฺทติ มนฺติ น ๒ อุณฺณเมยฺย

อกุฏฺโฐปิ น สนฺธิเยถ ภิกฺขุ

ลทฺธา ปรโภชนํ น มชฺเช

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

โลภญฺจ ภวญฺจ วิปฺปหาย

วิรโต เฉทนพนฺธนโต ๓ ภิกฺขุ

โส ติณฺณกถงฺกโถ วิสลฺโล

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

สารุปฺปมตฺตโน วิทิตฺวา

น ๑ จ ภิกฺขุ หึเสยฺย กญฺจิ โลเก

ยถาตถํ ๒ ธมฺมํ วิทิตฺวา

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

ยสฺสานุสยา น สนฺติ เกจิ

มูลา ๓ อกุสลา สมูหตา เส

โส นิราสโส ๔ อนาสสาโน

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

อาสวขีโณ ปหีนมาโน

สพฺพํ ราคปถํ อุปาติวตฺโต

ทนฺโต ปรินิพฺพุโต ฐิตตฺโต

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

สทฺโธ สุตวา นิยามทสฺสี

วคฺคคเตสุ น วคฺคสารี

ธีโร โลภํ โทสํ วิเนยฺย ปฏิฆํ

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

สํสุทฺธชิโน วิวฏจฺฉโท

ธมฺเมสุ วสี ปารคู อเนโช

สงฺขารนิโรธญาณกุสโล

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

อตีเตสุ อนาคเตสุ จาปิ

กปฺปาตีโต อติจฺจสุทฺธิปญฺโญ

สพฺพายตเนหิ วิปฺปมุตฺโต

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

อญฺญาย ปทํ สเมจฺจ ธมฺมํ

วิวฏํ ทิสฺวาน ปหานมาสวานํ

สพฺพูปธีนํ ปริกฺขยา โน ๑

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ

อทฺธา หิ ภควา ตเถว เอตํ

โย โส เอวํวิหาริ ทนฺโต ภิกฺขุ

สพฺพสํโยชนิเย วีติวตฺโต

สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺยาติ ฯ

สมฺมาปริพฺพาชนิยสุตฺตํ เตรสมํ ฯ

______________

สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส จุทฺทสมํ ธมฺมิกสุตฺตํ

๑ ม. ปารํ คตํ ฯ ๒ ยุ. อุปฺปาทา ฯ ๓ ม. โส ฯ ๔ ม. วิปิฏฺฐิกตฺวาน ฯ

โป. วิปิฏฺฐกริตฺวา ฯ

๑ โป. ปิยญฺเจว ฯ ๒ ม. นุณฺณเมยฺย ฯ ๓ ม. เฉทนพนฺธนา จ ฯ

๑ ม. โน ฯ ๒ ม. ยุ. ยถาตถิทํ ฯ ๓ ม. มูลา จ ฯ ๔ วณฺณนายํ นิราโส ฯ

ม. นิราโส อนาสิสาโน ฯ ยุ. นิราสโย อนาสสาโน ฯ

ฉบับหลวง

เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามถึงฝั่ง ปรินิพพานแล้วดำรงตนมั่นภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลายแล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกอย่างไร ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ภิกษุใด ถอนการถือความเกิด ความฝันและลักษณะว่าเป็นมงคลขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นละมงคลอันเป็นโทษได้แล้วพึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุพึงนำเสียซึ่งความกำหนัดในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวล่วงภพได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุกำจัดคำส่อเสียดแล้ว พึงละความโกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความยินร้ายได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุละสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้วไม่ถือมั่น อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้วจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในความยึดถือทั้งหลาย

ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วอันใครๆ พึงนำไปไม่ได้ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุนั้นไม่ผิดพลาดด้วยวาจาใจและการงานแล้ว รู้แจ้งแล้วซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดประสบอยู่ ไม่พึงยึดถือว่าเราแม้ถูกด่าก็ไม่พึงผูกโกรธได้โภชนะที่ผู้อื่นให้แล้วไม่พึงประมาทมัวเมา ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุละความโลภและภพแล้ว งดเว้นจากการตัดและการจองจำสัตว์อื่น ข้ามพ้นความสงสัย ไม่มีกิเลสดุจลูกศรพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุรู้แจ้งความปฏิบัติอันสมควรแก่ตน และรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่พึงเบียดเบียนสัตว์ไรๆ

ในโลก พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดไม่มีอนุสัย ถอนอกุศลมูลอะไรๆ ขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ละมานะได้แล้ว ก้าวล่วงธรรมชาติอันเป็นทางแห่งราคะได้หมด ฝึกฝนตน ดับกิเลสได้แล้ว มีจิตตั้งมั่น พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุผู้มีศรัทธาได้สดับแล้ว เห็นมรรค ไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฐิ ภิกษุนั้นเป็นนักปราชญ์กำจัดเสียซึ่งโลภะ โทสะ และปฏิฆะ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุนั้นชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอันหมดจดดี มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว มีความชำนาญในธรรมทั้งหลาย ถึงนิพพาน ไม่มีความหวั่นไหวฉลาดในญาณอันเป็นที่ดับสังขาร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุล่วงความกำหนดว่าเราว่าของเรา ในปัญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีตทั้งที่เป็นอนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงทั้ง ๓ กาล หลุดพ้นแล้วจากอายตนะทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุผู้รู้บทแห่งสัจจะทั้งหลายตรัสรู้ธรรม เห็นการละอาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ (นิพพาน) ไม่ข้องอยู่ในภพไหนๆเพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสพระคาถาว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่แท้ทีเดียว ภิกษุใดมีปรกติอยู่อย่างนี้ ฝึกฝนตนแล้ว ล่วงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ทั้งปวง ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯจบสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓

จบ ๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร