arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย

๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส เล่ม ๒๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๘๘–๘๘๐ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส อัตตทัณฑสุตตนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๒๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๙ หน้า ๕๔๗–๖๑๑

หน้า ๕๔๗

๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยภัยที่เกิดจากโทษของตน

{๗๘๘} [๑๗๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ภัยเกิดจากโทษของตน ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน เราจักแสดงความสังเวชใจอย่างที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว

ว่าด้วยภัย ๒ เกิดจากโทษ ๓ อย่าง

{๗๘๙} หัวข้อว่า ภัยเกิดจากโทษของตน มีอธิบายดังนี้

คำว่า โทษ ได้แก่ โทษ ๓ อย่าง คือ (๑) โทษทางกาย (๒) โทษทางวาจา (๓) โทษทางใจกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโทษทางกาย

วจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าโทษทางวาจา

มโนทุจริต ๓ ชื่อว่าโทษทางใจ

คำว่า ภัย ได้แก่ ภัย ๒ อย่าง คือ (๑) ภัยชาตินี้ (๒) ภัยชาติหน้า

ภัยชาตินี้เป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นทุกหลังคาเรือนบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักแย่งชิงที่ทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาของชายอื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง พวกราชบุรุษจับคนผู้นั้นได้แล้วทูลแด่พระราชาว่า “ขอเดชะ บุรุษผู้นี้เป็นโจร ประพฤติชั่ว ขอพระองค์จงลงโทษที่ทรงพระประสงค์แก่บุรุษนี้เถิด” พระราชาก็ทรงตวาดบริภาษคนผู้นั้น คนผู้นั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัส แม้เพราะ

หน้า ๕๔๘

เหตุที่ถูกบริภาษเป็นปัจจัย ภัย คือ ทุกข์โทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดจากอะไร ภัยนั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากโทษของตน

พระราชายังไม่พอพระทัยแม้ด้วยอาชญาเท่านั้น ยังรับสั่งให้จองจำคนนั้นด้วยเครื่องจองจำคือขื่อบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเชือกบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือโซ่ตรวนบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเครื่องหวายบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเถาวัลย์บ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือการควบคุมบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเครื่องล้อมบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือบ้านบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือนครบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือแว่นแคว้นบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือชนบทบ้าง โดยที่สุดทรงบังคับว่า “มันจะหนีจากสถานที่จองจำนี้ไปไม่ได้” คนผู้นั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งการจองจำเป็นปัจจัย ภัย คือ ทุกข์โทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดจากอะไร ภัยนั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากโทษของตนพระราชายังไม่พอพระทัยด้วยการจองจำเท่านั้น ยังรับสั่งให้ปรับทรัพย์ของคนนั้น ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง ๑๐๐,๐๐๐ บ้าง คนนั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งความเสื่อมทรัพย์เป็นปัจจัย ภัย คือ ทุกข์ โทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดจากอะไร ภัยนั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากโทษของตน

พระราชายังไม่พอพระทัยแม้ด้วยการริบทรัพย์เท่านั้น ยังรับสั่งให้ทำกรรมกรณ์ต่าง ๆ แก่คนนั้น คือ ให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตีด้วยไม้พลองบ้าง ให้ตัดมือบ้าง ให้ตัดเท้าบ้าง ให้ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ให้ตัดใบหูบ้าง ให้ตัดจมูกบ้าง ให้ตัดทั้งใบหูทั้งจมูกบ้าง ทำให้เป็นผู้มีหม้อข้าวเดือดบนศีรษะบ้าง ให้ถลกหนังศีรษะออกแล้วขัดให้สีขาวเหมือนสังข์บ้าง ใส่ไฟลุกโพลงเข้าไปในปากจนโลหิตไหลออกเต็มปากเหมือนปากราหูบ้าง พันตัวด้วยผ้าชุบนํ้ามันแล้วเผาทั้งเป็นบ้าง พันมือด้วยผ้าชุบนํ้ามันแล้วจุดไฟเผาให้ลุกเหมือนประทีปบ้าง ถลกหนังแล้วผูกเชือกฉุดไปบ้าง ให้ถลกหนัง

หน้า ๕๔๙

เป็นริ้ว ทำให้เหมือนนุ่งผ้าคากรองบ้าง ทำให้มีห่วงเหล็กที่ศอกและเข่าแล้วใส่หลาวเหล็กตรึงไว้บ้าง ให้เอาเบ็ดเกี่ยวติดที่เนื้อปากบ้าง ให้เอาพร้าถากตัวให้ตกไปเท่ากหาปณะบ้าง ให้เอาพร้าถากตัวแล้วทาด้วยนํ้าแสบบ้าง ให้นอนลงแล้วตรึงหลาวเหล็กไว้ในช่องหูบ้าง ให้ถลกหนังแล้วทุบกระดูกพันไว้เหมือนตั่งใบไม้บ้าง รดตัวด้วยนํ้ามันอันร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินเนื้อที่ตัวบ้าง เอาหลาวเสียบไว้บ้าง และย่อมตัดศีรษะด้วยดาบ ผู้นั้นย่อมเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งการถูกกรรมกรณ์เป็นปัจจัย ภัยคือ ทุกขโทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดจากอะไร ภัยนั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากโทษของตน

พระราชาเป็นใหญ่ในโทษ ๔ อย่างเหล่านี้ผู้นั้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมของตน พวกนายนิรยบาลย่อมลงกรรมกรณ์ซึ่งมีเครื่องจำ ๕ ประการ กะสัตว์นั้น คือ ให้ตรึงหลาวเหล็กแดงที่มือขวา ๑ ที่มือซ้าย ๑ ที่เท้าขวา ๑ ที่เท้าซ้าย ๑ ที่ท่ามกลางอก ๑ สัตว์นั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อนในนรกนั้น แต่ก็ยังไม่ทำกาลกิริยา ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นสุด ภัยคือทุกขโทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดจากอะไร ภัยนั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากโทษของตน

พวกนายนิรยบาลให้สัตว์นั้นนอนลงแล้วเอาผึ่งถาก สัตว์นั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อน ในนรกนั้น แต่ก็ยังไม่ทำกาลกิริยา ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นสุด และพวกนายนิรยบาลจับเขาเอาเท้าขึ้น เอาศีรษะลงแล้วเอาพร้าถาก และให้เทียมสัตว์นั้นเข้าที่รถแล้วให้วิ่งไปบ้าง วิ่งกลับบ้าง บนแผ่นดินที่ไฟติดโชนมีเปลวลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง ... ต้อนให้ขึ้นภูเขาถ่านเพลิงใหญ่ไฟติดโชนมีเปลวลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงบ้าง ให้กลับลงมาบ้าง ... และจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้นเอาศีรษะลงแล้วเหวี่ยงไปในหม้อทองแดงอันไฟติดโชนมีเปลวรุ่งโรจน์โชติช่วง สัตว์นั้นย่อมเดือดพล่านอยู่ในหม้อทองแดงเหมือนฟองนํ้าข้าวที่กำลังเดือด สัตว์นั้นเมื่อเดือดพล่านอยู่ในหม้อ

หน้า ๕๕๐

ทองแดงเหมือนฟองนํ้าข้าวที่กำลังเดือด พลุ่งไปข้างบนครั้งหนึ่ง ดิ่งลงข้างล่างครั้งหนึ่ง แล้วพล่านไปข้าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง สัตว์นั้นเสวยทุกขเวทนา อันเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ในหม้อทองแดงนั้น แต่ก็ยังตายไม่ได้ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น ภัยคือทุกขโทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดจากอะไร ภัยนั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากโทษของตน พวกนายนิรยบาลเหวี่ยงสัตว์นั้นลงในนรกก็แลมหานรกนั้น

มี ๔ มุม ๔ ประตู แบ่งไว้โดยส่วนเท่ากัน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ มีแผ่นเหล็กครอบไว้

พื้นของมหานรกนั้นทำด้วยเหล็ก ลุกโพลงเป็นไฟ แผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์รอบด้าน มั่นคงอยู่ทุกเมื่อ

นรกใหญ่ร้อนจัด มีเปลวเพลิงรุ่งโรจน์ ยากที่จะเข้าใกล้ น่าขนลุก น่ากลัว มีภัยเฉพาะหน้า มีแต่ทุกข์

กลุ่มเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านตะวันออก เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมชั่วช้า ผ่านไปจนจดฝาด้านตะวันตก

กลุ่มเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านตะวันตก เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมชั่วช้า ผ่านไปจดฝาด้านตะวันออก

กลุ่มเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านเหนือ เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมชั่วช้า ผ่านไปจนจดฝาด้านใต้

กลุ่มเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านใต้ เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมชั่วช้า ผ่านไปจนจดฝาด้านเหนือ

กลุ่มเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านล่าง น่ากลัว เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมชั่วช้า ผ่านไปจนจดฝาปิด

หน้า ๕๕๑

กลุ่มเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาปิด น่ากลัว เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมชั่วช้า ผ่านไปจนจดด้านพื้นล่าง

แผ่นเหล็กที่ไฟติดจนแดงโชนย่อมลุกโพลง ฉันใด อเวจีนรกข้างล่าง ก็ปรากฏแก่สัตว์ที่เห็นอยู่ข้างบนฉันนั้น

เหล่าสัตว์ในอเวจีนรกนั้นชั่วช้ามาก ทำกรรมชั่วมาก มีแต่กรรมชั่วช้าอย่างเดียว ถูกไฟไหม้อยู่ แต่ไม่ตาย

กายของเหล่าสัตว์ที่อยู่ในนรกนั้นเสมอด้วยไฟ เชิญดูความมั่นคงของกรรมทั้งหลายเถิด ไม่มีเถ้า แม้แต่เขม่าก็ไม่มี

เหล่าสัตว์วิ่งไปทางประตูด้านตะวันออก ย้อนกลับจากประตูด้านตะวันออกวิ่งมาประตูด้านตะวันตก วิ่งไปทางประตูด้านเหนือ ย้อนกลับจากประตูด้านเหนือวิ่งมาทางประตูด้านใต้

แม้จะวิ่งไปทิศใด ๆ ประตูทิศนั้น ๆ ก็ปิดเอง สัตว์เหล่านั้น หวังจะออกไป แสวงหาทางที่จะพ้นไป

แต่ก็ออกจากนรกนั้นไปไม่ได้ เพราะกรรมเป็นปัจจัยด้วยว่ากรรมอันชั่วช้าสัตว์เหล่านั้นทำไว้มาก ยังให้ผลไม่หมดสิ้น

ภัยคือทุกข์โทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดจากอะไร ภัยนั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากโทษของตน

ทุกข์ที่มีในนรกก็ดี ทุกข์ที่มีในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็ดี ทุกข์ที่มีในปิตติวิสัยก็ดี ทุกข์ที่มีในมนุษย์ก็ดี ทุกข์เหล่านั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏจากอะไร ทุกข์เหล่านั้นเกิด คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะปรากฏจากโทษของตน รวมความว่า ‘ภัยเกิดจากโทษของตน’

หน้า ๕๕๒

{๗๙๐} หัวข้อว่า ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน มีอธิบายดังนี้

คำว่า คน ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์

คำว่า ที่ทุ่มเถียงกัน ความว่า ท่านทั้งหลายจงดู คือ แลดู เหลียวดู เพ่งดู พิจารณาดูซึ่งคนที่ทุ่มเถียงกัน คือ คนที่ทะเลาะกัน คนที่ทำร้ายกัน คนที่ทำร้ายตอบกัน คนที่เคืองกัน คนที่เคืองตอบกัน คนที่ปองร้ายกัน คนที่ปองร้ายตอบกัน รวมความว่า ‘จงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน’{๗๙๑} คำว่า เราจักแสดงความสังเวชใจ ความว่า เราจักแสดง คือ ชี้แจง บอก เล่า บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศซึ่งความสังเวชใจ คือ ความหวาดเสียว ความสะดุ้ง ความกลัว ความบีบคั้น ความกระทบ ความเบียดเบียน ความขัดข้อง รวมความว่า ‘เราจักแสดงความสังเวชใจ’{๗๙๒} คำว่า อย่างที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว ความว่า อย่างที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว คือ สะดุ้งถึงความหวาดเสียวมาแล้วด้วยตนทีเดียว รวมความว่า ‘อย่างที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าภัยเกิดจากโทษของตน ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน เราจักแสดงความสังเวชใจอย่างที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว

{๗๙๓} [๑๗๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้วเพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในหนองที่มีน้ำน้อย และเพราะเห็นสัตว์ทั้งหลายกระทบกระทั่งกันและกัน

หน้า ๕๕๓

ว่าด้วยทุกข์ต่าง ๆ

{๗๙๔} หัวข้อว่า เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ มีอธิบายดังนี้

คำว่า หมู่สัตว์ เป็นชื่อของสัตว์โลก ความว่า ซึ่งหมู่สัตว์ที่ดิ้นรน คือ กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา ด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วยความดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรนเพราะทุจริต ด้วยความดิ้นรนเพราะประกอบ ด้วยความดิ้นรนเพราะผลกรรม คือ

ผู้กำหนัดก็ดิ้นรนด้วยราคะ ผู้ขัดเคืองก็ดิ้นรนด้วยโทสะ ผู้หลงก็ดิ้นรนด้วยโมหะ ผู้ผูกพันก็ดิ้นรนด้วยมานะ ผู้ยึดติดก็ดิ้นรนด้วยทิฏฐิ ผู้ฟุ้งซ่านก็ดิ้นรนด้วยอุทธัจจะ ผู้ลังเลสงสัยก็ดิ้นรนด้วยวิจิกิจฉา ผู้มีพลังก็ดิ้นรนด้วยอนุสัย

ดิ้นรนเพราะลาภ เพราะเสื่อมลาภ เพราะยศ เพราะเสื่อมยศ เพราะสรรเสริญ เพราะนินทา เพราะสุข เพราะทุกข์

ดิ้นรนเพราะชาติ เพราะชรา เพราะพยาธิ เพราะมรณะ เพราะโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส

ดิ้นรนเพราะทุกข์คือความเกิดในนรก เพราะทุกข์คือความเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เพราะทุกข์คือความเกิดในปิตติวิสัย เพราะทุกข์คือความเกิดในมนุษย์ เพราะทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเหตุ เพราะทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูลเหตุ เพราะทุกข์มีความคลอดจากครรภ์เป็นมูลเหตุ เพราะทุกข์ที่ติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว เพราะทุกข์ที่เกี่ยวเนื่องแต่ผู้อื่นของสัตว์ผู้เกิดแล้ว เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ความขวนขวายของตน เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ทุกขเวทนา เพราะทุกข์ที่เกิดแต่สังขาร เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ความแปรปรวน

หน้า ๕๕๔

ดิ้นรนเพราะทุกข์ที่เกิดจากโรคทางจักษุประสาท โรคทางโสตประสาท โรคทางฆานประสาท โรคทางชิวหาประสาท โรคทางกายประสาท โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม<*> โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด โรคละลอก โรคบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวงดิ้นรนเพราะอาพาธที่มีดีเป็นสมุฏฐาน เพราะอาพาธที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐาน เพราะอาพาธที่มีลมเป็นสมุฏฐาน เพราะไข้สันนิบาต เพราะอาพาธที่เกิดแต่ฤดูเปลี่ยนแปร เพราะอาพาธที่เกิดขึ้นเพราะการบริหารไม่สม่ำเสมอ เพราะอาพาธที่เกิดขึ้นแต่ความเพียรเกินกำลัง เพราะอาพาธที่เกิดแต่วิบากของกรรม

ดิ้นรนเพราะความหนาว เพราะความร้อน เพราะความหิว เพราะความกระหาย เพราะปวดอุจจาระ เพราะปวดปัสสาวะ เพราะทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน

ดิ้นรนด้วยทุกข์เพราะมารดาตาย ด้วยทุกข์เพราะบิดาตาย ด้วยทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย ด้วยทุกข์เพราะพี่สาวน้องสาวตาย ด้วยทุกข์เพราะบุตรตาย ด้วยทุกข์เพราะธิดาตาย ด้วยทุกข์เพราะญาติตาย ด้วยทุกข์เพราะโภคทรัพย์พินาศ ด้วยทุกข์เพราะความพินาศที่เกิดจากโรค ด้วยทุกข์เพราะศีลวิบัติ ด้วยทุกข์เพราะทิฏฐิวิบัติ

คำว่า เพราะเห็น คือ เพราะประสบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจน รวมความว่า ‘เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่’

{๗๙๕} คำว่า เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในหนองที่มีนํ้าน้อย ความว่า ปลาทั้งหลายถูกกา นกตะกรุม นกยาง จิกเฉี่ยวฉุดขึ้นกินอยู่ ย่อมดิ้นรน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ไข้เซื่องซึม - ผู้รวบรวม
หน้า ๕๕๕

คือ กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่าย อยู่ในหนองที่มีนํ้าน้อย คือ ในที่มีนํ้าเล็กน้อย ในที่มีนํ้าจะแห้งไป ฉันใด หมู่สัตว์ย่อมดิ้นรน คือ กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมาด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ... ด้วยทุกข์เพราะทิฏฐิวิบัติ ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่า ‘เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ใน หนองที่มีนํ้าน้อย’

{๗๙๖} คำว่า สัตว์ทั้งหลายกระทบกระทั่งกันและกัน ความว่า สัตว์ทั้งหลายกระทบกระทั่งกัน คือ ทำร้ายกัน เคืองกัน เคืองตอบกัน ปองร้ายกัน ปองร้ายตอบกัน กล่าวคือ พวกพระราชาทรงวิวาทกับพวกพระราชาบ้าง พวกกษัตริย์วิวาทกับพวกกษัตริย์บ้างพวกพราหมณ์วิวาทกับพวกพราหมณ์บ้าง พวกคฤหบดีวิวาทกับพวกคฤหบดีบ้าง มารดาวิวาทกับบุตรบ้าง บุตรวิวาทกับมารดาบ้าง บิดาวิวาทกับบุตรบ้าง บุตรวิวาทกับบิดาบ้าง พี่ชายน้องชายวิวาทกับพี่ชายน้องชายบ้าง พี่น้องสาววิวาทกับพี่น้องสาวบ้าง พี่ชายวิวาทกับน้องสาวบ้าง น้องสาววิวาทกับพี่ชายบ้าง สหายวิวาทกับสหายบ้าง คนเหล่านั้นถึงการทะเลาะ แก่งแย่ง วิวาทกัน ในการทะเลาะกันนั้น ก็ทำร้ายซึ่งกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง ถึงความตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้างในเพราะความประทุษร้ายกันนั้น รวมความว่า ‘สัตว์ทั้งหลายกระทบกระทั่งกันและกัน’{๗๙๗} หัวข้อว่า ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว เพราะเห็น มีอธิบายดังนี้

คำว่า เพราะเห็น ความว่า ภัย คือ ความเบียดเบียน ความกระทบกระทั่ง อุบาทว์ อุปสรรคเข้ามาถึงเรา เพราะเห็น คือ ประสบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจน รวมความว่า ‘ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้วเพราะเห็น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

หน้า ๕๕๖

ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในหนองที่มีนํ้าน้อย และเพราะเห็นสัตว์ทั้งหลายกระทบกระทั้งกันและกัน

{๗๙๘} [๑๗๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

โลกโดยรอบไม่มีแก่นสาร สังขารทั้งหลายก็หวั่นไหวแล้วทุกทิศทาง เราปรารถนาที่พึ่งพิงอยู่ ยังมองไม่เห็นฐานะอะไร ๆ ที่จะไม่ถูกครอบงำเลย

ว่าด้วยโลก

{๗๙๙} คำว่า โลกโดยรอบไม่มีแก่นสาร ความว่า โลกนรก โลกกำเนิด สัตว์ดิรัจฉาน โลกปิตติวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกขันธ์ โลกธาตุ โลกอายตนะ โลกนี้ โลกอื่น ทั้งโลกพรหม ทั้งโลกเทวดา นี้ตรัสเรียกว่าโลก

โลกนรกไม่มีแก่นสาร คือ ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นของเที่ยง โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นสุข โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นตัวตน โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นของมั่นคง หรือโดยความเป็นของไม่มีความแปรผันเป็นธรรมดา

โลกกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ... โลกปิตติวิสัย ... โลกมนุษย์ ... โลกเทวดา ... โลกขันธ์ ... โลกธาตุ ... โลกอายตนะ ... โลกนี้ ... โลกอื่น ... ทั้งพรหมโลก ... ทั้งเทวโลกไม่มีแก่นสาร คือ ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นของเที่ยง โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นสุข โดยสาระแห่งแก่นสารที่เป็นตัวตน โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นของมั่นคง หรือโดยความเป็นของไม่มีความแปรผันเป็นธรรมดา

หน้า ๕๕๗

ต้นอ้อเป็นไม้ไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ฉันใด ต้นละหุ่ง ... ต้นมะเดื่อ ... ต้นทองหลาง ... ต้นหงอนไก่เป็นไม้ไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ฉันใด ฟองนํ้าไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ฉันใด ต่อมนํ้าไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ฉันใด พยับแดด ไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ฉันใด ต้นกล้วยไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ฉันใด มายาไม่มีแก่น ไร้แก่น ปราศจากแก่น ฉันใด โลกนรกก็ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โลกกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ... โลกปิตติวิสัย ... โลกมนุษย์ ... ทั้งเทวโลก ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่น ปราศจากแก่นสาร โดยสาระแห่ง แก่นสารที่เป็นของเที่ยง ... หรือโดยความเป็นของไม่มีความแปรผันเป็นธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่า ‘โลกโดยรอบ ไม่มีแก่นสาร’

ว่าด้วยสังขารไม่เที่ยง

{๘๐๐} คำว่า สังขารทั้งหลายก็หวั่นไหวแล้วทุกทิศทาง ความว่า แม้สังขารทั้งหลายในทิศตะวันออกก็สั่นคลอน หวั่นไหว คือ สะเทือนสะท้าน คลอนแคลน เพราะเป็นสั่งไม่เที่ยง จึงถูกชาติติดตาม ถูกชราห้อมล้อม ถูกพยาธิครอบงำ ถูกมรณะกำจัด ตั้งอยู่ในกองทุกข์ ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่หลีกเร้น ไม่มีที่พึ่ง เป็นสิ่งหาที่พึ่งไม่ได้

แม้สังขารทั้งหลายในทิศตะวันตก ... ในทิศเหนือ ... ในทิศใต้ ... ในทิศอาคเนย์ ... ในทิศพายัพ ... ในทิศอีสาน ... ในทิศหรดี ... ในทิศเบื้องต่ำ ... ในทิศเบื้องบน ... ในสิบทิศ ก็สั่นคลอน หวั่นไหว คือ สะเทือนสะท้าน คลอนแคลน เพราะเป็นสิ่งไม่เที่ยง จึงถูกชาติติดตาม ถูกชราห้อมล้อม ถูกพยาธิครอบงำ ถูกมรณะกำจัด ตั้งอยู่ในกองทุกข์ ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่หลีกเร้น ไม่มีที่พึ่ง เป็นสิ่งหาที่พึ่งไม่ได้ สมจริงดังภาษิตนี้ว่า

หน้า ๕๕๘

วิมานของท่านนั้นถึงจะรุ่งโรจน์ส่องสวางอยู่ในทิศเหนือก็จริง ถึงเช่นนั้น เพราะเห็นโทษในรูปและเห็นรูปที่สั่นด้วยความหนาวเป็นต้นอยู่เป็นนิจ ฉะนั้น พระศาสดาผู้ทรงพระปัญญาเลิศล้ำจึงไม่ทรงยินดีในรูป

โลกถูกมฤตยูกำจัด ถูกชราล้อมไว้ ถูกลูกศรคือตัณหาเสียบไว้ ถูกความอยากเผาทุกเมื่อ

โลกทั้งปวงเร่าร้อน โลกทั้งปวงคุเป็นควัน โลกทั้งปวงลุกโพลง โลกทั้งปวงสั่นสะเทือน

รวมความว่า ‘สังขารทั้งหลายก็หวั่นไหวแล้วทุกทิศทาง’

{๘๐๑} คำว่า เราปรารถนาที่พึ่งพิงอยู่ ความว่า เราปรารถนา คือ ยินดี ประสงค์ รักใคร่ ชอบใจที่พึ่งพิง คือ ที่ต้านทาน ที่หลีกเร้น ที่พักพิง ที่ดำเนิน ที่ก้าวหน้าเพื่อตน รวมความว่า ‘เราปรารถนาที่พึ่งพิงอยู่’

{๘๐๒} คำว่า ยังมองไม่เห็นฐานะอะไร ๆ ที่จะไม่ถูกครอบงำเลย ความว่า เรายังมองไม่เห็นฐานะอะไรที่จะไม่ถูกครอบงำ ได้เห็นแต่ฐานะทั้งปวงถูกครอบงำทั้งนั้น คือ ความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวงถูกชราครอบงำ ความเป็นผู้ไม่มีโรคทั้งปวงถูกพยาธิครอบงำ ชีวิตทั้งปวงถูกมรณะครอบงำ ลาภทั้งปวงถูกความเสื่อมลาภครอบงำ ยศทั้งปวงถูกความเสื่อมยศครอบงำ ความสรรเสริญทั้งปวงถูกความนินทาครอบงำ สุขทั้งปวงถูกทุกข์ครอบงำ สมจริงดังภาษิตนี้ว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๗๗/๑๕๑
  2. ๒สํ.ส. (แปล) ๑๕/๖๖/๗๒
  3. ๓ขุ.เถรี. (แปล) ๒๖/๒๐๐/๖๖๓
หน้า ๕๕๙

ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง ไม่มั่นคง มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา

รวมความว่า ‘ยังมองไม่เห็นฐานะอะไร ๆ ที่จะไม่ถูกครอบงำเลย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

โลกโดยรอบไม่มีแก่นสาร สังขารทั้งหลายก็หวั่นไหวแล้วทุกทิศทาง เราปรารถนาที่พึ่งพิงอยู่ ยังมองไม่เห็นฐานะอะไร ๆ ที่จะไม่ถูกครอบงำเลย

{๘๐๓} [๑๗๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกขัดขวางแล้วเป็นผู้ถึงที่สุด ความไม่ยินดีจึงได้มีแก่เรา อนึ่ง เราได้เห็นถูกศร (คือ กิเลส) อันเห็นได้ยากอาศัยอยู่ในหทัยในสัตว์เหล่านี้

{๘๐๔} หัวข้อว่า ผู้ถูกขัดขวางแล้วเป็นผู้ถึงที่สุด มีอธิบายดังนี้

คำว่า เป็นผู้ถึงที่สุด ความว่า ชราทำให้ความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวงสิ้นสุดไป พยาธิทำให้ความเป็นผู้ไม่มีโรคทั้งปวงสิ้นสุดไป มรณะทำให้ชีวิตทั้งปวงสิ้นสุดไป ความเสื่อมลาภทำให้ลาภทั้งปวงสิ้นสุดไป ความเสื่อมยศทำให้ยศทั้งปวงสิ้นสุดไป ความนินทาทำให้ความสรรเสริญทั้งปวงสิ้นสุดไป ทุกข์ทำให้สุขทั้งปวงสิ้นสุดไป รวมความว่า ‘เป็นผู้ถึงที่สุด’คำว่า ผู้ถูกขัดขวาง ความว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาความเป็นหนุ่มสาวถูกชราขัดขวางไว้ผู้ปรารถนาความไม่มีโรคถูกพยาธิขัดขวางไว้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๖๑๕ (กาฬพาหุชาดก กุฏิทูสกวรรค จตุกกนิบาต)
หน้า ๕๖๐

ผู้ปรารถนาชีวิตถูกมรณะขัดขวางไว้ ผู้ปรารถนาลาภถูกความเสื่อมลาภขัดขวางไว้ ผู้ปรารถนายศถูกความเสื่อมยศขัดขวางไว้ ผู้ปรารถนาความสรรเสริญถูกความนินทาขัดขวางไว้ ผู้ปรารถนาความสุขถูกความทุกข์ขัดขวางไว้ คือ ปิดไว้ มากระทบ มากระทบเฉพาะ ทำลาย ทำลายเฉพาะ รวมความว่า ‘ผู้ถูกขัดขวางแล้วเป็นผู้ถึงที่สุด’{๘๐๕} หัวข้อว่า เพราะได้เห็น ... ความไม่ยินดีจึงได้มีแก่เรา มีอธิบายดังนี้

คำว่า เพราะได้เห็น ความว่า เพราะเห็น คือ ประสบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจน รวมความว่า ‘เพราะได้เห็น’

คำว่า ความไม่ยินดีจึงได้มีแก่เรา ความว่า ความไม่ยินดี คือ ความไม่ยินดียิ่ง กิริยาที่ไม่ยินดียิ่ง ความระอา ความเบื่อ จึงได้มีแล้ว รวมความว่า ‘เพราะได้เห็น ... ความไม่ยินดีจึงได้มีแก่เรา’{๘๐๖} หัวข้อว่า อนี่ง เราได้เห็นลูกศร(คือกิเลส) ... ในสัตว์เหล่านี้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า อนึ่ง เป็นคำเชื่อมบท ... คำว่า อนึ่ง นี้เป็นไปตามลำดับบท

คำว่า เหล่านี้ ความว่า ในสัตว์ทั้งหลาย

คำว่า ลูกศร ได้แก่ ลูกศร ๗ ประการ คือ

(๑) ลูกศรคือราคะ (๒) ลูกศรคือโทสะ

(๓) ลูกศรคือโมหะ (๔) ลูกศรคือมานะ

(๕) ลูกศรคือทิฏฐิ (๖) ลูกศรคือความเศร้าโศก

(๗) ลูกศรคือความสงสัย

คำว่า เราได้เห็น ความว่า ได้เห็น คือ ได้ประสบ ได้พบ รู้ตลอดแล้ว รวมความว่า ‘อนึ่ง เราได้เห็นลูกศรคือกิเลส ... ในสัตว์เหล่านี้แล้ว’

{๘๐๗} หัวข้อว่า อันเห็นได้ยาก อาศัยอยู่ในหทัย มีอธิบายดังนี้

หน้า ๕๖๑

คำว่า อันเห็นได้ยาก ความว่า เห็นได้ยาก คือ ดูได้ยาก พบได้ยาก รู้ได้ยาก ตามรู้ได้ยาก เข้าใจได้ยาก

คำว่า อาศัยอยู่ในหทัย ความว่า จิตตรัสเรียกว่า หทัย ได้แก่ จิต ใจ มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันเกิดแต่วิญญาณขันธ์นั้น

คำว่า อาศัยอยู่ในหทัย คือ อาศัยหทัย คือ อาศัยจิต ร่วมอาศัยจิต ไปร่วม เกิดร่วม เกี่ยวข้อง สัมปยุตด้วยจิต ได้แก่ เกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันกับจิต รวมความว่า ‘อันเห็นได้ยาก อาศัยอยู่ในหทัย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกขัดขวางแล้วเป็นผู้ถึงที่สุด ความไม่ยินดีจึงได้มีแก่เรา อนึ่ง เราได้เห็นลูกศร (คือ กิเลส) อันเห็นได้ยากอาศัยอยู่ในหทัยในสัตว์เหล่านี้

{๘๐๘} [๑๗๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

สัตว์โลกถูกลูกศรใดปักติดแล้วย่อมวิ่งพล่านไปทุกทิศทาง ครั้นถอนลูกศรนั้นนั่นแหละได้แล้วย่อมไม่วิ่งพล่านไป ย่อมไม่จมลง

ว่าด้วยลูกศร ๗ ประการ

{๘๐๙} หัวข้อว่า สัตว์โลกถูกลูกศรใดปักติดแล้วย่อมวิ่งพล่านไปทุกทิศทาง มีอธิบายดังนี้

คำว่า ลูกศร ได้แก่ ลูกศร ๗ ประการ คือ

หน้า ๕๖๒

(๑) ลูกศรคือราคะ (๒) ลูกศรคือโทสะ

(๓) ลูกศรคือโมหะ (๔) ลูกศรคือมานะ

(๕) ลูกศรคือทิฏฐิ (๖) ลูกศรคือความเศร้าโศก

(๗) ลูกศรคือความสงสัย

ลูกศรคือราคะเป็นไฉน คือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความยินดี ความชอบใจ ความเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน ความที่จิตมักมาก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ นี้ชื่อว่าลูกศรคือราคะ

ลูกศรคือโทสะเป็นไฉน คือ ความอาฆาตย่อมเกิดว่า “คนผู้นี้ได้ทำความพินาศแก่เราแล้ว”ความอาฆาตย่อมเกิดว่า “คนผู้นี้ย่อมก่อความพินาศให้เรา” ความอาฆาตย่อมเกิดว่า “คนผู้นี้จักก่อความพินาศให้เรา ... ความดุร้าย การเพาะวาจาชั่ว ความที่จิตใจไม่แช่มชื่น นี้ชื่อว่าลูกศรคือโทสะ

ลูกศรคือโมหะเป็นไฉน คือ ความไม่รู้ในทุกข์ ... ความไม่รู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับทุกข์ ความไม่รู้ส่วนเบื้องต้น ความไม่รู้ส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้น คือ ความที่ปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชานี้เป็นปัจจัย ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่ตามตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้ชอบ ความไม่รู้ตลอด ความไม่ยึดเหตุให้มั่นไว้ด้วยดี ความไม่หยั่งรู้เหตุ ความไม่เพ่งพินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความไม่ผ่องแผ้ว ความเป็นคนโง่ ความหลง ความหลงใหล ความหลงเลือน อวิชชา อวิชชาโอฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชานุสัย อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาลังคี อกุศลมูลคือโมหะ นี้ชื่อว่าลูกศรคือโมหะลูกศรคือมานะเป็นไฉน คือ ความถือตัวว่า “เราดีกว่าเขา” ความถือตัวว่า “เราเสมอเขา” ความถือตัวว่า “เราด้อยกว่าเขา” ความถือตัว

หน้า ๕๖๓

กิริยาที่ถือตัว ความเป็นผู้ถือตัว ความใฝ่สูง ความลิงโลดใจ ความทะนงตัว ความยกตัว ความที่จิตใฝ่สูงดุจธง นี้ชื่อว่าลูกศรคือมานะ

ลูกศรคือทิฏฐิเป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ ความไปคือทิฏฐิ รกชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือ ทางผิด คลองผิด ความเป็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิด ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือแน่นอนว่าจริงในสิ่งที่ไม่จริงเห็นปานนี้ ตลอดถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่าลูกศรคือทิฏฐิลูกศรคือความเศร้าโศกเป็นไฉน คือ ความเศร้าโศก กิริยาที่เศร้าโศก ความเป็นผู้เศร้าโศก ความเศร้าโศกในภายใน ความเศร้าโศกรอบในภายใน ความเร่าร้อนในภายใน

ความเร่าร้อนรอบในภายใน ความตรอมตรมแห่งจิตโทมนัสของชนที่ถูกความเสื่อมแห่งญาติกระทบบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งโภคสมบัติกระทบบ้าง ที่ถูกความเสื่อมเพราะโรคกระทบบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งศีลกระทบบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบบ้าง ที่ประจวบกับความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบบ้าง นี้ชื่อว่าลูกศรคือความเศร้าโศกลูกศรคือความสงสัยเป็นไฉน คือ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยในทุกขสมุทัย ความสงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความสงสัยในส่วนเบื้องต้น ความสงสัยในส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยทั้งในส่วนเบื้องต้นทั้งในส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น คือ ความที่สังขาราทิธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความสงสัย กิริยาที่สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความไม่ตกลง ความสองจิตสองใจ ความเป็นสองทาง ความลังเล ความไม่ถือเอาโดยส่วนเดียว

หน้า ๕๖๔

ความระแวง ความระแวงรอบ ความตัดสินไม่ลง ความมีจิตครั่นคร้าม ความมีใจสนเท่ห์เห็นปานนี้ นี้ชื่อว่าลูกศรคือความสงสัย

ว่าด้วยภาวะของสัตว์โลกที่ถูกลูกศรแทง

{๘๑๐} คำว่า สัตว์โลกลูกลูกศรใดปักติดแล้วย่อมวิ่งพล่านไปทุกทิศทาง ความว่า สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือราคะปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ คือ ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นโดยไม่เหลือบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักแย่งชิงที่ทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาของชายอื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง สัตว์โลกที่ลูกศรคือราคะปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่านวนเวียน ท่องเที่ยวไป อย่างนี้บ้าง

อนึ่ง สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือราคะปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ ย่อมแล่นเรือไปยังมหาสมุทร ฝ่าหนาว ฝ่าร้อน ถูกสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เบียดเบียน ถูกความหิวกระหายเบียดเบียนอยู่ ไปคุมพรัฐ ไปตักโกลรัฐ ไปตักกสิลรัฐ ไปกาลมุขรัฐ ไปมรณปารรัฐ ไปเวสุงครัฐ ไปเวราปถรัฐ ไปชวรัฐ ไปตัมพลิงครัฐ ไปวังกรัฐ ไปเอฬวัทธนรัฐ ไปสุวัณณกูฏรัฐ ไปสุวัณณภูมิรัฐ ไปตัมพปัณณิรัฐ ไปสุปปารรัฐ ไปภรุกรัฐ ไปสุรัทธรัฐ ไปอังคเณกรัฐ ไปคังคณรัฐ ไปปรมคังคณรัฐ ไปโยนรัฐ ไปปีนรัฐ ไปอัลลสันทรัฐ ไปมรุกันตารรัฐ เดินทางที่ต้องคลานไป เดินทางที่ต้องไปด้วยแพะ เดินทางที่ต้องไปด้วยแกะ เดินทางที่ต้องโหนไปด้วยเชือกและหมุด เดินทางที่ต้องโดดลงด้วยร่มหนังแล้วจึงเดินไปได้ เดินทางที่ต้องไปด้วยพะองไม้ไผ่ เดินทางอย่างนก เดินทางอย่างหนู เดินทางไปตามซอกภูเขา เดินทางตามลำธารที่ต้องไต่ไปตามเส้นหวาย เมื่อแสวงหาไม่ได้ ก็

หน้า ๕๖๕

เสวยทุกขโทมนัสซึ่งมีความไม่ได้เป็นมูลเหตุบ้าง เมื่อแสวงหาได้มา ครั้นได้แล้วก็เสวยทุกขโทมนัสซึ่งมีการต้องรักษาเป็นมูลเหตุด้วยวิตกอยู่ว่า “ทำอย่างไรหนอ พระราชาจึงจะไม่ริบทรัพย์ของเราไป พวกโจรจะไม่ลักไป ไฟจะไม่ไหม้ นํ้าจะไม่พัดไป พวกทายาทที่ไม่รักอันจึงจะเอาไปไม่ได้” ดังนี้บ้าง เมื่อเขารักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ ทรัพย์เหล่านั้นย่อมวิบัติไป เขาก็เสวยทุกขโทมนัสซึ่งมีการพลัดพรากทรัพย์เป็นมูลเหตุบ้าง สัตว์โลกถูกลูกศรคือราคะปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไป อย่างนี้บ้างสัตว์โลกอันลูกศรคือโทสะ ... ลูกศรคือโมหะ

... ลูกศรคือมานะปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้วย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ คือ ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นโดยไม่เหลือบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักแย่งชิงที่ทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาของชายอื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง ... สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือมานะปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไป อย่างนี้บ้างสัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือทิฏฐิปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ก็เป็นอเจลก ขาดมรรยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่รับภิกษาของคน ๒ คนที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่

หน้า ๕๖๖

นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัขไว้ ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่ม ๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนี้อ ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง ... รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ... ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒ วันบ้าง ... ๗ วันบ้าง เป็นผู้ขวนขวายแต่บริโภคอาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้าง สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือทิฏฐิปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปอย่างนี้บ้าง

อนึ่ง สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือทิฏฐิปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว เป็นผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มีลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มีหญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหารบ้าง บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ เขานุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด คือ ขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดินกระหย่ง คือ เดินกระหย่งเหยียบพื้นไม่เต็มเท้าบ้าง นอนบนหนาม คือนอนบนที่นอนที่มีหนามบ้าง นอนบนแผ่นกระดานบ้าง นอนบนเนินดินบ้าง นอนตะแคงข้างเดียวบ้าง เอาฝุ่นคลุกตัวบ้าง อยู่กลางแจ้งบ้าง นั่งบนอาสนะตามที่ปูลาดไว้บ้าง บริโภคคูถ คือ ขวนขวายแต่การบริโภคมูตรคูถบ้าง

หน้า ๕๖๗

ไม่ดื่มนํ้าเย็น คือ ขวนขวายแต่การไม่ดื่มนํ้าเย็นบ้าง อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือ ขวนขวายแต่การลงแช่นํ้าบ้าง เป็นผู้ขวนขวายในการทำให้กายเดือดร้อน เร่าร้อนหลายอย่างอยู่เช่นนี้ สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือทิฏฐิปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปอย่างนี้บ้างสัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือความเศร้าโศกปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมเศร้าโศก ลำบากใจ รำพัน ทุบอก คร่ำครวญถึงความหลงเพ้อไป

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้วในพระนครสาวัตถีนี้เอง มารดาของหญิงคนหนึ่งได้ตายไป เพราะการตายของมารดานั้น หญิงคนนั้นก็กลายเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน เดินออกจากถนนนี้ไปสู่ถนนนั้น ออกจากตรอกนี้ไปสู่ตรอกนั้นแล้วได้ถามอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายได้พบแม่ของฉันบ้างไหม ท่านทั้งหลายได้พบแม่ของฉันบ้างไหม’ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้เอง บิดาของหญิงคนหนึ่งได้ตายไป ... พี่น้องชาย ... พี่น้องหญิง ... บุตร ... ธิดา ... สามีของหญิงคนหนึ่งได้ตายไป เพราะการตายของสามีนั้น หญิงคนนั้นก็กลายเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน เดินออกจากถนนนี้ไปสู่ถนนนั้น

ออกจากตรอกนี้ไปสู่ตรอกนั้น แล้วได้ถามอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายได้พบสามีของฉันบ้างไหม ท่านทั้งหลายได้พบสามีของฉันบ้างไหม’ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้เอง มารดาของชายคนหนึ่งได้ตายไป เพราะการตายของมารดานั้น ชายคนนั้นก็กลายเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน เดินออกจากถนนนี้ไปสู่ถนนนั้น ออกจากตรอกนี้ไปสู่ตรอกนั้นแล้วได้ถามอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายได้พบแม่ของข้าพเจ้าบ้างไหม ท่านทั้งหลายได้พบแม่ของข้าพเจ้าบ้างไหม’

หน้า ๕๖๘

ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้เอง บิดาของชายคนหนึ่งได้ตายไป ... พี่น้องชาย ... พี่น้องหญิง ... บุตร ... ธิดา ... ภรรยาของชายคนหนึ่งได้ตายไป เพราะการตายของภรรยานั้น ชายคนนั้นก็กลายเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน เดินออกจากถนนนื้ไปสู่ถนนนั้น ออกจากตรอกนี้ไปสู่ตรอกนั้นแล้วได้ถามอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายได้พบภรรยาของข้าพเจ้าบ้างไหม ท่านทั้งหลายได้พบภรรยาของข้าพเจ้าบ้างไหม’ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้เอง หญิงคนหนึ่งได้ไปยังตระกูลของญาติ พวกญาติของหญิงนั้นต้องการจะตัดขาดสามีของนางแล้วยกนางให้แก่ชายอื่น แต่หญิงนั้นไม่ปรารถนาชายคนนั้น ครั้งนั้นแล หญิงนั้นได้บอกกะสามีว่า ‘ข้าแต่ลูกเจ้า พวกญาติของดิฉันต้องการจะตัดขาดท่านแล้วยกดิฉันให้แก่ขายอื่น เราทั้งสองจักตายด้วยกัน’ ครั้งนั้นแล ชายผู้เป็นสามีได้ตัดหญิงผู้เป็นภรรยานั้นออกเป็นสองท่อนแล้ว ฆ่าตัวตายตามด้วยหวังว่า ‘เราทั้งสองจักตายไปอยู่ด้วยกัน”สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือความเศร้าโศกปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปอย่างนี้บ้าง

สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือความสงสัยปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว เป็นผู้แล่นไปสู่ความสงสัย เคลือบแคลง สองจิตสองใจว่า “ในอดีตกาลนานมา เราได้มีแล้วหรือไม่ได้มีแล้วหนอ เราได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ เราได้เป็นอย่างไรมาแล้วหนอ เราได้เป็นอะไรมาแล้วจึงเป็นอะไรต่อมาหนอ ในอนาคตกาล เราจักมีหรือเราจักไม่มีหนอ เราจักเป็นอะไรหนอ เราจักเป็นอย่างไรหนอ เราจักเป็นอะไรแล้วจึงจักเป็นอะไรต่อไปอีกหนอ” ในปัจจุบันกาลบัดนี้ ก็มีความสงสัยอยู่ ณ ภายในว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๕๖/๔๗๖-๔๗๗
หน้า ๕๖๙

“เรามีอยู่หรือไม่มีอยู่หนอ เราเป็นอะไรอยู่หนอ เราเป็นอย่างไรอยู่หนอ สัตว์นี้มาจากไหนหนอ สัตว์นั้นจะไปเกิดที่ไหนหนอ” สัตว์โลกที่ถูกลูกศรคือ ความสงสัยปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปอย่างนี้บ้าง

สัตว์โลกนั้นปรุงแต่งให้ลูกศรเหล่านั้นเกิด เมื่อปรุงแต่งให้ลูกศรเหล่านั้นเกิดก็วิ่งพล่านไปยังทิศตะวันออก วิ่งพล่านไปยังทิศตะวันตก วิ่งพล่านไปยังทิศเหนือ วิ่งพล่านไปยังทิศใต้ด้วยสามารถแห่งการปรุงแต่งให้ลูกศรเกิด สัตว์โลกยังละสิ่งที่ปรุงแต่งคือลูกศรเหล่านั้นไปไม่ได้แล้ว เพราะยังละสิ่งที่ปรุงแต่งคือลูกศรไปไม่ได้จึงวิ่งพล่านไปในคติ วิ่งพล่านไปในนรก วิ่งพล่านไปในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน วิ่งพล่านไปในปิตติวิสัย วิ่งพล่านไปในมนุษยโลก วิ่งพล่านไปในเทวโลก คือ ย่อมแล่นไป แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยว ไปจากคตินี้สู่คติโน้น จากอุปบัตินี้สู่อุปบัติโน้น จากปฏิสนธินี้สู่ปฏิสนธิโน้น จากภพนี้สู่ภพโน้น จากสงสารนี้สู่สงสารโน้น จากวัฏฏะนี้สู่วัฏฏะโน้นรวมความว่า ‘สัตว์โลกถูกลูกศรใดปักติดแล้วย่อมวิ่งพล่านไปทุกทิศทาง’

{๘๑๑} คำว่า ครั้นถอนลูกศรนั้นนั่นแหละได้แล้วย่อมไม่วิ่งพล่านไป ย่อมไม่จมลง ความว่า สัตว์โลกถอน คือ ถอด ชัก ดึง ฉุด กระชากออก ละเว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งลูกศรคือราคะ ลูกศรคือโทสะ ลูกศรคือโมหะ ลูกศรคือมานะ ลูกศรคือทิฏฐิ ลูกศรคือความเศร้าโศก ลูกศรคือความสงสัยนั้นได้แล้ว ย่อมไม่วิ่งพล่านไปยังทิศตะวันออก ไม่วิ่งพล่านไปยังทิศตะวันตก ไม่วิ่งพล่านไปยังทิศเหนือ ไม่วิ่งพล่านไปยังทิศใต้ สัตว์โลกละสิ่งที่ปรุงแต่งคือลูกศรได้แล้ว เพราะละสิ่งที่ปรุงแต่งคือลูกศรได้ แล้วจึงไม่วิ่งพล่านไปในคติ ไม่วิ่งพล่านไปในนรก ไม่วิ่งพล่านไปในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่วิ่งพล่านไปในปิตติวิสัย ไม่วิ่งพล่านไปในมนุษยโลก ไม่วิ่งพล่านไปในเทวโลก คือ ไม่แล่นไป ไม่แล่นพล่าน ไม่วนเวียน ไม่ท่องเที่ยวไปจากคตินี้สู่คติโน้น จากอุปบัตินี้สู่อุปบัติโน้น จากปฏิสนธินี้สู่ปฏิสนธิโน้น

หน้า ๕๗๐

จากภพนี้สู่ภพโน้น จากสงสารนี้สู่สงสารโน้น จากวัฏฏะนี้ สู่วัฏฏะโน้น รวมความว่า ‘ครั้นถอนลูกศรนั้นนั่นแหละได้แล้วย่อมไม่วิ่งพล่านไป’

คำว่า ย่อมไม่ล่มจม ความว่า ไม่ล่มจม คือ ไม่จมพร้อม ไม่ล่มลง ไม่จมลง ไม่ตกลงไป ในกามโอฆะ ในภวโอฆะ ในทิฏฐิโอฆะ ในอวิชชาโอฆะ รวมความว่า ‘ครั้นถอนลูกศรนั้นนั่นแหละได้แล้วย่อมไม่วิ่งพล่านไป ย่อมไม่จมลง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสัตว์โลกถูกลูกศรใดปักติดแล้วย่อมวิ่งพล่านไปทุกทิศทาง ครั้นถอนลูกศรนั้นนั่นแหละได้แล้ว ย่อมไม่วิ่งพล่านไป ย่อมไม่จมลง

{๘๑๒} [๑๗๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

การศึกษา (หรืออารมณ์ที่น่ายินดีในโลกเหล่าใด) อันชาวโลกศึกษากันอยู่ ผู้เป็นมุนีไม่พึงขวนขวายในการศึกษาหรือในอารมณ์เหล่านั้น พึงรู้แจ้งถึงกามทั้งหลาย โดยประการทั้งปวงแล้วศึกษาถึงความดับกิเลสของตน

ว่าด้วยการศึกษาเพื่อได้กามคุณ

{๘๑๓} หัวข้อว่า การศึกษา (หรืออารมณ์ที่น่ายินดีในโลกเหล่าใด) อันชาวโลกศึกษากันอยู่ มีอธิบายดังนี้

คำว่า การศึกษา ได้แก่ การศึกษาเรื่องช้าง การศึกษาเรื่องม้า การศึกษาเรื่องรถ การศึกษาเรื่องธนู การศึกษาทางเสกเป่า การศึกษาทางผ่าตัด (ศัลยกรรมศาสตร์) การศึกษาทางยา (เภสัชศาสตร์) การศึกษาทางภูตผี (ไสยศาสตร์) การศึกษาทางกุมารเวช

หน้า ๕๗๑

คำว่า ศึกษากันอยู่ ความว่า ศึกษา คือ บอก เล่า แสดง แถลงกันอยู่ อีกนัยหนึ่ง อันชาวโลกศึกษา คือ เรียน เล่าเรียน ทรงจำ เข้าไปทรงจำ เข้าไปกำหนดกันอยู่เพื่อได้เฉพาะอารมณ์ที่น่ายินดี

กามคุณ ๕ คือ (๑) รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด (๒) เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ... (๓) กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... (๔) รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... (๕) โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด ตรัสเรียกว่าอารมณ์ที่น่ายินดีเพราะเหตุไร กามคุณ ๕ จึงตรัสเรียกว่าอารมณ์ที่น่ายินดี เพราะเทวดาและมนุษย์โดยมากปรารถนายินดี รักใคร่ ชอบใจกามคุณกันเหตุนั้น กามคุณ ๕ จึงตรัสเรียกว่าอารมณ์ที่น่ายินดี

คำว่า ในโลก คือ ในมนุษยโลก รวมความว่า ‘การศึกษา (หรืออารมณ์ที่น่ายินดีในโลกเหล่าใด) อันชาวโลกศึกษากันอยู่’

{๘๑๔} คำว่า ไม่พึงขวนขวายในการศึกษาหรือในอารมณ์เหล่านั้น ความว่า ไม่พึงขวนขวายในการศึกษาหรือในกามคุณ ๕ เหล่านั้น คือ ไม่พึงน้อมไป ไม่พึงโน้มไป ไม่พึงโอนไป ไม่พึงน้อมใจไปในการศึกษาหรือในกามคุณ ๕ เหล่านั้น ได้แก่ไม่พึงมีการศึกษาหรือกามคุณ ๕ เหล่านั้นเป็นใหญ่ รวมความว่า ‘ไม่พึงขวนขวายในการศึกษาหรือในอารมณ์เหล่านั้น’{๘๑๕} หัวข้อว่า รู้แจ้งถึงกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง มีอธิบายดังนี้

คำว่า รู้แจ้ง ได้แก่ แทงตลอดแล้วว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”

หน้า ๕๗๒

คำว่า โดยประการทั้งปวง คือ ทั้งปวง โดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า โดยประการทั้งปวง เป็นคำกล่าวรวมไว้ทั้งหมด

คำว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง โดยหัวข้อ คือ (๑) วัตถุกาม (๒) กิเลสกาม ... นี้เรียกว่าวัตถุกาม ... นี้เรียกว่ากิเลสกาม รวมความว่า ‘รู้แจ้งถึงกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง’

{๘๑๖} หัวข้อว่า ศึกษาถึงความดับกิเลสของตน มีอธิบายดังนี้

คำว่า ศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คือ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา ... นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา

คำว่า ถึงความดับกิเลสของตน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล ศึกษาแม้อธิจิต ศึกษาแม้อธิปัญญา เพื่อความดับ คือ เพื่อความสงบ เพื่อความเข้าไปสงบ เพื่อความเข้าไปสงบวิเศษ ได้แก่ เพื่อความดับ เพื่อความสลัดทิ้ง เพื่อความระงับซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวงของตน เมื่อนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ เหล่านี้ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ก็พึงศึกษา ... เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งก็พึงศึกษา ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทานประพฤติ รวมความว่า ‘ศึกษาถึงความดับกิเลสของตน’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าการศึกษา (หรืออารมณ์ที่น่ายินดีในโลกเหล่าใด) อันชาวโลกศึกษากันอยู่ ผู้เป็นมุนีไม่พึงขวนขวายในการศึกษาหรือในอารมณ์เหล่านั้น พึงรู้แจ้งถึงกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้วศึกษาถึงความดับกิเลสของตน

หน้า ๕๗๓

{๘๑๗} [๑๗๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ผู้เป็นมุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด ไม่มักโกรธ พึงข้ามความโลภอันตํ่าช้าและความหวงแหนเสียให้พ้น

{๘๑๘} หัวข้อว่า มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง มีอธิบายดังนี้

คำว่า พึงเป็นผู้มีสัจจะ ความว่า พึงเป็นผู้ประกอบด้วยสัจจวาจา ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ รวมความว่า ‘พึงเป็นผู้มีสัจจะ’

คำว่า ไม่คะนอง ความว่า ความคะนองมี ๓ อย่าง คือ (๑) ความคะนองทางกาย (๒) ความคะนองทางวาจา (๓) ความคะนองทางใจ ... นี้ชื่อว่าความคะนองทางใจ ความคะนอง ๓ อย่างนี้ บุคคลใดละได้ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้น ตรัสเรียกว่า ผู้ไม่คะนอง รวมความว่า ‘พึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง’

ว่าด้วยความเป็นผู้มีมายา

{๘๑๙} คำว่า ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด ความว่า ความประพฤติลวง ตรัสเรียกว่า มายา บุคคลบางคนในโลกนี้ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจแล้วย่อมตั้งความปรารถนาอันเลวทราม เพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น คือ ย่อมปรารถนาว่า “ใคร ๆ อย่ารู้เรา” ดำริว่า “ใคร ๆ อย่ารู้จักเรา” กล่าววาจาว่า “ใคร ๆ อย่ารู้เรา” ย่อมพยายามด้วยกายว่า “ใคร ๆ อย่ารู้เรา”ความลวง ความเป็นผู้มีความลวง ความเสแสร้ง ความหลอกลวง ความล่อลวง ความอำพราง ความปิดบัง ความหลีกเลี่ยง ความซ่อน ความซ่อนเร้น ความปิด ความปกปิด ความไม่ทำให้เปิดเผย ความไม่

หน้า ๕๗๔

ทำให้แจ่มแจ้ง ความปิดซ่อน การทำชั่วเห็นปานนี้ นี้ตรัสเรียกว่า มายา มายานั้นอันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นตรัสเรียกว่า ผู้ไม่มีมายา

หัวข้อว่า ปราศจากคำส่อเสียด มีอธิบายดังนี้

คำว่า คำส่อเสียด ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด ... บุคคลมุ่งให้เขาแตกกัน ย่อมใช้คำส่อเสียดเข้าไปพูดอย่างนี้ คำส่อเสียดนั้นอันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นตรัสเรียกว่า ผู้ปราศจากคำส่อเสียด คือ มีคำส่อเสียดปราศจากไป รวมคํวามว่า ‘ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด’

{๘๒๐} คำว่า ไม่มักโกรธ พึงข้ามความโลภอันตํ่าช้าและความหวงแหนเสียให้พ้น ความว่า ก็คำว่า ไม่มักโกรธ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ก็แต่ว่าควรกล่าวถึงความโกรธก่อน ความโกรธย่อมเกิดด้วยเหตุ ๑๐ ประการ ... ความโกรธนั้นอันมุนีใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นตรัสเรียกว่า ผู้ไม่มีความโกรธ เพราะมุนีนั้นละความโกรธ กำหนดรู้ที่ตั้งแห่งความโกรธ ตัดเสียซึ่งเหตุแห่งความโกรธได้แล้ว จึงชื่อว่าผู้ไม่มีความโกรธคำว่า ความโลภ ได้แก่ ความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ความตระหนี่ ๕ อย่าง ตรัสเรียกว่า ความหวงแหน ได้แก่ ความตระหนี่อาวาส ... ความถือเอาไว้ ตรัสเรียกว่า ความตระหนี่

คำว่า มุนี ความว่า ญาณ ตรัสเรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ... ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี

หน้า ๕๗๕

คำว่า ไม่มักโกรธ พึงข้ามความโลภอันต่ำช้าและความหวงแหนเสียให้พ้น ความว่า มุนีข้ามได้ คือ ข้ามล่วง ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วงแล้วซึ่งความโลภอันต่ำช้าและความหวงแหน รวมความว่า ‘ไม่มักโกรธ พึงข้ามความโลภอันต่ำช้า และความหวงแหนเสียให้พ้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าผู้เป็นมุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด ไม่มักโกรธ พึงข้ามความโลภอันต่ำช้าและความหวงแหนเสียให้พ้น

{๘๒๑} [๑๗๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

นรชนพึงข่มความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน

ว่าด้วยความเกียจคร้าน

{๘๒๒} หัวข้อว่า พึงข่มความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความหลับ ได้แก่ ความที่ร่างกายไม่พร้อม ความที่ร่างกายไม่ควรแก่การงาน อาการหยุด อาการพัก อาการพักภายใน ความง่วง ความหลับ กิริยาที่โงกง่วง กิริยาที่หลับ ความเป็นผู้หลับ

คำว่า ความเกียจคร้าน ได้แก่ ความเกียจคร้าน กิริยาที่เกียจคร้าน ความเป็นผู้มีใจเกียจคร้าน ความขี้เกียจ กิริยาที่ขี้เกียจ ความเป็นผู้ขี้เกียจ

หน้า ๕๗๖

คำว่า ความท้อแท้ ได้แก่ ความที่จิตไม่พร้อม ความที่จิตไม่ควรแก่การงาน กิริยาที่หดหู่ กิริยาที่ย่นย่อ ความท้อแท้ กิริยาที่ท้อแท้ ความที่จิตท้อแท้ ความหดหู่ กิริยาที่หดหู่ ความที่จิตหดหู่

คำว่า พึงข่มความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้ ความว่า พึงข่ม คือ ระงับ ครอบงำ กดขี่ กำจัด ย่ำยีความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้ รวมความว่า ‘พึงข่มความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้’

{๘๒๓} คำว่า ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ความว่า ควรกล่าวถึงความประมาท (ก่อน) การปล่อยจิต หรือการเพิ่มการปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕ ด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือการทำโดยไม่เอื้อเฟื้อ การทำไม่ติดต่อ การหยุดเนือง ๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่ซ่องเสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่หมั่นประกอบในการเจริญธรรมทั้งหลายที่เป็นฝ่ายกุศล ชื่อว่าความประมาท ความประมาท กิริยาที่ประมาท ความเป็นผู้ประมาทเห็นปานนี้เรียกว่าความประมาททั้งสิ้นคำว่า ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ความว่า ไม่พึงอยู่ คือ ไม่พึงอยู่อาศัย ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยความประมาท ได้แก่ พึงละ พึงบรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความประมาท คือ พึงเป็นผู้งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความประมาท พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท’

{๘๒๔} หัวข้อว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความดูหมิ่น ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมดูหมิ่นผู้อื่นโดยชาติบ้าง โดยโคตรบ้าง ... โดยสิ่งอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ความเป็นผู้ถือตัว ความกำเริบขึ้น ความฟูขึ้น ความถือตัว

หน้า ๕๗๗

ดังว่าธงชัย ความประคองจิตไว้ ความที่จิตใคร่เป็นดังว่าธง เห็นปานนี้ ตรัสเรียกว่าความดูหมิ่น

คำว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น ความว่า ไม่พึงตั้งอยู่ คือ ไม่พึงดำรงอยู่ในความดูหมิ่น ได้แก่ พึงละ พึงบรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความดูหมิ่น คือ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความดูหมิ่น พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น’

ว่าด้วยทำบุญต้องมุ่งนิพพาน

{๘๒๕} คำว่า นรชน ... พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน ความว่า นรชนบางคนในโลกนี้เมื่อให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถกรรม เข้าไปตั้งนํ้าดื่ม นํ้าใช้ไว้ กวาดบริเวณ ไหว้พระเจดีย์ วางเครื่องหอมและดอกไม้ที่พระเจดีย์ ทำประทักษิณพระเจดีย์ บำเพ็ญอุศลที่ควรบำเพ็ญอย่างใดอย่างหนึ่งอัน เป็นไปในไตรธาตุ ก็มิใช่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งคติ มิใช่เพราะเหตุแห่งอุปบัติ มิใช่เพราะเหตุแห่งปฏิสนธิ มิใช่เพราะเหตุแห่งภพ มิใช่เพราะเหตุแห่งสงสาร มิใช่เพราะเหตุแห่งวัฏฏะ แต่เป็นผู้มีความประสงค์จะพรากออกจากทุกข์ น้อมไปในพระนิพพาน โน้มไปในพระนิพพาน โอนไปในพระนิพพาน บำเพ็ญกุศลทั้งปวงนั้น รวมความว่า ‘นรชน ... พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานด้วยอาการอย่างนี้บ้าง’อีกนัยหนึ่ง นรชนบังคับจิตให้กลับจากสังขารธาตุอันเป็นไปในไตรภูมิทั้งปวง น้อมจิตเข้าไปในอมตธาตุ (พระนิพพาน) ว่า “ธรรมชาต<*>นั่นสงบ ธรรมชาต<*>นั่นประณีต คือ ธรรมอันเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดทิ้งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับ เป็นที่ออกจากตัณหาเครื่องร้อยรัด” รวมความว่า ‘นรชน ... พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน’ อย่างนี้บ้าง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ธรรมชาติ - ผู้รวบรวม
หน้า ๕๗๘

บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ไห้ทานเพราะเหตุแห่งสุขอันก่อให้เกิดอุปธิเพื่อภพต่อไป แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทาน เพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพต่อไปโดยส่วนเดียวบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่เจริญฌานเพราะเหตุแห่งสุข อันก่อให้เกิดอุปธิเพื่อภพต่อไป แต่บัณฑิต เหล่านั้น ย่อมเจริญฌานเพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพาน อันไม่มีภพต่อไปโดยส่วนเดียวบัณฑิตเหล่านั้นมุ่งนิพพาน มีจิตโอนไปในนิพพาน มีจิตน้อมไปในนิพพาน ให้ทาน บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า เหมือนแม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู่ทะเลฉะนั้นรวมความว่า ‘นรชน ... พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน อย่างนี้บ้าง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

นรชนพึงข่มความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน{๘๒๖} [๑๗๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

นรชนไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป พึงกำหนดรู้ความถือตัว และพึงเว้นจากความผลุนผลันเที่ยวไป

หน้า ๕๗๙

ว่าด้วยมุสาวาทมีด้วยอาการ ๓

{๘๒๗} คำว่า ไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ความว่า มุสาวาทตรัสเรียกว่า การพูดเท็จ บุคคลบางคนในโลกนี้อยู่ในสภาก็ดี อยู่ในที่ประชุมชนก็ดี ... ย่อมกล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตนบ้าง เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง เพราะเห็นแก่สิ่งของเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการนี้ นี้เรียกว่าความเป็นผู้พูดเท็จ

อีกนัยหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ คือ {(๑) ก่อนพูดก็รู้ว่า ‘เราจักพูดเท็จ’ (๒) กำลังพูดก็รู้ว่า ‘เรากำลังพูดเท็จ’ (๓) พูดแล้วก็รู้ว่า ‘เราพูดเท็จแล้ว’} มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ นี้

อีกนัยหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ๔ ... ย่อมมีด้วยอาการ ๕ ... ย่อมมีด้วยอาการ ๖ ... ย่อมมีด้วยอาการ ๗ ... ย่อฺมมีด้วยอาการ ๘ {คือ (๑) ก่อนพูดก็รู้ว่า ‘เราจักพูดเท็จ’ (๒) กำลังพูดก็รู้ว่า ‘เรากำลังพูดเท็จ’ (๓) พูดแล้วก็รู้ว่า ‘เราพูดเท็จแล้ว’ (๔) ปิดบังทิฏฐิ (๕) ปิดบังความถูกใจ (๖) ปิดบังความชอบใจ (๗) ปิดบังความสำคัญ (๘) ปิดบังความจริง} มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๘ นี้คำว่า ไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ความว่า ไม่พึงนำ(ตน)ไป คือ ไม่พึงลอยไป ไม่พึงพาตนไปในการพูดเท็จ คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งการพูดเท็จ ได้แก่ พึงเป็นผู้งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดทั้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับการพูดเท็จ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ’{๘๒๘} คำว่า ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป มีอธิบายดังนี้ คำว่า รูป ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูความพิสดารตามข้อ ๕๔ (ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส) หน้า ๒๐๗ ในเล่มนี้
หน้า ๕๘๐

คำว่า ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป ความว่า ไม่พึงทำความเสน่หา คือ ความพอใจ ความรัก ความกำหนัดในรูป คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะซึ่งความเสน่หาในรูป รวมความว่า ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป’

ว่าด้วยความถือตัวลักษณะต่าง ๆ

{๘๒๙} หัวข้อว่า พึงกำหนดรู้ความถือตัว มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความถือตัว ได้แก่ ความถือตัว ๑ อย่าง คือ ความพองตัวขึ้นแห่งจิต

ความถือตัว ๒ อย่าง คือ (๑) การยกตน (๒) การข่มผู้อื่น

ความถือตัว ๓ อย่าง คือ (๑) ความถือตัวว่า เราดีกว่าเขา (๒) ความถือตัวว่าเราเสมอเขา (๓) ความถือตัวว่าเราด้อยกว่าเขา

ความถือตัว ๔ อย่าง คือ (๑) เกิดความถือตัวเพราะลาภ (๒) เกิดความถือตัวเพราะยศ (๓) เกิดความถือตัวเพราะสรรเสริญ (๔) เกิดความถือตัวเพราะความสุข

ความถือตัว ๕ อย่าง คือ (๑) เกิดความถือตัวว่าเราได้รูปที่ชอบใจ (๒) เกิดความถือตัวว่าเราได้เสียงที่ชอบใจ (๓) เกิดความถือตัวว่าเราได้กลิ่นที่ชอบใจ (๔) เกิดความถือตัวว่าเราได้รสที่ชอบใจ (๕) เกิดความถือตัวว่าเราได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจความถือตัว ๖ อย่าง คือ (๑) เกิดความถือตัวเพราะความถึงพร้อมแห่งจักษุประสาท (๒) เกิดความถือตัวเพราะความถึงพร้อมแห่งโสตประสาท (๓) เกิดความถือตัวเพราะความถึงพร้อมแห่งฆานประสาท (๔) เกิดความถือตัวเพราะความถึงพร้อมแห่งชิวหาประสาท (๕) เกิดความถือตัวเพราะ

หน้า ๕๘๑

ความถึงพร้อมแห่งกายประสาท (๖) เกิดความถือตัวเพราะความถึงพร้อมแห่งมโน

ความถือตัว ๗ อย่าง คือ (๑) ความถือตัว (๒) ความดูหมิ่น (๓) ความดูหมิ่นด้วยอำนาจความถือตัว (๔) ความถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๕) ความถือตัวว่าดีกว่าเขา (๖) ความถือตัวว่าเรามีเราเป็น (๗) ความถือตัวผิด ๆ

ความถือตัว ๘ อย่าง คือ (๑) เกิดความถือตัวเพราะได้ลาภ (๒) เกิดความถือตัวว่าด้อยเพราะความเสื่อมลาภ (๓) เกิดความถือตัวเพราะได้ยศ (๔) เกิดความถือตัวว่าด้อยเพราะความเสื่อมยศ (๕) เกิดความถือตัวเพราะได้สรรเสริญ (๖) เกิดความถือตัวว่าด้อยเพราะนินทา (๗) เกิดความถือตัวเพราะได้สุข (๘) เกิดความถือตัวว่าด้อยเพราะทุกข์ความถือตัว ๙ อย่าง คือ (๑) เป็นผู้ดีกว่าเขา ถือตัวว่าดีกว่าเขา (๒) เป็นผู้ดีกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓) เป็นผู้ดีกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๔) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าดีกว่าเขา (๕) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๖) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๗) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าดีกว่าเขา (๘) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขาความถือตัว ๑๐ อย่าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ (๑) เกิดความถือตัวเพราะชาติ (๒) เกิดความถือตัวเพราะโคตร ... (๑๐) เกิดความถือตัวเพราะการศึกษา เพราะปฏิภาณ หรือเพราะเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง

ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ความที่จิตถือตัว ความใฝ่สูง ความฟูขึ้น ความทนงตัว ความยกตัว ความที่จิตใคร่สูงดุจธง นี้ตรัสเรียกว่า ความถือตัว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูความพิสดารตามข้อ ๒๑ (ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส) หน้า ๑๐๖ ในเล่มนี้
หน้า ๕๘๒

คำว่า พึงกำหนดรู้ความถือตัว ความว่า พึงกำหนดรู้ความถือตัวด้วยปริญญา ๓ คือ (๑) ญาตปริญญา (๒) ตีรณปริญญา (๓) ปหานปริญญา

ญาตปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนย่อมรู้จักความถือตัว คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็นว่า “นี้คือความถือตัว ๑ อย่าง ได้แก่ ความพองตัวขึ้นแห่งจิต นี้คือความถือตัว ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) การยกตน (๒) การข่มผู้อื่น ... นี้คือความถือตัว ๑๐ อย่าง ได้แก่ บุคคลบางคนในโลกนี้ (๑) เกิดความถือตัวเพราะชาติ ... (๑๐) เกิดความถือตัวเพราะการศึกษา เพราะปฏิภาณ หรือเพราะเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้ชื่อว่าญาตปริญญาตีรณปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนรู้อย่างนี้แล้วย่อมพิจารณาความถือตัวโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ ... โดยอุบายเป็นเครื่องสลัดทุกข์ นี้ชื่อว่าตีรณปริญญา

ปหานปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความถือตัว นี้ชื่อว่าปหานปริญญา

คำว่า พึงกำหนดรู้ความถือตัว คือ พึงกำหนดรู้ความถือตัวด้วยปริญญา ๓ นี้ รวมความว่า ‘พึงกำหนดรู้ความถือตัว’

{๘๓๐} คำว่า พึงเว้นจากความผลุนผลันเที่ยวไป มีอธิบายว่า

ความประพฤติผลุนผลันเป็นไฉน คือ ความประพฤติด้วยอำนาจราคะของคนผู้กำหนัด ความประพฤติด้วยอำนาจโทสะของคนผู้ขัดเคือง ความประพฤติด้วยอำนาจโมหะของคนผู้หลง ความประพฤติด้วยอำนาจมานะของคนที่มานะผูกพัน ความประพฤติด้วยอำนาจทิฏฐิของคนผู้ถือมั่น ความประพฤติด้วยอำนาจอุทธัจจะของคนผู้มีความฟุ้งซ่าน ความประพฤติด้วยอำนาจวิจิกิจฉาของคนผู้ถึงความไม่ตกลง ความประพฤติด้วยอำนาจอนุสัยของคนผู้ถึงโดยเรี่ยวแรง ชื่อว่าความประพฤติผลุนผลัน นี้ชื่อว่าความประพฤติผลุนผลัน

หน้า ๕๘๓

คำว่า พึงเว้นจากความผลุนผลันเที่ยวไป ความว่า นรชนพึงเป็นผู้เว้น คือ งดเว้น ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความประพฤติผลุนผลัน มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ ได้แก่ พึงเที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘พึงเว้นจากความผลุนผลันเที่ยวไป’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่านรชนไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป พึงกำหนดรู้ความถือตัว และพึงเว้นจากความผลุนผลันเที่ยวไป

{๘๓๑} [๑๗๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์เก่า ไม่พึงทำความพอใจในอารมณ์ใหม่ เมื่ออารมณ์เก่าหรือใหม่นั้นเสื่อมสูญไปก็ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง

{๘๓๒} คำว่า ไม่พึงเพลิดเพลินอารมณ์เก่า ความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ล่วงแล้ว ตรัสเรียกว่า อารมณ์เก่า นรชนไม่พึงเพลิดเพลิน คือ ไม่พึงบ่นถึง ไม่พึงติดใจสังขารทั้งหลายที่ล่วงแล้วด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฎฐิ ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มีซึ่งความชอบใจ ความบ่นถึง ความติดใจ ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น รวมความว่า ‘ไม่พึงเพลิดเพลินอารมณ์เก่า’{๘๓๓} คำว่า ไม่พึงทำความชอบใจในอารมณ์ใหม่ ความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน ตรัสเรียกว่าอารมณ์ใหม่ นรชน ไม่พึงทำความชอบใจ ไม่พึงทำความพอใจ ไม่พึงทำความรัก ไม่พึงทำ คือ ไม่พึงให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะซึ่งความกำหนัดในสังขารที่เป็นปัจจุบัน ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า ‘ไม่พึงทำความชอบใจในอารมณ์ใหม่’

หน้า ๕๘๔

{๘๓๔} คำว่า เมื่ออารมณ์เก่าหรือใหม่นั้นเสื่อมสูญไป ก็ไม่พึงเศร้าโศก ความว่า เมื่ออารมณ์นั้นเสื่อมสูญไป คือ เสียไป ละไป แปรผันไป หายไป อันตรธานไป ก็ไม่พึงเศร้าโศก คือ ไม่พึงลำบากใจ ไม่พึงถือมั่น ไม่พึงร่ำไร ไม่พึงทุบอกคร่ำครวญ ไม่พึงถึงกับหลงไป คือ เมื่อจักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตระกูล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เสื่อมสูญไป คือ เสียไป ละไป แปรผันไป หายไป อันตรธานไป ก็ไม่พึงเศร้าโศก คือ ไม่พึงลำบากใจ ไม่พึงถือมั่น ไม่พึงร่ำไร ไม่พึงทุบอกคร่ำครวญ ไม่พึงถึงกับหลงไป รวมความว่า ‘เมื่ออารมณ์เก่าหรือใหม่นั้นเสื่อมสูญไป ก็ไม่พึงเศร้าโศก’

ว่าด้วยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง

{๘๓๕} คำว่า ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ความว่า ตัณหาตรัส เรียกว่า กิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

เพราะเหตุไร ตัณหาจึงตรัสเรียกว่ากิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง เพราะบุคคลย่อมเกี่ยวข้อง คือ เกาะเกี่ยว ถือ ยึดมั่น ถือมั่นซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะด้วยตัณหาใด เหตุนั้น ตัณหานั้นจึงตรัสเรียกว่ากิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง

คำว่า ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ความว่า บุคคลไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา ได้แก่ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับตัณหา เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

หน้า ๕๘๕

ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์เก่า ไม่พึงทำความพอใจในอารมณ์ใหม่ เมื่ออารมณ์เก่าหรือใหม่นั้นเสื่อมสูญไปก็ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง

{๘๓๖} [๑๘๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ความติดใจเรากล่าวว่าเป็นห้วงน้ำใหญ่ เรากล่าวว่าเป็นสิ่งแล่นไปเร็ว เป็นความหิว เป็นอารมณ์ เป็นสิ่งกำหนด เปือกตมคือกามเป็นสิ่งที่ล่วงได้โดยยาก

ว่าด้วยตรัสเรียกตัณหาว่าเป็นห้วงนํ้าใหญ่

{๘๓๗} คำว่า ความติดใจเรากล่าวว่าเป็นห้วงนํ้าใหญ่ ความว่า ตัณหาตรัส เรียกว่า ความติดใจ ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ตัณหา ตรัสเรียกว่า ห้วงนํ้าใหญ่ ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

คำว่า ความติดใจ เรากล่าวว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่ ความว่า เรากล่าว คือ บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศความติดใจว่าเป็นห้วงนํ้าใหญ่ รวมความว่า ‘ความติดใจ เรากล่าวว่าเป็นห้วงน้ำใหญ่’{๘๓๘} คำว่า กล่าวว่าสิ่งแล่นไปเร็ว เป็นความหิว ความว่า ตัณหาตรัสเรียกว่า สิ่งที่แล่นไปเร็ว ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ตัณหาตรัสเรียกว่า ความหิว ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

หน้า ๕๘๖

คำว่า กล่าวว่าเป็นสิ่งแล่นไปเร็ว เป็นความหิว ความว่า เรากล่าว คือ บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศความทะยานอยากว่า เป็นความหิว รวมความว่า ‘กล่าวว่าเป็นสิ่งแล่นไปเร็ว เป็นความหิว’

{๘๓๙} คำว่า เป็นอารมณ์ เป็นสิ่งกำหนด ความว่า ตัณหาตรัสเรียกว่า อารมณ์ ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ตัณหาตรัสเรียกว่า สิ่งกำหนด ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ รวมความว่า ‘เป็นอารมณ์ เป็นสิ่งกำหนด’

ว่าด้วยตรัสเปรียบกามเหมือนเปือกตม

{๘๔๐} คำว่า เปือกตมคือกามเป็นสิ่งที่ล่วงได้โดยยาก ความว่า เปือกตมคือกาม หล่มคือกาม กิเลสคือกาม โคลนคือกาม ความกังวลคือกามเป็นสิ่งที่ล่วงได้โดยยาก คือ ก้าวล่วงได้โดยยาก ข้ามได้ยาก ข้ามพ้นได้ยาก ก้าวพ้นได้ยาก ล่วงเลยได้ยาก รวมความว่า ‘เปือกตมคือกามเป็นสิ่งที่ล่วงได้โดยยาก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าความติดใจเรากล่าวว่าเป็นห้วงน้ำใหญ่ เรากล่าวว่าเป็นสิ่งแล่นไปเร็ว เป็นความหิว เป็นอารมณ์ เป็นสิ่งกำหนด เปือกตมคือกามเป็นสิ่งที่ล่วงได้โดยยาก

{๘๔๑} [๑๘๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

มุนีผู้ไม่ก้าวล่วงสัจจะ เป็นผู้ลอยบาปแล้ว ดำรงอยู่บนบก สลัดทิ้งสิ่งทั้งปวงได้แล้ว มุนีนั้นแลเรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ

หน้า ๕๘๗

{๘๔๒} คำว่า มุนีผู้ไม่ก้าวล่วงสัจจะ ความว่า ไม่ก้าวล่วงจากสัจจวาจา ไม่ก้าวล่วงจากสัมมาทิฏฐิ ไม่ก้าวล่วงจากอริยมรรคมีองค์ ๘

คำว่า มุนี ความว่า ญาณตรัสเรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ... ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามุนี รวมความว่า ‘มุนีผู้ไม่ก้าวล่วงสัจจะ’

ว่าด้วยอมตนิพพานตรัสเรียกว่าบก

{๘๔๓} คำว่า เป็นผู้ลอยบาปแล้ว ดำรงอยู่บนบก ความว่า อมตนิพพานตรัสเรียกว่า บก ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้

คำว่า ผู้ลอยบาปแล้ว ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ลอยบาปแล้ว (พราหมณ์) เพราะเป็นผู้ลอยธรรม ๗ ประการแล้ว ... บุคคลนั้นอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ เรียกว่า เป็นผู้ลอยบาปแล้ว

คำว่า เป็นผู้ลอยบาปแล้วดำรงอยู่บนบก ความว่า เป็นผู้ลอยบาปแล้วดำรงอยู่บนบก คือ ดำรงอยู่ในธรรมเป็นที่พึ่ง ดำรงอยู่ในธรรมเป็นที่ป้องกัน ดำรงอยู่ในธรรมเป็นที่พักพิง ดำรงอยู่ในธรรมเป็นสรณะ ดำรงอยู่ในธรรมไม่มีภัย ดำรงอยู่ในธรรมไม่มีความเคลื่อน ดำรงอยู่ในอมตะ ดำรงอยู่ในพระนิพพาน รวมความว่า ‘เป็นผู้ลอยบาปแล้วดำรงอยู่บนบก’{๘๔๔} คำว่า สสัดทิ้งสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ความว่า อายตนะ ๑๒ คือ จักษุ รูป ... มโน ธรรมารมณ์ ตรัสเรียกว่า สิ่งทั้งปวง

ฉันทราคะในอายตนะภายในและภายนอก อันมุนีนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้

หน้า ๕๘๘

ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ สิ่งทั้งปวงก็ชื่อว่าอันมุนีนั้นสละ คาย ปล่อย ละ สลัดทิ้งแล้ว

ตัณหาก็ดี ทิฏฐิก็ดี มานะก็ดี อันมุนีนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ สิ่งทั้งปวงก็ชื่อว่าอันมุนีนั้นสละ คาย ปล่อย ละ สลัดทิ้งแล้วปุญญาภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อาเนญชาภิสังขารก็ดี อันมุนีนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ สิ่งทั้งปวง ก็ชื่อว่าอันมุนีนั้นสละ คาย ปล่อย ละ สลัดทิ้งแล้ว รวมความว่า ‘สลัดทิ้งสิ่งทั้งปวงได้แล้ว’{๘๔๕} คำว่า มุนีนั้นแล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ ความว่า มุนีนั้นเรากล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงว่า เป็นผู้สงบ คือ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับได้แล้ว รวมความว่า ‘มุนีนั้นแลเรากล่าวว่า เป็นผู้สงบ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่ามุนีผู้ไม่ก้าวล่วงสัจจะ เป็นผู้ลอยบาปแล้วดำรงอยู่บนบก สลัดทิ้งสิ่งทั้งปวงได้แล้ว มุนีนั้นเรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ

{๘๔๖} [๑๘๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

มุนีนั้นแลเป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้บรรลุวิชชา รู้ธรรมแล้วไม่อาศัยธรรม มุนีนั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่พัวพันต่อใคร ๆ ในโลกนี้

หน้า ๕๘๙

{๘๔๗} หัวข้อว่า มุนีนั้นแลเป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้บรรลุวิชชา มีอธิบายดังนี้

คำว่า มีความรู้ ความว่า มีความรู้ คือ ถึงวิชชา มีญาณ มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส

คำว่า เป็นผู้บรรลุวิชชา ความว่า ญาณในมรรค ๔ ตรัสเรียกว่า วิชชา (เวท) ... เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งปวง ล่วงเวทนาทั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้บรรลุวิชชา รวมความว่า ‘มุนีนั้นแลมีความรู้ เป็นผู้บรรลุวิชชา’

{๘๔๘} คำว่า รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย ความว่า รู้แล้ว คือ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว ทำให้เป็นแจ้งแล้วว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา’’คำว่า ไม่อาศัย ความว่า ความอาศัย ๒ ประการ ได้แก่ (๑) ความอาศัยด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ

มุนีนั้นละความอาศัยด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เป็นผู้ไม่อาศัย คือ ไม่พัวพัน ไม่เข้าถึง ไม่เยื่อใย ไม่น้อมใจไป ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับด้วยตา หู จมูก รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ได้รู้ และธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้ง เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย’{๘๔๙} คำว่า มุนีนั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ความว่า ฉันทราคะในอายตนะภายในและภายนอก อันมุนีนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา

หน้า ๕๙๐

ด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ มุนีนั้นชื่อว่าย่อมเที่ยวไป อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป ในโลกโดยชอบ

ปุญญาภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อาเนญชาภิสังขารก็ดี อันมุนีนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ มุนีนั้นชื่อว่าย่อมเที่ยวไป อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไปในโลกโดยชอบ รวมความว่า ‘มุนีนั้นอยู่ในโลกโดยชอบ’{๘๕๐} คำว่า ย่อมไม่พัวพันต่อใคร ๆ ในโลกนี้ ความว่า ตัณหาตรัสเรียกว่าความพัวพัน ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ตัณหาอันเป็นความปรารถนานั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นย่อมไม่ปรารถนาใคร ๆ ไม่ว่าจะเป็นเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์ก็ตาม รวมความว่า ‘ย่อมไม่พัวพันต่อใคร ๆ ในโลกนี้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่ามุนีนั้นแลเป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้บรรลุวิชชา รู้ธรรมแล้ว ไม่อาศัยธรรม มุนีนั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่พัวพันต่อใคร ๆ ในโลกนี้

{๘๕๑} [๑๘๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลายและเครื่องข้องที่ล่วงพ้นได้ยากในโลกได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ตัดกระแสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเครื่องผูก ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง

หน้า ๕๙๑

ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง

{๘๕๒} หัวข้อว่า ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลายและเครื่องข้องที่ล่วงพ้นได้ยากในโลก มีอธิบายดังนี้

คำว่า ผู้ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เป็นเช่นใด ผู้ประกอบอย่างไร ผู้ส่งใจไปอย่างไร ผู้มีประการอย่างไร ผู้ถึงฐานะใด ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมใด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์ก็ตามคำว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง โดยหัวข้อ คือ (๑) วัตถุกาม (๒) กิเลสกาม ... เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ... เหล่านี้เรียกว่ากิเลสกาม

คำว่า เครื่องข้อง ได้แก่ เครื่องข้อง ๗ ประการ คือ

(๑) เครื่องข้องคือราคะ (๒) เครื่องข้องคือโทสะ

(๓) เครื่องข้องคือโมหะ (๔) เครื่องข้องคือมานะ

(๕) เครื่องข้องคือทิฏฐิ (๖) เครื่องข้องคือกิเลส

(๗) เครื่องข้องคือทุจริต

คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก

คำว่า ที่ลวงพ้นได้ยาก ความว่า ผู้ใดข้ามได้ ข้ามไปได้ ข้ามพ้นได้ ก้าวล่วงได้ เป็นไปล่วงได้แล้วซึ่งกามและเครื่องข้องที่ล่วงพ้นได้ยาก คือ ล่วงไปได้ยาก ข้ามไปได้ยาก ข้ามพ้นได้ยาก ก้าวล่วงได้ยาก เป็นไปล่วงได้ยาก รวมความว่า ‘ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลายและเครื่องข้องที่ล่วงพ้นได้ยากในโลก’{๘๕๓} คำว่า ผู้นั้น ... ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง ความว่า ไม่เศร้าโศก ถึงสิ่งที่แปรผันไปแล้ว หรือเมื่อสิ่งนั้นแปรผันไปแล้วก็ไม่เศร้าโศก คือ ไม่

หน้า ๕๙๒

เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงเพ้อไปว่า “ตาของเราแปรผันไปแล้ว” ว่า '“หูของเรา ... จมูกของเรา ... ลิ้นของเรา ... กายของเรา ... รูปของเรา ... เสียงของเรา ... กลิ่นของเรา...รสของเรา ...โผฏฐัพพ<*>ของเรา ... ตระกูลของเรา ... คณะของเรา ... อาวาสของเรา ... ลาภของเรา ... ยศของเรา ... สรรเสริญของเรา ... สุขของเรา ... จีวรของเรา ... บิณฑบาตของเรา ... เสนาสนะของเรา ... คิลานปัจจัยเภสัชบริขารของเรา ... มารดาของเรา ... บิดาของเรา ... พี่ชาย น้องชายของเรา ... พี่สาว น้องสาวของเรา ... บุตรของเรา ... ธิดาของเรา ... มิตรของเรา ... อำมาตย์ของเรา ... ญาติสาโลหิตของเราแปรผันไปแล้ว” รวมความว่า ‘ย่อมไม่เศร้าโศก’คำว่า ย่อมไม่เพ่งเล็ง ความว่า ย่อมไม่เพ่งเล็ง คือ ไม่เพ่งถึง ไม่มุ่งถึง ไม่หมายถึง ไม่มุ่งหมายถึง อีกนัยหนึ่ง ผู้นั้นย่อมไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติ รวมความว่า ‘ผู้นั้น ... ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง’

ว่าด้วยตัณหาตรัสเรียกว่ากระแส

{๘๕๔} คำว่า เป็นผู้ตัดกระแสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเครื่องผูก ความว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า กระแส ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ตัณหาคือกระแสนั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นตรัสเรียกว่าเป็นผู้ตัดกระแสได้แล้ว

คำว่า เป็นผู้ไม่มีเครื่องผูก ความว่า เครื่องผูก ๗ ประการ คือ

(๑) เครื่องผูกคือราคะ (๒) เครื่องผูกโทสะ

(๓) เครื่องผูกโมหะ (๔) เครื่องผูกมานะ

(๕) เครื่องผูกทิฏฐิ (๖) เครื่องผูกกิเลส

(๗) เครื่องผูกทุจริต

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. โผฏฐัพพะ - ผู้รวบรวม
หน้า ๕๙๓

เครื่องผูกเหล่านี้อันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นตรัสเรียกว่า ผู้ไม่มีเครื่องผูก รวมความว่า ‘เป็นผู้ตัดกระแสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเครื่องผูก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลายและเครื่องข้องที่ล่วงพ้นได้ยากในโลกได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ตัดกระแสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเครื่องผูก ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง

{๘๕๕} [๑๘๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

กิเลสที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในอดีต ท่านจงให้เหือดแห้งไปเสีย เครื่องกังวลที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในภายหลังก็อย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ยึดถือสังขารในท่ามกลาง ท่านก็จักเป็นผู้เข้าไปสงบ เที่ยวไป

{๘๕๖} คำว่า กิเลสที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในอดีต ท่านจงให้เหือดแห้งไปเสีย ความว่า กิเลสเหล่าใดพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารทั้งหลายที่เป็นส่วนอดีต ท่านจงยังกิเลสเหล่านั้นให้เหือดแห้งไป คือ ให้หายไป ให้เหือดหายไป ได้แก่ จงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง รวมความว่า ‘กิเลสที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในอดีต ท่านจงให้เหือดแห้งไปเสีย’ อย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง อภิสังขารคือกรรมที่เป็นส่วนอดีตเหล่าใด ที่ยังมิได้ให้ผล ท่านจงยังอภิสังขารคือกรรมเหล่านั้นให้เหือดไป คือ ให้หายไป ให้เหือด หายไป ได้แก่ จงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง

หน้า ๕๙๔

รวมความว่า ‘กิเลสที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในอดีต ท่านจงให้เหือดแห้งไปเสีย’ อย่างนี้บ้าง

ว่าด้วยอนาคตตรัสเรียกว่าภายหลัง

{๘๕๗} คำว่า เครื่องกังวลที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในภายหลังก็อย่าได้มีแก่ท่าน ความว่า อนาคตตรัสเรียกว่า ภายหลัง เครื่องกังวลเหล่าใดพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภสังขารทั้งหลายในอนาคต คือ เครื่องกังวลคือราคะ เครื่องกังวลคือโทสะ เครื่องกังวลคือโมหะ เครื่องกังวลคือมานะ เครื่องกังวลคือทิฏฐิ เครื่องกังวลคือกิเลส เครื่องกังวลคือทุจริต เครื่องกังวลเหล่านี้อย่าได้มีแก่ท่าน คือ ท่านอย่าทำให้ปรากฏ อย่าให้เกิด อย่าให้เกิดพร้อม อย่าให้บังเกิด อย่าให้บังเกิดเฉพาะ ได้แก่ จงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง รวมความว่า ‘เครื่องกังวลที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในภายหลังก็อย่าได้มีแก่ท่าน’{๘๕๘}

คำว่า ถ้าท่านจักไม่ยึดถือสังขารในท่ามกลาง ความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน ตรัสเรียกว่า ท่ามกลาง ท่านจักไม่ยึดถือ คือ ไม่ยึด ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ยินดี ไม่พูดถึง ไม่ติดใจ ได้แก่ จักละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลังซึ่งความยินดี ความพูดถึง ความติดใจ ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่นซึ่งสังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันนี้ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า ‘ถ้าท่านจักไม่ยึดถือสังขารในท่ามกลาง’

{๘๕๙} คำว่า ท่านจักเป็นผู้เข้าไปสงบเที่ยวไป ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ คือ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับได้แล้ว เพราะราคะ โทสะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวงสงบไปแล้ว สงบเงียบแล้ว เข้าไปสงบวิเศษ ถูกเผา ดับ ปราศไป ระงับไปแล้ว จักเที่ยวไป คือ อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ

หน้า ๕๙๕

ดำเนิน เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป รวมความว่า ‘ท่านจักเป็นผู้เข้าไป สงบเที่ยวไป’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

กิเลสที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในอดีตท่านจงให้เหือดแห้งไปเสีย เครื่องกังวลที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในภายหลังก็อย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ยึดถือสังขารในท่ามกลาง ท่านก็จักเป็นผู้เข้าไปสงบเที่ยวไป{๘๖๐} [๑๘๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าเป็นของเราในนามรูปโดยประการทั้งปวง และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่ ผู้นั้นแลย่อมไม่เสื่อมในโลก

ว่าด้วยนามและรูป

{๘๖๑} หัวข้อว่า ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าเป็นของเราในนามรูปโดยประการทั้งปวง มีอธิบายดังนี้

คำว่า โดยประการทั้งปวง ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า ทั้งปวง นั้น เป็นการกล่าวรวบไว้หมด

คำว่า นาม ได้แก่ อรูปขันธ์ ๔

คำว่า รูป ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๔

คำว่า ผู้ใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ

หน้า ๕๙๖

คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ

คำว่า ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าเป็นของเราในนามรูปโดยประการทั้งปวง ความว่า ความถือว่าเป็นของเราในนามรูปของผู้ใดไม่มี คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้โดยประการทั้งปวง คือ ความยึดถือนั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ความถือว่าเป็นของเราในนามรูป’

ว่าด้วยผู้ไม่เศร้าโศก

{๘๖๒} คำว่า และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่ ความว่า ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่แปรผันไปแล้ว หรือเมื่อสิ่งนั้นแปรผันไปแล้วก็ไม่เศร้าโศก คือ ไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงเพ้อไปว่า “ตาของเราแปรผันไปแล้ว” ว่า “หูของเรา ... จมูกของเรา ... ลิ้นของเรา ... กายของเรา ... รูปของเรา ... เสียงของเรา ... กลิ่นของเรา ... รสของเรา ... โผฏฐัพพ<*>ของเรา ... ตระกูลของเรา ... คณะของเรา ... อาวาสของเรา ... ลาภของเรา ... ญาติสาโลหิต ของเราแปรผันไปแล้ว” รวมความว่า ‘และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่’ อย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง ผู้ใดถูกทุกขเวทนาซึ่งไม่สำราญกระทบ ครอบงำยํ่ายี มาถึงเข้าแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกรํ่าไร ไม่ถึงความหลงเพ้อไป รวมความว่า ‘และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่’ อย่างนี้บ้าง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. โผฏฐัพพะ - ผู้รวบรวม
หน้า ๕๙๗

อีกนัยหนึ่ง ผู้ใดถูกโรคตากระทบ ครอบงำ ... ถูกสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานกระทบ ครอบงำ ย่ำยี มาถึงเข้าแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงเพ้อไป รวมความว่า ‘และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่’ อย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง เมื่อนามรูปนั้นไม่มี ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงเพ้อไปว่า “นามรูปของเราได้มีแล้วหนอ นามรูปย่อมไม่มีแก่เราหนอ นามรูปของเราพึงมีหนอ เราไม่ได้นามรูปนั้นหนอ” รวมความว่า ‘และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่’ อย่างนี้บ้าง

ว่าด้วยความเสื่อมมีแก่ผู้ยึดถือ

{๘๖๓} คำว่า ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมในโลก ความว่า ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น ความชอบใจ ความน้อมใจถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไร ๆ ว่า “สิ่งนี้เป็นของเรา” หรือว่า “สิ่งนี้เป็นของคนอื่น” ย่อมมีแก่ผู้ใด ความเสื่อมย่อมมีแก่ผู้นั้น สมจริงภาษิตว่าพระองค์ทรงหมดสิ้นทั้งแว่นแคว้น ม้า แก้วมณี และกุณฑล ทั้งยังทรงหมดสิ้นพระโอรสธิดาและเหล่าพระสนม เมื่อโภคสมบัติทั้งสิ้นของพระองค์ไม่มีเหลือเลย เหตุไฉนพระองค์จึงไม่ทรงเดือดร้อนในเวลาที่ควรเศร้าพระทัยเล่า

โภคสมบัติย่อมละทิ้งสัตว์ไปเสียก่อนก็มี บางทีสัตว์ย่อมละทิ้งโภคสมบติเหล่านั้นไปก่อนก็มี ดูก่อนพระองค์

หน้า ๕๙๘

ผู้ใคร่ในกามารมณ์ โภคสมบัติที่บริโภคใช้สอยกันอยู่เป็นของไม่แน่นอน เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เดือดร้อนในเวลาที่ควรเศร้าใจ

ดวงจันทร์อุทัยขึ้นเต็มดวงก็จะลับหายไป ดวงอาทิตย์กำจัดความมืด ทำโลกให้ร้อนแล้วก็จะอัสดงไป ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นศัตรู โลกธรรมทั้งหลายหม่อมฉันชนะได้แล้ว เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เดือดร้อน ในเวลาที่ควรเศร้าใจ

ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น ความชอบใจ ความน้อมใจถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอะไร ๆ ว่า “สิ่งนี้เป็นของเรา” หรือว่า “สิ่งนี้เป็นของคนอื่น” ย่อมมีแก่ผู้ใด ความเสื่อมย่อมมีแก่ผู้นั้น สมจริงดังภาษิตว่า

“ดูก่อนพระสมณะ พระองค์ทรงเพลิดเพลินอยู่หรือ” “ดูก่อนท่าน ผู้มีอายุ เราได้อะไรเล่า จึงจะได้เพลิดเพลิน” “ดูก่อนพระสมณะ ถ้าอย่างนั้น พระองค์ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ” “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราเสียอะไรไปเล่า จึงจะได้เศร้าโศก” “ดูก่อนพระสมณะ ถ้าอย่างนั้น พระองค์ก็ไม่ทรงเพลิดเพลิน ทั้งไม่ทรงเศร้าโศกเสียใจเลยกระนั้นหรือ” “เป็นเช่นนั้น ท่านผู้มีอายุ”นานนักหนอ กว่าข้าพระองค์จะพบเห็นภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ดับสนิทแล้ว ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีความทุกข์ ข้ามพ้นตัณหาในโลกได้แล้ว

รวมความว่า ‘ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมในโลก’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๗๐๒-๗๐๔ (มณิกุณฑลชาดก มณิกุณฑลวรรค ปัญจกนิบาต)
  2. ๒สํ.ส. (แปล) ๑๕/๙๙/๑๐๑
หน้า ๕๙๙

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าเป็นของเราในนามรูปโดยประการทั้งปวง และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่ ผู้นั้นแล ย่อมไม่เสื่อมในโลก

{๘๖๔} [๑๘๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ ผู้นั้นเมื่อไม่ประสบความยึดถือว่าเป็นของเรา จึงไม่เศร้าโศกว่า ‘เราไม่มีสิ่งนี้’

{๘๖๕} คำว่า ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ มีอธิบายดังนี้ คำว่า ผู้ใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ

ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น ความชอบใจ ความน้อมใจถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอะไร ๆ ว่า “สิ่งนี้เป็นของเรา” หรือว่า “สิ่งนี้เป็นของคนอื่น” ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้แก่ผู้ใด ได้แก่ ผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ อย่างนี้บ้าง

ว่าด้วยอิทัปปัจจยตา

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย ทั้งไม่ใช่ของผู้อื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่านี้พึงเห็นว่าอันปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ เป็นที่ตั้งของเวทนา

หน้า ๖๐๐

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในเรื่องกายนั้น ย่อมมนสิการโดยแยบคายซึ่งปฏิจจสมุปบาทด้วยดีว่า ‘เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ ด้วยประการนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมเกิดได้ด้วยอาการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือ วิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวล นี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้” รวมความว่า ‘ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ อย่างนี้บ้างสมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิได้แล้ว ก็จะพึงข้ามพ้นมัจจุราชได้ด้วยอุบายอย่างนี้ บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้ มัจจุราชจึงจะไม่เห็น

รวมความว่า ‘ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ อย่างนี้บ้าง

และสมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย สิ่งนั้น พวกเธอทั้งหลายจงละเสีย สิ่งที่พวกเธอละได้แล้วนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลายตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย คือ รูปทั้งหลายไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย พวกเธอจงละรูปเหล่านั้นเสีย รูปที่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ-นิ. (แปล) ๑๖/๓๗/๙๒
  2. ๒ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๑๑๒๖/๗๖๑
หน้า ๖๐๑

พวกเธอละได้แล้วเหล่านั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลายตลอดกาลนาน เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณที่เธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลายตลอดกาลนาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คือ เปรียบเหมือนหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้บรรดามีในพระวิหารเชตวันนี้ คนพึงขนไปบ้าง พึงเผาบ้าง พึงทำตามปัจจัยบ้าง ก็เธอทั้งหลายพึงคิดอย่างนี้หรือว่า ‘คนย่อมขนไป ย่อมเผา หรือย่อมทำตามปัจจัยซึ่งเราทั้งหลาย”

“ข้อนั้นหามิได้ พระพุทธเจ้าข้า”

“ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร”

“เพราะว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ตนหรือสิ่งที่นับเนื่องในตนของพวกข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า”

ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ถึงใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย สิ่งนั้นพวกเธอทั้งหลายจงละเสีย ถึงที่พวกเธอละได้แล้วนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลายตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย คือ รูปทั้งหลายไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย พวกเธอจงละรูปเหล่านั้นเสีย รูปที่พวกเธอละได้แล้วเหล่านั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลายตลอดกาลนาน เวทนา ... สัญญา ... สังขาร .. วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณที่เธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลายตลอดกาลนาน” รวมความ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๑๓๙/๑๗๑
หน้า ๖๐๒

ว่า ‘ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ อย่างนี้บ้าง

สมจริงดังภาษิตว่า

ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์เมื่อใดบุคคลมาพิจารณาเห็นสังขารเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้นบุคคลนั้นก็ไม่พึงปรารถนาภพหรืออัตภาพ อะไร ๆ อื่น เว้นไว้แต่นิพพานอันไม่มีปฏิสนธินางวชิราภิกษุณีได้กล่าวคาถานี้กะมารผู้ลามกว่า

ดูก่อนมาร เพราะเหตุไรท่านจึงปักใจเชื่อว่าเป็นสัตว์ ขึ้นชื่อว่าสัตว์ย่อมหาไม่ได้ในกองแห่งสังขารล้วน ๆ นี้

เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายไว้ด้วยกัน เสียงเรียกว่ารถย่อมมี ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ก็ย่อมมีฉันนั้นความจริง ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรดับ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๗๑๖-๗๑๗/๕๑๕
  2. ๒สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๗๑/๒๓๐
หน้า ๖๐๓

รวมความว่า ‘ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ อย่างนี้บ้าง

และสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแหละ ย่อมแสวงหารูปเท่าที่มีคติอยู่ ย่อมแสวงหาเวทนาเท่าที่มีคติอยู่ ย่อมแสวงหาสัญญาเท่าที่มีคติอยู่ ย่อมแสวงหาสังขารทั้งหลายเท่าที่มีคติอยู่ ย่อมแสวงหาวิญญาณเท่าที่มีคติอยู่ เมื่อเธอแสวงหารูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณเท่าที่มีคติอยู่ ความยึดถือโดยคติของภิกษุนั้นว่า ‘เรา’ หรือว่า ‘ของเรา’ หรือว่า ‘เป็นเรา’ ก็ไม่มีแก่เธอ” รวมความว่า ‘ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ อย่างนี้บ้าง

ว่าด้วยโลกว่างเปล่า

ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ‘โลกว่างเปล่า โลกว่างเปล่า’ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า’’

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ฉะนั้น จึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า อะไรเล่าว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน คือ จักษุแลว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน รูปทั้งหลายว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จักษุวิญญาณว่างเปล่า ... จักษุสัมผัสว่างเปล่า ... แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ... โสตะ ... เสียง ... ฆานะ ... กลิ่น ... ชิวหา ... รส ... กาย ... โผฏฐัพพะ ... มโน ... ธรรมารมณ์ ... มโนวิญญาณ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๔๖/๒๗๑
หน้า ๖๐๔

... มโนสัมผัสว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ดูก่อนอานนท์ เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ฉะนั้น จึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า” รวมความว่า ‘ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ อย่างนี้บ้าง{๘๖๖} คำว่า ผู้นั้นเมื่อไม่ประสบความยึดถือว่าเป็นของเรา มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ .. นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเรา ด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ

ผู้นั้นละความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เมื่อไม่ได้ คือ ไม่พบ ไม่ประสบ ไม่ถือว่าเป็นของเรา รวมความว่า ‘ผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความยึดถือว่าเป็นของเรา’

{๘๖๗} คำว่า จึงไม่เศร้าโศกว่า ‘เราไม่มีสิ่งนี้ ความว่า ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่แปรผันไป หรือเมื่อสิ่งนั้นแปรผันไปแล้วก็ไม่เศร้าโศก คือ ไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงเพ้อไปว่า “ตาของเราแปรผันไปแล้ว หูของเรา ... พวกพ้องญาติสาโลหิตของเราแปรผันไปแล้ว” รวมความว่า ‘จึงไม่เศร้าโศกว่า ‘เราไม่มีสิ่งนี้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ ผู้นั้นเมื่อไม่ประสบความยึดถือว่าเป็นของเรา จึงไม่เศร้าโศกว่า ‘เราไม่มีสิ่งนี้’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๘๕/๗๑
หน้า ๖๐๕

{๘๖๘} [๑๘๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหวแล้ว ขอบอกอานิสงส์ ๔ ประการในบุคคลนั้น คือ บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ริษยา ๑ ไม่ติดใจ ๑ ไม่หวั่นไหว ๑ เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง ๑

ว่าด้วยผู้ไม่ริษยา

{๘๖๙} คำว่า เป็นผู้ไม่ริษยา ไม่ติดใจ ความว่า ความริษยาเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ริษยา คือ ย่อมริษยา ชิงชัง ผูกความริษยาในลาภ สักการะ การเคารพ การนับถือ การไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น ความเป็นผู้ริษยา การทำความเป็นผู้ริษยา ความริษยา กิริยาที่ริษยา ความเป็นผู้ริษยา ความชิงชัง กิริยาที่ชิงชัง ความเป็นผู้ชิงชัง นี้ตรัสเรียกว่า ความริษยาความริษยานั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นตรัสเรียกว่า เป็นผู้ไม่ริษยา รวมความว่า เป็นผู้ไม่ริษยา

คำว่า ไม่ติดใจ ความว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความติดใจ ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ความติดใจนั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นตรัสเรียกว่า เป็นผู้ไม่ติดใจ ผู้นั้นไม่ติดใจ คือ ไม่ถึงความติดใจ ไม่หลง ไม่หมกมุ่นในรูป ... ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้ง คือ เป็นผู้ปราศจากความติดใจ คลายจากความติดใจ สลัดทิ้งความติดใจ

หน้า ๖๐๖

คายความติดใจ ปล่อยวางความติดใจ ละความติดใจ สลัดทิ้งความติดใจแล้ว ได้แก่ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด หายจากความกำหนัด สละความกำหนัด คายความกำหนัด ปล่อยวางความกำหนัด ละความกำหนัด สลัดทิ้งความกำหนัดแล้ว เป็นผู้หายหิว เป็นผู้ดับ เป็นผู้เย็น เป็นผู้มีตน อันประเสริฐเสวยสุขอยู่ รวมความว่า ‘เป็นผู้ไม่ริษยา ไม่ติดใจ’

ว่าด้วยผู้ไม่หวั่นไหว

{๘๗๐} คำว่า ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอายตนะทิ้งปวง ความว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความหวั่นไหว ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ตัณหาคือความหวั่นไหวนั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นตรัสเรียกว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว

บุคคลชื่อว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะละความหวั่นไหวได้แล้ว ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว เอนเอียง ดิ้นรน ยุ่ง วุ่นไป ในเพราะลาภบ้าง ในเพราะความเสื่อมลาภบ้าง ในเพราะยศบ้าง ในเพราะความเสื่อมยศบ้าง ในเพราะสรรเสริญบ้าง ในเพราะนินทาบ้าง ในเพราะสุขบ้าง ในเพราะทุกข์บ้าง รวมความว่า ‘เป็นผู้ไม่หวั่นไหว’คำว่า เป็นผู้เสมอในอายตนะทิ้งปวง ความว่า อายตนะ คือ จักษุ รูป ... มโน ธรรมารมณ์ตรัสเรียกว่า อายตนะทั้งปวง เมื่อใดฉันทราคะในอายตนะภายในและภายนอกอันบุคคลละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อนั้น ผู้นั้น ตรัสเรียกว่า เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง เขา

หน้า ๖๐๗

เป็นผู้คงที่ ในอายตนะทั้งปวง วางตนเป็นกลางในอายตนะทั้งปวง วางเฉยในอายตนะทั้งปวง รวมความว่า ‘ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง’

{๘๗๑} คำว่า เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหวแล้ว ขอบอกอานิสงส์ ๔ ประการในบุคคลนั้น ความว่า เราถูกถาม คือ ถูกสอบถาม ขอให้บอกอัญเชิญให้บอก ขอให้ประสาทถึงบุคคลผู้ไม่มีความหวั่นไหว จึงขอบอกอานิสงส์ ๔ นี้ คือ บอก ชี้แจง ... ประกาศว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ริษยา ๑ ไม่ติดใจ ๑ ไม่หวั่นไหว ๑ เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง ๑ ดังนี้ รวมความว่า ‘เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหวแล้ว ขอบอกอานิสงส์ ๔ ประการ ในบุคคลนั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหวแล้ว ขอบอกอานิสงส์ ๔ ประการในบุคคลนั้น คือ บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ริษยา ๑ ไม่ติดใจ ๑ ไม่หวั่นไหว ๑ เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง ๑

{๘๗๒} [๑๘๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหวรู้แจ้งอยู่ บุคคลนั้นงดเว้นแล้วจากอภิสังขาร ย่อมประสบความเกษมในที่ทั้งปวง

{๘๗๓} คำว่า แก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว รู้แจ้งอยู่ ความว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความหวั่นไหว ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ตัณหาคือความหวั่นไหวนั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นตรัสเรียกว่า ผู้ไม่

หน้า ๖๐๘

หวั่นไหว บุคคลชื่อว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะละความหวั่นไหวได้แล้ว ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว เอนเอียง ดิ้นรน ยุ่ง วุ่นไป ในเพราะลาภบ้าง ในเพราะความเสื่อมลาภบ้าง ในเพราะยศบ้าง ในเพราะความเสื่อมยศบ้าง ในเพราะสรรเสริญบ้าง ในเพราะนินทาบ้าง ในเพราะสุขบ้าง ในเพราะทุกข์บ้าง รวมความว่า ‘แก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว’คำว่า รู้แจงอยู่ ความว่า รู้ รู้ทั่ว รู้แจ้ง คือ รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่า ‘แก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว รู้แจ้งอยู่’

{๘๗๔} คำว่า อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มี ความว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร ตรัสเรียกว่า อภิสังขาร

ปุญญาภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อาเนญชาภิสังขารก็ดี อันบุคคลนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุเท่านี้ อภิสังขารทั้งหลายก็ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ได้แก่ เป็นอันบุคคลนั้น ละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ รวมความว่า ‘อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มี’{๘๗๕} คำว่า บุคคลนั้นงดเว้นแล้วจากอภิสังขาร ความว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร ตรัสเรียกว่า อภิสังขาร

ปุญญาภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อาเนญชาภิสังขารก็ดี อันบุคคลนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุเท่านี้ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้งดเว้น คือ เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง

หน้า ๖๐๙

กับด้วยอภิสังขาร เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘บุคคลนั้นงดเว้นแล้วจากอภิสังขาร’

{๘๗๖} คำว่า ย่อมประสบความเกษมในที่ทั้งปวง ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ... กิเลสทั้งหลายอันก่อให้เกิดภัย เพราะผู้นั้นเป็นผู้ละราคะอันก่อให้เกิดภัย ... ละกิเลสทั้งหลายอันก่อให้เกิดภัยได้แล้ว ชื่อว่าย่อมประสบความเกษมในที่ทั้งปวง คือ ย่อมประสบความไม่มีภัยในที่ทั้งปวง ย่อมประสบความไม่มีเสนียดในที่ทั้งปวง ย่อมประสบความไม่มีอุบาทว์ในที่ทั้งปวง ย่อมประสบความไม่มีอุปสรรคในที่ทั้งปวง ย่อมประสบความระงับในที่ทั้งปวง รวมความว่า ‘ย่อมประสบความเกษมในที่ทั้งปวง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าอภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว รู้แจ้งอยู่ บุคคลนั้นงดเว้นแล้วจากอภิสังขาร ย่อมประสบความเกษมในที่ทั้งปวง

{๘๗๗} [๑๘๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอกัน ในพวกคนที่ด้อยกว่า ในพวกคนที่เด่นกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจากความตระหนี่ จึงไม่ต้องยึดถือ ทั้งไม่ต้องสลัดทิ้ง (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้)

ว่าด้วยคุณสมบัติของมุนี

{๘๗๘} คำว่า มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอกัน ในพวกคนที่ด้อยกว่าในพวกคนที่เด่นกว่า ความว่า ญาณตรัสเรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ ... ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย ดำรงอยู่

หน้า ๖๑๐

บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี มุนีย่อมไม่พูดถึง คือ ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่แสดง ไม่แถลงว่า “เราดีกว่าเขา” “เราเสมอเขา” หรือว่า “เราด้อยกว่าเขา” รวมความว่า ‘มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอกัน ในพวกคนที่ด้อยกว่า ในพวกคนที่เด่นกว่า’

{๘๗๙} หัวข้อว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจากความตระหนี่ มีอธิบายดังนี้

คำว่า เป็นผู้สงบ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับแล้ว ระงับแล้ว เพราะราคะ โทสะ ... โมหะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นสิ่งที่สงบ สงบเงียบ เข้าไปสงบวิเศษ ถูกเผา ดับ ปราศไป ระงับแล้ว รวมความว่า ‘มุนีนั้นเป็นผู้สงบ’คำว่า ปราศจากความตระหนี่ ความว่า ความตระหนี่ ๕ ประการ คือ ความตระหนี่อาวาส ... ความหวงไว้ นี้ตรัสเรียกว่า ความตระหนี่

ความตระหนี่นั้นอันมุนีใดละ ตัดขาด สงบระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนี้<*>นั้น ตรัสเรียกว่า ผู้ปราศจากความตระหนี่ คือ หายจากความตระหนี่ กำจัดความตระหนี่ คลายความตระหนี่ พ้นจากความตระหนี่ ละความตระหนี่ สลัดทิ้งความตระหนี่แล้ว รวมความว่า ‘มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจากความตระหนี่’{๘๘๐} หัวข้อว่า จึงไม่ต้องยึดถือ ทั้งไม่ต้องสลัดทิ้ง (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้) มีอธิบายดังนี้

คำว่า จึงไม่ต้องยึดถือ ความว่า มุนีนั้นจึงไม่ยึดถือ คือ ไม่ถือเอา ไม่เข้าไปถือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ รวมความว่า ‘จึงไม่ต้องยึดถือ’

คำว่า ทั้งไม่ต้องสลัดทิ้ง ความว่า มุนีนั้นไม่ต้องละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นไป ไม่ให้ถึงความไม่มี ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ รวมความว่า ‘ทั้งไม่ต้องสลัดทิ้ง’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. มุนี - ผู้รวบรวม
หน้า ๖๑๑

คำว่า พร<*>ผู้มีพระภาคเจ้า เป็นคำกล่าวโดยเคารพ ... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอกัน ในพวกคนที่ด้อยกว่า ในพวกคนที่เด่นกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจาก ความตระหนี่ จึงไม่ต้องยึดถือ ทั้งไม่ต้องสลัดทิ้ง (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้)

จบ อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕

๑๖. สารีปุตตสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยพระสารีบุตรกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ

{๘๘๑} [๑๙๐] (ท่านพระสารีบุตรกล่าวดังนี้ว่า)

พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ เสด็จจากชาวดุสิตมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์อย่างนี้ ก่อนแต่นี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย ทั้งไม่เคยได้ยินจากใคร ๆ เลย

{๘๘๒} คำว่า ก่อนแต่นี้ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย ความว่า ในกาลก่อนแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นข้าพเจ้าไม่เคยเห็นด้วยจักษุนี้ด้วยอัตภาพนี้เลย คือ ในกาลใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาที่ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะในภพดาวดึงส์ อันหมู่เทวดาห้อมล้อมเสด็จอยู่ตรงกลาง ลงสู่สังกัสสนครทางบันไดแก้วมณี ในกาลนั้น เว้นการเห็นครั้งนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นมาในกาลก่อนเลย รวมความว่า ‘ก่อนแต่นี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. พระ - ผู้รวบรวม

จบ ๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส