arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย

๑๔. ตุวฏกสุตตนิทเทส เล่ม ๒๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๙๙–๗๘๗ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส ตุวฏกสุตตนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๒๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๙ หน้า ๔๖๑–๕๔๗

หน้า ๔๖๑

พระนามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในลำดับการบรรลุอรหัตตผล) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ (บัญญัติที่เกิดเพราะทรงรู้แจ้งอรหัตตผล) พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว รวมความว่า ‘ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่ามุนีนั้นกำจัดเสนาได้แล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ได้รู้ มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว พ้นได้แล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา

จบ มหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓

๑๔. ตุวฏกสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยภิกษุผู้กำจัดบาปธรรมได้เร็วพลัน

{๖๙๙} [๑๕๐] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ผู้ทรงเป็นผ่า<*>พันธุ์ พระอาทิตย์ ผู้ทรงวิเวก มีสันติบท ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ว่า ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลกดับไป

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. เผ่า - ผู้รวบรวม
หน้า ๔๖๒

ว่าด้วยปุจฉามี ๓ อย่าง

{๗๐๐} หัวข้อว่า ข้าพระองค์ขอทูลลามพระองค์ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ทูลถาม ได้แก่ การถาม ๓ อย่าง คือ

(๑) อทิฏฐโชตนาปุจฉา ถามเพื่อให้แจ่มแจ้งในสิ่งที่ยังไม่เคยเห็น

(๒) ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ถามเพื่อเทียบเคียงในสิ่งที่เคยเห็นแล้ว

(๓) วิมติเฉทนาปุจฉา ถามเพื่อตัดความสงสัย

อทิฏฐโชตนาปุจฉาเป็นไฉน คือ ลักษณะที่ตนยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เทียบเคียง ไม่พิจารณา ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ปรากฏโดยปกติ ย่อมถามปัญหา เพื่อรู้ เห็น เพื่อเทียบเคียง เพื่อพิจารณา เพื่อต้องการให้แจ่มแจ้ง เพื่อต้องการให้ปรากฏซึ่งลักษณะนั้น นี้ชื่อว่าอทิฏฐโชตนาปุจฉาทิฏฐสังสันทนาปุจฉาเป็นไฉน คือ ลักษณะที่ตนรู้ เห็น เทียบเคียง พิจารณา แจ่มแจ้ง ปรากฏแล้วโดยปกติ ย่อมถามปัญหาเพื่อต้องการเทียบเคียงลักษณะนั้นกับบัณฑิตอื่น ๆ นี้ชื่อว่าทิฏฐสังสันทนาปุจฉา

วิมติเฉทนาปุจฉาเป็นไฉน คือ บุคคลแล่นไปสู่ความสงสัย ความเคลือบแคลง สองจิตสองใจว่า “เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ หรือเป็นอย่างไร’ ดังนี้โดยปกติ ย่อมถามปัญหาเพื่อตัดความเคลือบแคลง นี้ชื่อว่าวิมติเฉทนาปุจฉาการถามมี ๓ ประการนี้

การถามมีอีก ๓ ประการ คือ

(๑) มนุสสปุจฉา การถามของมนุษย์

(๒) อมนุสสปุจฉา การถามของอมนุษย์

(๓) นิมมิตปุจฉา การถามของรูปเนรมิต

หน้า ๔๖๓

มนุสสปุจฉาเป็นไฉน คือ มนุษย์ทั้งหลายเข้าไปทำพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าแล้วทูลถามปัญหา คือ ภิกษุก็ทูลถาม ภิกษุณีก็ทูลถาม อุบาสกก็ทูลถาม อุบาสิกาก็ทูลถาม พระราชาก็ทูลถาม กษัตริย์ก็ทูลถาม พราหมณ์ก็ทูลถาม แพศย์ก็ทูลถาม ศูทรก็ทูลถาม คฤหัสถ์ก็ทูลถาม นักบวชก็ทูลถาม นี้ชื่อว่ามนุสสปุจฉาอมนุสสปุจฉาเป็นไฉน คือ อมนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าแล้วทูลถามปัญหา คือ นาคก็ทูลถาม ครุฑก็ทูลถาม ยักษ์ก็ทูลถาม อสูรก็ทูลถาม คนธรรพ์ก็ทูลถาม ท้าวมหาราชก็ทูลถาม พระอินทร์ก็ทูลถาม พระพรหมก็ทูลถาม เทวดาก็ทูลถามนี้ชื่อว่า อมนุสสปุจฉานิมมิตปุจฉาเป็นไฉน คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเนรมิตพระรูปใดอันสำเร็จด้วยพระหัย มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง พระพุทธเนรมิตนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าแล้วทูลถามปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนา นี้ชื่อว่านิมมิตปุจฉาการถามมี ๓ ประการนี้

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงประโยชน์ตน (๒) การถามถึงประโยชน์ผู้อื่น (๓) การถามถึงประโยชน์ทั้งสอง

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ (๒) การถามถึงสัมปรายิกัตถประโยชน์ (๓) การถามถึงปรมัตถประโยชน์

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามเนื้อความอันไม่มีโทษ (๒) การถามเนื้อความอันไม่มีกิเลส (๓) การถามเนื้อความอันผ่องแผ้ว

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงเรื่องอดีต (๒) การถามถึงเรื่องอนาคต (๓) การถามถึงเรื่องปัจจุบัน

หน้า ๔๖๔

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงเรื่องภายใน (๒) การถามถึงเรื่องภายนอก (๓) การถามถึงเรื่องทั้งภายในทั้งภายนอก

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงเรื่องกุศล (๒) การถามถึงเรื่องอกุศล (๓) การถามถึงเรื่องอัพยากฤต

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงเรื่องขันธ์ (๒) การถามถึงเรื่องธาตุ (๓) การถามถึงเรื่องอายตนะ

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงเรื่องสติปัฏฐาน (๒) การถามถึงเรื่องสัมมัปปธาน (๓) การถามถึงเรื่องอิทธิบาท

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงเรื่องอินทรีย์ (๒) การถามถึงเรื่องพละ (๓) การถามถึงเรื่องโพชฌงค์

การถามอีก ๓ ประการ คือ (๑) การถามถึงเรื่องมรรค (๒) การถามถึงเรื่องผล (๓) การถามถึงเรื่องนิพพาน

คำว่า ขอทูลถามพระองค์ ความว่า ขอทูลถาม คือ ขออ้อนวอน ขอเชื้อเชิญ ขอวิงวอนว่า ขอได้โปรดตรัสบอกธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ รวมความว่า ‘ขอทูลถามพระองค์’

คำว่า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ความว่า พระสุริยะตรัสเรียกว่าพระอาทิตย์ พระอาทิตย์เป็นโคดมโดยโคตร แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเป็นโคดมโดยพระโคตร พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏโดยโคตรพระอาทิตย์ คือ ทรงเป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าทรงเป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ รวมความว่า ‘ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์’

หน้า ๔๖๕

ว่าด้วยวิเวก ๓ อย่าง

{๗๐๑} หัวข้อว่า ผู้ทรงวิเวก มีสันติบท ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีอธิบายดังนี้

คำว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง คือ (๑) กายวิเวก (๒) จิตตวิเวก (๓) อุปธิวิเวก

กายวิเวกเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมอยู่อาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าข้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ เธอเดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว ผู้เดียวเที่ยวอยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษาเป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป นี้ชื่อว่ากายวิเวกจิตตวิเวกเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌานย่อมมีจิตสงัดจากนิวรณ์ ผู้บรรลุทุติยฌานย่อมมีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร ผู้บรรลุตติยฌาน ย่อมมีจิตสงัดจากปีติ ผู้บรรลุจตุตถฌานย่อมมีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานย่อมมีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานย่อมมีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ย่อมมีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญาภิกษุผู้เป็นโสดาบันย่อมมีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น

ภิกษุผู้เป็นสกทาคามีย่อมมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น

หน้า ๔๖๖

ภิกษุผู้เป็นอนาคามีย่อมมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น

ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ย่อมมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก

อุปธิวิเวกเป็นไฉน คือ กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ อมตนิพพานเรียกว่า อุปธิวิเวก ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้(นิพพาน) นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก

ก็กายวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง และอุปธิวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร

คำว่า สันติ ได้แก่ ว่าโดยอาการอย่างเดียวกัน สันติก็ดี สันติบทก็ดี ก็เป็นอย่างเดียวกัน คือ อมตนิพพาน ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้(นิพาน) สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “นั้นเป็นทางอันสงบ นั้นเป็นทางอันประณีต คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ... เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้”อีกนัยหนึ่ง ว่าโดยอาการอื่น ธรรมเหล่าใดย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุความสงบ เพื่อถูกต้องความสงบ เพื่อทำให้แจ้งความสงบ คือ สติปัฏฐาน ๔

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ.มหา. (แปล) ๑๙/๕๒๐/๓๕๐
หน้า ๔๖๗

สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านี้เรียกว่าสันติบท (ทางสงบ) ตาณบท (ทางต้านทาน) เลณบท (ทางซ่อนเร้น) สรณบท (ทางเป็นที่พึ่ง) อภยบท (ทางไม่มีภัย) อัจจุตบท (ทางไม่เคลื่อน) อมตบท (ทางไม่ตาย) นิพพานบท (ทางดับตัณหา)

คำว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา คือ เสาะหา ค้นหาซึ่่งสีลขันธ์ใหญ่ ... สมาธิขันธ์ใหญ่ ... ปัญญาขันธ์ใหญ่ ... วิมุตติขันธ์ใหญ่ ... วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ใหญ่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา คือ เสาะหา ค้นหาเครื่องทำลายกองมืดใหญ่ เครื่องทำลายวิปลาสใหญ่ เครื่องถอนลูกศรคือตัณหาใหญ่ เครื่องปลดเปลื้องโครงทิฏฐิใหญ่ เครื่องกำจัดธงคือมานะใหญ่ เครื่องระงับอภิสังขารใหญ่ เครื่องปิดกั้นโอฆะใหญ่ เครื่องปลงภาระใหญ่ เครื่องตัดสังสารวัฏใหญ่ เครื่องดับความเดือดร้อนใหญ่ เครื่องระงับความเร่าร้อนใหญ่ เครื่องยกขึ้นซึ่งธงคือธรรมใหญ่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา คือ เสาะหา ค้นหาสติปัฏฐานใหญ่ สัมมัปปธานใหญ่ อิทธิบาทใหญ่ อินทรีย์ใหญ่ พละใหญ่ โพชฌงค์ใหญ่ อริยมรรคมีองค์ ๘ ใหญ่ อมตนิพพานอันเป็นปรมัตถ์ใหญ่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้อันสัตว์ทั้งหลายที่มีศักดิ์ใหญ่แสวงหา คือ เสาะหา ค้นหาว่า “พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาประทับอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชนประทับอยู่ที่ไหน” เพราะ

หน้า ๔๖๘

เหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ รวมความว่า ‘ผู้ทรงวิเวก มีสันติบท ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่’

{๗๐๒} คำว่า ภิกษุเห็นอย่างไร ... ดับไป ความว่า ภิกษุเห็น คือ พบ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งอย่างไร จึงดับไป คือ สงบเข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ระงับซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงของตนคำว่า ภิกษุ คือ ภิกษุที่เป็นกัลยาณปุถุชน หรือภิกษุที่เป็นเสขบุคคล รวมความว่า ‘ภิกษุเห็นอย่างไร ... ดับไป’

{๗๐๓} คำว่า ไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ความว่า ไม่ถือมั่น คือ ไม่ยึด ไม่จับต้อง ด้วยอุปาทาน ๔

คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก

คำว่า อะไร ๆ ได้แก่ อะไร ๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง รวมความว่า ‘ไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตนั้นจึงตรัสถามว่า

ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ผู้ทรงเป็นผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ผู้ทรงวิเวก มีสันติบท ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ว่า ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลกดับไป

หน้า ๔๖๙

{๗๐๔} [๑๕๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

ภิกษุพึงกำจัดรากเหง้า ของส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าและอัสมิมานะทั้งปวงเสียด้วยปัญญา ก็ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีในภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาในกาลทุกเมื่อเพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น

ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า

{๗๐๕} คำว่า ภิกษุพึงกำจัดรากเหง้าของส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าและอัสมิมานะทั้งปวงเสียด้วยปัญญา ความว่า ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้านั่นแหละ ชื่อว่าส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า ได้แก่ ส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าคือ ตัณหา และส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าคือทิฏฐิรากเหง้าแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าคือตัณหาคืออะไรคือ อวิชชา (ความไม่รู้) อโยนิโสมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจโดยแยบคาย) อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเรามี) อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป) อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวบาป) อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) นี้คือรากเหง้าแห่งธรรม ที่ทำให้เนิ่นช้าคือตัณหารากเหง้าแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าคือทิฏฐิคืออะไร คือ อวิชชา อโยนิโสมนสิการ อัสมิมานะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ นี้คือ รากเหง้าแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าคือทิฏฐิ

อธิบายคำว่า ภควา

คำว่า พระผู้มีพระภาคเจัา นี้เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ

อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายราคะได้แล้ว

หน้า ๔๗๐

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายเสี้ยนหนามได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายโทสะได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายโมหะได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายมานะได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายทิฏฐิ

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายกิเลสได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงจำแนก ทรงแจกแจง ทรงแยกแยะซึ่งธรรมรัตนะ

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำที่สุดแห่งภพทั้งหลายได้

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงอบรมพระวรกายแล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงอบรมศีล ทรงอบรมจิต ทรงอบรมปัญญาแล้ว

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอยู่อาศัยเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะและป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงอื้ออึง ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำการลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

หน้า ๔๗๑

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณสมาบัติ ๑๐ อานาปานัสสติสมาธิ อสุภฌานสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งตถาคตพลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระนามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้พระมารดา พระบิดา พระภาดา พระภคินี มิตร อำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา ก็มิได้เฉลิมให้

พระนามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามที่มีในลำดับการบรรลุอรหัตตผล) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ (บัญญัติที่เกิดเพราะทรงรู้แจ้งอรหัตตผล) พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้วคำว่า พึงกำจัดรากเหง้าของส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าและอัสมิมานะทั้งปวงเสียด้วยปัญญา ความว่า ปัญญาตรัสเรียกว่า มันตา ได้แก่ ความรู้ ความรู้ชัด ... ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบคำว่า อัสมิมานะ ได้แก่ อัสมิมานะ (ความถือตัวว่ามีเรา) อัสมิฉันทะ (ความพอใจว่ามีเรา) อัสมิอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องว่ามีเรา) ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

หน้า ๔๗๒

คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า พึงกำจัดรากเหง้าของส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าและอัสมิมานะทั้งปวงเสียด้วยปัญญา ความว่า ภิกษุพึงกำจัด คือ สะกัด ดับ สงบ ปราบปราม ระงับซึ่งบาปธรรมทั้งปวง คือ รากเหง้าของส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าและอัสมิมานะด้วยปัญญา รวมความว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า พึงกำจัดรากเหง้าของส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าและอัสมิมานะทั้งปวงเสียด้วยปัญญา’{๗๐๖} หัวข้อว่า ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีในภายใน มีอธิบายดังนี้

คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เป็นการกล่าวรวมไว้หมด

คำว่า ตัณหา คือ รูปตัณหา ... ธัมมตัณหา

คำว่า ที่มีในภายใน คือ ตัณหานั้นตั้งขึ้นภายใน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่มีในภายใน อีกอย่างหนิ่ง จิตตรัสเรียกว่า มีในภายใน ได้แก่ จิต มนะ มานัส หทัย ปัณฑระ มนะ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันเกิดแต่วิญญาณขันธ์นั้น ตัณหานั้นสหรคต คือ เกิดร่วม เกี่ยวข้อง สัมปยุต มีความเกิดร่วมกัน มีความดับร่วมกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันกับด้วยจิตคือใจ แม้เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่มีในภายใน รวมความว่า ‘ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีในภายใน’

ว่าด้วยผู้มีสติโดยเหตุ ๔

{๗๐๗} หัวข้อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาในกาลทุกเมื่อ เพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ในกาลทุกเมื่อ ความว่า ในกาลทุกเมื่อ คือ ในกาลทั้งปวง ตลอดกาลทั้งปวง ตลอดกาลเป็นนิตย์ ตลอดกาลยั่งยืน ตลอดกาลนิรันดร์

หน้า ๔๗๓

ตลอดกาลเป็นอันเดียว ตลอดกาลติดต่อ ตลอดกาลเป็นลำดับ ตลอดกาลไม่ขาดระยะ ตลอดกาลไม่มีระหว่าง ตลอดกาลสิบเนื่อง ตลอดกาลไม่ขาดสาย ตลอดกาลกระชั้นชิด ในกาลก่อนภัต ในกาลหลังภัต ในยามต้น ในยามกลาง ในยามหลัง ในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น ในตอนวัยกลาง ในตอนวัยหลังคำว่า เป็นผู้มีสติ ได้แก่ เป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔ อย่าง คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เมื่อเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานในกาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เมื่อเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในเวทนาทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เมื่อเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานในจิต ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เมื่อเจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานในธรรมทั้งหลายเป็นผู้มีสติโดยเหตุ

๔ อย่างแม้อื่นอีก คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเว้นจากความเป็นผู้ไม่มีสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ทำธรรมทั้งหลายที่ควรทำด้วยสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้กำจัดธรรมทั้งหลายที่เป็นข้าศึกต่อสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ไม่หลงลืมธรรมทั้งหลายที่เป็นนิมิตแห่งสติเป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔ อย่างแม้อื่นอีก คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้อยู่ด้วยสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้คล่องแคล่วด้วยสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ไม่หวนกลับจากสติ

เป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔ อย่างแม้อื่นอีก คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ระลึกได้ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้สงบ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ระงับ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงพระพุทธคุณ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงพระธรรมคุณ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงพระสังฆคุณ

หน้า ๔๗๔

ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงศีล ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงการบริจาค ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงความตาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงกายให้เห็นว่าไม่งาม ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะระลึกถึงธรรมคือนิพพาน

สติ คือ ความระลึกถึง ความระลึกเฉพาะ สติ คือ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลึม สติคือสตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค ธรรมนี้ตรัสเรียกว่า สติ ภิกษุนั้นเป็นผู้เข้าใกล้ เข้าชิด เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อม ประกอบด้วยสตินี้ ภิกษุนั้นตรัสเรียกว่า เป็นผู้มีสติ

คำว่า พึงศึกษา ความว่า พึงศึกษาสิกขาทั้ง ๓ คือ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา

อธิสีลสิกขาเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล คือ สำรวมแล้วด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษแม้มีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย คือสีลขันธ์น้อย สีลขันธ์ใหญ่ ศีลเป็นที่ตั้ง เป็นเบื้องต้น เป็นความประพฤติ เป็นความสำรวม เป็นความระวัง เป็นทาง เป็นประธาน เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่าอธิสีลสิกขาอธิจิตตสิกขาเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ เธอบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มี

หน้า ๔๗๕

ทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ นี้เรียกว่าอธิจิตตสิกขา

อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ” นี้เรียกว่าอธิปัญญาสิกขา

คำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาในกาลทุกเมื่อเพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น ความว่า ภิกษุพึงศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง คือ เมื่อนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้ก็ชื่อศึกษา เมื่อรู้ก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อเห็นก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อพิจารณาก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อตั้งจิตก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อประกอบความเพียรก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อเข้าไปตั้งสติก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อตั้งจิตก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญาก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อละธรรมที่ควรละก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญก็ชื่อว่าศึกษา เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งก็ชื่อว่าศึกษา คือ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติด้วยดี สมาทานประพฤติ เพื่อกำจัด คือ เพื่อกำจัดเฉพาะ ละ สงบ สลัดทิ้ง ระงับซึ่งตัณหาเหล่านั้น รวมความว่า ‘ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาในกาลทุกเมื่อเพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าภิกษุพึงกำจัดรากเหง้าของส่วนแห่งธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า และอัสมิมานะทั้งปวงเสียด้วยปัญญา ก็ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีในภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา ในกาลทุกเมื่อ เพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น

หน้า ๔๗๖

{๗๐๘} [๑๕๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุพึงรู้ถึงคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่อยู่ภายในหรืออยู่ภายนอก ไม่พึงทำความดื้อรั้นเพราะคุณธรรมนั้น เพราะการทำความดื้อรั้นนั้นอันสัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวว่าเป็นความดับกิเลส

{๗๐๙} คำว่า ภิกษุพึงรู้ถึงคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ภายใน ความว่า ภิกษุพึงรู้คุณธรรมของตนอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นกุศลธรรมหรือเป็นอัพยากตธรรม

คุณธรรมของตนคืออะไร คือ ภิกษุเป็นผู้ออกบวชจากตระกูลสูงบ้าง ออกบวชจากตระกูลใหญ่บ้าง ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติมากบ้าง ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงมียศกว่าคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายบ้าง เป็นผู้ได้จีวรบิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง ทรงพระวินัยบ้าง เป็นพระธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรบ้าง ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง ถือการทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตรบ้าง ถือการไม่ฉันภัตภายหลังเป็นวัตรบ้าง ถือการไม่นอนเป็นวัตรบ้าง ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง ได้ทุติยฌานบ้าง ได้ตติยฌานบ้าง ได้จตุตถฌานบ้าง ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง คุณธรรมเหล่านี้เรียกว่า คุณธรรมของตน ภิกษุพึงรู้ คือ รู้ทั่ว รู้ชัด รู้แจ่มแจ้งแทงตลอดซึ่งคุณธรรมของตนอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมความว่า ‘ภิกษุพึงรู้คุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ภายใน’

หน้า ๔๗๗

คำว่า หรืออยู่ภายนอก ความว่า คุณธรรมเหล่านั้น เป็นของพระอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ รวมความว่า หรืออยู่ภายนอก

{๗๑๐} คำว่า ไม่พึงทำความถือรั้น<*>เพราะคุณธรรมนั้น ความว่า ภิกษุไม่พึงทำความถือรั้น<*> คือ ไม่พึงทำความกระด้าง ไม่พึงทำความถือตัว ไม่พึงทำความเย่อหยิ่ง ไม่พึงทำความจองหอง เพราะคุณธรรมของตนหรือเพราะคุณธรรมของคนอื่น ได้แก่ ไม่พึงให้ความถือตัวเกิดเพราะคุณธรรมนั้น ไม่พึงเป็นผู้กระด้าง จองหอง หัวสูง เพราะคุณธรรมนั้น รวมความว่า ‘ไม่พึงทำความถือรั้น<*>เพราะคุณธรรมนั้น’{๗๑๑} คำว่า เพราะการทำความถือรั้น<*>นั้นอันสัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวว่าเป็นความดับกิเลส ความว่า การทำความถือรั้น<*>นั้นอันพระพุทธเจ้า พระพุทธสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสัตบุรุษ คือ ผู้สงบระงับ ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่บัญญัติ ไม่แต่งตั้ง ไม่เปิดเผย ไม่จำแนก ไม่ทำให้ง่าย ไม่ประกาศว่าเป็นความดับกิเลส รวมความว่า ‘เพราะการทำความถือรั้น<*> นั้นอันสัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวว่าเป็นความดับกิเลส’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าภิกษุพึงรู้ถึงคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ภายในหรืออยู่ภายนอก ไม่พึงทำความดื้อรั้นเพราะคุณธรรมนั้น เพราะการทำความดื้อรั้นนั้นอันสัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวว่าเป็นความดับกิเลส

{๗๑๒} [๑๕๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุไม่พึงสำคัญตนว่า ‘เราดีกว่าเขา’ ‘เราด้อยกว่าเขา’ หรือ ‘เราเสมอเขา’ เพราะคูณธรรมนั้น ภิกษุผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็นอเนกไม่พึงกำหนตตนดำรงอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ดื้อรั้น - ผู้รวบรวม
หน้า ๔๗๘

ว่าด้วยมานะ

{๗๑๓} คำว่า ภิกษุไม่พึงสำคัญตนว่า ‘เราดีกว่าเขา ... เพราะคุณธรรมนั้น ความว่า ภิกษุไม่พึงยังความถือตัวให้เกิดว่า “เราเป็นผู้ดีกว่าเขา” เพราะชาติ เพราะโคตร เพราะความเป็นบุตรแห่งตระกูล เพราะความเป็นผู้มีรูปงาม เพราะทรัพย์ เพราะการปกครอง เพราะหน้าที่การงาน เพราะหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์ เพราะวิทยฐานะ เพราะการศึกษา เพราะปฏิภาณ หรือเพราะเรื่องอื่น ๆ รวมความว่า ‘ภิกษุไม่พึงสำคัญตนว่า ‘เราดีกว่าเขา’ ... เพราะคุณธรรมนั้น’{๗๑๔} คำว่า ‘เราด้อยกว่าเขา’ หรือ ‘เราเสมอเขา’ ความว่า ภิกษุไม่พึงยังความถือตัวต่ำให้เกิดว่า ‘เราเป็นผู้ด้อยกว่าเขา’ ... ‘เราเสมอเขา’ เพราะชาติ เพราะโคตร

เพราะความเป็นบุตรแห่งตระกูล เพราะความเป็นผู้มีรูปงาม เพราะทรัพย์ เพราะการปกครอง เพราะหน้าที่การงาน เพราะหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์ เพราะวิทยฐานะ เพราะการศึกษา เพราะปฏิภาณ หรือเพราะเรื่องอื่น ๆ รวมความว่า ‘เราด้อยกว่าเขา’ หรือ ‘เราเสมอเขา’{๗๑๕} คำว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็นอเนก ความว่า ผู้เพียบพร้อม คือ ห้อมล้อม พรั่งพร้อม ประกอบด้วยอาการหลายอย่าง รวมความว่า ‘ผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็นอเนก’

{๗๑๖} คำว่า ไม่พึงกำหนดตน ดำรงอยู่ ความว่า อัตตา ตรัสเรียกว่า ตน ภิกษุไม่พึงกำหนด คือ กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนดตน ดำรงอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงกำหนดตน ดำรงอยู่’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

ภิกษุไม่พึงสำคัญตนว่า ‘เราดีกว่าเขา’ ‘เราด้อยกว่าเขา’ หรือ ‘เราเสมอเขา’ เพราะคุณธรรมนั้น ภิกษุผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็นอเนกไม่พึงกำหนดตนดำรงอยู่

หน้า ๔๗๙

{๗๑๗} [๑๕๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุพึงสงบกิเลสภายในเท่านั้น ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น เมื่อภิกษุสงบกิเลสภายในได้แล้ว ความเห็นว่ามีตัวตนหรือความเห็นว่าปราศจากตัวตนย่อมไม่มีแต่ที่ไหน ๆ

{๗๑๘} คำว่า ภิกษุพึงสงบกิเลสภายในเท่านั้น ความว่า ภิกษุพึงสงบ คือ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับซึ่งกิเลสภายใน คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง รวมความว่า ‘ภิกษุพึงสงบกิเลสภายในเท่านั้น’{๗๑๙} คำว่า ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น ความว่า ภิกษุไม่พึงแสวงหา คือ ค้นหา เสาะหาซึ่งความสงบ คือ ความเข้าไปสงบ ความเข้าไปสงบวิเศษ

ความดับ ความระงับ โดยทางอื่น คือ โดยมรรคที่ไม่หมดจด โดยปฏิปทาผิด โดยธรรมไม่เป็นทางแห่งความพ้นทุกข์ นอกเหนือจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมความว่า ‘ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น’{๗๒๐} คำว่า เมื่อภิกษุสงบกิเลสภายในได้แล้ว ความว่า เมื่อสงบ คือ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับซึ่งกิเลสภายใน คือ ราคะ โทสะ โมหะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง รวมความว่า ‘เมื่อสงบกิเลสภายในได้แล้ว’

{๗๒๑} หัวข้อว่า ความเห็นว่ามีตัวตนหรือความเห็นว่าปราศจากตัวตน ย่อมไม่มีแต่ที่ไหน ๆ มีอธิบายดังนี้

หน้า ๔๘๐

คำว่า ย่อมไม่มี เป็นคำปฏิเสธ

คำว่า ความเห็นว่ามีตัวตน คือ สัสสตทิฏฐิก็ไม่มี

คำว่า ความเห็นว่าปราศจากตัวตน คือ อุจเฉททิฏฐิก็ไม่มี

คือ สิ่งที่ถือว่ามีตัวตนไม่มี สิ่งที่พึงปล่อยวางว่าไม่มีตัวตนก็ไม่มี ผู้ใดมีสิ่งที่ถือ ผู้นั้นชื่อว่ามีสิ่งที่พึงปล่อยวาง ผู้ใดมีสิ่งที่พึงปล่อยวาง ผู้นั้นชื่อว่ามีสิ่งที่ถือ พระอรหันต์ก้าวล่วงความถือและความปล่อยวาง ล่วงเลยความเจริญและความเสื่อมไปแล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่จบพรหมจรรย์เป็นเครื่องอยู่แล้ว ประพฤติธรรม เป็นเครื่องประพฤติแล้ว ... ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป รวมความว่า ‘ความเห็นว่ามีตัวตนหรือความเห็นว่าปราศจากตัวตน ย่อมไม่มีแต่ที่ไหน ๆ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจงตรัสตอบว่าภิกษุพึงสงบกิเลสภายในเท่านั้น ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น เมื่อภิกษุสงบกิเลสภายในได้แล้ว ความเห็นว่ามีตัวตนหรือความเห็นว่าปราศจากตัวตนย่อมไม่มีแต่ที่ไหน ๆ

{๗๒๒} [๑๕๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

คลื่นย่อมไม่เกิดในกลางสมุทร สมุทรย่อมนิ่งอยู่ ฉันใด ภิกษุก็พึงเป็นผู้มั่นคง ไม่มีความหวั่นไหว ฉันนั้น ภิกษุไม่พึงก่อกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้นในทื่ไหน ๆ

{๗๒๓} คำว่า คลื่นย่อมไม่เกิดในกลางสมุทร สมุทรย่อมมั่นคงอยู่ ฉันใด ความว่า โดยส่วนลึก สมุทรลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ นํ้าข้างล่าง ๔๐,๐๐๐ โยชน์ ย่อมกระเพื่อมเพราะปลาและเต่าทั้งหลาย นํ้าข้างบน ๔๐,๐๐๐ โยชน์ ย่อมกระเพื่อมเพราะลม นํ้าระหว่างกลาง ๔,๐๐๐ โยชน์ ย่อมไม่กระเพื่อม

หน้า ๔๘๑

ไม่สะเทือน ไม่เคลื่อนไหว ไม่ป่วน ไม่ปั่นป่วน ไม่บ้าคลั่งเลย คือ เป็นสมุทรที่ไม่สั่นไหว ไม่กำเริบ ไม่เคลื่อน ไม่วน ไม่ปั่นป่วน สงบอยู่ คลื่นไม่เกิดในระหว่างกลางแห่งสมุทรนั้น สมุทรนิ่งอยู่ รวมความว่า ‘คลื่นย่อมไม่เกิดในกลางสมุทร สมุทรย่อมนิ่งอยู่ ฉันใด’ อย่างนี้บ้าง

อีกนัยหนึ่ง ทะเลสีทันดรอยู่ในระหว่างภูเขาทั้ง ๗ นํ้าในทะเลสีทันดรนั้นไม่กระเพื่อม ไม่สะเทือน ไม่เคลื่อนไหว ไม่ป่วน ไม่ปั่นป่วน ไม่บ้าคลั่งเลย คือ เป็นทะเลที่ไม่สั่นไหว ไม่กำเริบ ไม่เคลื่อน ไม่วน ไม่ปั่นป่วน สงบอยู่ คลื่นไม่เกิดในทะเลนั้น ทะเลนิ่งอยู่ รวมความว่า ‘คลื่นย่อมไม่เกิดในกลางสมุทร สมุทรย่อมนิ่งอยู่ ฉันใด’ อย่างนี้บ้าง

หัวข้อว่า ภิกษุก็พึงเป็นผู้มั่นคง ไม่มีความหวั่นไหว ฉันนั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ฉันนั้น เป็นคำอุปไมยที่ทำให้อุปมาสมบูรณ์

คำว่า เป็นผู้มั่นคง ความว่า ภิกษุไม่หวั่นไหว คือ ไม่สะเทือน ไม่วุ่นวาย ไม่กระวนกระวาย ไม่สะทกสะท้าน ไม่ปันป่วนในเพราะลาภบ้าง ในเพราะความเสื่อมลาภบ้าง ในเพราะยศบ้าง ในเพราะความเสื่อมยศบ้าง ในเพราะสรรเสริญบ้าง ในเพราะความนินทาบ้าง ในเพราะสุขบ้าง ในเพราะทุกข์บ้าง รวมความว่า ‘ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ... ฉันนั้น’

คำว่า ไม่มีความหวั่นไหว ความว่า ตัณหาตรัสเรียกว่า ความหวั่นไหว ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ ตัณหา ที่ชื่อว่าความหวั่นไหวนั้นอันภิกษุใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นเรียกว่า ผู้ไม่มีความหวั่นไหว เพราะเป็นผู้ละความหวั่นไหวได้แล้ว ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว ภิกษุนั้นย่อมไม่หวั่นไหว คือ ไม่วุ่นวาย ไม่สะเทือน ไม่สะท้าน ไม่ปั่นป่วนในเพราะลาภบ้าง ... ในเพราะทุกข์บ้าง รวมความว่า ‘ภิกษุก็พึงเป็นผู้มั่นคง ไม่มีความหวั่นไหว ฉันนั้น’

หน้า ๔๘๒

ว่าด้วยกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้น ๗ ประการ

{๗๒๕} หัวข้อว่า ภิกษุไม่พึงก่อกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้นในที่ไหน ๆ มีอธิบายดังนี้

คำว่า กิเลสที่ทำให้ฟูขึ้น ได้แก่ กิเลสที่ทำให้ฟูขึ้น ๗ ประการ คือ กิเลสที่ทำให้ฟูขื้นคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส กรรม ภิกษุไม่ควรก่อกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้นนั้น คือ ไม่พึงให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะคำว่า ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ คือ ในที่ใด ๆ ในที่ทุก ๆ แห่ง ทั้งภายในทั้งภายนอก หรือทั้งภายในและทั้งภายนอก รวมความว่า ‘ภิกษุไม่พึงก่อกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้นในที่ไหน ๆ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าคลื่นย่อมไม่เกิดในกลางสมุทร สมุทรย่อมนิ่งอยู่ ฉันใด ภิกษุก็พึงเป็นผู้มั่นคง ไม่มีความหวั่นไหว ฉันนั้น ภิกษุไม่พึงก่อกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้นในที่ไหน ๆ

{๗๒๖} [๑๕๖] (พระพุทธเนรมิตทูลถามอีกว่า)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้ง ได้ทรงแสดงธรรมที่ทรงประจักษ์เอง ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดอันตรายไว้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ข้อปฏิบัติด้วยเถิด จะเป็นปาติโมกข์หรือสมาธิก็ได้

ว่าด้วยพระจักษุ ๕ ประการ

{๗๒๗} หัวข้อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้งได้ทรงแสดง มีอธิบายดังนี้

หน้า ๔๘๓

คำว่า ได้ทรงแสดง ความว่า ได้ทรงแสดง คือ ทรงชี้แจง ตรัส บอก เทศนา บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศแล้ว รวมความว่า ได้ทรงแสดง’

คำว่า ผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้ง ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยพระจักษุ ๕ ประการ คือ

(๑) มีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยมังสจักษุ

(๒) มีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยทิพยจักษุ

(๓) มีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยปัญญาจักษุ

(๔) มีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยพุทธจักษุ

(๕) มีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยสมันตจักษุ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยมังสจักษุอย่างไร คือ ในพระมังสจักษุของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีสีปรากฏอยู่ ๕ สี คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำ และสีขาว ตรงที่ที่ขนพระเนตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นอยู่จะมีสีเขียว เขียวสนิท น่าชม น่าดู เหมือนดอกผักตบ ต่อจากที่นั้นก็มีสีเหลือง เหลืองนวล สีเหมือนทองคำ น่าชม น่าดู เหมือนดอกกรรณิการ์ เบ้าพระเนตรทั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีสีแดง แดงสนิท น่าชม น่าดู เหมือนสีปีกแมลงทับ กลางดวงพระเนตรมีสีดำ ดำสนิท ไม่หมองมัว ดำเข้ม น่าชม น่าดู เหมือนสีสมอดำ ต่อจากที่นั้น มีสีขาว ขาวสนิท เปล่งปลั่ง ขาวนวล น่าชม น่าดู เหมือนสีดาวประกายพรึก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมังสจักษุนั้นเป็นปกติ เนื่องในพระวรกายบังเกิดเพราะสุจริตกรรมในภพก่อน ทรงมองเห็นได้ตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบทั้งกลางวันทั้งกลางคืน แม้ในเวลาที่มีความมืดประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว ๑ วันอุโบสถข้างแรม ๑ แนวป่าทึบ ๑ เมฆใหญ่ตั้งขึ้น ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมองเห็นได้ตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ ในความมืดอันประกอบด้วยองค์ ๔ เห็นปานนี้ หลุมก็ดี บานประตูก็ดี กำแพง

หน้า ๔๘๔

ก็ดี ภูเขาก็ดี กอไม้ก็ดี เถาวัลย์ก็ดี ที่จะมาปิดบังการเห็นรูปทั้งหลายเป็นไม่มี หากว่าจะนำงาเมล็ดหนึ่งทำเครื่องหมายแล้วใส่ลงในเกวียนบรรทุกงา พระผู้มีพระภาคเจ้าก็พึงทรงหยิบเมล็ดงานั้นขึ้นมาได้ พระมังสจักษุตามปกติของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยมังสจักษุอย่างนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยทิพยจักษุอย่างไร คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้น หลังจากตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจีงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’

พระองค์ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประสงค์ ก็พึงทรงเห็นแม้ ๑ โลกธาตุ แม้ ๒ โลกธาตุ แม้ ๓ โลกธาตุ แม้ ๔ โลกธาตุ แม้ ๕ โลกธาตุ แม้ ๑๐ โลกธาตุ แม้ ๒๐ โลกธาตุ แม้ ๓๐ โลกธาตุ แม้ ๔๐ โลกธาตุ แม้ ๕๐ โลกธาตุ แม้ ๑๐๐ โลกธาตุ แม้โลกธาตุขนาดเล็กซึ่งมี ๑,๐๐๐ จักรวาล แม้โลกธาตุขนาดกลางซึ่งมี ๒,๐๐๐ จักรวาลแม้โลกธาตุขนาดใหญ่ซึ่งมี ๓,๐๐๐ จักรวาล แม้โลกธาตุซึ่งมีหลายพันจักรวาลได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์เท่าใด ก็ทรง

หน้า ๔๘๕

เห็นได้เท่านั้น ทิพยจักษุของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างไร คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระปัญญามาก มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญารื่นเริง มีพระปัญญาแล่นไป มีพระปัญญาเฉียบแหลม มีพระปัญญาชำแรกกิเลส ทรงฉลาดในประเภทปัญญา ทรงมีพระญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุเวสารัชชญาณ ๔ ทรงไว้ซึ่งทสพลญาณ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษุนำธุระไปเป็นปกติ มีพระญาณหาที่สุดมิได้ มีพระเดชหาที่สุดมิได้ มีพระยศหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ ทรงนำไปโดยวิเศษ ทรงนำเนือง ๆ ให้รู้จักประโยชน์

ให้เพ่งพิจารณา ให้เห็นประโยชน์ ให้แล่นไปด้วยปสาทะ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นผู้ให้มรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ผู้ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้มรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละในบัดนี้สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นผู้ดำเนินตามมรรคอยู่ เป็นผู้ประกอบด้วยศีลาทิคุณในภายหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น มีพระจักษุ มีพระญาณ มีธรรม มีพรหมธรรม ผู้ตรัสบอกทั่ว ผู้ตรัสบอก เป็นผู้นำออกซึ่งอรรถ ทรงประทานอมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เป็นพระตถาคต สิ่งที่ไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงทราบ ไม่ทรงทำให้แจ่มแจ้ง ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญา ย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นธรรมทั้งปวงรวมทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ย่อมมาสู่คลองแห่งพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าประโยชน์ที่ควรแนะนำทุก ๆ อย่างที่ควรรู้ มีอยู่ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น

หน้า ๔๘๖

ประโยชน์ทั้งสองอย่าง ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ในชาติหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับ ประโยชน์ที่ปิดบัง ประโยชน์ที่ควรแนะนำ ประโยชน์ที่บัณฑิตแนะนำไปแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษ ประโยชน์ที่ไม่มีกิเลส ประโยชน์อันผ่องแผ้วประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์ทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ

กายกรรมทั้งหมด วจีกรรมทั้งหมด มโนกรรมทั้งหมดย่อมเป็นไปตามพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงมีพระญาณไม่ขัดข้องในอดีต มีพระญาณไม่ขัดข้องในอนาคต มีพระญาณไม่ขัดข้องในปัจจุบัน บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมีเท่าใด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีเท่านั้น พระญาณมีธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณไม่เป็นไปเกินบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่เกินพระญาณไป ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกันเปรียบเหมือนชั้นผอบสองชั้นปิดสนิทพอดี ชั้นผอบข้างล่างก็ไม่เกินชั้นผอบข้างบน

ชั้นผอบข้างบนก็ไม่เกินชั้นผอบข้างล่าง ชั้นผอบทั้งสองชั้นนั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกัน ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็ดี พระญาณก็ดี ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก็ตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกัน บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมีเท่าใด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีเท่านั้น พระญาณมีธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณไม่เป็นไปเกินบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกัน

หน้า ๔๘๗

พระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเนื่องด้วยความนึก เนื่องด้วยความหวัง เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท พระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมเป็นไปในสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย จริต อธิมุตติแห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีกิเลสในปัญญาจักษุน้อย ผู้มีธุลีกิเลสในปัญญาจักษุมาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี มีอาการทราม ผู้แนะนำได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก เป็นภัพพสัตว์ เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์

เทพและมนุษย์ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณปลาและเต่าทุกชนิดโดยที่สุดกระทั่งปลาติและปลาติมิงคละ ย่อมหมุนเวียนอยู่ในภายในมหาสมุทร ฉันใด โลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ย่อมหมุนเวียนอยู่ในภายในพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน นกทุกชนิดโดยที่สุดกระทั่งครุฑเวนไตยยโคตรย่อมหมุนเวียนอยู่ในประเทศอากาศ ฉันใด พระพุทธสาวกทั้งหลายผู้เสมอด้วยพระสารีบุตรเถระโดยปัญญา ย่อมหมุนเวียนอยู่ในประเทศแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน พระพุทธญาณย่อมแผ่ปกคลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตั้งอยู่พวกบัณฑิตที่เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นสมณะ ผู้มีปัญญาละเอียด ตกแต่งวาทะโต้ตอบ เหมือนนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย พวกเขาเที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้นปรุงแต่งปัญหาแล้วเข้ามาเฝ้าพระตถาคตแล้วทูลถามปัญหาเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสย้อนถามและตรัสแก้แล้ว มีเหตุผลที่ทรงชี้แจงได้ชัดเจนและทรงโต้ตอบไป บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงไพโรจน์ยิ่งด้วยพระปัญญา

หน้า ๔๘๘

ในที่นั้นโดยแท้แล เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างไร คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ก็ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสธุลีในจักษุน้อยก็มี ที่มีกิเลสธุลีในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี (บางพวกไม่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี) ดอกอุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุม ดอกบุณฑริกในกอบุณฑริก บางเหล่าเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นตามนํ้า จมอยู่ในน้ำ อันนํ้าหล่อเลี้ยงไว้

บางเหล่าเกิดในน้ำ เจริญในนํ้า ตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าเกิดในน้ำ เจริญในนํ้า โผล่ขึ้นพ้นนํ้า น้ำมิได้ติด แม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุอยู่ ก็ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสธุลีในจักษุน้อยก็มี ที่มีกิเลสธุลีในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี (บางพวกไม่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี) ฉันนั้นเหมือนกันพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า “บุคคลนี้เป็นคนราคจริต บุคคลนี้เป็นคนโทสจริต บุคคลนี้เป็นคนโมหจริต บุคคลนี้เป็นคนวิตักกจริต บุคคลนี้เป็นคนสัทธาจริต บุคคลนี้เป็นคนพุทธิจริต” พระผู้มีพระภาคเจ้า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรโลกและโทษ คำว่า ปรโลก โลกอื่น ได้แก่ โลกต่าง ๆ บรรดามี นับแต่โลกคือเบญจขันธ์เป็นต้นไปจนถึงโลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ คำว่า โทษ ข้อบกพร่อง ได้แก่ กิเลสทุกชนิด ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารคือสภาพที่ปรุงแต่งผลแห่งการกระทำทั้งหมด (บุญ บาป ฌาน) และกรรมที่นำไปเกิดในภพทั้งสิ้น (ที.ม.อ. ๖๔ ม.มู.อ. ๒/๘๗-๘๘)
หน้า ๔๘๙

ย่อมตรัสสอนอสุภกถาแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต ย่อมตรัสสอนเมตตาภาวนาแก่บุคคลผู้เป็นโทสจริต ย่อมทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริต ให้ดำรงอยู่ในการเรียน ในการไต่ถาม ในการฟังธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาล ในการอยู่ร่วมกับครู ย่อมตรัสสอนอานาปานัสสติแก่บุคคลผู้เป็นวิตักกจริต ย่อมตรัสสอนพระสูตรอันเป็นนิมิตคือความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม ความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์และศีลทั้งหลายของตน อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แก่บุคคลผู้เป็นสัทธาจริต ย่อมตรัสสอนธรรมอันเป็นนิมิตแห่งวิปัสสนาซึ่งมีอาการไม่เที่ยง มีอาการเป็นทุกข์ มีอาการเป็นอนัตตา แก่บุคคลผู้เป็นพุทธิจริต สมจริงดังประพันธคาถาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระปัญญาดี มีพระจักษุรอบคอบ ปราศจากความโศก เสด็จขึ้นสู่ปราสาทคือ พระปัญญาแล้วย่อมทรงมองเห็นหมู่ชนที่ยังจมอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าโศก ตกอยู่ในอำนาจของความเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ เปรียบเหมือนคนตาดียืนอยู่บนยอดศิลาบรรพต สามารถมองเห็นหมู่ชนผู้อยู่รอบ ๆ ได้ฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างนี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๓๘/๓๗๘, พึงเทียบ
  2. คนตาดียืนอยู่บนยอดเขาศิลาพึงเห็นชุมชนได้โดยรอบ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงพระปรีชา มีพระปัญญาจักษุรอบคอบ ฉันนั้นเหมือนกัน ขอพระองค์ผู้ปราศจากความโศก โปรดเสด็จขึ้นปราสาทที่สำเร็จด้วยธรรมแล้ว ทรงพิจารณาดูประชุมชนผู้ระทมด้วยความโศก ผู้ถูกชาติชราครอบงำแล้วด้วยเถิด
  3. ใน วิ.มหา. (แปล) ๔/๘/๑๔, ที.ม. (แปล) ๑๐/๗๐/๕๑, ม.มู. (แปล) ๑๒/๒๘๒/๓๔๐, ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๓๘/๔๔๓-๔๔๔, สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๗๒/๒๓๔-๒๓๕
หน้า ๔๙๐

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างไร คือ พระสัพพัญญุตญาณตรัสเรียกว่า สมันตจักษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อมแล้ว เข้าถึง เข้าถึงพร้อมแล้ว เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อมแล้ว ประกอบแล้วด้วยพระสัพพัญญุตญาณ สมจริงประพันธคาถาว่า

ไม่มีอะไรเลยสักน้อยหนึ่งในโลกนี้ ที่พระตถาคต พระองค์นั้นไม่ทรงเห็นแล้ว และที่พระองค์ไม่ทรงทราบแล้ว และไม่ทรงรู้แล้ว พระตถาคตทรงรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ที่ควรแนะนำบรรดามี ด้วยเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่าผู้มีพระสมันตจักษุ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยสมันตจักษุอย่างนี้

รวมความว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้งได้ทรงแสดง’

{๗๒๘} คำว่า ธรรมที่ทรงประจักษ์เองซึ่งเป็นเครื่องกำจัดอันตรายไว้แล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า ธรรมที่ทรงประจักษ์เอง ความว่า ธรรมที่ทรงทราบเอง คือ ด้วยพระองค์เอง ธรรมที่ทรงประจักษ์ด้วยตนเอง มิใช่โดยเชื่อต่อผู้อื่นว่าธรรมนี้เป็นดังนี้ ธรรมนี้เป็นดังนี้ มิใช่โดยฟังต่อ ๆ กันมา มิใช่โดยถือตามลำดับสืบ ๆ กันมา มิใช่โดยอ้างตำรา มิใช่โดยนึกเดาเอาเอง มิใช่โดยคาดคะเน มิใช่โดยตรึกตามอาการ มิใช่โดยชอบใจว่าถูกแก่ทิฏฐิของตน รวมความว่า ‘ธรรมที่ทรงประจักษ์เอง’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๘๕, ข.ปฏิ. (แปล) ๓๑/๑๒๑
หน้า ๔๙๑

ว่าด้วยอันตราย ๒ อย่าง

หัวข้อว่า เป็นเครื่องกำจัดอันตราย มีอธิบายดังนี้

คำว่า อันตราย ได้แก่ อันตราย ๒ อย่าง คือ (๑) อันตรายปรากฏ (๒) อันตรายปกปิด

อันตรายปรากฏเป็นไฉน คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมงป่อง ตะขาบ โจร คนที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียมจะทำกรรมชั่ว และโรคทางจักษุประสาท โรคทางโสตประสาท โรคทางฆานประสาท โรคทางชิวหาประสาท โรคทางกายประสาท โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด ไข้หวัด ไข้พิษ ไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด โรคละลอก โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน เริม พุพอง ริดสิดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน

อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน ไข้สันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สมํ่าเสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน อันตรายเหล่านี้ เรียกว่า อันตรายปรากฏอันตรายปกปิดเป็นไฉน คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต กามฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธไว้ ความลบหลู่คุณท่าน ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความมัวเมา

หน้า ๔๙๒

ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง อันตรายเหล่านี้เรียกว่า อันตรายปกปิด

ที่ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่าอะไร ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าครอบงำ ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อม ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย

ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าครอบงำอย่างไร คือ อันตรายเหล่านั้นย่อมครอบงำ คือ ข่มขี่ กดขี่ ท่วมทับ รัดรึง ย่ำยีบุคคลนั้น ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าครอบงำอย่างนี้

ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างไร คือ อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม คือ เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่าไหน อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ คือ การปฏิบัติชอบ การปฏิบัติสมควร การปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก การปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม การทำให้บริบูรณ์ในศีล ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองในอินทรีย์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ การประกอบเนือง ๆ ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ การประกอบเนือง ๆ ในการเจริญสัมมัปปธาน ๔ การประกอบเนือง ๆ ในการเจริญอิทธิบาท ๔ การประกอบเนือง ๆ ในการเจริญอินทรีย์ ๕ การประกอบเนือง ๆ ในการเจริญพละ ๕ การประกอบเนือง ๆ ในการเจริญโพชฌงค์ ๗ การประกอบเนือง ๆ ในการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างนี้

หน้า ๔๙๓

ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างไร คือ อกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้นย่อมเป็นธรรมอยู่อาศัยในอัตภาพ เปรียบเหมือนเหล่าสัตว์ที่อาศัยรูย่อมอยู่ในรู ที่อาศัยนํ้าย่อมอยู่ในน้ำ ที่อาศัยป่าย่อมอยู่ในป่า ที่อาศัยต้นไม้ย่อมอยู่ที่ต้นไม้ ฉันใด อกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น ย่อมเป็นธรรมอยู่อาศัยในอัตภาพ ฉันนั้น ชื่อว่าอันตรายเพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างนี้บ้าง

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีอันเตวาสิก มีอาจารย์ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ไม่สำราญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีอันเตวาสิก มีอาจารย์ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ไม่สำราญอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันเลวทราม คือ ความดำริฟุ้งซ่าน อันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อกุศลธรรมเหล่านั้นย่อมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เพราะอกุศลธรรมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เหตุนั้น เราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอันเตวาสิก’ เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นย่อมครอบงำภิกษุนั้น เหตุนั้น

เราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอาจารย์’ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันเลวทรามคือความดำริฟุ้งซ่าน อันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะฟังเสียงด้วยโสตะ ... เพราะสูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโน อกุศลธรรมเหล่านั้นย่อมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เพราะอกุศลธรรมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอันเตวาสิก’ เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นย่อมครอบงำภิกษุนั้น เหตุนั้น เรา

หน้า ๔๙๔

จึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอาจารย์’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีอันเตวาสิก มีอาจารย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ไม่สำราญอย่างนี้แล”

ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างนี้บ้าง

สมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้เป็นมลทินภายใน เป็นไพรีภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็นผู้ฆ่าภายใน เป็นข้าศึกภายใน ธรรม ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ โลภะเป็นมลทินภายใน เป็นไพรีภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็นผู้ฆ่าภายใน เป็นข้าศึกภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทสะ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมหะเป็นมลทินภายใน เป็นไพรีภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็นผู้ฆ่าภายใน เป็นข้าศึกภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แลเป็นมลทินภายใน เป็นไพรีภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็นผู้ฆ่าภายใน เป็นข้าศึกภายในความโลภก่อให้เกิดความพินาศ ทำจิตให้กำเริบ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่าความโลภที่เกิดขึ้นภายในนั้นเป็นภัย

คนโลภย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใด ความโลภครอบงำนรชน เมื่อนั้น ย่อมมีแต่ความมืดมน

ความโกรธก่อให้เกิดความพินาศ ทำจิตให้กำเริบ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่าความโกรธที่เกิดขึ้นภายในนั้นเป็นภัย

คนโกรธย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใด ความโกรธครอบงำนรชน เมื่อนั้น ย่อมมีแต่ความมืดมน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๑๕๑/๑๘๐-๑๘๑
หน้า ๔๙๕

ความหลงก่อให้เกิดความพินาศ ทำจิตให้กำเริบ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่าความหลงที่เกิดขึ้นภายในนั้นเป็นภัย

คนหลงยอมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใด ความหลงครอบงำนรชน เมื่อนั้น ย่อมมีแต่ความมืดมน

ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างนี้บ้าง

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการแลเมื่อเกิดในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรม ๓ ประการคือ อะไรบ้าง คือ ธรรมคือโลภะแลเมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความไม่ผาสุก ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมคือโทสะแล ... ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมคือโมหะแลเมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก”(พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า)

โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในตน ย่อมเบียดเบียนบุคคลผู้มีใจบาป ดุจขุยไผ่เบียดเบียนต้นไผ่ ฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๘๘/๔๕๐-๔๕๑
  2. ๒สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๑๓/๑๒๘, ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๕๐/๓๙๖
หน้า ๔๙๖

ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างนี้บ้าง

และสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ราคะและโทสะเกิดจากอัตภาพนี้ ความไม่ยินดี ความยินดี และความขนพองสยองเกล้าก็เกิดจากอัตภาพ ความตรึกในใจก็เกิดจากอัตภาพนี้แล้วปล่อยจิตไป เหมือนเด็ก ๆ จับกามัดเท้าแล้วปล่อยไปฉะนั้น

ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างนี้บ้าง

คำว่า เป็นเครื่องกำจัดอันตราย ความว่า เป็นเครื่องกำจัดอันตราย คือ เป็นเครื่องละอันตราย สงบอันตราย สลัดทิ้งอันตราย ระงับอันตราย เป็นอมตนิพพาน รวมความว่า ‘ธรรมที่ทรงประจักษ์เองซึ่งเป็นเครื่องกำจัดอันตรายไว้แล้ว’

{๗๒๙} คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้อปฏิบัติด้วยเถิด ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อปฏิบัติ คือ โปรดตรัสบอก ชี้แจง แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศซึ่งข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติสมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ข้อปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม การทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สํ.ส. (แปล) ๑๕/๒๓๗/๓๕๐, ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๒๗๔/๕๖๓
หน้า ๔๙๗

มีองค์ ๘ นิพพาน และข้อปฏิบัติอันให้ถึงนิพพาน รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้อปฏิบัติด้วยเถิด’

คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นคำที่พระพุทธเนรมิตนั้นทูลพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า

อีกนัยหนึ่ง คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความว่า พระองค์ตรัสบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศแล้วซึ่งธรรมใด ธรรมนั้นทั้งหมดเป็นธรรมดี เจริญ งดงาม ไม่มีโทษ ควรซ่องเสพ รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้อปฏิบัติด้วยเถิด’{๗๓๐} หัวข้อว่า จะเป็นปาติโมกข์หรือสมาธิก็ได้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ปาติโมกข์ ได้แก่ ศีลอันเป็นที่ตั้ง เป็นเบื้องบาท เป็นความสำรวม เป็นความระวัง เป็นหัวหน้า เป็นประธานแห่งความถึงพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย

คำว่า หรือสมาธิก็ได้ ได้แก่ ความตั้งมั่น ความดำรงอยู่ ความตั้งลง ความไม่แล่นไป ความไม่ฟุ้งซ่านไปแห่งจิต ความเป็นผู้มีใจอันอะไร ๆ ไม่ให้แล่นไปได้ ความสงบสมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ รวมความว่า ‘จะเป็นปาติโมกข์หรือสมาธิก็ได้’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิต จึงทูลถามว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้งได้ทรงแสดงธรรมที่ทรงประจักษ์เองซึ่งเป็นเครื่องกำจัดอันตรายไว้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้อปฏิบัติด้วยเถิด จะเป็นปาติโมกข์หรือสมาธิก็ได้

หน้า ๔๙๘

{๗๓๑} [๑๕๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

ภิกษุไม่พึงเป็นผู้มีตาลอกแลก พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน ไม่พึงติดใจในรส ไม่พึงยึดถือสิ่งใด ๆ ในโลกว่าเป็นของเรา

ว่าด้วยเรื่องผู้มีตาลอกแลก

{๗๓๒} คำว่า ภิกษุไม่พึงเป็นผู้มีตาลอกแลก ความว่า ภิกษุเป็นผู้มีตาลอกแลกอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีตาลอกแลก คือ ประกอบด้วยความเป็นผู้มีตาลอกแลกด้วยคิดว่า “เราจะดูรูปที่ไม่เคยดู จะผ่านเลยรูปที่เคยดูแล้ว” จึงออกจากอารามนี้ไปสู่อารามโน้น จากสวนนี้ไปสู่สวนโน้น จากหมู่บ้านนี้ไปสู่หมู่บ้านโน้น จากนิคมนี้ไปสู่นิคมโน้น จากนครนี้ไปสู่นครโน้น จากแว่นแคว้นนี้ไปสู่แว่นแคว้นโน้น จากชนบทนี้ไปสู่ชนบทโน้น เป็นผู้ขวนขวายในการเที่ยว เที่ยวไปไม่หยุด เพียงเพื่อจะดูรูป ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีตาลอกแลกอีกนัยหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านเดินไปตามถนน เป็นผู้ไม่สำรวมเดินไป คือ เดินดูช้าง เดินดูม้า เดินดูรถ เดินดูพลเดินเท้า เดินดูสตรี เดินดูบุรุษ เดินดูกุมาร เดินดูกุมารี เดินดูร้านตลาด เดินดูหน้ามุขเรือน เดินดูข้างบน เดินดูข้างล่าง เดินดูทิศน้อยทิศใหญ่ ด้วยอาการอย่างนี้ ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีตาลอกแลก

อีกนัยหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้รวบถือรวม ๆ แยกถือเป็นส่วน ๆ ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้ บาปธรรมอันเป็นอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่าไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีตาลอกแลก

อีกนัยหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล

หน้า ๔๙๙

เห็นปานนี้ เหมือนท่านสมณพราหมณ์บางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เป็นผู้ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย เพลงปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง เล่นฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไต่ราว การเล่นหน้าศพ ชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ประกวดนกกระทา รำกระบี่กระบอง เล่นชกมวย เล่นมวยปลํ้า การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีตาลอกแลกภิกษุไม่เป็นผู้มีตาลอกแลกอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เข้าไปสู่ละแวกบ้าน

เดินไปตามถนน เป็นผู้สำรวมไป คือ ไม่เดินดูกองพลช้างไป ไม่เดินดูกองพลม้าไป ไม่เดินดูกองพลรถไป ไม่เดินดูกองพลเดินเท้าไป ไม่เดินดูพวกกุมารไป ไม่เดินดูพวกกุมารีไป ไม่เดินดูพวกสตรีไป ไม่เดินดูพวกบุรุษไป ไม่เดินดูร้านตลาดไป ไม่เดินดูประตูบ้านไป ไม่เดินแหงนไป ไม่เดินก้มหน้าไป ไม่เหลียวดูทิศใหญ่ทิศน้อยไป ด้วยอาการอย่างนี้ชื่อว่า ไม่เป็นผู้มีตาลอกแลกอีกนัยหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปธรรมอันเป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ด้วยอาการอย่างนี้ชื่อว่า ไม่เป็นผู้มีตาลอกแลก

อีกนัยหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้งดเว้นจากการขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ เหมือนท่านสมณพราหมณ์บางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วเป็นผู้ไม่ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลธรรมเห็นปานนี้ คือ การฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคม ... การดูกองทัพด้วยอาการอย่างนี้ชื่อว่า ไม่เป็นผู้มีตาลอกแลก

หน้า ๕๐๐

คำว่า ไม่พึงเป็นผู้มีตาลอกแลก ความว่า พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเป็นผู้มีตาลอกแลก คือ เป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออกไป สลัดออกไป หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความเป็นผู้มีตาลอกแลก เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่เป็นผู้มีตาลอกแลก

ว่าด้วยดิรัจฉานกถา

{๗๓๓} คำว่า พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน ความว่า ดิรัจฉานกถา ๓๒ ประการ ตรัสเรียกว่า ถ้อยคำของชาวบ้าน (คามกถา) คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องนํ้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม อย่างนั้นอย่างนี้ รวมความว่า ‘ถ้อยคำของชาวบ้าน’คำว่า พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน คือ พึงป้องกัน ห้ามสะกัดกั้น รักษา คุ้มครอง ปิด ปกปิดหู จากถ้อยคำของชาวบ้าน รวมความว่า ‘พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน’

ว่าด้วยรสต่าง ๆ

{๗๓๔} หัวข้อว่า ไม่พึงติดใจในรส มีอธิบายดังนี้

คำว่า รส ได้แก่ รสเกิดแต่ราก รสเกิดแต่ลำต้น รสเกิดแต่เปลือก รสเกิดแต่ใบ รสเกิดแต่ดอก รสเกิดแต่ผล รสเปรี้ยว รสหวาน รสขม รสเผ็ดร้อน รสเค็ม รสปร่า รสเฝื่อน รสฝาด รสอร่อย รสไม่อร่อย รสเย็น รสร้อน

หน้า ๕๐๑

มีสมณพราหมณ์บางพวกติดใจในรส สมณพราหมณ์พวกนั้นเที่ยวแสวงหารสอันเลิศด้วยปลายลิ้น ได้รสเปรี้ยวแล้วก็แสวงหารสไม่เปรี้ยว ได้รสไม่เปรี้ยวแล้วก็แสวงหารสเปรี้ยว ... ได้รสเย็นแล้วก็แสวงหารสร้อน ได้รสร้อนแล้วก็แสวงหารสเย็น สมณพราหมณ์พวกนั้นได้รสใด ๆ แล้วย่อมไม่ยินดีด้วยรสนั้น ๆ ย่อมแสวงหารสอื่น ๆ อีก เป็นผู้กำหนัด ปรารถนา ยินดี ติดใจ ลุ่มหลง ข้องเกี่ยว พัวพันในรสที่ชอบใจ ตัณหาในรสอันภิกษุใดละ ตัดขาด สงบระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร มิใช่เพื่อจะเล่น เพื่อจะมัวเมา เพื่อความผ่องใส เพื่อความงดงาม แต่บริโภคเพียงเพื่อความดำรงอยู่แห่งกายนี้

เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้ เพื่อเว้นการเบียดเบียนตน เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่า ‘จักกำจัดเวทนาเก่าเสีย ... และความอยู่เป็นผาสุกจักมีแก่เราด้วยประการฉะนี้’คนทาแผลก็เพื่อจะปลูกผิว คนหยอดนํ้ามันเพลาเกวียนก็เพื่อจะขนภาระ คนกินเนื้อบุตรเป็นอาหารก็เพื่อจะออกจากทางกันดารอย่างเดียวเท่านั้น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร มิใช่เพื่อจะเล่น ... ความเป็นผู้ไม่มีโทษ และความอยู่เป็นผาสุก จักมีแก่เรา ด้วยประการฉะนี้’ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นซึ่งรสตัณหา ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง เป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัด พันขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยรสตัณหา เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงติดใจในรส’

ว่าด้วยความยึดถือว่าของเรา

{๗๓๕} หัวข้อว่า ไม่พึงยึดถือสิ่งใด ๆ ในโลกว่าเป็นของเรา มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าของเรา

หน้า ๕๐๒

ด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ภิกษุละความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว คือ ไม่ถือ ไม่จับ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตระกูล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้งว่าของเราคำว่า สิ่งใด ๆ ได้แก่ อะไร ๆ ที่เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ... อายตนโลก รวมความว่า ไม่พึงยึดถือสิ่งใด ๆ ในโลกว่าของเรา’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสตอบว่า

ภิกษุไม่พึงเป็นผู้มีตาลอกแลก พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน ไม่พึงติดใจในรส ไม่พึงยึดถือสิ่งใด ๆ ในโลกว่าเป็นของเรา

{๗๓๖} [๑๕๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

เมื่อใด ภิกษุถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว เมื่อนั้น ไม่พึงทำความรำพันในที่ไหน ๆ ไม่พึงปรารถนาภพ และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว

หน้า ๕๐๓

ว่าด้วยโรคต่าง ๆ

{๗๓๗} คำว่า เมื่อใด ภิกษุถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ถูกผัสสะคือโรคกระทบ คือ ครอบงำ กลุ้มรุม แทรกซ้อนแล้ว คือ เป็นผู้ถูกโรคทางจักษุประสาท โรคทางโสตประสาท โรคทางฆานประสาท โรคทางชิวหาประสาท โรคทางกายประสาท โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้ เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด โรคละลอก โรคบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธที่มีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธที่มีเสมหะ

เป็นสมุฏฐาน อาพาธที่มีลมเป็นสมุฏฐาน ไข้สันนิบาต อาพาธที่เกิดแต่ฤดูเปลี่ยนแปร อาพาธที่เกิดขึ้นเพราะการบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธที่เกิดขึ้นแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธที่เกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานกระทบ ครอบงำ กลุ้มรุม แทรกซ้อนแล้ว รวมความว่า ‘เมื่อใดภิกษุถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว’{๗๓๘} คำว่า เมื่อนั้น ไม่พึงทำความรำพันในที่ไหน ๆ ความว่า ภิกษุนั้นไม่พึงทำความรำพัน คือ ความรํ่าไห้ อาการรำพัน อาการร่ำไห้ ความเป็นผู้รำพัน ความเป็นผู้ร่ำไห้ ความร่ำไร ความเพ้อ ความพิไรรำพัน อาการที่พิไรรำพัน ความเป็นผู้เพ้อ ได้แก่ ไม่พึงให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ

คำว่า ในที่ไหน ๆ คือ ในที่ไหน ๆ คือ ในที่ทุกแห่ง ในภายใน ในภายนอก ทั้งในภายในและทั้งภายนอก รวมความว่า ‘เมื่อนั้นไม่พึงทำความร่ำไรรำพันในที่ไหน ๆ’

หน้า ๕๐๔

{๗๓๙} คำว่า ไม่พึงปรารถนาภพ ความว่า ไม่พึงปรารถนา คือ ไม่พึงหวัง ไม่พึงต้องการกามภพ รูปภพ อรูปภพ รวมความว่า ‘ไม่พึงปรารถนาภพ’

ว่าด้วยภัยและความขลาดกลัว

{๗๔๐} หัวข้อว่า และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความขลาดกลัว ความว่า ว่าโดยอาการอย่างเดียวกัน ภัยก็ดี ความขลาดกลัวก็ดี เป็นอย่างเดียวกัน สมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ภัย ความขลาดกลัวนี้นั้นย่อมมีมาแน่” ภัยนั้นท่านกล่าวว่ามีวัตถุภายนอกเป็นอารมณ์ คือ ราชสีห์ เสือโครง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมงป่อง ตะขาบ โจร คนที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียมจะทำกรรมชั่ว

อีกนัยหนึ่ง ว่าโดยอาการอื่น (ความต่างกัน) ความกลัว กิริยาที่กลัว ความหวาดหวั่น ความเป็นผู้มีขนลุกอันเกิดแก่จิตในภายใน ความหวาดเสียว ความสะดุ้งแห่งจิต ที่เกิดขึ้นภายใน มีจิตเป็นสมุฏฐาน เรียกว่า ภัย ได้แก่ ภัยแต่ชาติ ภัยแต่ชรา ภัยแต่พยาธิ ภัยแต่มรณะ ภัยแต่พระราชา ภัยแต่โจร ภัยแต่ไฟ ภัยแต่นํ้า ภัยแต่ความติเตียนตน ภัยแต่ความติเตียนแห่งผู้อื่น ภัยแต่อาชญา ภัยแต่ทุคติ ภัยแต่คลื่น ภัยแต่จระเข้ ภัยแต่วังนํ้าวน ภัยแต่ปลาร้าย ภัยแต่การเลี้ยงชีพ ภัยแต่ความติเตียน ภัยแต่ความครั่นคร้ามในประชุมชน ความขลาด ความหวาดหวั่น ความเป็นผู้มีขนลุก ความหวาดเสียว ความสะดุ้งแห่งจิตคำว่า ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว ความว่า ภิกษุเห็นหรือได้ยินสิ่งที่น่ากลัวไม่พึงสะดุ้ง สะทกสะท้าน หวั่นไหว หวาดเสียว ควั่นคร้าม เกรงกลัว หวาดกลัว ถึงความสะดุ้งกลัว คือ พึงเป็นผู้ไม่ขลาดไม่หวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่หนีไป ได้แก่ พึงเป็นผู้ละเว้นความกลัว

หน้า ๕๐๕

และความขลาดเสีย ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกขนพองอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าเมื่อใด ภิกษุถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว เมื่อนั้น ไม่พึงทำความรำพันในที่ไหน ๆ ไม่พึงปรารถนาภพ และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว

{๗๔๑} [๑๕๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุได้ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของขบเคี้ยวก็ดี ผ้าก็ดี ไม่พึงทำการสะสม แต่เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้นนั้นก็ไม่พึงสะดุ้ง

ว่าด้วยข้าวน้ำและของควรเคี้ยว

{๗๔๒} หัวข้อว่า ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของขบเคี้ยวก็ดี ผ้าก็ดี มีอธิบายดังนี้

คำว่า ข้าว ได้แก่ ข้าวสุก ขนมกุมมาส (ขนมสด) สัตตุ (ข้าวตู) ปลา เนื้อ

คำว่า น้ำ ได้แก่ นํ้าปานะ ๘ อย่าง คือ (๑) นํ้าผลมะม่วง (๒) นํ้าผลหว้า (๓) นํ้ากล้วยมีเมล็ด (๔) นํ้ากล้วยไม่มีเมล็ด (๕) นํ้าลูกมะซาง (๖) นํ้าลูกจันทน์หรือนํ้าองุ่น (๗) นํ้ารากบัว (๘) นํ้าลิ้นจี่น้ำปานะอีก ๘ อย่าง คือ (๑) นํ้าสะคร้อ (๒) นํ้าผลเล็บเหยี่ยว (๓) นํ้าพุทรา (๔) นํ้าเปรียง (๕) นํ้ามัน (๖) น้ำข้าวยาคู (๗) น้ำนม (๘) น้ำมีรส (น้ำผักดองเป็นต้น)คำว่า ของขบเคี้ยว ได้แก่ ของขบเคี้ยวที่ทำด้วยแป้ง ของขบเคี้ยวที่ทำเป็นขนม ของขบเคี้ยวที่ทำด้วยเหง้าไม้ ของขบเคี้ยวที่ทำด้วยเปลือกไม้

หน้า ๕๐๖

ของขบเคี้ยวที่ทำด้วยใบไม้ ของขบเคี้ยวที่ทำด้วยดอกไม้ ของขบเคี้ยวที่ทำด้วยผลไม้

คำว่า ผ้า ได้แก่ ผ้าจีวร ๖ ชนิด คือ (๑) ผ้าเปลือกไม้ (๒) ผ้าฝ้าย (๓) ผ้าไหม (๔) ผ้าขนสัตว์ (๕) ผ้าป่าน (๖) ผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้เป็นต้น ผสมกัน รวมความว่า ‘ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของขบเคี้ยวก็ดี ผ้าก็ดี’

ว่าด้วยการได้โดยธรรม

{๗๔๓} หัวข้อว่า ได้แล้ว ... ไม่พึงทำการสะสม มีอธิบายดังนี้

คำว่า ได้แล้ว ความว่า ได้แล้ว คือ รับแล้ว ได้มาแล้ว ประสบแล้ว ได้เฉพาะแล้ว มิใช่ได้ด้วยความโกหก มิใช่ได้ด้วยความพูดเลียบเคียง มิใช่ได้ด้วยการทำนิมิต มิใช่ได้ด้วยความกำจัดคุณเขา มิใช่ได้ด้วยความต่อลาภด้วยลาภ มิใช่ได้ด้วยการให้ไม้จริง มิใช่ได้ด้วยการให้ไม้ไผ่ มิใช่ได้ด้วยการให้ใบไม้ มิใช่ได้ด้วยการให้ดอกไม้ มิใช่ได้ด้วยการให้ผลไม้ มิใช่ได้ด้วยการให้เครื่องอาบนํ้า มิใช่ได้ด้วยการให้จุรณ มิใช่ได้ด้วยการให้ดินเหนียว มิใช่ได้ด้วยการให้ไม้สีฟัน มิใช่ได้ด้วยการให้นํ้าบ้วนปาก มิใช่ได้ด้วยคำพูดมุ่งให้เขารักตน มิใช่ได้ด้วยถ้อยคำเหลาะแหละ มิใช่ได้ด้วยกิริยาประจบเขา มิใช่ได้ด้วยความเป็นผู้ตีสนิทเขา มิใช่ได้ด้วยวิชาดูพื้นที่ มิใช่ได้ด้วยติรัจฉานวิชา มิใช่ได้ด้วยวิชาดูลักษณะ มิใช่ได้ด้วยวิชาดูฤกษ์ยาม มิใช่ได้ด้วยการเดินเป็นสื่อรับใช้ มิใช่ได้ด้วยความเป็นคนรับใช้ มิใช่ได้ด้วยความเป็นผู้เดินสาส์น มิใช่ได้ด้วยเวชกรรม มิใช่ได้ด้วยนวกรรม มิใช่ได้ด้วยการให้ก้อนข้าวตอบแทน มิใช่ได้ด้วยการให้และการเพิ่มให้ แต่ว่าได้แล้ว รับแล้ว ได้มาแล้ว ประสบแล้ว ได้เฉพาะแล้วโดยธรรม โดยเหมาะสม รวมความว่า ‘ได้แล้ว’

หน้า ๕๐๗

คำว่า ไม่พึงทำการสะสม คือ ไม่พึงทำ คือ ไม่พึงให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ ซึ่งการสะสมข้าว การสะสมนํ้า การสะสมผ้า การสะสมยาน การสะสมที่นอน การสะสมเครื่องหอม การสะสมอามิส รวมความว่า ได้แล้ว ... ไม่พึงทำการสะสม’

{๗๔๔} คำว่า แต่เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้นนั้นก็ไม่พึงสะดุ้ง ความว่า ภิกษุไม่พึงตกใจ ตื่นเต้น สะดุ้ง กลัว ถึงความหวาดเสียวว่า “เราไม่ได้ข้าว ไม่ได้น้ำ ไม่ได้ผ้า ไม่ได้ตระกูล ไม่ได้คณะ ไม่ได้อาวาส ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญ ไม่ได้สุข ไม่ได้จีวร ไม่ได้บิณฑบาต ไม่ได้เสนาสนะ ไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่ได้คิลานุปัฏฐาก ไม่เป็นผู้มีชื่อเสียงปรากฏ” ดังนี้ คือ พึงเป็นผู้ไม่ขลาด ไม่หวาดเสียว ไม่สะดุ้งกลัว ไม่หนีไป พึงเป็นผู้ละความกลัวและความขลาดเสีย ปราศจากความเป็นผู้ขนลุกขนพองอยู่ รวมความว่า ‘แต่เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้นนั้นก็ไม่พึงสะดุ้ง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าภิกษุได้ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของขบเคี้ยวก็ดี ผ้าก็ดี ไม่พึงทำการสะสม แต่เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้นนั้นก็ไม่พึงสะดุ้ง

{๗๔๕} [๑๖๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า (คือ ชอบเที่ยว) พึงเว้นจากความรำคาญ ไม่พึงประมาทและพึงอยู่ในที่นั่้งที่นอนซึ่งสงัดเสียง

ว่าด้วยผู้มีฌาน

{๗๔๖} หัวข้อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า มีอธิบายดังนี้

หน้า ๕๐๘

คำว่า มีฌาน ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌานด้วยปฐมฌานบ้าง ด้วยทุติยฌานบ้าง ด้วยตติยฌานบ้าง ด้วยจตุตถฌานบ้าง ด้วยฌานที่มีวิตกมีวิจารเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยฌานสักว่าไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยฌานที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยฌานที่มีปีติเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยฌานที่ไม่มีปีติเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยฌานที่สหรคตด้วยสุขบ้าง ด้วยฌานที่สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง ด้วยฌานที่เป็นสุญญตะบ้าง ด้วยฌานที่เป็นอนิมิตตะบ้าง ด้วยฌานที่เป็นอัปปณิหิตะบ้าง ด้วยฌานที่เป็นโลกิยะบ้าง ด้วยฌานที่เป็นโลกุตตระบ้าง คือ ยินดีในฌาน ขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว ทรงหนักอยู่ในประโยชน์ของตน รวมความว่า ‘พึงเป็นผู้มีฌาน’

ว่าด้วยผู้เหลวไหลเพราะเท้า

คำว่า ไม่เหลวไหลพราะเท้า ความว่า ภิกษุเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า คือ ออกจากอารามนี้ไปสู่อารามโน้น จากสวนนี้ไปสู่สวนโน้น จากหมู่บ้านนี้ไปสู่หมู่บ้านโน้น จากนิคมนี้ไปสู่นิคมโน้น จากนครนี้ไปสู่นครโน้น จากแว่นแคว้นนี้ไปสู่แว่นแคว้นโน้น จากชนบทนี้ไปสู่ชนบทโน้น เป็นผู้ขวนขวายการเที่ยวไปนาน เที่ยวไปไม่หยุด แม้ด้วยอาการอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าอีกนัยหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าภายในสังฆาราม คือ ฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบ มิใช่เพราะเหตุแห่งประโยชน์ มิใช่เพราะเหตุที่ถูกใช้ ออกจากบริเวณนี้ไป ยังบริเวณโน้น จากวิหารนี้ไปยังวิหารโน้น จากเพิงนี้ไปยังเพิงโน้น จากปราสาทนี้ไปยังปราสาทโน้น จากเรือนโล้นหลังนี้ไปยังเรือนโล้นหลังโน้น

หน้า ๕๐๙

จากถํ้านี้ไปยังถํ้าโน้น จากที่เร้นนี้ไปยังที่เร้นโน้น จากกระท่อมนี้ไปยังกระท่อมโน้น จากเรือนยอดหลังนี้ไปยังเรือนยอดหลังโน้น จากป้อมนี้ไปยังป้อมโน้น จากโรงนี้ไปยังโรงโน้น จากที่พักแห่งนี้ไปยังที่พักแห่งโน้น จากโรงเก็บของแห่งนี้ไปยังโรงเก็บของแห่งโน้น จากโรงฉันแห่งนี้ไปยังโรงฉันแห่งโน้น จากมณฑปแห่งนี้ไปยังมณฑปแห่งโน้น จากโคนไม้ต้นนี้ไปยังโคนไม้ต้นโน้น ในสถานที่ที่ภิกษุนั่งกันอยู่หรือกำลังเดินไป มีรูปเดียวก็ไปรวมเป็นสองรูป มีสองรูปก็ไปเป็นรูปที่สาม หรือมีสามรูปก็ไปเป็นรูปที่สี่ ย่อมพูดคำเพ้อเจ้อมากในที่นั้น คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ

เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องยาน เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมอย่างนั้นอย่างนี้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าคำว่า ไม่พึงเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า ความว่า ภิกษุพึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า คือ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สละ พ้นไป ไม่เกี่ยวข้องด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า ได้แก่ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ ประพฤติ เอื้อเฟื้อ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ ดำเนิน เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ชอบในความสงัด ยินดีในความสงัด ขวนขวายในความสงบจิต ณ ภายใน ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่ในเรือนว่างเปล่า เป็นผู้มีฌาน ยินดีในฌาน ขวนขวายในความเป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน รวมความว่า ‘ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า’

หน้า ๕๑๐

{๗๔๗} หัวข้อว่า พึงเว้นจากความรำคาญ ไม่พึงประมาท มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความรำคาญ ความว่า ความรำคาญมือก็ดี ความรำคาญเท้าก็ดี ความรำคาญมือและเท้าก็ดี ชื่อว่าความรำคาญ ความสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ความสำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ความสำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ ความสำคัญในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ความรำคาญ กิริยาที่รำคาญ ความเป็นผู้รำคาญ ความเดือดร้อนแห่งจิต ความขัดใจเห็นปานนี้นี้ ตรัสเรียกว่าความรำคาญ

อีกนัยหนึ่ง ความรำคาญ คือ ความเดือดร้อนแห่งจิต ความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุ ๒ อย่าง คือ เพราะทำ ๑ เพราะไม่ทำ ๑

ความรำคาญ คือ ความเดือดร้อนแห่งจิต ความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างไร

ความรำคาญ คือ ความเดือดร้อนแห่งจิต ความขัดใจย่อมเกิดขึ้นว่า ‘เราทำกายทุจริต เราไม่ได้ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต เราไม่ได้ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ได้ทำมโนสุจริต ... เราทำปาณาติบาต ... เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากปาณาติบาต ... เราทำอทินนาทาน ... เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากอทินนาทาน ... เราทำกาเมสุมิจฉาจาร ... เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ... เราทำมุสาวาท ... เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากมุสาวาท ... เราทำปิสุณวาจา ... เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากปิสุณวาจา ... เราทำผรุสวาจา เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากผรุสวาจา ... เราทำสัมผัปปลาปะ เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ ... เราทำอภิชฌา เราไม่ทำอนภิชฌา ... เราทำพยาบาท เราไม่ได้ทำอัพยาบาท ... เราทำมิจฉาทิฏฐิ เราไม่ได้ทำสัมมาทิฏฐิ’ ความรำคาญ คือ ความเดือดร้อนแห่งจิต ความขัดใจย่อมเกิดขึ้นเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างนี้

หน้า ๕๑๑

อีกนัยหนึ่ง ความรำคาญ คือ ความเดือดร้อนแห่งจิต ความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นว่า ‘เราไม่ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ... เราไม่ได้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ... เราไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ... เราไม่ได้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ... เราไม่ได้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ... เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ... เราไม่ได้เจริญสัมมัปปธาน ๔ ... เราไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ ... เราไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕ ... เราไม่ได้เจริญพละ ๕ ... เราไม่ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ ... เราไม่ได้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ... เราไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ ... เราไม่ได้ละสมุทัย ... เราไม่ได้เจริญมรรค ... เราไม่ได้ทำให้แจ้งนิโรธ’คำว่า พึงเว้นจากความรำคาญ ความว่า พึงเว้น คือ งด เว้นขาดจากความรำคาญ ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ทำให้ไม่มีซึ่งความรำคาญ คือ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สละ พ้นไป ไม่เกี่ยวข้องกับความรำคาญ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘พึงเว้นจากความรำคาญ’

ว่าด้วยความไม่ประมาท

คำว่า ไม่พึงประมาท ความว่า พึงเป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ไม่ทอดทิ้งธุระ ไม่ประมาทในกุศลธรรม คือ ความพอใจ ความพยายาม ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรมนั้นว่า ‘เมื่อไรเราจึงจะบำเพ็ญสีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้ หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์สีลขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้’ ... ‘เมื่อไรเราจึงจะบำเพ็ญสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้ หรือว่า

หน้า ๕๑๒

จะพึงอนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้ ... ‘เมื่อไรเราจึงจะบำเพ็ญปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้ หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้ ... ‘เมื่อไรเราจึงจะบำเพ็ญวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้ หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์วิมุตติขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้’ ... ‘เมื่อไรเราจึงจะบำเพ็ญวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้ หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้’ ความพอใจเป็นต้นนั้นชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรมความพอใจ ความพยายาม ... ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรมนั้นว่า ‘เมื่อไรเราจึงจะกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้ได้ เราจึงจะละกิเลสทั้งหลายที่ยังไม่ได้ละได้ เราจึงจะเจริญมรรคที่ยังไม่ได้เจริญได้ หรือเราจึงจะทำให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้งได้’ อันใด ความพอใจเป็นต้นนั้นชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม รวมความว่า ‘พึงเว้นจากความรำคาญ ไม่พึงประมาท’

{๗๔๘} หัวข้อว่า และพึงอยู่ในที่นั่งที่นอนซึ่งสงัดเสียง มีอธิบายดังนี้

คำว่า และ เป็นคำเชื่อมบทสนธิ ...

ที่สำหรับนั่ง ตรัสเรียกว่า ที่นั่ง ได้แก่ เตียง ตั่ง ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องปูลาดทำด้วยหญ้า เครื่องปูลาดทำด้วยใบไม้ เครื่องปูลาดทำด้วยฟาง

เสนาสนะ ตรัสเรียกว่า ที่นอน ได้แก่ วิหาร เรือนมุงแถบเดียว ปราสาท เรือนมีหลังคาโล้น ถํ้า รวมความว่า ‘ในที่นั่ง ในที่นอน’

คำว่า พึงอยู่ ... ซึ่งสงัดเสียง ความว่า ภิกษุพึงเที่ยวไป พึงอยู่ คือ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไปในเสนาสนะที่สงัดเสียง คือ มีเสียงอึกทึกน้อย ปราศจากคนที่สัญจรไปมา ควรเป็นที่

หน้า ๕๑๓

ทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้น รวมความว่า ‘และพึงอยู่ในที่นั่งที่นอนซึ่งสงัดเสียง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า (คือ ชอบเที่ยว) พึงเว้นจากความรำคาญ ไม่พึงประมาทและพึงอยู่ในที่นั่งท่ีนอนซึ่งสงัดเสียง

{๗๔๙} [๑๖๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุไม่พึงหลับมาก พึงมีความเพียร ประกอบความเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความหลอกลวง ความหัวเราะร่าเริง การเล่น เมถุนธรรม รวมทั้งการประดับตกแต่ง

ว่าด้วยเรื่องการแบ่งเวลา

{๗๕๐} คำว่า ภิกษุไม่พึงหลับมาก ความว่า ภิกษุพึงแบ่งเวลากลางคืนและกลางวันออกเป็น ๖ ส่วน ตื่นปฏิบัติสมณกิจ ๕ ส่วน นอนหลับพักผ่อน ๑ ส่วน รวมความว่า ‘ภิกษุไม่พึงหลับมาก’

{๗๕๑} คำว่า พึงมีความเพียร ประกอบความเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ ความว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องกางกั้น ด้วยการเดินจงกรมและด้วยการนั่งตลอดทั้งวัน คือ พึงชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากธรรมเป็นเครื่องกางกั้น ด้วยการเดินจงกรมและด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี พึงสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ช้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำใจพร้อมที่จะตื่นขึ้นตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ครั้นตื่นขึ้นแล้วพึงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องกางกั้นด้วยการเดินจงกรมและด้วยการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี

หน้า ๕๑๔

คำว่า ประกอบความเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ ได้แก่ พึงประกอบ คือ ประกอบพร้อม ประกอบเฉพาะซึ่งความเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ รวมความว่า “ประกอบความเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ’

คำว่า พึงมีความเพียร ความว่า วิริยะ เรียกว่า ความเพียร ได้แก่ ความปรารภความเพียร ความก้าวออก ความก้าวไปข้างหน้า ความย่างขึ้นไป ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขยัน ความมั่นคง ความทรงไว้ ความก้าวไปข้างหน้ามิได้ย่อหย่อน ความไม่ปลงฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคองธุระไว้ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันเป็นไปทางจิต ภิกษุเป็นผู้เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยความเพียรนี้ ภิกษุนั้นตรัสเรียกว่า มีความเพียร รวมความว่า ‘พึงมีความเพียร ประกอบความเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ’

ว่าด้วยความเกียจคร้าน ความหลอกลวง

{๗๕๒} หัวข้อว่า พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความหลอกลวง ความหัวเราะร่าเริง การเล่น เมถุนธรรม รวมทั้งการประดับตกแต่ง มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความเกียจคร้าน ได้แก่ ความเกียจคร้าน กิริยาที่เกียจคร้าน ความเป็นผู้เกียจคร้าน ความเป็นผู้มีใจเกียจคร้าน ความขี้เกียจ กิริยาที่ขี้เกียจ ความเป็นคนขี้เกียจ นี้ตรัสเรียกว่า ความเกียจคร้าน

คำว่า ความหลอกลวง ความว่า ความประพฤติลวงตรัสเรียกว่า ความหลอกลวง

บุคคลบางคนในโลกนี้ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจแล้วย่อมตั้งความปรารถนาอันเลวทราม เพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น คือ ย่อมปรารถนาว่า “ใคร ๆ อย่ารู้เรา” ดำริ

หน้า ๕๑๕

ว่า “ใคร ๆ อย่ารู้จักเรา” กล่าววาจาว่า “ใคร ๆ อย่ารู้เรา” ย่อมพยายามด้วยกายว่า “ใคร ๆ อย่ารู้เรา”

ความลวง ความเป็นผู้มีความลวง ความเสแสร้ง ความอำพราง ความปิดบัง ความหลีกเลี่ยง ความซ่อน ความซ่อนเร้น ความปิด ความปกปิด ความไม่ทำให้เปิดเผย ความไม่ทำให้แจ่มแจ้ง ความปิดซ่อน การทำชั่วเห็นปานนี้ นี้ตรัสเรียกว่า ความหลอกลวง

ว่าด้วยการหัวเราะ และ การเล่น

คำว่า ความหัวเราะร่าเริง ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้หัวเราะเกินประมาณจนเห็นฟัน สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การหัวเราะเกินประมาณจนเห็นฟัน นี้เป็นกิริยาของเด็ก ในอริยวินัย”

คำว่า การเล่น ได้แก่ การเล่น ๒ อย่าง คือ (๑) การเล่นทางกาย (๒) การเล่นทางวาจา

การเล่นทางกายเป็นไฉน คือ เล่นช้างบ้าง เล่นม้าบ้าง เล่นรถบ้าง เล่นธนูบ้าง เล่นหมากรุกบ้าง เล่นสะกาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมากไหวบ้าง เล่นโยนห่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ บ้าง เล่นตีคลีบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อย ๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่นกังหันบ้าง เล่นตวงทรายบ้าง เล่นรถน้อย ๆ บ้าง เล่นธนูน้อย ๆ บ้าง เล่นเขียนทายกันบ้าง เล่นทายใจกันบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง นี้ชื่อว่าการเล่นทางกายการเล่นทางวาจาเป็นไฉน คือ เล่นทำเสียงกลองด้วยปาก เล่นรัวกลองด้วยปาก เล่นแกว่งบัณเฑาะว์ด้วยปาก เล่นผิวปาก เล่นเป่าปาก

หน้า ๕๑๖

เล่นตีตะโพนด้วยปาก เล่นร้องรำ เล่นโห่ร้อง เล่นขับเพลง เล่นตลก นี้ชื่อว่าการเล่นทางวาจา

ว่าด้วยเมถุนธรรม

ชื่อว่า เมถุนธรรม ก็คือ ธรรมดาของอสัตบุรุษ ธรรมดาของชาวบ้าน ธรรมดาของคนชั้นต่ำ ธรรมดาที่หยาบ ธรรมดาที่มีนํ้าเป็นที่สุด ธรรมดาที่พึงทำกันในที่ลับ ธรรมดาที่พึงปฏิบัติกันเป็นคู่ ๆ

เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าเมถุนธรรม เพราะเป็นธรรมดาของคนสองคน ผู้กำหนัด กำหนัดนัก ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตถูกราคะครอบงำเสมอกันทั้งสองคน เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าเมถุนธรรม (ธรรมดาของคนคู่)

คนสองคนทำความทะเลาะกัน เรียกว่าคนคู่ คนสองคนทำความบาดหมางกัน เรียกว่าคนคู่ คนสองคนทำความอื้อฉาวกัน เรียกว่าคนคู่ คนสองคนทำความวิวาทกัน เรียกว่าคนคู่ คนสองคนก่ออธิกรณ์กัน เรียกว่าคนคู่ คนสองคนพูดกัน เรียกว่าคนคู่ คนสองคนเจรจากัน เรียกว่าคนคู่ ฉันใด ธรรมนั้นเป็นธรรมดาของคนสองคนผู้กำหนัด กำหนัดนัก ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะครอบงำ เสมอกันทั้งสองคน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า เมถุนธรรม (ธรรมดาของคนคู่)

ว่าด้วยการประดับตกแต่ง ๒ อย่าง

คำว่า การประดับตกแต่ง ได้แก่ การประดับตกแต่งมีอยู่ ๒ อย่าง คือ (๑) การประดับตกแต่งของคฤหัสถ์ (๒) การประดับตกแต่งของบรรพชิต

การประดับตกแต่งของคฤหัสถ์เป็นไฉน คือ การแต่งผม การแต่งหนวด การทัดดอกไม้ การประพรมเครื่องหอม การย้อมผิว การใช้เครื่องประดับ การแต่งเครื่องแต่งตัว การนุ่งห่มผ้าสวยงาม การประดับ

หน้า ๕๑๗

ข้อมือ การใช้ผ้าโพกศีรษะ การอบตัว การนวดตัว การอาบนํ้า การดัดตัว การส่องกระจก การแต้มตา การสวมพวงดอกไม้ การทาปาก การเจิมหน้า การผูกข้อมือ การเกล้าผม การใช้ไม้เท้า การใช้ทะนาน การใช้ดาบ การใช้ร่ม การสวมรองเท้าที่งาม การติดกรอบหน้า การปักปิ่น การใช้พัด การนุ่งห่มผ้าขาว การนุ่งผ้าปล่อยชายยาว นี้ชื่อว่าการประดับตกแต่งของคฤหัสถ์

การประดับตกแต่งของบรรพชิตเป็นไฉน คือ การตกแต่งจีวร การตกแต่งบาตร การตกแต่งเสนาสนะ หรือการตกแต่ง การประดับ การเล่นสนุกในการประดับ ความเพลินในการประดับ ความปรารถนาในการประดับ ความชอบในการประดับ กิริยาที่ประดับ ภาวะแห่งการประดับ ซึ่งกายอันเปื่อยเน่านี้หรือบริขารทั้งหลายอันเป็นภายนอก นี้ชื่อว่าการประดับตกแต่งของบรรพชิต

คำว่า พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความหลอกลวง ความหัวเราะร่าเริง การเล่น เมถุนธรรม รวมทั้งการประดับตกแต่ง ความว่า พึงละเว้น คือ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ทำให้ไม่มีความเกียจคร้าน ความหลอกลวง ความหัวเราะร่าเริง การเล่น เมถุนธรรม รวมทั้งการประดับตกแต่ง คือ รวมทั้งบริวาร ทั้งบริภัณฑ์ ทั้งบริขาร รวมความว่า ‘พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความหลอกลวง ความหัวเราะร่าเริง การเล่น เมถุนธรรม รวมทั้งการประดับตกแต่ง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าภิกษุไม่พึงหลับมาก พึงมีความเพียร ประกอบความเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความหลอกลวง ความหัวเราะร่าเริง การเล่น เมถุนธรรม รวมทั้งการประดับตกแต่ง

หน้า ๕๑๘

{๗๕๓} [๑๖๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุผู้นับถือพระรัตนตรัยไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทำนายลักษณะ และการดูฤกษ์ยาม ไม่พึงประกอบการทำนายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค

ว่าด้วยการทำอาถรรพณ์

{๗๕๔} คำว่า ภิกษุผู้นับถือพระรัตนตรัยไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทำนายลักษณะ และการดูฤกษ์ยาม ความว่า พวกนักอาถรรพณ์ย่อมประกอบอาถรรพณ์ คือ เมื่อนครถูกล้อมหรือเมื่อสงครามตั้งประชิดกัน ก็ทำให้เกิดเสนียดจัญไรขึ้น ให้เกิดอุปัทวะขึ้น ให้เกิดโรคขึ้น ให้เกิดโรคจุกเสียดขึ้น ให้เกิดโรคลงรากขึ้น ให้เกิดโรคไข้เซื่อมซึมขึ้น ให้เกิดโรคบิดขึ้นในพวกข้าศึกที่เป็นศัตรูกันพวกนักอาถรรพณ์ย่อมประกอบอาถรรพณ์อย่างนี้

ว่าด้วยการทำนายฝัน

พวกนักทำนายฝันย่อมทำนายฝันว่า “คนฝันเวลาเช้าจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเวลาเที่ยงจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเวลาเย็นจะมีผลอย่างนี้ คนฝันยามต้นจะมีผลอย่างนี้ คนฝันยามกลางจะมีผลอย่างนี้ คนฝันยามหลังจะมีผลอย่างนี้ คนนอนตะแคงข้างขวาฝันจะมีผลอย่างนี้ คนนอนตะแคงข้างช้ายฝันจะมีผลอย่างนี้ คนนอนหงายฝันจะมีผลอย่างนี้ คนนอนคว่ำฝันจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นพระจันทร์จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นพระอาทิตย์จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นมหาสมุทรจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นขุนเขา

หน้า ๕๑๙

พระสุเมรุจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นช้างจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นม้าจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นรถจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นพลเดินเท้าจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นหมู่เสนาจะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นป่าที่น่ารื่นรมย์จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นสระที่น่ารื่นรมย์จะมีผลอย่างนี้” พวกนักทำนายฝันย่อมทำนายฝันอย่างนี้

ว่าด้วยการทำนายลักษณะ

พวกนักทำนายลักษณะย่อมทำนายลักษณะ คือ ลักษณะแก้วมณี ลักษณะไม้เท้า ลักษณะผ้า ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะกุมารี ลักษณะกุมาร ลักษณะทาสหญิง ลักษณะทาสชาย ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโค ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกคุ่ม ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ้มหู ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค พวกนักทำนายลักษณะ ย่อมทำนายลักษณะอย่างนี้

ว่าด้วยการดูฤกษ์ยาม

พวกนักดูฤกษ์ยามย่อมตรวจดูฤกษ์ยามว่า “ฤกษ์มีอยู่ ๒๘ ฤกษ์ งานมงคลขึ้นบ้านใหม่พึงทำโดยฤกษ์นี้ งานมงคลผูกเครื่องประดับพึงทำโดยฤกษ์นี้ งานมงคลสมรสพึงทำโดยฤกษ์นี้ งานมงคลปลูกพืชพึงทำโดยฤกษ์นี้ งานมงคลอยู่เรือนพึงทำโดยฤกษ์นี้” พวกนักดูฤกษ์ยามย่อมตรวจดูฤกษ์ยามอย่างนี้

คำว่า ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทำนายลักษณะ และการดูฤกษ์ยาม ความว่า ไม่พึงประกอบ คือ ไม่พึงประพฤติ

หน้า ๕๒๐

ไม่พึงประพฤติโดยเด็ดขาด ไม่พึงยึดถือประพฤติการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทายลักษณะ และการดูฤกษ์ยาม

อีกนัยหนึ่ง ไม่พึงถือ ไม่พึงเรียน ไม่พึงท่อง ไม่พึงเข้าไปทรงจำไว้ ไม่พึงเข้าไปกำหนด ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทายลักษณะ และการดูฤกษ์ยาม รวมความว่า ‘ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทำนายลักษณะ และการดูฤกษ์ยาม’

ว่าด้วยการทำนายเสียงสัตว์

{๗๕๕} คำว่า ไม่พึงประกอบการทำนายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค ความว่า เสียงเนื้อและเสียงนกตรัสเรียกว่า เสียงสัตว์ร้อง พวกคนที่รู้เสียงเนื้อและนกย่อมทำนายเสียงเนื้อและนก คือ ย่อมรู้เสียงร้อง เสียงเจรจากันแห่งนกหรือสัตว์สี่เท้า พวกคนที่รู้เสียงเนื้อและนก ย่อมทำนายเสียงเนื้อและนกอย่างนี้

ว่าด้วยครรภ์ไม่ตั้งด้วยเหตุ ๒ ประการ

พวกคนปรุงยาให้ตั้งครรภ์ได้ก็ทำให้ตั้งครรภ์ ครรภ์ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ด้วยเชื้อโรค (๒) ด้วยลมกำเริบ พวกคนที่ปรุงยาให้ตั้งครรภ์ย่อมให้ยาเพื่อบำบัดเชื้อโรคหรือเพื่อบำบัดลมกำเริบ พวกคนที่ปรุงยาให้ตั้งครรภ์ย่อมทำให้ตั้งครรภ์อย่างนื้

ว่าด้วยการรักษาโรค

คำว่า การรักษาโรค ได้แก่ การรักษาโรค ๕ วิธี คือ

หน้า ๕๒๑

(๑) รักษาทางเสกเป่า (๒) รักษาทางผ่าตัด

(๓) รักษาทางยา (๔) รักษาทางภูตผี

(๕) รักษาทางกุมารเวช

คำว่า ภิกษุผู้นับถือพระรัตนตรัย คือ ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้า ผู้นับถือพระธรรม ผู้นับถือพระสงฆ์ ภิกษุผู้นับถือนั้นย่อมนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรับรองบุคคลนั้น

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้โกหก เป็นผู้กระด้าง ประจบประแจง ชอบวางท่า มีมานะดุจไม้อ้อที่ยกขึ้น มีจิตไม่มั่นคง ภิกษุเหล่านั้นหาใช่เป็นผู้นับถือเราไม่ เป็นผู้ไปปราศแล้วจากธรรมวินัยนี้ และย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ไม่โกหก ไม่ประจบประแจง เป็นธีรชน ไม่กระด้าง เป็นผู้มีจิตมั่นคงดี ภิกษุเหล่านั้นแลชื่อว่านับถือเรา เป็นผู้ไม่ไปปราศจากธรรมวินัยนี้ และย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้”ภิกษุเหล่าใดโกหก กระด้าง ประจบประแจง วางท่า มีมานะดุจไม้อ้อที่ยกขึ้น และมีจิตไม่มั่นคง ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่งอกงาม ในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว

ส่วนภิกษุเหล่าใดไม่โกหก ไม่ประจบประแจง เป็นธีรชน ไม่กระด้าง มีจิตมั่นคงดีแล้ว ภิกษุเหล่านั้นแลย่อมงอกงาม ในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑องฺ.จตุกก. (แปล) ๒๑/๒๖/๔๔, ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๑๐๘/๔๘๔-๔๘๕
หน้า ๕๒๒

คำว่า ภิกษุผู้นับถือพระรัตนตรัย ไม่พึงประกอบการทำนายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค ความว่า ภิกษุผู้นับถือพระรัตนตรัยไม่พึงประกอบ คือ ไม่พึงยึด ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงประพฤติ ไม่พึงประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ ไม่พึงยึดถือประพฤติซึ่งการทำนายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรคอีกนัยหนึ่ง ไม่พึงถือ ไม่พึงเรียน ไม่พึงท่อง ไม่พึงเข้าไปทรงจำไว้ ไม่พึงเข้าไปกำหนด ไม่พึงประกอบซึ่งการทำนายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยา ให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค รวมความว่า ‘ภิกษุผู้นับถือพระรัตนตรัย ไม่พึงประกอบการทำนายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าภิกษุผู้นับถือพระรัตนตรัยไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทำนายลักษณะ และการดูฤกษ์ยาม ไม่พึงประกอบการทำนายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค

{๗๕๖} [๑๖๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวในเพราะการนินทา ถึงแม้เขาสรรเสริญก็ไม่พึงลำพองตน พึงบรรเทาความโลภ รวมทั้งความตระหนี่ ความโกรธ และการพูดส่อเสียดเสีย

ว่าด้วยไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ

{๗๕๗}คำว่า ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะการนินทา ความว่า คนบางพวกในโลกนี้ย่อมนินทา คือ ติเตียน ว่าร้ายภิกษุทางชาติกำเนิดบ้าง ทางโคตรบ้าง

หน้า ๕๒๓

ทางความเป็นบุตรแห่งตระกูลบ้าง ทางความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ทางทรัพย์บ้าง ทางความเชื้อเชิญบ้าง ทางหน้าที่การงานบ้าง ทางหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์บ้าง ทางวิทยฐานะบ้าง ทางการศึกษาบ้าง ทางปฏิภาณบ้าง ทางสิ่งอื่น ๆ บ้าง ภิกษุถูกนินทา ถูกติเตียน ถูกว่าร้ายแล้วไม่พึงหวั่น คือ ไม่พึงหวั่นไหว ไม่พึงเอนเอียง ไม่พึงสะดุ้ง ไม่พึงดิ้นรน ไม่พึงกระวนกระวาย ไม่พึงกลัว ไม่พึงถึงความหวาดเสียว ได้แก่ พึงเป็นผู้ไม่กลัว ไม่ครั่นคร้าม ไม่หวาดเสียว ไม่หนีไป เพราะการนินทา เพราะการตำหนิ เพราะการว่าร้าย เพราะความเสื่อมเสียเกียรติ เพราะถูกกล่าวโทษ พึงเป็นผู้ละความกลัวความขลาด ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกขนพองอยู่

รวมความว่า ‘ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะการนินทา’{๗๕๘} คำว่า ภิกษุ ... ถึงแม้เขาสรรเสริญก็ไม่พึงลำพองตน ความว่า คนบางพวกในโลกนี้ย่อมสรรเสริญ คือ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณภิกษุทางชาติกำเนิดบ้าง ... ทางสิ่งอื่น ๆ บ้าง ภิกษุถึงแม้เขาสรรเสริญ คือ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณแล้ว ก็ไม่ควรทำความลำพองตน คือ ไม่ควรทำความกำเริบขึ้น ไม่ควรทำความถือตัว ไม่ควรทำความกระด้าง ได้แก่ ไม่ควรเป็นผู้จองหอง เป็นผู้ปั้นปึ่ง เป็นผู้หัวสูง เพราะการสรรเสริญ เพราะการชมเชย เพราะการยกย่อง เพราะการพรรณนาคุณ รวมความว่า ‘ภิกษุ ... ถึงแม้เขาสรรเสริญแล้วก็ไม่พึงลำพองตน’{๗๕๙} หัวข้อว่า พึงบรรเทาความโลภพร้อมกับความตระหนี่ ความโกรธและการพูดส่อเสียด มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความโลภ ได้แก่ ความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ความกำหนัดนัก กิริยาที่กำหนัดนัก ความเป็นผู้กำหนัดนัก อภิชฌาอกุศลมูลคือโลภะ

คำว่า ความตระหนี่ ได้แก่ ความตระหนี่ ๕ ประการ คือ (๑) อาวาสมัจฉริยะ ความตระหนี่ที่อยู่ ... ความหวงแหน นี้ตรัสเรียกว่า ความตระหนี่

หน้า ๕๒๔

คำว่า ความโกรธ ได้แก่ ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความขุ่นเคือง ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองแค้น ความชัง ความชิงชัง ความเกลียดชัง ความคิดพยาบาท ความคิดประทุษร้าย ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่แสดงออกโดยความชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่แสดงถึงความพยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความโกรธจนร้องไห้ ความที่จิตไม่แช่มชื่นคำว่า การพูดส่อเสียด ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีวาจาส่อเสียดคือ ฟังความจากข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังความจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้เพื่อทำลายคนหมู่โน้น เป็นผู้ทำลายคนที่พร้อมเพรียงกันบ้าง สนับสนุนคนที่แตกกันแล้วบ้าง ชอบผู้ที่เป็นพรรคพวกกัน ยินดีผู้ที่เป็นพรรคพวกกัน เพลิดเพลินผู้ที่เป็นพรรคพวกกัน เป็นผู้กล่าววาจาที่ทำให้เป็นพรรคพวกัน นี้ตรัสเรียกว่าความส่อเสียดอีกนัยหนี่ง บุคคลย่อมนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ด้วยต้องการให้ตนเป็นที่รัก (๒) ด้วยประสงค์ให้เขาแตกกัน

บุคคลทำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยต้องการให้ตนเป็นที่รักอย่างไร คือ บุคคลนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยต้องการให้ตนเป็นที่รักอย่างนี้ว่า “เราจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นผู้คุ้นเคย เป็นผู้สนิทสนม เป็นเพื่อนที่มีใจดี ของบุคคลนี้” บุคคลนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยต้องการให้ตนเป็นที่รักอย่างนี้

บุคคลนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยประสงค์ให้เขาแตกกันอย่างไร คือ บุคคลมีความประสงค์ให้เขาแตกกันอย่างนี้ว่า “ทำอย่างไรหนอ คนเหล่านี้จึงจะต่างกัน แยกกัน เป็นพรรคพวกกัน เป็นสองเหล่า สองพวก สองฝ่าย ทำอย่างไร คนเหล่านี้จึงจะแตกกัน ไม่ปรองดองกัน อยู่ลำบากไม่ผาสุก” บุคคลนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยประสงค์ให้เขาแตกกันอย่างนี้

หน้า ๕๒๕

คำว่า พึงบรรเทาความโลภ รวมทั้งความตระหนี่ ความโกรธและการพูดส่อเสียดเสีย ความว่า ภิกษุพึงบรรเทา คือ พึงสลัดทิ้ง กำจัด ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความโลภ ความตระหนี่ ความโกรธ และการพูดส่อเสียด รวมว่า ‘พึงบรรเทาความโลภ รวมทั้งความตระหนี่ ความโกรธและการพูดส่อเสียด’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจังตรัสตอบว่าภิกษุไม่พึงหวั่นไหวในเพราะการนินทา ถึงแม้เขาสรรเสริญก็ไม่พึงลำพองตน พึงบรรเทาความโลภ รวมทั้งความ ตระหนี่ ความโกรธ และการพูดส่อเสียดเสีย

{๗๖๐} [๑๖๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อการขาย ไม่พึงทำการว่าร้ายใครในที่ไหน ๆ ไม่พึงข้องเกี่ยวในบ้าน และไม่พึงพูดเลียบเคียงกะผู้คนเพราะความอยากได้ลาภ

{๗๖๑} คำว่า ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อการขาย ความว่า การซื้อการขายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามไว้ในพระวินัย มิได้ทรงพระประสงค์ในที่นี้

ภิกษุตั้งอยู่ในการซื้อการขายอย่างไร คือ ภิกษุผู้ทำความหลอกลวงหรือปรารถนากำไรแลกเปลี่ยนบาตรบ้าง จีวรบ้าง บริขารอื่น ๆ บ้าง กับ สหธรรมิก ๕ ประเภท ภิกษุตั้งอยู่ในการซื้อการขายอย่างนี้

ภิกษุไม่ตั้งอยู่ในการซื้อการขายอย่างไร คือ ภิกษุผู้ไม่ทำความหลอกลวงหรือไม่ปรารถนากำไรอย่างนั้น แลกเปลี่ยนบาตรบ้าง จีวรบ้าง บริขารอื่นๆบ้าง กับสหธรรมิก ๕ ประเภท ภิกษุไม่ตั้งอยู่ในการซื้อการขายอย่างนี้

คำว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อการขาย ความว่า ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ คือ ไม่พึงดำรงอยู่ในการซื้อการขาย ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป

หน้า ๕๒๖

ไม่ให้มีการซื้อการขาย พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อการขาย พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อการขาย’

ว่าด้วยกิเลส

{๗๖๒} หัวข้อว่า ภิกษุ ... ไม่พึงทำการว่าร้ายใครในที่ไหน ๆ มีอธิบายดังนี้

กิเลสเป็นเครื่องก่อการว่าร้ายเป็นไฉน คือ มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่นได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นมองเห็นได้แต่ไกลบ้าง อยู่ใกล้กลับไม่ปรากฏบ้าง รู้จิต(ผู้อื่น)ด้วยจิตบ้าง พวกเทวดาผู้มีฤทธิ์ มีทิพพจักษุ รู้จิตของผู้อื่นได้ก็มีอยู่บ้าง เทวดาเหล่านั้นมองเห็นได้แต่ไกลบ้าง อยู่ใกล้กลับไม่ปรากฏบ้าง รู้จิต(ผู้อื่น)ด้วยจิตบ้าง คนทั้งหลายพึงว่าร้ายสมณพราหมณ์และ เทวดาเหล่านั้นด้วยกิเลสหยาบบ้าง ด้วยกิเลสปานกลางบ้าง ด้วยกิเลสละเอียดบ้างกิเลสหยาบเป็นไฉน คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เหล่านี้เรียกว่ากิเลสหยาบ

กิเลสปานกลางเป็นไฉน คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เหล่านี้เรียกว่ากิเลสปานกลาง

กิเลสละเอียด เป็นไฉน คือ ความตรึกถึงญาติ ความตรึกถึงชนบท ความตรึกถึงอมรเทพ ความตรึกที่ประกอบด้วยความเอ็นดูผู้อื่น ความตรึกที่ประกอบด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญ ความที่ประกอบด้วยความไม่ถูกดูหมิ่น ความตรึกเหล่านี้เรียกว่ากิเลสละเอียด

คนทั้งหลายพึงว่าร้ายสมณพราหมณ์และเทวดาเหล่านั้นด้วยกิเลสหยาบบ้าง ด้วยกิเลสปานกลางบ้าง ด้วยกิเลสละเอียดบ้าง

หน้า ๕๒๗

ภิกษุไม่พึงทำการว่าร้าย คือ ไม่พึงทำกิเลสเป็นเครื่องก่อการว่าร้าย ได้แก่ ไม่พึงยังกิเลสเหล่านั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสเป็นเครื่องก่อการว่าร้าย คือ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลสเป็นเครื่องก่อการว่าร้าย พึงเป็นผู้มีจิตใจปราศจากแดนกิเลสอยู่คำว่า ในที่ไหน ๆ คือ ในที่ไหน ๆ คือ ในที่ทุก ๆ แห่ง ภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภายนอกบ้าง รวมความว่า ‘ภิกษุ ... ไม่พึงทำการว่าร้ายใครในที่ไหนๆ’

{๗๖๓} คำว่า ไม่พึงข้องเกี่ยวในบ้าน มีอธิบายว่า

ภิกษุย่อมข้องเกี่ยวในบ้านอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์อยู่ คือ เป็นผู้พลอยชื่นชมกับเขา พลอยโศกเศร้ากับเขา เมื่อพวกเขามีสุขก็สุขด้วย มีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย เมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็เข้าช่วยเหลือในกิจเหล่านั้นด้วยตนเอง ภิกษุชื่อว่าข้องเกี่ยวในบ้านอย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง เวลาเช้า ภิกษุครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปยังหมู่บ้านหรือนิคมเพื่อบิณฑบาต ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่รักษาใจ ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอจึงเกี่ยวข้องในที่นั้น ๆ รับในที่นั้น ๆ ติดอยู่ในที่นั้น ๆ ถึงความฉิบหายในที่นั้น ๆ ภิกษุชื่อว่าข้องเกี่ยวในบ้านอย่างนี้บ้างภิกษุย่อมไม่ข้องเกี่ยวในบ้านอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์อยู่ คือ ไม่เป็นผู้พลอยชื่นชมกับเขา ไม่พลอยโศกเศร้ากับเขา เมื่อพวกเขามีสุขก็ไม่สุขด้วย มีทุกข์ก็ไม่ทุกข์ด้วย เมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ไม่เข้าช่วยเหลือในกิจเหล่านั้นด้วยตนเอง ภิกษุชื่อว่าไม่ข้องเกี่ยวในบ้านอย่างนี้บ้าง

หน้า ๕๒๘

อีกนัยหนึ่ง เวลาเช้าภิกษุครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังบ้านหรือนิคมเพื่อบิณฑบาต รักษากาย รักษาวาจา รักษาใจ ตั้งสติสำรวมอินทรีย์ เธอจึงไม่เกี่ยวข้องในที่นั้น ๆ ไม่รับในที่นั้น ๆ ไม่ติดอยู่ในที่นั้น ๆ ไม่ถึงความฉิบหายในที่นั้น ๆ ภิกษุชื่อว่าไม่ข้องเกี่ยวในบ้านอย่างนี้บ้าง

คำว่า ไม่พึงข้องเกี่ยวในบ้าน ความว่า ภิกษุไม่พึงข้องเกี่ยว คือ ไม่รับ ไม่ติด ไม่พัวพันในบ้าน ได้แก่ ไม่พึงเป็นผู้กำหนัด ยินดี หลงใหล ติดใจในบ้าน พึงเป็นผู้คลายความยินดี ปราศจากความยินดี สลัดทิ้งความยินดีเสีย ... พึงเป็นผู้มีตนอันประเสริฐอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงข้องเกี่ยวในบ้าน’

ว่าด้วยการพูดเลียบเคียง

{๗๖๔} คำว่า ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะผู้คนเพราะความอยากได้ลาภ มีอธิบายว่า

การพูดเลียบเคียงเป็นไฉน คือ การพูดหว่านล้อม การพูดเลียบเคียง การพูดเลียบเคียงด้วยดี การพูดยกย่อง การพูดยกย่องด้วยดี การพูดผูกพัน การพูดผูกพันด้วยดี การพูดอวดอ้าง การพูดอวดอ้างด้วยดี การพูดฝากรัก ความเป็นผู้พูดมุ่งให้เขารักตน ความเป็นผู้พูดเหลวไหล (ดังว่าแกงถั่ว) ความเป็นผู้พูดประจบ ความเป็นผู้พูดแคะไค้ ความเป็นผู้พูดอ่อนหวาน ความเป็นผู้พูดไพเราะ ความเป็นผู้พูดด้วยไมตรี ความเป็นผู้พูดไม่หยาบคายต่อคนอื่น ๆ ของภิกษุผู้มุ่งหมายลาภ สักการะ และความสรรเสริญ ผู้มีความปรารถนาเลวทราม ถูกความปรารถนาครอบงำ ผู้เห็นแก่อามิส หนักอยู่ในโลกธรรม นี้เรียกว่าการพูดเลียบเคียง

หน้า ๕๒๙

อีกนัยหนึ่ง ภิกษุพูดเลียบเคียงกะผู้คนด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ (๑) เป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งผู้อื่นไว้สูง มีจิตพัวพัน (๒) เป็นผู้ตั้งตนไว้สูง ตั้งผู้อื่นไว้ต่ำ มีจิตพัวพัน

ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้ตํ่า ตั้งผู้อื่นไว้สูง พูดเลียบเคียงอย่างไร คือ ภิกษุกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายมีอุปการะมากแก่อาตมา อาตมาได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเพราะอาศัยท่านทั้งหลาย คนอื่น ๆ อาศัยพวกท่าน เห็นแก่พวกท่าน จึงสำคัญที่จะให้หรือที่จะทำแก่อาตมา ชื่อและวงศ์ตระกูลของโยมมารดาโยมบิดาเก่าของอาตมาก็หายไปแล้ว อาตมาเองผู้คนรู้ว่า ‘เป็นกุลุปกะของอุบาสกโน้น เป็นกุลุปกะของอุบาสิกาโน้น’ ก็เพราะท่านทั้งหลาย” ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งผู้อื่นไว้สูง พูดเลียบเคียงอย่างนี้ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้สูง ตั้งผู้อื่นไว้ตํ่า พูดเลียบเคียงอย่างไร คือ ภิกษุกล่าวว่า

“อาตมามีอุปการะมากแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอาศัยอาตมาจึงได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ และจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อาตมาให้อุเทศ ให้ปริปุจฉา บอกอุโบสถ ตั้งใจทำนวกรรมแก่ท่านทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายมาทอดทิ้งอาตมา แล้วไปสักการะ เคารพ นับถือ บูชาผู้อื่น” ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้สูง ตั้งผู้อื่นไว้ต่ำ พูดเลียบเคียงอย่างนี้คำว่า ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะผู้คนเพราะความอยากได้ลาภ ความว่า ภิกษุเมื่อจะให้ลาภสำเร็จ ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะผู้คน คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งการพูดเลียบเคียง คือ เป็นผู้งด เว้น เว้นเด็ดขาด สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับการพูดเลียบเคียงเพราะลาภเป็นเหตุ เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะความบังเกิดขึ้นแห่งลาภ ได้แก่ พึง

หน้า ๕๓๐

เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะผู้คน เพราะความอยากได้ลาภ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อการขาย ไม่พึงทำการว่าร้ายใครในที่ไหน ๆ ไม่พึงข้องเกี่ยวในบ้าน และไม่พึงพูดเลียบเคียงกะผู้คนเพราะความอยากได้ลาภ

{๗๖๕} [๑๖๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจามุ่งแต่จะได้ ไม่พึงสำเหนียกความเป็นผู้คะนอง และไม่พึงกล่าวถ้อยคำทุ่มเถียงกัน

ว่าด้วยการพูดโอ้อวด

{๗๖๖} คำว่า ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ความว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้อวด เป็นผู้โอ้อวด ภิกษุนั้นย่อมอวด ย่อมโอ้อวดว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง ถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นบุตรแห่งตระกูลบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ถึงพร้อมด้วยทรัพย์บ้าง ถึงพร้อมด้วยการเชื้อเชิญบ้าง ถึงพร้อมด้วยหน้าที่การงานบ้าง ถึงพร้อมด้วยหลักแห่งศิลปศาสตร์บ้าง ถึงพร้อมด้วยวิทยฐานะบ้าง ถึงพร้อมด้วยการศึกษาบ้าง ถึงพร้อมด้วยปฏิภาณบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ออกบวชจากตระกูลสูงบ้าง ออกบวชจากตระกูลใหญ่บ้าง ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติมากบ้าง ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงมียศกว่าพวกคฤหัสถ์และบรรพชิตบ้าง

หน้า ๕๓๑

เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรงพระวินัยบ้าง เป็นธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง ... เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง”

ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวดอย่างนี้ คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งการพูดโอ้อวด ได้แก่ พึงเป็นผู้งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับการพูดโอ้อวด พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด’

ว่าด้วยการกล่าววาจามุ่งแต่จะได้

{๗๖๗} คำว่า ไม่พึงกล่าววาจามุ่งแต่จะได้ ความว่า วาจามุ่งแต่จะได้เป็นไฉน คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ย่อมกล่าววาจามุ่งแต่จะได้จีวร กล่าววาจามุ่งแต่จะได้บิณฑบาต กล่าววาจามุ่งแต่จะได้เสนาสนะ กล่าววาจามุ่งแต่จะได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร นี้เรียกว่าวาจามุ่งแต่จะได้อีกนัยหนึ่ง ภิกษุพูดจริงบ้าง พูดเท็จบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง พูดไม่ส่อเสียดบ้าง พูดหยาบบ้าง พูดไม่หยาบบ้าง พูดเพ้อเจ้อบ้าง พูดไม่เพ้อเจ้อบ้าง พูดด้วยปัญญาบ้าง เพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้นี้ก็เรียกว่าวาจามุ่งแต่จะได้อีกนัยหนึ่ง ภิกษุมีจิตเลื่อมใสแสดงธรรมแก่ชนทั้งหลายอื่นด้วยคิดว่า “โอหนอ ขอชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ครั้นฟังแล้วพึงเลื่อมใสธรรม ครั้นเลื่อมใสแล้วพึงแสดงอาการของคนผู้เลื่อมใสต่อเรา” แม้นี้ก็เรียกว่าวาจามุ่งแต่จะได้คำว่า ไม่พึงกล่าววาจามุ่งแต่จะได้ ความว่า ภิกษุไม่พึงกล่าว คือ ไม่พึงพูด ไม่พึงแสดง ไม่พึงแถลงวาจามุ่งแต่จะได้ โดยที่สุดจนถึงวาจา

หน้า ๕๓๒

แสดงธรรม คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งวาจามุ่งแต่จะได้ ให้ถึงความไม่มีซึ่งวาจามุ่งแต่จะได้ ได้แก่ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเด็ดขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับวาจามุ่งแต่จะได้ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ไม่พึงกล่าววาจามุ่งแต่จะได้’

ว่าด้วยความคะนอง ๓ อย่าง

{๓๖๘} หัวข้อว่า ไม่พึงสำเหนียกความเป็นผู้คะนอง มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความคะนอง ได้แก่ ความคะนอง ๓ อย่าง คือ (๑) ความคะนองทางกาย (๒) ความคะนองทางวาจา (๓) ความคะนองทางใจ

ความคะนองทางกายเป็นไฉน คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในหมู่สงฆ์ก็ดี อยู่ในคณะก็ดี อยู่ในโรงฉันก็ดี อยู่ในเรือนไฟก็ดี อยู่ที่ท่านํ้าก็ดี กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านก็ดี เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วก็ดี ก็แสดงความคะนองทางกาย

ภิกษุอยู่ในหมู่สงฆ์แสดงความคะนองทางกายอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในหมู่สงฆ์ไม่ทำความยำเกรง ยืนเบียดภิกษุที่เป็นเถระบ้าง นั่งเบียดภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ยืนบังบ้าง นั่งบังบ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง นั่งคลุมศีรษะบ้าง ยืนพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในหมู่สงฆ์แสดงความคะนองทางกายอย่างนี้ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทางกายอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในคณะ ไม่ทำความยำเกรง เมื่อภิกษุที่เป็นเถระไม่สวมรองเท้าจงกรมอยู่ ก็สวมรองเท้าจงกรม เมื่อภิกษุที่เป็นเถระจงกรมอยู่ในที่จงกรมต่ำ ก็จงกรมในที่จงกรมสูง เมื่อภิกษุที่เป็นเถระจงกรมอยู่บนพื้นดิน ก็จงกรมบนที่จงกรม ยืนเบียดบ้าง นั่งเบียดบ้าง ยืนบังบ้าง

หน้า ๕๓๓

นั่งบังบ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง นั่งคลุมศีรษะบ้าง ยืนพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้

ภิกษุอยู่ในโรงฉันแสดงความคะนองทางกายอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในโรงฉัน ไม่ทำความยำเกรง นั่งแทรกแซงภิกษุที่เป็นเถระบ้าง นั่งกีดกันอาสนะภิกษุที่เป็นนวกะบ้าง ยืนเบียดบ้าง นั่งเบียดบ้าง ยืนบังบ้าง นั่งบังบ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง นั่งคลุมศีรษะบ้าง ยืนพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในโรงฉันแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้ภิกษุอยู่ในเรือนไฟแสดงความคะนองทางกายอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในเรือนไฟ ไม่ทำความยำเกรง ยืนเบียดภิกษุที่เป็นเถระบ้าง นั่งเบียดภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ยืนบังบ้าง นั่งบังบ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง ไม่บอกก่อนแล้วใส่ฟืนบ้าง

ไม่บอกก่อนแล้วปิดประตูบ้าง ภิกษุอยู่ในเรือนไฟแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้ภิกษุอยู่ที่ท่านํ้าแสดงความคะนองทางกายอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ที่ท่านํ้า ไม่ทำความยำเกรง ลงเบียดภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ลงข้างหน้าบ้าง อาบเบียดบ้าง อาบข้างหน้าบ้าง อาบเหนือนํ้าบ้าง ขึ้นเบียดบ้าง ขึ้นข้างหน้าบ้าง ขึ้นข้างเหนือนํ้าบ้าง ภิกษุอยู่ที่ท่านํ้าแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้ภิกษุกำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านแสดงความคะนองทางกายอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน ไม่ทำความยำเกรงเดินเบียดภิกษุที่เป็นเถระบ้าง เดินข้างหน้าบ้าง เดินขึ้นหน้าภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ภิกษุกำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางกายอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว เมื่อเขาบอกว่า

หน้า ๕๓๔

“อย่าเข้าไป พระคุณเจ้า” ก็เข้าไป เมื่อเขาบอกว่า “อย่ายืน พระคุณเจ้า” ก็ยืน เมื่อเขาบอกว่า “อย่านั่ง พระคุณเจ้า” ก็นั่ง เข้าไปสู่ที่ไม่ควรบ้าง ยืนในที่ไม่ควรบ้าง นั่งในที่ไม่ควรบ้าง ผลุนผลันเข้าไปในห้องเล็กซึ่งเป็นที่ลับ ปิดบังของตระกูล อันเป็นที่ที่หญิงของตระกูล ธิดาของตระกูล สะใภ้ของตระกูล กุมารีของตระกูลนั่งกันอยู่บ้าง จับศีรษะเด็กบ้าง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้ นี้ชื่อว่าความคะนองทางกายความคะนองทางวาจาเป็นไฉน คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในหมู่สงฆ์ก็ดี อยู่ในหมู่คณะก็ดี เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วก็ดี ย่อมแสดงความคะนองทางวาจา

ภิกษุอยู่ในหมู่สงฆ์แสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในหมู่สงฆ์ ไม่ทำความยำเกรง ไม่บอกภิกษุที่เป็นเถระก่อน หรือภิกษุที่เป็นเถระยังไม่ได้นิมนต์ ก็แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แก้ปัญหาเอง สวดปาติโมกข์เอง ยืนพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในหมู่สงฆ์แสดงความคะนองทางวาจาอย่างนี้ภิกษุอยู่ในหมู่คณะแสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้อยู่ในหมู่คณะ ไม่ทำความยำเกรง ไม่บอกแก่ภิกษุที่เป็นเถระก่อน หรือภิกษุที่เป็นเถระยังไม่ได้นิมนต์ ก็แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แก้ปัญหาเอง ยืนพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง แสดงธรรมแก่ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แก้ปัญหาเอง ยืนพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในหมู่คณะแสดงความคะนองทางวาจาอย่างนี้ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว พูดกะสตรีบ้าง

หน้า ๕๓๕

กะกุมารีบ้าง พูดฟุ้งไปว่า “ดูก่อนแม่หญิงชื่อนี้ แม่หญิงนามสกุลนี้ มีอะไรบ้างไหม ข้าวต้มมีไหม ข้าวสวยมีไหม ของควรเคี้ยวมีไหม พวกเราจะดื่มอะไร จะฉันอะไร จะเคี้ยวอะไร อะไรมีบ้าง หรือพวกเธอจะให้อะไรแก่เราบ้าง” ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางวาจาอย่างนี้ นี้ชื่อว่าความคะนองทางวาจา

ความคะนองทางใจเป็นไฉน คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้มิได้ออกบวชจากตระกูลสูง ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจากตระกูลสูง มิได้ออกบวชจากตระกูลใหญ่ ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจากตระกูลใหญ่ มิได้ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติมาก ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติมาก มิได้ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่ ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจากตระกูลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่ มิใช่เป็นผู้ทรงจำพระสูตร ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุผู้ทรงจำพระสูตร มิใช่เป็นผู้ทรงพระวินัย ... มิใช่เป็นพระธรรมกถึก ... มิใช่เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ... มิใช่เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร

... มิใช่เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... มิใช่เป็นผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... มิใช่เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกเป็นวัตร ... มิใช่เป็นผู้ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตร ... มิใช่เป็นผู้ถือไม่นอนเป็นวัตร ... มิใช่เป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร ... มิใช่เป็นผู้ได้ปฐมฌานก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ได้ปฐมฌาน ... มิใช่เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าความคะนองทางใจคำว่า ไม่พึงแสดงความเป็นผู้คะนอง ความว่า ภิกษุไม่พึงสำเหนียก คือ ไม่พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ไม่พึงประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี ไม่พึงสมาทานประพฤติซึ่งความเป็นผู้คะนอง คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเป็นผู้คะนอง ได้แก่ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก

หน้า ๕๓๖

สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นผู้คะนอง พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงสำเหนียกความเป็นผู้คะนอง’

{๗๖๙} คำว่า ไม่พึงกล่าวถ้อยคำทุ่มเถียงกัน ความว่า ถ้อยคำแก่งแย่งเป็นไฉน คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า “ท่าน ไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือจงแก้ไขเสียถ้าท่านสามารถ” สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโมคคัลลานะ เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน การพูดมากก็หวังมีได้ เมื่อมีการพูดมากก็ฟุ้งซ่าน เมื่อฟุ้งซ่านก็ไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตก็ห่างจากสมาธิ”คำว่า ไม่พึงกล่าวถ้อยคำทุ่มเถียงกัน ความว่า ไม่พึงกล่าว คือ พูด แสดง แถลง ถ้อยคำทุ่มเถียงกัน คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ทำไม่ให้มีซึ่งถ้อยคำทุ่มเถียงกัน ได้แก่ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับถ้อยคำทุ่มเถียงกัน พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงกล่าวถ้อยคำทุ่มเถียงกัน’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจามุ่งแต่จะได้ไม่พึงสำเหนียกความเป็นผู้คะนอง และไม่พึงกล่าวถ้อยคำทุ่มเถียงกัน

{๗๗๐} [๑๖๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ทั้งที่รู้ตัวอยู่ก็ไม่พึงทำความโอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วย ความเป็นอยู่ ด้วยสติปัญญา และด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อง.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๖๑/๑๒๑
หน้า ๕๓๗

ว่าด้วยมุสาวาทมีด้วยอาการ ๓ อย่าง

{๗๗๑} คำว่า ไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ความว่า มุสาวาทตรัสเรียกว่าการพูดเท็จ บุคคลบางคนในโลกนี้อยู่ในสภาก็ดี อยู่ในที่ประชุมชนก็ดี ... ย่อมกล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตนบ้าง เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง เพราะเห็นแก่สิ่งของเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการนี้ นี้เรียกว่าความเป็นผู้พูดเท็จ

อีกนัยหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ คือ (๑) ก่อนพูดก็รู้ว่า ‘เราจักพูดเท็จ’ (๒) กำลังพูดก็รู้ว่า ‘เรากำลังพูดเท็จ’ (๓) พูดแล้วก็รู้ว่า ‘เราพูดเท็จแล้ว’ มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ นี้

อีกนัยหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๔ ... ย่อมมีด้วยอาการ ๕ ... ย่อมมีด้วยอาการ ๖ ... ย่อมมีด้วยอาการ ๗ ... ย่อมมีด้วยอาการ ๘ คือ (๑) ก่อนพูดก็รู้ว่า ‘เราจักพูดเท็จ’ (๒) กำลังพูดก็รู้ว่า ‘เรากำลังพูดเท็จ’ (๓) พูดแล้วก็รู้ว่า ‘เราพูดเท็จแล้ว’ (๔) ปิดบังทิฏฐิ (๕) ปิดบังความถูกใจ (๖) ปิดบังความชอบใจ (๗) ปิดบังความสำคัญ (๘) ปิดบังความจริง มุสาวาท ย่อมมีด้วยอาการ ๘ นี้คำว่า ไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ความว่า ไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งการพูดเท็จ ได้แก่ พึงเป็นผู้งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับการพูดเท็จ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ’

{๗๗๒} คำว่า ทั้งที่รู้ตัวอยู่ก็ไม่พึงทำความโอ้อวด ความว่า ความเป็นผู้โอ้อวดเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้โอ้อวด คือ เป็นผู้อวดอ้าง ความโอ้อวด กิริยาที่โอ้อวด ความเป็นผู้โอ้อวด ความเป็นผู้ฟุ้งเฟ้อ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูความพิสดารตามข้อ ๕๔ (ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส) หน้า ๒๐๗ ในเล่มนี้
หน้า ๕๓๘

กิริยาที่ฟุ้งเฟ้อ ความเป็นผู้เห่อ กิริยาที่เห่อ ที่มีในบุคคลนั้น ลักษณะนี้ตรัสเรียกว่า ความโอ้อวด

คำว่า ทั้งที่รู้ตัวอยู่ก็ไม่พึงทำความโอ้อวด ความว่า เป็นผู้รู้ตัวอยู่ ไม่พึงทำความโอ้อวด คือ ไม่พึงยังความโอ้อวดให้เกิด ไม่พึงให้เกิดพร้อมไม่พึงให้บังเกิด ไม่พึงให้บังเกิดเฉพาะ ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไปให้ถึงความไม่มีซึ่งความโอ้อวด คือ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความโอ้อวด พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ทั้งที่รู้ตัวอยู่ก็ไม่พึงทำความโอ้อวด’{๗๗๓} หัวข้อว่า อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ ด้วยสติปัญญา และด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ มีอธิบายดังนี้

คำว่า อนึ่ง เป็นบทสนธิ ... คำว่า อนึ่ง นี้เป็นไปตามลำดับบท

ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นอยู่แบบปอน ๆ จึงดูหมิ่นภิกษุอื่นที่เป็นอยู่อย่างดีว่า “ก็ทำไม่ภิกษุนี้จึงเป็นอยู่ฟุ่มเฟือย ฉันพืชไปหมดทุกอย่าง คือ หัวพืช ต้นพืช ผลพืช ยอดพืช เป็น ๕ ทั้งเมล็ดพืช ยังข้ามไม่พ้นเพราะมีความเพียรเสมอด้วยฟ้าแลบและพะเนินเหล็ก” ภิกษุนั้นย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นที่เป็นอยู่อย่างดี ด้วยความเป็นอยู่แบบปอน ๆ นั้นภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นอยู่อย่างดี ย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นที่เป็นอยู่แบบปอน ๆ ว่า “ทำไมภิกษุจึงมีบุญน้อย มีศักดิ์น้อย ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร” ภิกษุนั้นย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นที่เป็นอยู่แบบปอน ๆ ด้วยความเป็นอยู่อย่างดีนั้น

ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ใครถามปัญหาก็ตอบได้ เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า “เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่ถึงพร้อมด้วยปัญญา” เธอย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นด้วยความถึงพร้อมด้วยปัญญานั้น

หน้า ๕๓๙

ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า “เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม” เธอย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นด้วยความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น

ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติ คือ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ถือการใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ถือการใช้ผ้าไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร เป็นผู้ถือการไม่ฉันภัตในหนหลังเป็นวัตร เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร หรือเป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร เธอมีความดำริอย่างนี้ “เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร” เธอย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นด้วยความถึงพร้อมด้วยวัตรปฏิบัตินั้นคำว่า

อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ ด้วยสติปัญญา และด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ ความว่า ไม่พึงดูหมิ่น คือ ดูแคลนผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ปอน ๆ ด้วยความเป็นอยู่ประณีต ด้วยความถึงพร้อมด้วยปัญญา ด้วยความถึงพร้อมด้วยศีล หรือด้วยความถึงพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติ คือ ไม่พึงให้ความถือตัวเกิดขึ้นด้วยความเป็นอยู่เป็นต้นนั้น ไม่พึงเป็นผู้หัวดื้อ หัวแข็ง หัวสูง ด้วยความเป็นอยู่เป็นต้นนั้น รวมความว่า ‘ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ ด้วยสติปัญญา และด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าภิกษุไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ทั้งที่รู้ตัวอยู่ก็ไม่พึงทำความโอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ด้วยสติปัญญา และด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ

หน้า ๕๔๐

{๗๗๔} [๑๖๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุผู้ถูกกระทบกระทั่งได้ฟังคำพูดมากมาย ของพวกสมณะหรือของพวกปุถุชนแล้วไม่พึงโต้ตอบพวกเขาด้วยคำหยาบ เพราะผู้สงบย่อมไม่ก่อศัตรู

{๗๗๕} หัวข้อว่า ภิกษุผู้ถูกกระทบกระทั่งได้ฟังคำพูดมากมายของพวกสมณะหรือของพวกปุถุชนแล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า ถูกกระทบกระทั่ง ความว่า ผู้ถูกคนอื่นประทุษร้าย ด่าว่า เสียดสี เหยียดหยาม ติเตียน ว่าร้ายแล้ว

คำว่า ของพวกสมณะ ได้แก่ พวกชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้เข้าถึงการบวช ยอมตัวบวชในภายนอกแต่ศาสนานี้

คำว่า ของพวกปุถุชน ได้แก่ พวกกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์

ชนเหล่านั้นพึงด่าว่า บริภาษ กราดเกรี้ยว สาปแช่ง เบียดเบียน ย่ำยี สั่งฆ่า ให้เข่นฆ่า ทำร้ายด้วยวาจาอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจเป็นอันมาก ภิกษุได้ฟัง คือ ได้ยิน จำได้ จำได้มั่นเหมาะ กำหนดได้ซึ่งวาจาอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจเป็นอันมากของคนเหล่านั้นแล้ว รวมความว่า ‘ภิกษุผู้ถูกกระทบกระทั่งได้ฟังคำพูดมากมายของพวกสมณะหรือของพวกปุถุชนแล้ว’{๗๗๖} หัวข้อว่า ไม่พึงโต้ตอบพวกเขาด้วยคำหยาบ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ด้วยคำหยาบ ได้แก่ ด้วยคำหยาบคาย

คำว่า ไม่พึงโต้ตอบ คือ ไม่พึงกล่าวตอบ คือ ไม่พึงด่าตอบคนที่ด่า ไม่พึงแช่งตอบคนที่แช่ง ไม่พึงขัดเคืองตอบคนที่โกรธเคือง ไม่พึงทำ

หน้า ๕๔๑

ทะเลาะ ไม่พึงทำความบาดหมาง ไม่พึงทำความแก่งแย่ง ไม่พึงทำความวิวาท ไม่พึงทำความทุ่มเถียง ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มีซึ่งความทะเลาะ ความบาดหมาง ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดทิ้ง พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับการทะเลาะ การบาดหมาง การแก่งแย่ง การวิวาท การทุ่มเถียง พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่พึงโต้ตอบพวกเขาด้วยคำหยาบ’{๗๗๗} หัวข้อว่า เพราะผู้สงบยอมไม่ก่อศัตรู มีอธิบายดังนี้

คำว่า ผู้สงบ ความว่า ชื่อว่าผู้สงบ คือ เข้าไปสงบ สงัด ดับ ระงับ เพราะราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ... อกุสลาภิสังขาร ทั้งปวงอันเป็นบาปธรรมสงบไปแล้ว คือ ถึงความสงบ สงัด ไหม้ ดับ หายไป ระงับไปแล้ว รวมความว่า ‘ผู้สงบ’

คำว่า เพราะผู้สงบย่อมไม่ก่อศัตรู ความว่า เพราะภิกษุผู้สงบย่อมไม่ก่อศัตรู คือ ข้าศึก เสี้ยนหนาม ปฏิปักษ์ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ รวมความว่า ‘เพราะผู้สงบย่อมไม่ก่อศัตรู’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

ภิกษุผู้ถูกกระทบกระทั่งได้ฟังคำพูดมากมาย ของพวกสมณะหรือของพวกปุถุชนแล้วไม่พึงโต้ตอบพวกเขาด้วยคำหยาบ เพราะผู้สงบย่อมไม่ก่อศัตรู

{๗๗๘} [๑๖๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

อนึ่ง ภิกษุรู้ธรรมนั้นแล้วพึงเลือกเฟ้น มีสติศึกษาอยู่ในกาลทุกเมื่อ ภิกษุรู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบแล้ว ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม

หน้า ๕๔๒

{๗๗๙} หัวข้อว่า ภิกษุรู้ธรรมนั้นแล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า นั้น ได้แก่ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส คือ บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศแล้ว

คำว่า รู้ธรรมนั้นแล้ว ความว่า รู้ คือ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจน รวมความว่า ‘รู้ธรรมนั้นแล้ว อย่างนี้บ้าง’

อีกนัยหนึ่ง รู้ คือ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจนซึ่งธรรมทั้งเสมอและไม่เสมอ ทั้งที่เป็นทางธรรมและไม่เป็นทางธรรม ทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษ ทั้งเลวและประณีต ทั้งดำและขาว ทั้งที่วิญญูชนตำหนิและไม่ตำหนิ รวมความว่า ‘รู้ธรรมนั้นแล้ว อย่างนี้บ้าง’

อีกนัยหนึ่ง รู้ คือ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจนซึ่งข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติสมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ข้อปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม การทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๕ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และข้อปฏิบัติอันให้ถึงนิพพาน รวมความว่า ‘รู้ธรรมนั้นแล้ว อย่างนี้บ้าง’{๗๘๐} หัวข้อว่า ภิกษุ ... พึงเลือกเฟ้น มีสติศึกษาอยู่ในกาลทุกเมื่อ มีอธิบายดังนี้

คำว่า เลือกเฟ้น ความว่า เลือกเฟ้น คือ ค้นหา พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจนว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่า ภิกษุ ... เลือกเฟ้น

หน้า ๕๔๓

คำว่า ในกาลทุกเมื่อ ความว่า ในกาลทุกเมื่อ คือ ในกาลทั้งปวง ตลอดกาลทั้งปวง ... ในตอนวัยหลัง

คำว่า มีสติ คือ มีสติโดยเหตุ ๔ อย่าง คือ เมื่อเจริญสติปัฏฐานพิจารณากายในกายก็มีสติ ... ภิกษุนั้นเรียกว่าเป็นผู้มีสติ

คำว่า พึงศึกษา ความว่า สิกขา ๓ คือ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา ... นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา ภิกษุนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้อยู่ ก็พึงศึกษา ... พึงศึกษา คือ พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทาน ประพฤติปฏิบัติ รวมความว่า ‘ภิกษุ ... พึงเลือกเฟ้น มีสติศึกษาอยู่ในกาลทุกเมื่อ’

{๗๘๑} คำว่า รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบแล้ว ความว่า รู้ คือ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจนซึ่งความดับราคะ โทสะ โมหะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวงว่าเป็นความสงบ รวมความว่า ‘รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบแล้ว’

{๗๘๒} คำว่า ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม ความว่า ในศาสนาของพระโคดม คือ ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ในศาสนาของพระชินเจ้า ในศาสนาของพระตถาคต ในศาสนาของท่านผู้เป็นเทพ ในศาสนาของพระอรหันต์

คำว่า ไม่พึงประมาท ความว่า พึงเป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ไม่ทอดทิ้งธุระ ไม่ประมาทในกุศลธรรม คือ ความพอใจ ความพยายาม ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรมนั้นว่า “เราจะพึงบำเพ็ญสีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์สีลขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรม

หน้า ๕๔๔

นั้น ๆ ได้อย่างไร” ... “เราจะพึงบำเพ็ญสมาธิขันธ์ ... ปัญญาขันธ์ ... วิมุตติขันธ์ ... วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้อย่างไร” ความพอใจเป็นต้นนั้น ชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม

ความพอใจ ความพยายาม ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรมนั้นว่า ‘เราจะพึงกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้ได้อย่างไร เราจะพึงละกิเลสทั้งหลายที่ยังไม่ได้ละได้อย่างไร เราจะพึงเจริญมรรคที่ยังไม่ได้เจริญได้อย่างไร หรือเราจะพึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้งได้อย่างไร’ อันใด ความพอใจเป็นต้นนั้นชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม รวมความว่า ‘ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าอนึ่ง ภิกษุรู้ธรรมนั้นแล้วพึงเลือกเฟ้น มีสติศึกษาอยู่ในกาลทุกเมื่อ ภิกษุรู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบแล้ว ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม

{๗๘๓} [๑๖๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ภิกษุนั้นแลเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้นได้ ไม่ถูกอารมณ์เหล่านั้นครอบงำได้เห็นแล้วซึ่งธรรมที่ตนเห็นเองโดยไม่ต้องอ้างว่าท่านว่ากันมาอย่างนี้ เพราะ ฉะนั้นแล ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พึงนอบน้อมหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ

{๗๘๔} คำว่า ภิกษุนั้นแลเป็นผู้ครอบงำ ... ไม่ถูกครอบงำ ความว่า ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำ เพราะครอบงำรูป ครอบงำเสียง ครอบงำกลิ่น ครอบงำรส

หน้า ๕๔๕

ครอบงำโผฏฐัพพะ ครอบงำธรรมารมณ์ได้แล้ว เป็นผู้ไม่ถูกกิเลสอะไรครอบงำ อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ครอบงำเหล่าอกุศลธรรมอันเลวทราม อันเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง อันให้เกิดในภพใหม่ อันมีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ อันเป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป รวมความว่า ‘ภิกษุนั้นแลเป็นผู้ครอบงำ ไม่ถูกครอบงำ’

{๗๘๕} หัวข้อว่า ได้เห็นแล้วซึ่งธรรมที่ตนเห็นเอง โดยไม่ต้องอ้างว่าท่านว่ากันมาอย่างนี้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ซึ่งธรรมที่ตนเห็นเอง ความว่า ได้เห็น คือ เห็นทั่ว พบเห็น รู้ตลอดแล้วซึ่งธรรมที่ประจักษ์แก่ตน คือ อันตนรู้ยิ่งเอง มิใช่โดยเชื่อต่อผู้อื่นว่า ธรรมนี้เป็นดังนี้ ธรรมนี้เป็นดังนี้ มิใช่โดยฟังต่อ ๆ กันมา มิใช่โดยถือตามลำดับสืบ ๆ กันมา มิใช่โดยอ้างตำรา มิใช่โดยนึกเดาเอาเอง มิใช่โดยคาดคะเน มิใช่โดยตรึกตามอาการ มิใช่โดยชอบใจว่าถูกแก่ทิฏฐิของตน รวมความว่า ‘ได้เห็นแล้วซึ่งธรรมที่ตนเห็นเอง โดยไม่ต้องอ้างว่า ท่านว่ากันมาอย่างนี้’หัวข้อว่า เพราะฉะนั้นแล ... ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีอธิบายดังนี้

{๗๘๖} คำว่า เพราะฉะนั้น ความว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น

คำว่า ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ความว่า ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น คือ ในศาสนาของพระโคดม ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ในศาสนาของพระชินเจ้า ในศาสนาของพระตถาคต ในศาสนาของท่านผู้เป็นเทพ ในศาสนาของพระอรหันต์ รวมความว่า ‘เพราะฉะนั้นแล ... ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น’

หน้า ๕๔๖

{๗๘๗} หัวข้อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พึงนอบน้อมหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ มีอธิบายดังนี้

คำว่า พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ... ไม่ประมาทในกุศลธรรม

คำว่า ในกาลทุกเมื่อ ความว่า ในกาลทุกเมื่อ คือ ในกาลทั้งปวง ... ในตอนวัยหลัง

คำว่า นอบน้อม ความว่า นอบน้อม คือ สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ด้วยการปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ หรือด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

คำว่า พึงหมั่นศึกษา ความว่า สิกขา ๓ คือ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา ... นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา ภิกษุนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้อยู่พึงศึกษา ... ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งอยู่ก็พึงศึกษา พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทานประพฤติคำว่า ภควา เป็นพระนามเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ ... เป็นการบัญญัติเพื่อทำให้แจ้ง รวมความว่า ‘ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ... นอบน้อมหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ’ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าภิกษุนั้นแลเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้นได้ ไม่ถูกอารมณ์เหล่านั้นครอบงำได้เห็นแล้วซึ่งธรรมที่ตนเห็นเอง โดยไม่ต้องอ้างว่าท่านว่ากันมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พึงนอบน้อมหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นี้แล

จบ ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔

หน้า ๕๔๗

๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยภัยที่เกิดจากโทษของตน

{๗๘๘} [๑๗๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ภัยเกิดจากโทษของตน ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน เราจักแสดงความสังเวชใจอย่างที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว

ว่าด้วยภัย ๒ เกิดจากโทษ ๓ อย่าง

{๗๘๙} หัวข้อว่า ภัยเกิดจากโทษของตน มีอธิบายดังนี้

คำว่า โทษ ได้แก่ โทษ ๓ อย่าง คือ (๑) โทษทางกาย (๒) โทษทางวาจา (๓) โทษทางใจกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโทษทางกาย

วจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าโทษทางวาจา

มโนทุจริต ๓ ชื่อว่าโทษทางใจ

คำว่า ภัย ได้แก่ ภัย ๒ อย่าง คือ (๑) ภัยชาตินี้ (๒) ภัยชาติหน้า

ภัยชาตินี้เป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นทุกหลังคาเรือนบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักแย่งชิงที่ทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาของชายอื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง พวกราชบุรุษจับคนผู้นั้นได้แล้วทูลแด่พระราชาว่า “ขอเดชะ บุรุษผู้นี้เป็นโจร ประพฤติชั่ว ขอพระองค์จงลงโทษที่ทรงพระประสงค์แก่บุรุษนี้เถิด” พระราชาก็ทรงตวาดบริภาษคนผู้นั้น คนผู้นั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัส แม้เพราะ

จบ ๑๔. ตุวฏกสุตตนิทเทส