arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย

๑๓. มหาวิยูหสุตตนิเทส เล่ม ๒๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๐๐–๖๙๘ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส มหาวิยูหสุตตนิเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๒๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๙ หน้า ๔๑๔–๔๖๑

หน้า ๔๑๔

๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยการยึดมั่นในลัทธิของตน สูตรใหญ่

{๖๐๐} [๑๓๐] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ กล่าวว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล จะได้รับการนินทาหรือจะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น

{๖๐๑} หัวข้อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ มีอธิบายดังนี้

คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ความว่า ทั้งหมดโดยอาการทั้งปวง ทั้งหมดโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง นี้เป็นการกล่าวรวมไว้ทั้งหมด

คำว่า ผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองด้วยทิฏฐิของตน ๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลายอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิต ผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มีกิเลสอยู่ในกองกิเลสฉะนั้น รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ’{๖๐๒} คำว่า กล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ ความว่า ย่อมกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง .. สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘กล่าวว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’

หน้า ๔๑๕

{๖๐๓} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดนั่นแลจะได้รับการนินทา ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดนั่นแลจะได้รับการนินทา คือ ได้รับติเตียน ได้รับความเสียเกียรติทีเดียว ได้แก่ จะเป็นผู้ถูกคนนินทา ถูกคนติเตียน ถูกทำให้เสียเกียรติทั้งนั้น รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดนั่นแลจะได้รับการนินทา’{๖๐๔} คำว่า หรือจะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า หรือว่าจะได้ คือ ได้เฉพาะ ประจวบ ประสบซึ่งความสรรเสริญ คือ ความยกย่อง ความชมเชย เกียรติคุณในเพราะทิฏฐิ คือ ในเพราะความชอบใจ ความพอใจ ลัทธิของตนนั้น รวมความว่า ‘หรือจะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตนั้นจึงทูลถามว่าสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิกล่าวว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดนั่นแลจะได้รับการนินทาหรือจะได้ความสรรเสริญ ในเพราะทิฏฐินั้น

{๖๐๕} [๑๓๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

ก็ผลนั้นเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่จะสงบกิเลสได้ ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาท(ว่ามี) ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว เห็นอวิวาทภูมิว่าเป็นแดนเกษมอยู่ ไม่พึงวิวาทกันเลย

{๖๐๖} หัวข้อว่า ก็ผลนั้นเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่จะสงบกิเลสได้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ก็ผลนั้นเล็กน้อย ความว่า ผลนี้เป็นสิ่งเล็กน้อย คือ ผลนี้ตํ่าทราม นิดหน่อย ลามก สกปรก ต่ำต้อย รวมความว่า ‘ผลนั้นเล็กน้อย’

หน้า ๔๑๖

คำว่า ไม่เพียงพอที่จะสงบกิเลสได้ ความว่า ไม่เพียงพอที่จะยังราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มายา ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความมัวเมา กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงให้สงบ คือ ให้เข้าไปสงบ ดับ สละคืน ระงับไปได้ รวมความว่า ‘ก็ผลนั้นเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่จะสงบกิเลสได้’

ว่าด้วยผลแห่งความวิวาทกัน ๒ อย่าง

{๖๐๗} คำว่า ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาท(ว่ามี) ๒ อย่าง ความว่า การทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ การบาดหมางกันเพราะทิฏฐิ การแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ การวิวาทกันเพราะทิฏฐิ การทุ่มเถียงกันเพราะทิฏฐิมีผล ๒ อย่าง คือ ชนะกับแพ้ มีลาภกับเสื่อมลาภ มียศกับเสื่อมยศ นินทากับสรรเสริญ สุขกับทุกข์ โสมนัสกับโทมนัส อารมณ์ที่น่าปรารถนากับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ความชอบกับความชัง ความฟูขึ้นกับความฟุบลง ความยินดีกับความยินร้ายอีกนัยหนึ่ง ข้าพระองค์กล่าว คือ บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิด เผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศว่า “กรรมนั้นให้เป็นไปในนรก ให้เป็นไปในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ให้เป็นไปในปิตติวิสัย” รวมความว่า ‘ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาท(ว่ามี) ๒ อย่าง’

{๖๐๘} หัวข้อว่า บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ... ไม่พึงวิวาทกันเลย มีอธิบายดังนี้

คำว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ความว่า เห็น คือ พบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้วซึ่งโทษนั้นในการทะเลาะกัน

หน้า ๔๑๗

เพราะทิฏฐิ ในการบาดหมางกันเพราะทิฏฐิ ในการแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ในการวิวาทกันเพราะทิฏฐิ ในการทุ่มเถียงกันเพราะทิฏฐิ รวมความว่า ‘เห็นโทษแม้นั้นแล้ว’

คำว่า ไม่พึงวิวาทกันเลย ความว่า ไม่พึงก่อการทะเลาะกัน ไม่พึงก่อการบาดหมางกัน ไม่พึงก่อการแก่งแย่งกัน ไม่พึงก่อการวิวาทกัน ไม่พึงก่อการทุ่มเถียงกัน คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การทุ่มเถียงกัน ได้แก่ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออกไป สลัดออก พ้นขาด ไม่เกาะเกี่ยว มีจิตอันทำให้ปราศจากเขตแดน จากการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน และการทุ่มเถียงกัน รวมความว่า ‘เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ... ไม่พึงวิวาทกันเลย’{๖๐๙} คำว่า เห็นอวิวาทภูมิว่าเป็นแดนเกษมอยู่ ความว่า อมตนิพพานตรัสเรียกว่า อวิวาทภูมิ ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้(นิพพาน)

บุคคลเห็น คือ ดู แลดู พินิจ พิจารณาดูซึ่งอวิวาทภูมินั้นโดยความเป็นแดนเกษม คือ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่ลี้ภัย เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไม่มีภัย เป็นที่ไม่เคลื่อน เป็นที่ไม่ตาย เป็นที่ดับอยู่ รวมความว่า ‘เห็นอวิวาทภูมิว่าเป็นแดนเกษมอยู่’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

ก็ผลนั้นเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่จะสงบกิเลสได้ ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาท(ว่ามี) ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว เห็นอวิวาทภูมิว่าเป็นแดนเกษมอยู่ ไม่พึงวิวาทกันเลย

หน้า ๔๑๘

{๖๑๐} [๑๓๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้เกิดแต่ปุถุชน บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยินอยู่ จะพึงเข้าถึงกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงอะไรอีกเล่า

{๖๑๑} หัวข้อว่า สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้เกิดแต่ปุถุชน มีอธิบายดังนี้

คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ความว่า ทั้งหมดโดยอาการทั้งปวง ทั้งหมดโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง นี้เป็นการกล่าวรวมไว้ทั้งหมด

คำว่า สมมติ คือ ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า สมมติ

คำว่า เกิดแต่ปุถุชน ความว่า สมมติเหล่านั้นอันปุถุชนให้เกิด จึงชื่อว่า เกิดแต่ปุถุชน หรือว่าอันชนคือเจ้าลัทธิมากมายให้เกิด จึงชื่อว่าเกิดแต่ปุถุชน รวมความว่า ‘สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้เกิดแต่ปุถุชน’

{๖๑๒} คำว่า บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น ความว่า บุคคลผู้มีความรู้ คือ ผู้ถึงวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลสย่อมไม่ถึง คือ ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งสมมติคือทิฏฐิทั้งปวงเหล่านั้น รวมความว่า ‘บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น’

ว่าด้วยกิเลสเป็นเหตุเข้าถึง ๒ อย่าง

{๖๑๓} หัวข้อว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ... จะพึงเข้าถึงกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงอะไรอีกเล่า มีอธิบายดังนี้

หน้า ๔๑๙

คำว่า กิเลสเป็นเหตุเข้าถึง ได้แก่ กิเลสเป็นเหตุเข้าถึง ๒ อย่าง คือ (๑) กิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือตัณหา (๒) กิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือตัณหา ... นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือทิฏฐิ

บุคคลนั้นละกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือตัณหา สลัดทิ้งกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือตัณหา สลัดทิ้งกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงคือทิฏฐิได้แล้ว จึงชื่อว่าไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึง จะพึงเข้าถึง คือ เข้าไปถือ ยึดมั่น ถือมั่นซึ่งรูปอะไร เวทนาอะไร สัญญาอะไร สังขารอะไร วิญญาณอะไร คติอะไร อุปบัติอะไร ปฏิสนธิอะไร ภพอะไร สงสารอะไร วัฏฏะอะไรว่าเป็นอัตตาของเรา รวมความว่า ‘บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ... จะพึงเข้าถึงกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงอะไรอีกเล่า’{๖๑๔} คำว่า ไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยินอยู่ ความว่า ไม่ทำความชอบใจ

คือ ความพอใจ ความรัก ความกำหนัด ได้แก่ ไม่ยังความชอบใจเป็นต้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะในรูปที่เห็นหรือในความหมดจดเพราะรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยินหรือในความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบหรือในความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบ รวมความว่า ‘ไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยินอยู่’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าสมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้เกิดแต่ปุถุชน บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยินอยู่ จะพึงเข้าถึงกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงอะไรอีกเล่า

หน้า ๔๒๐

{๖๑๕} [๑๓๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

สมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลยอดเยี่ยม จึงกล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยความสำรวม จึงสมาทานวัตรแล้ว ยึดมั่นอยู่ด้วยคิดว่า ‘เราจะศึกษาอยู่ในทิฏฐินี้ และความหมดจดแห่งวัตรนั้นเท่านั้น’ สมณพราหมณ์ผู้อวดอ้างตนว่าเป็นคนฉลาดเหล่านั้นจึงถูกนำเข้าไปสู่ภพ

ว่าด้วยผู้มีกุศลถึงพร้อมประกอบด้วยธรรม ๔

{๖๑๖} คำว่า สมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลยอดเยี่ยม จึงกล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยความสำรวม ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่าศีลยอดเยี่ยม สมณพราหมณ์พวกนั้นจึงได้กล่าว คือ ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นด้วยเหตุเพียงศีล ด้วยเหตุเพียงความสำรวม ด้วยเหตุเพียงความระวัง ด้วยเหตุเพียงความไม่ละเมิดศีลอุคคาหมานปริพาชกผู้เป็นบุตรนางสมณมุณฑิกาปริพาชิกา กล่าวอย่างนี้ว่า “ดูก่อนช่างไม้ เราย่อมบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้เข้าถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครสู้ได้ ธรรม ๔ ประการมีอะไรบ้าง คือ บุคคลในโลกนี้ไม่ทำกรรมชั่วด้วยกาย ๑ ไม่กล่าววาจาชั่ว ๑ ไม่ดำริชั่ว ๑ ไม่ประกอบอาชีพชั่ว ๑ เราบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ นี้แลว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้เข้าถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครสู้ได้” ฉันใด มีสมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่าศีล

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ม.ม. (แปล) ๑๓/๒๖๑/๓๓๖
หน้า ๔๒๑

ยอดเยี่ยม สมณพราหมณ์พวกนั้นจึงได้กล่าว คือ ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นด้วยเหตุเพียงศีล ด้วยเหตุเพียงความสำรวม ด้วยเหตุเพียงความระวัง ด้วยเหตุเพียงความไม่ละเมิดศีล ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลยอดเยี่ยม จึงกล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยความสำรวม’

ว่าด้วยการสมาทานวัตรต่าง ๆ

{๖๑๗} หัวข้อว่า สมาทานพรตแล้วยึดมั่นอยู่ มีอธิบายดังนี้

คำว่า พรต ความว่า ถือ คือ สมาทาน ถือเอา รับ ยึดมั่น ถือมั่นซึ่งวัตรเยี่ยงช้างบ้าง วัตรเยี่ยงม้าบ้าง วัตรเยี่ยงโคบ้าง วัตรเยี่ยงสุนัขบ้าง วัตรเยี่ยงกาบ้าง วัตรเยี่ยงท้าววาสุเทพบ้าง (วัตรเยี่ยงท้าวพลเทพบ้าง) วัตรเยี่ยงปุณณภัททะบ้าง วัตรเยี่ยงมณีภัททะบ้าง วัตรคือการบูชาไฟบ้าง วัตรเยี่ยงนาคบ้าง วัตรเยี่ยงครุฑบ้าง วัตรเยี่ยงยักษ์บ้าง วัตรเยี่ยงอสูรบ้าง วัตรเยี่ยงคนธรรพ์บ้าง วัตรเยี่ยงท้าวมาหาราชบ้าง วัตรเยี่ยงพระจันทร์บ้าง วัตรเยี่ยงพระอาทิตย์บ้าง วัตรเยี่ยงพระอินทร์บ้าง วัตรเยี่ยงพระพรหมบ้าง วัตรเยี่ยงเทวดาบ้าง วัตรคือการไหว้ทิศบ้าง แล้วยึดมั่นอยู่ คือ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไป รวมความว่า ‘สมาทานวัตรแล้วยึดมั่นอยู่’{๖๑๘} หัวข้อว่า เราจะศึกษาอยู่ในทิฏฐินี้ และความหมดจดแห่งพรตนั้นเท่านั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ในทิฏฐินี้ ความว่า ศึกษา คือ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเต็มใจ สมาทานแล้วประพฤติในทิฏฐิ คือ ในความชอบใจ ความพอใจลัทธิของตน รวมความว่า ‘ศึกษาอยู่ในทิฏฐินี้’

หน้า ๔๒๒

คำว่า และความหมดจดแห่งพรตนั้นเท่านั้น ความว่า และความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นแห่งพรตนั้น รวมความว่า ‘ศึกษาอยู่ในทิฏฐินี้และความหมดจดแห่งพรตนั้นเท่านั้น’

{๖๑๙} หัวข้อว่า ผู้อวดอ้างตนว่าเป็นคนฉลาดเหล่านั้นจึงถูกนำเข้าไปสู่ภพ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ถูกนำเข้าไปสู่ภพ ความว่า เป็นผู้ถูกนำเข้าไปยังภพ คือ เข้าไปใกล้ภพ ติดใจอยู่ในภพ น้อมใจไปในภพ รวมความว่า ‘เป็นผู้ถูกนำเข้าไปสู่ภพ’

คำว่า อวดอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด ความว่า เป็นผู้อวดอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด คือ อวดอ้างตนว่าเป็นบัณฑิต อวดอ้างตนว่าเป็นนักปราชญ์ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีญาณ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีเหตุผล อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีลักษณะ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีการณ์ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘ผู้อวดอ้างตนว่าเป็นคนฉลาดเหล่านั้นจึงถูกนำเข้าไปสู่ภพ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลยอดเยี่ยม จึงกล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยความสำรวม จึงสมาทานพรตแล้วยึดมั่นอยู่ด้วยคิดว่า ‘เราจะศึกษาอยู่ในทิฏฐินี้ และความหมดจดแห่งพรตนั้นเท่านั้น’ สมณพราหมณ์ผู้อวดอ้างตนว่าเป็นคนฉลาดเหล่านั้นจึงถูกนำเข้าไปสู่ภพ

{๖๒๐} [๑๓๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลและพรต เขาพลาดกรรมแล้ว ย่อมหวั่นไหว ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจดอยู่

หน้า ๔๒๓

เหมือนคนผู้ออกจากเรือนอยู่ร่วมกับพวกคนเดินทางพลัดจากพวกฉะนั้น

ว่าด้วยเหตุให้เคลื่อนจากศีลและพรต

{๖๒๑} คำว่า ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลและพรต ความว่า บุคคลเคลื่อนจากศีลและพรตเพราะเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ย่อมเคลื่อนเพราะความชี้ขาดของผู้อื่น (๒)ไม่บรรลุจึงเคลื่อน

บุคคลย่อมเคลื่อนเพราะความชี้ขาดของผู้อื่นอย่างไร คือ ผู้อื่นชี้ขาดว่า “ศาสดานั้นไม่ใช่เป็นสัพพัญญู ธรรมอันศาสดานั้นกล่าวไม่ดี คณะนั้นมิใช่ผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐิมิใช่ทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทานั้นมิใช่บัญญัติดี มรรคนั้นไม่เป็นมรรคนำให้พ้นทุกข์ได้ ในลัทธินั้น ไม่มีความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความรอดพ้น คือ ในลัทธินั้น คนทั้งหลายย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ พ้น พ้นวิเศษ รอดพ้นไปไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้เลว ทราม ตํ่าช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย” ผู้อื่นย่อมชี้ขาดอย่างนี้ บุคคลเมื่อผู้อื่นชี้ขาดอย่างนี้ ย่อมเคลื่อนจากศาสดา เคลื่อนจากธรรมที่ศาสดากล่าว เคลื่อนจากหมู่ เคลื่อนจากทิฏฐิ เคลื่อนจากปฏิปทา เคลื่อนจากมรรค บุคคลย่อมเคลื่อนเพราะความชี้ขาดของผู้อื่นอย่างนี้บุคคลไม่บรรลุจึงเคลื่อนอย่างไร คือ บุคคลไม่บรรลุศีลจึงเคลื่อนจากศีล ไม่บรรลุพรตจึงเคลื่อนจากพรต ไม่บรรลุศีลและพรตจึงเคลื่อนจากศีลและพรต บุคคลไม่บรรลุจึงเคลื่อนอย่างนี้ รวมความว่า ‘ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลและพรต’

{๖๒๒} หัวข้อว่า เขาพลาดกรรมแล้วย่อมหวั่นไหว มีอธิบายดังนี้

หน้า ๔๒๔

คำว่า เขา ... ย่อมหวั่นไหว ความว่า หวั่นไหว คือ หวาดหวั่น สะทกสะท้านถึงศีลบ้าง พรตบ้าง ศีลและพรตบ้างว่า “เราผิดไปแล้ว เราพลาดไปแล้ว เราพลั้งไปแล้ว เราคลาดไปแล้ว เราพลาดไปจากอรหัตตผลเสียแล้ว” รวมความว่า ‘เขา ... ย่อมหวั่นไหว’

คำว่า พลาดกรรมแล้ว ความว่า หวั่นไหว คือ หวาดหวั่น สะทกสะท้านถึงปุญญาภิสังขารบ้าง อปุญญาภิสังขารบ้าง อาเนญชาภิสังขารบ้างว่า “เราผิดไปแล้ว เราพลาดไปแล้ว เราพลั้งไปแล้ว เราคลาดไปแล้ว เราพลาดไปจากอรหัตตผลเสียแล้ว’’ รวมความว่า ‘เขาพลาดกรรมแล้วย่อมหวั่นไหว’

{๖๒๓} หัวข้อว่า ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจด มีอธิบายดังนี้

คำว่า ย่อมเพ้อถึง ความว่า ย่อมเพ้อถึง คือ รำพันถึง ใฝ่ฝันถึงศีลบ้าง พรตบ้าง ศีลและพรตบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมเพ้อถึง’

คำว่า และปรารถนาถึงความหมดจด ความว่า ปรารถนา คือ ชอบใจ ใฝ่ฝันถึงความหมดจดเพราะศีลบ้าง ความหมดจดเพราะพรตบ้าง ความหมดจดเพราะศีลและพรตบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจด’

{๖๒๔} คำว่า เหมือนคนผู้ออกจากเรือนอยู่ร่วมกับพวกคนเดินทางพลัดจากพวกฉะนั้น ความว่า คนผู้ออกจากเรือนแล้วอยู่ร่วมกับพวกคนเดินทางพลัดจากพวก คือ ติดตามพวกนั้นไป หรือว่ากลับมาเรือนของตน ฉันใด เจ้าลัทธินั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่นศาสดานั้นหรือศาสดาอื่น ธรรมที่ศาสดานั้นบอกหรือธรรมที่ศาสดาอื่นบอก คณะนั้นหรือคณะอื่น ทิฏฐินั้นหรือทิฏฐิอื่น ปฏิปทานั้นหรือปฏิปทาอื่น มรรคนั้นหรือมรรคอื่น รวมความว่า ‘เหมือนคนผู้ออกจากเรือนอยู่ร่วมกับพวกคนเดินทางพลัดจากพวกฉะนั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

หน้า ๔๒๕

ถ้าบุคคลนั้นเคลื่อนจากศีลและพรต เขาพลาดกรรมแล้วย่อมหวั่นไหว ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจดอยู่ เหมือนคนผู้ออกจากเรือนอยู่ร่วมกับพวกคนเดินทาง พลัดจากพวกฉะนั้น

{๖๒๕} [๑๓๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

อริยสาวกพึงละศีลและพรตทั้งปวง ละกรรมนั้นทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษเสีย อย่าปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด เว้นเสียแล้วไม่ยึดถือสันติ(คือทิฏฐิ)เที่ยวไป

{๖๒๖} คำว่า ละศีลและพรตทั้งปวง ความว่า ละ คือ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจดเพราะศีลทั้งปวง ความหมดจดเพราะพรตทั้งปวง ความหมดจดเพราะศีลและพรตทั้งปวง รวมความว่า ‘ละศีลและพรตทั้งปวง’

ว่าด้วยสาวัชชกรรม อนวัชชกรรม

{๖๒๗} คำว่า ละกรรมนั้นทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษเสีย ความว่า กรรมดำ มีวิบากดำ ตรัสเรียกว่า กรรมที่มีโทษ กรรมขาว มีวิบากขาว ตรัสเรียกว่ากรรมที่ไม่มีโทษ อริยสาวกละ คือ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งกรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ รวมความว่า ‘ละกรรมนั้นทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษเสีย’{๖๒๘} คำว่า อย่าปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด ความว่า พวกปุถุชนย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม ย่อม

หน้า ๔๒๖

ปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนากามคุณ ๕ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรมและกามคุณ ๕ ย่อมปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม กามคุณ ๕ และทิฏฐิ ๖๒ ย่อมปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนากุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม กามคุณ ๕ ทิฏฐิ ๖๒ และกุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ พวกกัลยาณปุถุชนย่อมปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนาความย่างเข้าสู่อริยมรรค พระเสขะย่อมปรารถนาอรหัตตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่ปรารถนาอกุศลธรรม ไม่ปรารถนากามคุณ ๕ ไม่ปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ไม่ปรารถนากุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ

ไม่ปรารถนาความย่างเข้าสู่อริยมรรค ไม่ปรารถนาอรหัตตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ พระอรหันต์ก้าวล่วงความปรารถนาแล้ว ล่วงเลยความเจริญและความเสื่อมเสียแล้ว ท่านอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว ... ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป รวมความว่า ‘ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด’{๖๒๙} หัวข้อว่า เว้นเสียแล้วไม่ยึดถือสันติ (คือทิฏฐิ) เที่ยวไป มีอธิบายดังนี้

คำว่า เว้นเสียแล้ว ความว่า ละ เว้น งด นำออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความหมดจดและความไม่หมดจด มีจิตทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘เว้นเสียแล้ว’

คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘เว้นเสียแล้ว ... เที่ยวไป’

คำว่า ไม่ยึดถือสันติ คือ ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า สันติ ไม่ยึดถือ คือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นสันติคือทิฏฐิ รวมความว่า ‘เว้นเสียแล้วไม่ยึดถือสันติ (คือทิฏฐิ) เที่ยวไป’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

หน้า ๔๒๗

อริยสาวกพึงละศีลและพรตทั้งปวง ละกรรมนั้นทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษเสีย อย่าปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด เว้นเสียแล้วไม่ยึดถือสันติ (คือทิฏฐิ) เที่ยวไป

{๖๓๐} [๑๓๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

มีสมณพราหมณ์บางพวกอาศัยตบะที่เกลียดชัง อาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ได้รู้นั้น เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ย่อมพรํ่าพูดถึงความหมดจดอยู่

{๖๓๑} คำว่า สมณพราหมณ์อาศัยตบะที่เกลียดชัง ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกมีวาทะเกลียดชังตบะ มีความเกลียดชังตบะเป็นสาระ อิง คือ อาศัย พัวพัน เข้าถึง สยบ หมกมุ่นตบะที่เกลียดชัง รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์อาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น’

{๖๓๒} คำว่า อาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ได้รู้ ความว่า อาศัย คือ เข้าไปอาศัย ถือ ยึดมั่น ถือมั่นรูปที่ได้เห็น หรือความหมดจดเพราะรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน หรือความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ หรือความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ได้รู้ รวมความว่า ‘อาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ได้รู้’{๖๓๓} คำว่า เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ... ย่อมพรํ่าพูดถึงความหมดจด ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณพราหมณ์พวกไหนเป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า คือ พวกสมณพราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้ถือความหมดจด

หน้า ๔๒๘

โดยส่วนเดียว ผู้ถือความหมดจดโดยสงสาร ผู้เป็นอกิริยทิฏฐิ ผู้เป็นสัสสตวาทะ สมณพราหมณ์เหล่านี้ชื่อว่าผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณพราหมณ์เหล่านั้นพร่ำถึง คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงถึงความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นโดยสงสาร รวมความว่า ‘เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ... ย่อมพรํ่าพูดถึงความหมดจด’{๖๓๔} หัวข้อว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา

คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ ความว่า ในภพน้อยภพใหญ่ คือ ในกรรมวัฏและวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในความเกิดต่อ ๆ ไป ในความไปต่อ ๆ ไป ในความเข้าถึงต่อ ๆ ไป ในปฏิสนธิต่อ ๆ ไป ในความบังเกิดแห่งอัตภาพต่อ ๆ ไปคำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา ความว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา คือ ยังไม่หมดตัณหา ยังไม่สละตัณหา ยังไม่สำรอกตัณหา ยังไม่ปล่อยตัณหา ยังไม่ละตัณหา ยังไม่สลัดทิ้งตัณหา รวมความว่า ‘ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

มีสมณพราหมณ์บางพวก อาศัยตบะที่เกลียดชัง อาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ได้รู้นั้น เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่

หน้า ๔๒๙

{๖๓๕} [๑๓๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ความอยากได้ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาอยู่ และความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ไม่มีความตายและความเกิด ภิกษุนั้นจะพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร จะพึงอยากได้ในอะไร

{๖๓๖} คำว่า ความอยากได้ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาอยู่ ความว่า ตัณหาตรัสเรียกว่า ความปรารถนา ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

คำว่า ปรารถนา ความว่า ปรารถนา คือ อยากได้ ยินดี รักใคร่ ชอบใจ รวมความว่า ผู้ปรารถนา

คำว่า ความอยากได้ ความว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความอยากได้ ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ รวมความว่า ‘ความอยากได้ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาอยู่’

{๖๓๗} คำว่า และความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความกำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) ความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ

บุคคลผู้มีความหวาดระแวงในการที่จะถูกแย่งชิงวัตถุไปย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุกำลังถูกแย่งชิงไปย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุถูกแย่งชิงไปแล้วย่อมหวั่นไหวบ้าง บุคคลผู้มีความหวาดระแวงในการที่วัตถุแปรผันไปย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุกำลังแปรผันไปย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุแปรผันไปแล้วย่อมหวั่นไหว บ้าง คือ ย่อมหวาดหวั่น สั่นเทา รวมความว่า ‘และความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว’

หน้า ๔๓๐

{๖๓๘} หัวข้อว่า ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ไม่มีความตายและความเกิด มีอธิบายดังนี้

คำว่า ภิกษุใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ

การมา การไป การไปและการมา ความตาย คติ ภพน้อยภพใหญ่ ความเคลื่อน ความเข้าถึง ความเกิด ความแตก ชาติ ชราและมรณะ ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้แก่พระอรหันตขีณาสพ คือ ความตายและความเกิดนั้นอันพระอรหันตขีณาสพละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ไม่มีความตายและความเกิด’{๖๓๙} คำว่า ภิกษุนั้นจะพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร จะพึงอยากได้ในอะไร ความว่า ภิกษุนั้นจะพึงหวั่นไหวด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรว่า “เป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง เป็นผู้หลง เป็นผู้ผูกพัน เป็นผู้ถือมั่น เป็นผู้ถึงความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ถึงความไม่ตกลงใจ เป็นผู้ถึงโดยเรี่ยวแรง’’

อภิสังขารเหล่านั้นอันภิกษุนั้นละได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารได้แล้ว จะพึงหวั่นไหวโดยคติด้วยเหตุอะไรเล่าว่า “เป็นสัตว์เกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูป เป็นผู้มีสัญญา เป็นผู้ไม่มีสัญญา เป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็มิใช่’’ ภิกษุนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์อันเป็นเหตุให้หวั่นไหว หวาดหวั่น สะทกสะท้าน รวมความว่า ‘ภิกษุนั้นจะพึงหวั่นไหว ด้วยเหตุอะไร’คำว่า จะพึงอยากได้ในอะไร ความว่า จะพึงอยากได้ คือ รักใคร่ พอใจในที่ไหน รวมความว่า ‘ภิกษุนั้นจะพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร จะพึงอยากได้ในอะไร’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

หน้า ๔๓๑

ความอยากได้ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาอยู่ และความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ไม่มีความตายและความเกิด ภิกษุนั้นจะพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร จะพึงอยากได้ในอะไร

{๖๔๐} [๑๓๘] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

ธรรมใด สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่ายอดเยี่ยม แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่าเลว บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน

{๖๔๑} คำว่า ธรรมใดสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่ายอดเยี่ยม ความว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใดอย่างนี้ว่า “ธรรมนี้เป็นเยี่ยม คือ เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม ดียิ่ง” รวมความว่า ‘ธรรมใดสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่ายอดเยี่ยม’{๖๔๒} คำว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่าเลว ความว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกลับกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า “ธรรมนี้เลว คือ ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย” รวมความว่า ‘แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่าเลว’{๖๔๓} คำว่า บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ ความว่า บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง คือ แท้ แน่

หน้า ๔๓๒

เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต รวมความว่า ‘บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ’

{๖๔๔} คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน ความว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งปวงต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คือ อ้างตนว่าเป็นบัณฑิต อ้างตนว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีญาณ อ้างตนว่าเป็นผู้มีเหตุผล อ้างตนว่าเป็นผู้มีลักษณะ อ้างตนว่าเป็นผู้มีการณ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตจึงทูลถามว่าธรรมใดสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่ายอดเยี่ยม แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่าเลว บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน

{๖๔๕} [๑๓๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

ก็สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว สมณพราหมณ์เหล่านั้นยึดถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างก็กล่าวถึงสิ่งสมมติของตน ๆ ว่าจริง

{๖๔๖} คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ ความว่า ก็สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตนอย่างนี้ว่า “ธรรมนี้เพียบพร้อม คือ บริบูรณ์

หน้า ๔๓๓

ไม่บกพร่อง” รวมความว่า ‘ก็สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์’

{๖๔๗} คำว่า แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว ความว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งนั้นกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของสมณพราหมณ์อื่นอย่างนี้ว่า ‘ธรรมนี้เลว คือ ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย’ รวมความว่า ‘แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว’{๖๔๘} คำว่า ยึดถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน ความว่า ยึดถือ คือ ถือ ถือมั่น ยึดมั่นซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน คือ ก่อการทะเลาะกัน ก่อการบาดหมางกัน ก่อการแก่งแย่งกัน ก่อการวิวาทกัน ก่อการทุ่มเถียงกันว่า ‘ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะเสีย ถ้าท่านสามารถ’ รวมความว่า ‘ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน’{๖๔๙}

คำว่า กล่าวถึงสิ่งสมมติของตน ๆ ว่าจริง ความว่า กล่าวว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิ้ใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ รวมความว่า ‘กล่าวถึงสิ่งสมมติของตน ๆ ว่าจริง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว สมณพราหมณ์เหล่านั้นยึดถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างก็กล่าวถึงสิ่งสมมติของตน ๆ ว่าจริง

{๖๕๐} [๑๔๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

หากว่าบุคคลจะพึงเป็นคนเลว เพราะการติเตียนของผู้อื่นไซร้ ก็จะไม่มีใครเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลายเลย

หน้า ๔๓๔

เพราะว่าคนส่วนมากต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน กล่าวถึงธรรมของผู้อื่นว่าเป็นธรรมเลว

{๖๕๑} คำว่า หากว่าบุคคลจะพึงเป็นคนเลวเพราะการติเตียนของผู้อื่นไซร้ ความว่า หากว่าบุคคลอื่นจะเป็นคนโง่ คนเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะเหตุที่ผู้อื่นติเตียน คือ เพราะเหตุที่ผู้อื่นนินทา ตำหนิว่าร้ายแล้วไซร้ รวมความว่า ‘หากว่าบุคคลจะพึงเป็นคนเลวเพราะการติเตียนของผู้อื่นไซร้’

{๖๕๒} คำว่า ก็จะไม่มีใครเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลายเลย ความว่า ก็จะไม่พึงมีใครเป็นผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม ลํ้าเลิศในธรรมทั้งหลายเลย รวมความว่า ‘ก็จะไม่มีใครเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลายเลย’

{๖๕๓} คำว่า เพราะว่าคนส่วนมาก ... กล่าวถึงธรรมของผู้อื่นว่าเป็นธรรมเลว ความว่า คนเป็นอันมากกล่าว คือ ค่อนว่า นินทา ตำหนิธรรมของคนจำนวนมากโดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อยบ้าง คนเป็นอันมากกล่าว คือ ค่อนว่า นินทา ตำหนิธรรมของคนผู้เดียวโดยความเป็นธรรมเลว ทราม ตํ่าช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อยบ้าง คนผู้เดียวกล่าว คือ ค่อนว่า นินทา ตำหนิธรรมของคนจำนวนมากโดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อยบ้าง คนผู้เดียวกล่าว คือ ค่อนว่า นินทา ตำหนิธรรมของคนผู้เดียวโดยความเป็นธรรมเลว ทราม ตํ่าช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อยบ้าง รวมความว่า ‘เพราะว่าคนส่วนมาก ... กล่าวถึงธรรมของผู้อื่นว่าเป็นธรรมเลว’{๖๕๔} คำว่า ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน ... ว่าเป็นธรรมเลว ความว่า ธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่า ธรรมเป็นแนวทางของตน คนทั้งหลายกล่าวยืนยัน คือ กล่าวอย่างมั่นคง กล่าวอย่างแข็งขัน กล่าวหนักแน่น ในธรรมอันเป็นแนวทางของตน รวมความว่า ‘คนส่วน

หน้า ๔๓๕

มากต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน กล่าวถึงธรรมของผู้อื่นว่าเป็นธรรมเลว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

หากว่าบุคคลจะพึงเป็นคนเลวเพราะการติเตียนของผู้อื่นไซร้ ก็จะไม่มีใครเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลายเลย เพราะว่าคนส่วนมากต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน กล่าวถึงธรรมของผู้อื่นว่าเป็นธรรมเลว

{๖๕๕} [๑๔๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ก็การบูชาธรรมของตนเป็นของจริง เหมือนอย่างที่สรรเสริญธรรมอันเป็นแนวทางของตน วาทะทั้งปวงก็จะพึงเป็นของจริง เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น

{๖๕๖} คำว่า ก็การบูชาธรรมของตนเป็นของจริง ความว่า การบูชาธรรมของตนเป็นไฉน คือ สมณพราหมณ์ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ศาสดาของตนว่า “ศาสดานี้เป็นสัพพัญญู” นี้ชื่อว่าการบูชาธรรมของตน สมณพราหมณ์ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาธรรมที่ศาสดาของตนบอกหมู่คณะของตน ทิฏฐิของตน ปฏิปทาของตน มรรคของตนว่า “มรรคนี้เป็นทางให้พ้นทุกข์ได้” นี้ชื่อว่าการบูชาธรรมของตนคำว่า การบูชาธรรมของตนเป็นของจริง ความว่า การบูชาธรรมของตนเป็นของจริง คือ แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต รวมความว่า ‘ก็การบูชาธรรมของตน เป็นของจริง’

{๖๕๗} คำว่า อย่างที่สรรเสริญธรรมอันเป็นแนวทางของตน ความว่า ธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่า ธรรมเป็นแนวทางของตน พวกสมณพราหมณ์

หน้า ๔๓๖

ย่อมสรรเสริญ คือ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาธรรมอันเป็นแนวทางของตน รวมความว่า อย่างที่สรรเสริญธรรมอันเป็นแนวทางของตน

{๖๕๘}คำว่า วาทะทั้งปวงก็จะพึงเป็นของจริง ความว่า วาทะทั้งปวงก็จะพึงเป็นของจริง คือ แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต รวมความว่า ‘วาทะทั้งปวงก็จะพึงเป็นของจริง’

{๖๕๙} คำว่า เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น ความว่า ความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นของสมณพราหมณ์ เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น รวมความว่า ‘เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์นั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าก็การบูชาธรรมของตนเป็นของจริง เหมือนอย่างที่สรรเสริญธรรมอันเป็นแนวทางของตน วาทะทั้งปวงก็จะพึงเป็นของจริง เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น

{๖๖๐} [๑๔๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

ญาณที่บุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ การถึงความปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นก็ไม่มีเพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงพ้นได้แล้วซึ่งการวิวาททั้งหลาย พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมที่ประเสริฐเลย

หน้า ๔๓๗

{๖๖๑} หัวข้อว่า ญาณที่บุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ไม่มี เป็นคำปฏิเสธ

คำว่า พราหมณ์ คือ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะเป็นผู้ลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว ... อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์

คำว่า ญาณที่บุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ ความว่า ความเป็นผู้มีญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ คือ พราหมณ์เป็นผู้มีญาณอันผู้อื่นไม่พึงแนะนำ ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ไม่ต้องดำเนินเนื่องด้วยผู้อื่น เป็นผู้ไม่หลงใหล มีความรู้สึกตัว มีความระลึกได้ ย่อมรู้ย่อมเห็นว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” ... “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” ... “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่า ‘ญาณที่บุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์’{๖๖๒} หัวข้อว่า การถึงความปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นก็ไม่มี มีอธิบายดังนี้

คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ความว่า ในทิฏฐิ ๖๒

คำว่า ถึงความปลงใจ คือ ตัดสินแล้ว ชี้ขาด ค้นหา แสวงหา เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้วจึงถือมั่น คือ ยึด ยึดมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความน้อมใจเชื่อว่า “สิ่งนี้จริง แน่ แท้ เป็นตามสภาพ เป็นตามจริง ไม่วิปริต” ดังนี้ ย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ได้แก่ เป็นธรรมอันพราหมณ์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น

หน้า ๔๓๘

เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘การถึงความปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นก็ไม่มี’

{๖๖๓} คำว่า เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงพ้นได้แล้วซึ่งการวิวาททั้งหลาย ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงพ้น คือ ก้าวล่วง ก้าวล่วงพร้อม เป็นไปล่วงซึ่งการทะเลาะกันด้วยทิฏฐิ การบาดหมางกันด้วยทิฏฐิ การแก่งแย่งกันด้วยทิฏฐิ การวิวาทกันด้วยทิฏฐิ การทุ่มเถียงกันด้วยทิฏฐิ รวมความว่า ‘เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงพ้นได้แล้วซึ่งการวิวาททั้งหลาย’{๖๖๔} คำว่า พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมที่ประเสริฐเลย ความว่า พราหมณ์ย่อมไม่เห็น คือ ไม่ดู ไม่แลเห็น ไม่พินิจ ไม่พิจารณาเห็นซึ่งธรรม

คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่นนอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็นธรรมเลิศ ประเสริฐ คือ วิเศษ เป็นประธาน อุดม ดียิ่ง รวมความว่า ‘พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมที่ประเสริฐเลย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าญาณที่บุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ การถึงความปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นก็ไม่มี เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงพ้นได้แล้วซึ่งการวิวาททั้งหลาย พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมที่ประเสริฐเลย

{๖๖๕} [๑๔๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิว่า ‘เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นนั้น เป็นของจริง’

หน้า ๔๓๙

หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นจริงแล้วไซร้ จะมี ประโยชน์อะไรแก่ตนด้วยการเห็นนั้นเล่าเพราะพวก สมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย(ทางแห่งความหมดจด) ไปแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยธรรมอย่างอื่น

{๖๖๖} หัวข้อว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นนั้นเป็นของจริง มีอธิบายดังนี้

คำว่า เรารู้ ความว่า เรารู้ด้วยปรจิตตญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้จิตของผู้อื่น) บ้าง รู้ด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณเป็นเครื่องระลึกชาติก่อนได้) บ้าง

คำว่า เราเห็น ความว่า เราเห็นด้วยมังสจักษุบ้าง เห็นด้วยทิพยจักษุบ้าง

คำว่า สิ่งที่เรารู้เราเห็นนั้นเป็นของจริง ความว่า สิ่งที่เรารู้เราเห็นนั้นเป็นของจริง เป็นของแท้ เป็นของแน่นอน เป็นตามจริง ไม่วิปริต รวมความว่า ‘เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นนั้นเป็นของจริง’

{๖๖๗} คำว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิ ความว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมเชื่อความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นด้วยทิฏฐิ คือ สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นด้วยทิฏฐิว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิ’{๖๖๘} หัวข้อว่า หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นจริงแล้วไซร้ จะมีประโยชน์อะไรแก่ตนด้วยการเห็นนั้นเล่า มีอธิบายดังนี้

หน้า ๔๔๐

คำว่า ได้เห็นจริงแล้ว ความว่า ได้เห็นแล้วด้วยปรจิตตญาณ หรือได้รู้แล้วด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้เห็นแล้วด้วยมังสจักษุ หรือได้เห็นแล้วด้วยทิพยจักษุ รวมความว่า ‘หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นจริงแล้วไชร้’

คำว่า จะมีประโยชน์อะไรแก่ตนด้วยการเห็นนั้นเล่า ความว่า สมณพราหมณ์ผู้เห็นนั้นจะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้น คือ การกำหนดรู้ทุกข์จะมีได้อย่างไร การละสมุทัยก็ไม่มี การเจริญมรรคก็ไม่มี การทำให้แจ้งซึ่งผลก็ไม่มี การละราคะด้วยตัดขาดก็ไม่มี การละโทสะด้วยตัดขาดก็ไม่มี การละโมหะด้วยตัดขาดก็ไม่มี การละกิเลสทั้งหลายด้วยตัดขาดก็ไม่มี ความตัดขาดซึ่งสังสารวัฏก็ไม่มี รวมความว่า ‘หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นจริงแล้วไซร้ จะมีประโยชน์อะไรแก่ตนด้วยการเห็นนั้นเล่า’

{๖๖๙} คำว่า เพราะพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย(ทางแห่งความหมดจด) ไปแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยธรรมอย่างอื่น ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย คือ ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้วซึ่งทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความหมดจดวิเศษ ทางแห่งความหมดจดรอบ ทางผ่องแผ้ว ทางผ่องใสไปแล้ว ย่อมกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นอื่นจากสติปัฏฐาน อื่นจากสัมมัปปธาน อื่นจากอิทธิบาท อื่นจากอินทรีย์ อื่นจากพละ อื่นจากโพชฌงค์ อื่นจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยทิฏฐิ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ รวมความว่า ‘เพราะพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย (ทางแห่งความหมดจด)ไปแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยธรรมอย่างอื่น’อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระพุทธสาวกทั้งหลายก็ดี พระปัจเจกพุทธะทั้งหลายก็ดี ล่วงเลย คือ ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้วซึ่งทางแห่งความไม่หมดจด ทางแห่งความไม่หมดจดวิเศษ ทางแห่งความไม่หมดจดรอบ ทางไม่ผ่องแผ้ว ทางไม่ผ่องใสไปแล้ว โดยทิฏฐิแห่ง

หน้า ๔๔๑

สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงชึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ รวมความว่า ‘เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย(ทางแห่งความหมดจด)ไปแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยธรรมอย่างอื่น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิว่า ‘เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นนั้นเป็นของจริง’ หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นจริงแล้วไซร้ จะมีประโยชน์อะไรแก่ตนด้วยการเห็นนั้นเล่า เพราะพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย(ทางแห่งความหมดจด)ไปแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยธรรมอย่างอื่น

{๖๗๐} [๑๔๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

นรชนเมื่อเห็นก็จักเห็นเฉพาะนามรูป ครั้นเห็นแล้วก็จักรู้เฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น (โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น) นรชนย่อมเห็นนามรูปได้มากบ้างน้อยบ้างก็จริง ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวว่า ความหมดจดจะมีได้ด้วยการเห็นนามรูปนั้นเลย

{๖๗๑} หัวข้อว่า นรชนเมื่อเห็นก็จักเห็นเฉพาะนามรูป มีอธิบายดังนี้

คำว่า นรชนเมื่อเห็น ความว่า นรชนเมื่อเห็นด้วยปรจิตตญาณก็ดี เมื่อเห็นด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณก็ดี เมื่อเห็นด้วยมังสจักษุก็ดี เมื่อ

หน้า ๔๔๒

เห็นด้วยทิพยจักษุก็ดี ก็จักเห็นเฉพาะนามรูปเท่านั้นโดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นอัตตา จักไม่เห็นความเกิด ความดับ คุณ โทษ หรืออุบายเครื่องสลัดออกแห่งธรรมเหล่านั้น รวมความว่า ‘นรชนเมื่อเห็นก็จักเห็นเฉพาะนามรูป’

{๖๗๒} หัวข้อว่า ครั้นเห็นแล้วก็จักรู้เฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ครั้นเห็นแล้ว ความว่า ครั้นเห็นแล้วด้วยปรจิตตญาณก็ดี เห็นแล้วด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณก็ดี เห็นแล้วด้วยมังสจักษุก็ดี เห็นแล้วด้วยทิพยจักษุก็ดี ก็จักเห็นเฉพาะนามรูปเท่านั้น แล้วจักรู้โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นอัตตา จักไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งธรรมเหล่านั้น รวมความว่า ‘ครั้นเห็นแล้วก็จักรู้เฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น’{๖๗๓} คำว่า เห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างก็จริง ความว่า เมื่อเห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้าง ก็จักเห็นโดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นอัตตาโดยแท้ รวมความว่า ‘เห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างก็จริง’

{๖๗๔} หัวข้อว่า ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวว่าความหมดจดจะมีได้ด้วยการเห็นนามรูปนั้นเลย มีอธิบายดังนี้

คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย หมายถึง พวกผู้ฉลาดในขันธ์ ผู้ฉลาดในธาตุ ผู้ฉลาดในอายตนะ ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ผู้ฉลาดในอิทธิบาท ผู้ฉลาดในอินทรีย์ ผู้ฉลาดในพละ ผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ผู้ฉลาดในมรรค ผู้ฉลาดในผล ผู้ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นย่อมไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยการเห็นนามรูป ด้วยปรจิตตญาณ ด้วย

หน้า ๔๔๓

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ด้วยมังสจักษุหรือด้วยทิพยจักษุ รวมความว่า ‘ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวว่าความหมดจดจะมีได้ด้วยการเห็นนามรูปนั้นเลย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

นรชนเมื่อเห็นก็จักเห็นเฉพาะนามรูป ครั้นเห็นแลวก็จักรู้เฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น (โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น) นรชนย่อมเห็นนามรูปได้มากบ้างน้อยบ้างก็จริง ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวว่าความหมดจดจะมีได้ด้วยการเห็นนามรูปนั้นเลย{๖๗๕} [๑๔๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ชูทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้ข้างหน้า ไม่เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย นรชนนั้นเป็นผู้กล่าวถึงศาสดาที่ตนอาศัยแล้วว่างดงามในเพราะทิฏฐินั้น เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจด จึงได้เห็นว่าเป็นของแท้ในทิฏฐินั้น{๖๗๖} คำว่า นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ... ไม่เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย ความว่า นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่นว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’คำว่า ไม่เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย ความว่า นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่นเป็นผู้อันใคร ๆ แนะนำได้ยาก ให้รู้ได้ยาก ให้เข้าใจได้ยาก ให้เห็นได้ยาก ให้เลื่อมใสได้ยาก รวมความว่า ‘นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ... ไม่เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย’

หน้า ๔๔๔

{๖๗๗} คำว่า ชูทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้ข้างหน้า ความว่า เป็นผู้ชูทิฏฐิที่ตนกำหนด คือ ที่ปรุงแต่ง ตั้งอยู่ดีแล้วไว้ในเบื้องหน้า คือ ทำทิฏฐิออกหน้าเที่ยวไป มีทิฏฐิเป็นธงชัย มีทิฏฐิเป็นธง มีทิฏฐิเป็นใหญ่ ถูกทิฏฐิห้อมล้อมเที่ยวไป รวมความว่า ‘ชูทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้ข้างหน้า’{๖๗๘} หัวข้อว่า เป็นผู้กล่าวถึงศาสดาที่ตนอาศัยแล้วว่างดงามในเพราะทิฏฐินั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ที่ตนอาศัย ความว่า อาศัย คือ อิงอาศัย พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงแล้วซึ่งสิ่งใด คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค รวมความว่า ‘ที่ตนอาศัย’

คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า ในเพราะทิฏฐิ คือ ความชอบใจ ความพอใจ ลัทธิของตน

คำว่า ก็กล่าวว่างดงาม ความว่า เป็นผู้กล่าวถึงสิ่งนั้นว่างดงาม คือ กล่าวว่าดี กล่าวว่าเป็นบัณฑิต กล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ กล่าวว่าเป็นผู้มีญาณ กล่าวว่าเป็นผู้มีเหตุผล กล่าวว่าเป็นผู้มีลักษณะ กล่าวว่าเป็นผู้มีการณ์ กล่าวว่าเป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘เป็นผู้กล่าวถึงศาสดาที่ตนอาศัยแล้วว่างดงามในเพราะทิฏฐินั้น’{๖๗๙} หัวข้อว่า เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจด จึงได้เห็นว่าเป็นของแท้ในทิฏฐินั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจด ความว่า เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจด เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจดวิเศษ เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจดรอบ เป็นผู้มีวาทะว่าผ่องแผ้ว เป็นผู้มีวาทะว่าผ่องใส อีกนัยหนึ่ง เป็นผู้มีความเห็นหมดจด คือ มีความเห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นหมดจดรอบ มีความเห็นผ่องแผ้ว มีความเห็นผ่องใส รวมความว่า ‘เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจด’

หน้า ๔๔๕

คำว่า ในทิฏฐินั้น ความว่า ในทิฏฐิ คือ ในความชอบใจ ในความพอใจ ในลัทธิของตน

คำว่า ได้เห็นว่าเป็นของแท้ ความว่า ได้เห็น คือ ได้พบ ได้ประสบ ได้รู้ตลอดว่าเป็นของแท้ คือ แน่นอน จริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต รวมความว่า ‘เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจด จึงได้เห็นว่าเป็นของแท้ในทิฏฐินั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่านรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ชูทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้ข้างหน้า ไม่เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย นรชนนั้นเป็นผู้กล่าวถึงศาสดาที่ตนอาศัยแล้วว่างดงามในเพราะทิฏฐินั้น เป็นผู้มีวาทะว่าหมดจด จึงได้เห็นว่าเป็นของแท้ในทิฏฐินั้น{๖๘๐} [๑๔๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

พราหมณ์ทราบแล้ว ยอมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ก่อข้อผูกพันคือตัณหาและทิฏฐิด้วยญาณ พราหมณ์นั้นรู้สมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิดแล้วย่อมวางเฉย ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น{๖๘๑} หัวข้อว่า พราหมณ์ทราบแล้วย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด มีอธิบายดังนี้

คำว่า ไม่ เป็นคำปฏิเสธ

คำว่า พราหมณ์ คือ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะเป็นผู้ลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว ... อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์

หน้า ๔๔๖

คำว่า ความกำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) ความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ

ญาณตรัสเรียกว่า สังขา ได้แก่ ความรู้ ความรู้ชัด ... ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ

คำว่า พราหมณ์ทราบแล้วย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ความว่า พราหมณ์ทราบแล้ว คือ พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งด้วยญาณว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ดังนี้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึง คือ ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นซึ่งความกำหนดด้วยอำนาจตัณหาหรือความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า ‘พราหมณ์ทราบแล้วย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด’{๖๘๒} คำว่า ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ก่อข้อผูกพันคือตัณหาและทิฏฐิด้วยญาณ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันพราหมณ์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พราหมณ์นั้นไม่ดำเนิน ไม่ออก ไม่เลื่อน ไม่เคลื่อนไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ถึง ไม่กลับมาถึง ทิฏฐินั้นโดยความเป็นสาระ รวมความว่า ‘ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ’

คำว่า ทั้งไม่ก่อข้อผูกพันคือตัณหาและทิฏฐิด้วยญาณ ความว่า ไม่ก่อ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะซึ่งข้อผูกพัน คือตัณหาและทิฏฐิด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณในอภิญญา ๕ หรือด้วยญาณที่ผิด รวมความว่า ‘ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ก่อข้อผูกพันคือตัณหาและทิฏฐิด้วยญาณ’

{๖๘๓} หัวข้อว่า พราหมณ์นั้นรู้แล้วซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด มีอธิบายดังนี้

หน้า ๔๔๗

คำว่า รู้แล้ว ความว่า รู้แล้ว คือ ทราบ พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้วว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่า ‘พราหมณ์นั้นรู้แล้ว’ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า สมมติ

คำว่า ที่ปุถุชนให้เกิด ความว่า สมมติเหล่านั้น ชื่อว่า ปุถุชฺชา เพราะอันปุถุชนให้เกิด หรือเพราะชนต่าง ๆ จำนวนมากให้เกิด รวมความว่า ‘พราหมณ์นั้นรู้แล้วซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด’

{๖๘๔} คำว่า ย่อมวางเฉย ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น ความว่า พวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ ส่วนพระอรหันต์ย่อมวางเฉย คือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น รวมความว่า ‘ย่อมวางเฉย ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าพราหมณ์ทราบแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ก่อข้อผูกพันคือตัณหาและทิฏฐิด้วยญาณ พราหมณ์นั้นรู้สมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิดแล้วย่อมวางเฉย ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น

{๖๘๕} [๑๔๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ก็ไม่เข้าไปเป็นพวกด้วย มุนีนั้นเมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ กลับเป็นผู้สงบ วางเฉยไม่ถือมั่น ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น

หน้า ๔๔๘

{๖๘๖} หัวข้อว่า มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ได้แก่ กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง คือ

(๑) กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌา

(๒) กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือพยาบาท

(๓) กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือสีลัพพตปรามาส

(๔) กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง

ความกำหนดในทิฏฐิของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌา

ความอาฆาต ความไม่ยินดีในถ้อยคำของผู้อื่น ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือพยาบาท

ความยึดถือศีลวัตรหรือทั้งศีลและวัตรของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือสีลัพพตปรามาส

ทิฏฐิของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง

คำว่า สละแล้ว ความว่า ปล่อย หรือวางแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย อีกนัยหนึ่ง มุนีแก้ หรือสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด คือ กิเสสเครื่องผูกพัน ที่ร้อยรัด รึงรัด รัดรึง ข้อง ติด เกี่ยว เกี่ยวพัน เกาะติด ติดแน่นแล้ว อธิบายว่า มุนี สละหรือสลัดเครื่องร้อยรัด เหมือนคนทำการปลด ปล่อยวอ รถ เกวียน หรือคานหาม คือ ให้เคลื่อนไปได้ฉะนั้นคำว่า มุนี ความว่า ญาณ ตรัสเรียกว่า โมนะ ได้แก่ ความรู้ ความรู้ชัด ... ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่ามุนีคำว่า ในโลกนี้ คือ ในทิฏฐินี้ ... ในมนุษยโลกนี้ รวมความว่า ‘มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้’

หน้า ๔๔๙

{๖๘๗} คำว่า เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ก็ไม่เข้าไปเป็นพวกด้วย ความว่า เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้ว ได้แก่ เมื่อชนทั้งหลายถึงฉันทาคติ ถึงโทสาคติ ถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ มุนีไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ คือ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย ได้แก่ ไม่ไป ไม่ถูกนำออก ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกชักนำไปด้วยธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นพวก รวมความว่า ‘เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทอัน ก็ไม่เข้าไปเป็นพวกด้วย’{๖๘๘} หัวข้อว่า มุนีนั้น เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ กลับเป็นผู้สงบ วางเฉย มีอธิบายดังนี้

คำว่า เป็นผู้สงบ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ คือ เข้าไปสงบ เงียบ ดับ ระงับแล้ว เพราะเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง สงบ เงียบ เข้าไปสงบ เย็น ดับ หายไป ระงับไปแล้ว รวมความว่า ‘เป็นผู้สงบ’

คำว่า เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ คือ เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ คือ ไม่เข้าไปสงบ ไม่เงียบ ไม่ดับ ไม่ระงับแล้ว รวมความว่า ‘เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ กลับเป็นผู้สงบ’

คำว่า มุนีนั้น ... วางเฉย ความว่า พระอรหันต์เป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ คือ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติ มีสัมปชัญญะ ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ... บุคคลนั้นเป็นผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ฝึกดีแล้ว รอคอยแต่เวลาอยู่ รวมความว่า ‘มุนีนั้นเมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ กลับเป็นผู้สงบ วางเฉย’

{๖๘๙} คำว่า ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจ

หน้า ๔๕๐

ทิฏฐิ พระอรหันต์ย่อมวางเฉย คือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น รวมความว่า ‘ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ในโลกนี้เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ก็ไม่เข้าไปเป็นพวกด้วย มุนีนั้นเมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ กลับเป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่ถือมั่น ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น

{๖๙๐} [๑๔๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)

มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น มุนีนั้นจัดเป็นธีรชน พ้นได้แล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ตำหนิตนเองไม่ได้ ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก

{๖๙๑} คำว่า มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ ความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีตตรัสเรียกว่า อาสวะเก่า กิเลสเหล่าใดพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารที่เป็นอดีต มุนีละ คือ สละ บริจาค สลัด บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสเหล่านั้นแล้ว รวมความว่า ‘ละอาสวะเก่า’คำว่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ ความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นปัจจุบัน ตรัสเรียกว่า อาสวะใหม่ มุนีไม่ทำความพอใจ ไม่ทำความรักใคร่ ไม่ทำความกำหนัดปรารภถึงสังขารที่เป็นปัจจุบัน คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ รวมความว่า ‘มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่’

หน้า ๔๕๑

{๖๙๒} หัวข้อว่า ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ความว่า ไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ คือ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย ได้แก่ ไม่ไป ไม่ถูกนำออก ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกชักนำไปด้วยธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นพวก รวมความว่า ‘ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ’คำว่า ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ความว่า เป็นผู้กล่าวด้วย ความถือมั่นว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น’{๖๙๓} คำว่า มุนีนั้นจัดเป็นธีรชน พ้นได้แล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันมุนีนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นพ้นได้แล้ว คือ ไม่เกี่ยวข้องด้วยทิฏฐิทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่

คำว่า จัดเป็นธีรชน ความว่า จัดเป็นบุคคลผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรง คือ ผู้ดำเนินด้วยปัญญา ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส รวมความว่า ‘มุนีนั้นจัดเป็นธีรชน พ้นได้แล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย’

{๖๙๔} หัวข้อว่า ตำหนิตนเองไม่ได้ ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือ (๑) ความติดด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ

หน้า ๔๕๒

มุนีนั้นละความติดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความติดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะละความติดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความติดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว จึงเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่เข้าไปติด คือ ไม่ติด ไม่เปื้อน ไม่เข้าไปติดในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก ได้แก่ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่ติด ไม่เปื้อน ไม่เข้าไปติด ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้ว เป็นผู้มีจิตปราศจากเขตแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก’คำว่า ตำหนิตนเองไม่ได้ ความว่า บุคคลย่อมตำหนิตนเองได้ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ (๑) เพราะทำ (๒) เพราะไม่ทำ

บุคคลย่อมตำหนิตนเองเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างไร คือ บุคคลย่อมตำหนิตนเองได้ว่า “เราทำกายทุจริต เราไม่ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต เราไม่ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ทำมโนสุจริต เราทำปาณาติบาต ... เราทำมิจฉาทิฏฐิ เราไม่ทำสัมมาทิฏฐิ” บุคคลย่อมตำหนิตนเองเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างนี้

อีกนัยหนึ่ง บุคคลย่อมตำหนิตนเองได้ว่า “เราไม่ทำความบริบูรณ์ในศีล ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ไม่หมั่นประกอบในความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่เจริญสัมมัปปธาน ๔ ไม่เจริญอิทธิบาท ๔ ไม่เจริญอินทรีย์ ๕ ไม่เจริญพละ ๕ ไม่เจริญโพชฌงค์ ๗ ไม่เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละเหตุเกิดทุกข์ ไม่เจริญมรรค ไม่ทำให้แจ้งนิโรธ” บุคคลย่อมตำหนิตนเองเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างนี้มุนีไม่ทำกรรมเป็นเหตุให้ตำหนิตน คือ ไม่ยังกรรมนั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ อย่างนี้จึงชื่อว่า เป็นผู้ตำหนิตนเองไม่ได้ รวมความว่า ‘ตำหนิตนเองไม่ได้ ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

หน้า ๔๕๓

มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น มุนีนั้นจัดเป็นธีรชน พ้นได้แล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ตำหนิตนเองไม่ได้ ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก

{๖๙๕} [๑๔๙] (พระผู้มีพระภาคเจัาตรัสดังนี้ว่า)

มุนีนั้นกำจัดเสนาได้แล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ได้รู้ มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว พ้นได้แล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา

{๖๙๖} คำว่า มุนีนั้นกำจัดเสนาได้แล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ได้รู้ ความว่า มารเสนาตรัสเรียกว่า เสนากายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง ชื่อว่ามารเสนา สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากิเลสกาม เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดี เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๒ ของท่าน ความหิวกระหาย เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๓ ของท่าน ตัณหา เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๔ ของท่าน ความง่วงเหงาหาวนอน เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๕ ของท่าน ความขลาด เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๖ ของท่าน ความลังเลใจ เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๗

หน้า ๔๕๔

ของท่าน ความลบหลู่ ความกระด้าง เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๘ ของท่าน ลาภ ความสรรเสริญ สักการะและยศ ที่ได้มาโดยทางผิด เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๙ ของท่าน ความยกตนข่มคนอื่น เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๑๐ ของท่าน

ดูก่อนพญามาร เสนาของท่านนี้เป็นผู้มีปกติกำจัดผู้มีธรรมดำ คนที่ไม่กล้าย่อมเอาชนะมารเสนานั้นไม่ได้ ส่วนคนกล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้รับความสุข

เมื่อใด มารเสนาทั้งหมดและกิเลสอันทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดถูกมุนีนั้นชนะได้แล้ว ให้แพ้แล้ว ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้วด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้น มุนีนั้นเรียกว่า เป็นผู้กำจัดเสนา คือ มุนีนั้นเป็นผู้กำจัดเสนาในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ อารมณ์ที่รู้แจ้ง รวมความว่า ‘มุนีนั้นกำจัดเสนาได้แล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ได้รู้’

ว่าด้วยภาระ ๓

{๖๙๗} หัวข้อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว พ้นได้แล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า ภาระ ได้แก่ ภาระ ๓ คือ (๑) ขันธภาระ (๒) กิเลสภาระ (๓) อภิสังขารภาระ

ขันธภาระเป็นไฉน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในปฏิสนธิ นี้ชื่อว่าขันธภาระ

กิเลสภาระเป็นไฉน คือ ราคะ โทสะ โมหะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง นี้ชื่อว่ากิเลสภาระ

อภิสังขารภาระเป็นไฉน คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร นี้ชื่อว่าอภิสังขารภาระ

หน้า ๔๕๕

เมื่อใด ขันธภาระ กิเลสภาระ และอภิสังขารภาระ อันมุนีละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อนั้น มุนีนั้นเรียกว่าเป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว คือ มีภาระตกไปแล้ว มีภาระอันปลดแล้ว มีภาระอันปล่อยแล้ว มีภาระอันวางแล้ว มีภาระระงับแล้ว

ว่าด้วยโมเนยยะ ๓

คำว่า มุนี ความว่า ญาณตรัสเรียกว่า โมนะ ความรู้ ความรู้ทั่ว ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนด ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเครื่องจำแนก ปัญญาเครื่องคิด ปัญญาเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเครื่องเจาะแทง ปัญญาเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นศัสตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเป็นดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ บุคคลประกอบด้วยญาณนั้นชื่อว่าเป็นมุนี คือ ผู้บรรลุญาณที่ชื่อว่าโมนะโมเนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี) มี ๓ อย่าง คือ โมเนยยะทางกาย ๑ โมเนยยะทางวาจา ๑ โมเนยยะทางใจ ๑

โมเนยยะทางกายเป็นไฉน คือ การละกายทุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางกาย กายสุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางกาย ญาณมีกายเป็นอารมณ์ชื่อว่าโมเนยยะทางกาย ความกำหนดรู้กายชื่อว่าโมเนยยะทางกาย มรรคอันสหรคตด้วยปริญญาชื่อว่าโมเนยยะทางกาย การละฉันทราคะในกายชื่อว่าโมเนยยะทางกาย ความดับแห่งกายสังขารชื่อว่า

หน้า ๔๕๖

โมเนยยะทางกาย การบรรลุจตุตถฌานชื่อว่าโมเนยยะทางกาย นี้ชื่อว่าโมเนยยะทางกาย

โมเนยยะทางวาจาเป็นไฉน คือ การละวจีทุจริต ๔ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา การกำหนดรู้วาจาชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญาชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา การละฉันทราคะในวาจาชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา ความดับแห่งวจีสังขารชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา การบรรลุทุติยฌานชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา นี้ชื่อว่าโมเนยยะทางวาจาโมเนยยะทางใจเป็นไฉน คือ การละมโนทุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางใจ ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ ชื่อว่าโมเนยยะทางใจ การกำหนดรู้จิตชื่อว่าโมเนยยะทางใจ มรรคอันสหรคตด้วยปริญญาชื่อว่าโมเนยยะทางใจ การละฉันทราคะในจิตชื่อว่าโมเนยยะทางใจ ความดับแห่งจิตตสังขารชื่อว่าโมเนยยะทางใจ การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธชื่อว่าโมเนยยะทางใจ นี้ชื่อว่าโมเนยยะทางใจสมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

พระอริยเจ้ามีพระสัมมาสัมพุทธเข้าเป็นต้น ตรัสเรียกบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นมุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี ผู้ละกิเลสทั้งปวง

พระอริยเจ้ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นตรัสเรียกบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นมุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี ผู้ล้างบาปทั้งปวงได้แล้ว

หน้า ๔๕๗

มุนีผู้ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี ๓ อย่างนี้ มี ๖ ประเภท คือ อาคารมุนี ๑ อนาคารมุนี ๑ เสขมุนี ๑ อเสขมุนี ๑ ปัจเจกมุนี ๑ มุนิมุนี ๑อาคารมุนีเป็นไฉน คือ คนที่ยังเป็นผู้ครองเรือน แต่เห็นบทคือนิพพานแล้ว รู้แจ้งคำสอนแล้ว เหล่านี้ชื่อว่า อาคารมุนีอนาคารมุนีเป็นไฉน คือ คนที่ออกบวช เห็นบทคือนิพพานแล้ว รู้แจ้งคำสอนแล้ว เหล่านี้ชื่อว่า อนาคารมุนีเสขบุคคล ๗ ประเภท ชื่อว่า เสขมุนี

พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่า อเสขมุนี

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า ปัจเจกมุนี

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า มุนิมุนี

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

บุคคลที่ยังหลงอยู่ ยังไม่เแจ้ง จะชื่อว่าเป็นมุนี เพราะความนิ่งก็หาไม่ ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐดุจประคองตาชั่งไว้เว้นบาปทุกอย่างได้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้น ผู้ใดรู้อรรถทั้งสองในโลก ผู้นั้นเรียกได้ว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้นผู้ที่รู้อกุศลธรรมของอสัตบุรุษ และกุศลธรรมของสัตบุรุษทั้งภายในและภายนอกในโลกทั้งปวงล่วงพ้นกิเลส

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๒๖๘-๒๖๙/๑๐๔
หน้า ๔๕๘

เครื่องข้องมีราคะเป็นต้นและข่ายคือตัณหาและทิฏฐิได้แล้ว ได้รับความเคารพนับถือจากทวยเทพและหมู่มนุษย์ ท่านผู้รู้เรียกว่ามุนี

คำว่า พ้นได้แล้ว ความว่า จิตของมุนีพ้นได้แล้ว คือ พ้นขาด พ้นวิเศษดีแล้วจากราคะ โทสะ โมหะ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง รวมความว่า ‘มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นได้แล้ว’

{๖๙๘} หัวข้อว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ความกำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) ความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ

มุนีนั้นละความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว จึงไม่กำหนดซึ่งความกำหนดด้วยอำนาจตัณหาหรือความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ รวมความว่า ‘ไม่มีความกำหนด’คำว่า ไม่เข้าไปยินดี ความว่า พาลปุถุชนทั้งปวงยอมกำหนัด พระเสขะ ๗ ประเภท รวมทั้งกัลยาณปุถุชนย่อมยินดี คือ ยินดียิ่ง ยินดียิ่งเฉพาะเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง ส่วนพระอรหันต์เป็นผู้ยินดี คือ ยินดียิ่ง ยินดียิ่งเฉพาะแล้ว คือ เป็นผู้ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๕๓๓/๖๒๐
หน้า ๔๕๙

คำว่า ไม่มีความปรารถนา ความว่า ตัณหาตรัสเรียกว่า ความปรารถนา ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ ความปรารถนานั้นอันมุนีใด ละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นเรียกว่า ผู้ไม่มีความปรารถนา

อธิบายคำว่า ภควา

คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ

อีกนัยหนี่ง ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายราคะได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพวะภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายโทสะได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายโมหะได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายมานะได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายทิฏฐิได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายเสี้ยนหนามได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงทำลายกิเลสได้แล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงจำแนก ทรงแจกแจง ทรงแยกแยะซึ่งธรรมรัตนะ

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่าทรงทำที่สุดแห่งภพทั้งหลายได้

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงอบรมพระวรกายแล้ว

ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอรรถว่า ทรงอบรมศีล ทรงอบรมจิต ทรงอบรมปัญญาแล้ว

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอยู่อาศัยเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะและป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงอื้ออึง ปราศจากชนผู้สัญจร

หน้า ๔๖๐

ไปมา เป็นที่ควรทำการลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่ง อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณสมาบัติ ๑๐ อานาปานัสสติสมาธิ อสุภฌานสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งตถาคตพลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาดา พระภคินี มิตร อำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา ก็มิได้เฉลิมให้

หน้า ๔๖๑

พระนามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในลำดับการบรรลุอรหัตตผล) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ (บัญญัติที่เกิดเพราะทรงรู้แจ้งอรหัตตผล) พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว รวมความว่า ‘ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่ามุนีนั้นกำจัดเสนาได้แล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ได้รู้ มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว พ้นได้แล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา

จบ มหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓

๑๔. ตุวฏกสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยภิกษุผู้กำจัดบาปธรรมได้เร็วพลัน

{๖๙๙} [๑๕๐] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ผู้ทรงเป็นผ่า<*>พันธุ์ พระอาทิตย์ ผู้ทรงวิเวก มีสันติบท ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ว่า ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลกดับไป

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. เผ่า - ผู้รวบรวม

จบ ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิเทส