พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย
๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส เล่ม ๒๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑๙–๕๙๙ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส จูฬวิยูหสุตตนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๒๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๙ หน้า ๓๘๗–๔๑๔
เพราะรู้ นักปราชญ์จึงเป็นผู้หลุดพ้นได้ จึงไม่ก่อการวิวาทกับใคร ไม่กลับมาในภพน้อยภพใหญ่อีก
จบ กลหวิวาทสูตตนิทเทสที่ ๑๑
๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยการยึดมั่นในลัทธิของตน สูตรเล็ก
{๕๑๙} [๑๑๓] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
มีสมณพราหมณ์บางพวก เป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ ถือทิฏฐินั้นแล้วก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดต่างกันไปว่า ‘บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าผู้ยังไม่สำเร็จ’
ว่าด้วยทิฏฐิ
{๕๒๐} คำว่า เป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองด้วยทิฏฐิของตน ๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลายอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มีกิเลสอยู่ในกองกิเลส ฉันใด มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองด้วยทิฏฐิของตน ๆ ฉันนั้น รวมความว่า ‘เป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ’
{๕๒๑} คำว่า ถือทิฏฐินั้นแล้วก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดต่างกันไป มีอธิบายดังนี้ คำว่า ถือ ความว่า ถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น
คำว่า พูดต่างกันไป ความว่า พูดไปต่างๆ คือ พูดมีอย่างต่าง ๆ พูดอย่างอื่น ๆ พูดมาก ได้แก่ ไม่พูด ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่แสดง ไม่แถลงอย่างเดียว
คำว่า อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คืออ้างตนว่าเป็นบัณฑิต อ้างตนว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีญาณ อ้างตนว่าเป็นผู้มีเหตุผล อ้างตนว่าเป็นผู้มีลักษณะ อ้างตนว่าเป็นผู้มีการณ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘ถือทิฏฐินั้นแล้ว ก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดต่างกันไป’{๕๒๒} คำว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว ความว่า บุคคลใดรู้ธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ คือ ได้ทราบ ได้เห็น แทงตลอดธรรมแล้ว รวมความว่า ‘บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว’
{๕๒๓} คำว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าผู้ยังไม่สำเร็จ ความว่า บุคคลใดคัดค้านธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่สำเร็จ คือ ยังไม่ครบถ้วน ไม่บริบูรณ์ ได้แก่ ยังเป็นผู้เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย รวมความว่า ‘บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าผู้ยังไม่สำเร็จ’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตนั้นจึงทูลถามว่ามีสมณพราหมณ์บางพวก เป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ ถือทิฏฐินั้นแล้วก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดต่างกันไปว่า ‘บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าผู้ยังไม่สำเร็จ’
{๕๒๔} [๑๑๔] (พระพุทธเนรมิตทูลถามต่อไปว่า)
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน และกล่าวว่าคนอื่นโง่ ไม่ฉลาด บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน
ว่าด้วยวิวาทกันเพราะถือทิฏฐิ
{๕๒๕} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือทิฏฐิอย่างนี้แล้วย่อมวิวาทกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิอย่างนี้ แล้วย่อมวิวาทกัน คือ ก่อความทะเลาะกัน ก่อบาดหมางกัน ก่อความแก่งแย่งกัน ก่อความวิวาทกัน ก่อความมุ่งร้ายกันว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ... หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะถ้าท่านสามารถ” รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือทิฏฐิอย่างนี้แล้วย่อมวิวาทกัน’{๕๒๖} คำว่า และกล่าวว่าคนอื่นโง่ ไม่ฉลาด ความว่า กล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “คนอื่นโง่ คือ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด คือ ไม่มีความรู้ ไปตามอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทึบ รวมความว่า ‘และกล่าวว่าคนอื่นโง่ ไม่ฉลาด’
{๕๒๗} คำว่า บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ ความว่า บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง คือ แท้ แน่ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่า ‘บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ’
{๕๒๘} คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คือ อ้างตนว่าเป็นบัณฑิต อ้างตนว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีญาณ อ้างตนว่าเป็นผู้มีเหตุผล อ้างตนว่าเป็นผู้มีลักษณะ อ้างตนว่าเป็นผู้มีการณ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตนั้นจึงทูลถามว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน และกล่าวว่าคนอื่นโง่ ไม่ฉลาด บรรดาวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกัน
{๕๒๙} [๑๑๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
(หากว่า) ผู้ที่ไม่คล้อยตามธรรมของผู้อื่นจัดเป็นคนโง่ เป็นคนเลว มีปัญญาเสื่อมทรามไซร้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็จัดว่าเป็นคนโง่ มีปัญญาเสื่อมทรามทั้งหมดทีเดียว เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งปวงเหล่านี้ ต่างก็เป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ
{๕๓๐} คำว่า ไม่คล้อยตามธรรมของผู้อื่น ความว่า ไม่คล้อยตาม คือ ไม่เห็นตาม ไม่อนุมัติ ไม่อนุโมทนาธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของผู้อื่น รวมความว่า ‘ไม่คล้อยตามธรรมของผู้อื่น’
{๕๓๑} คำว่า ผู้อื่นจัดเป็นคนโง่ เป็นคนเลว มีปัญญาเสื่อมทราม ความว่า ผู้อื่นเป็นคนโง่ เป็นคนเลว คือ ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเสื่อมทราม คือ มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก
มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย รวมความว่า ‘ผู้อื่นจัดเป็นคนโง่ เป็นคนเลว มีปัญญาเสื่อมทราม’
{๕๓๒} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็จัดว่าเป็นคนโง่ มีปัญญาเสื่อมทราม ทั้งหมดทีเดียว ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดเทียว ก็เป็นคนโง่ คือ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเสื่อมทราม คือ มีปัญญาเลว มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็จัดว่าเป็นคนโง่ มีปัญญาเสื่อมทราม ทั้งหมดทีเดียว’
{๕๓๓} คำว่า เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งปวงเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองด้วยทิฏฐิของตน ๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลายอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มีกิเลสอยู่ในกองกิเลส ฉันใด มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองด้วยทิฏฐิของตน ๆ ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า(หากว่า) ผู้ที่ไม่คล้อยตามธรรมของผู้อื่นจัดเป็นคนโง่ เป็นคนเลว มีปัญญาเสื่อมทรามไซร้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็จัดว่าเป็นคนโง่ มีปัญญาเสื่อมทรามทั้งหมดทีเดียว เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งปวงเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ
{๕๓๔} [๑๑๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
หากว่าพวกสมณพราหมณ์ผู้ผ่องแผ้วอยู่ในทิฏฐิของตน จัดเป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็จะไม่มีใครเป็นผู้มีปัญญาเสื่อมทราม เพราะแม้สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างก็ยึดถือทิฏฐิเช่นนั้น
{๕๓๕} คำว่า หากว่าพวกสมณพราหมณ์ผู้ผ่องแผ้วอยู่ในทิฏฐิของตน ความว่า ผู้ผ่องแผ้ว คือ ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิ คือ เพราะความชอบใจ เพราะความพอใจ เพราะลัทธิของตน รวมความว่า ‘หากว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้ผ่องแผ้วอยู่ในทิฏฐิของตน’{๕๓๖} คำว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ ความว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจด คือ มีปัญญาหมดจดวิเศษ มีปัญญาหมดจดรอบ มีปัญญาผ่องแผ้ว มีปัญญาผ่องใส อีกนัยหนึ่ง เป็นผู้มีความเห็นหมดจด มีความเห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นหมดจดรอบ มีความเห็นผ่องแผ้ว มีความเห็นผ่องใส รวมความว่า ‘เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี’คำว่า เป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้ฉลาด คือ เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส รวมความว่า “เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด’
คำว่า มีความรู้ ความว่า เป็นผู้มีความรู้ คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส รวมความว่า ‘เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้’
{๕๓๗} คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็จะไม่มีใครเป็นผู้มีปัญญาเสื่อมทราม ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็จะไม่มีใครเป็นผู้มี
ปัญญาเสื่อมทราม คือ มีปัญญาเลวทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย อีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหมดจะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาเป็นประธาน มีปัญญาอุดม มีปัญญาลํ้าเลิศ รวมความว่า ‘บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็จะไม่มีใครเป็นผู้มีปัญญาเสื่อมทราม’{๕๓๘} คำว่า เพราะแม้สมณพราหมณ์เหล่านั้น ต่างก็ยึดถือทิฏฐิเช่นนั้น ความว่า ทิฏฐิเช่นนั้น อันสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมาทานให้บริบูรณ์ คือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ น้อมใจเชื่อกันอย่างนั้น รวมความว่า ‘เพราะแม้สมณพราหมณ์เหล่านั้น ต่างก็ยึดถือทิฏฐิเช่นนั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าหากว่าพวกสมณพราหมณ์ ผู้ผ่องแผ้วอยู่ในทิฏฐิของตน จัดเป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็จะไม่มีใครเป็นผู้มีปัญญาเสื่อมทราม เพราะแม้สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างก็ยึดถือทิฏฐิเช่นนั้น
{๕๓๙} [๑๑๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
คนสองฝ่ายต่างกล่าวหากันและกัน ว่าเป็นคนโง่ เพราะทิฏฐิใด ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง ด้วยว่าพวกสมณพราหมณ์ต่างก็ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง เพราะเหตุนั้นแหละ จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นคนโง่
{๕๔๐} หัวข้อว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง มีอธิบายดังนี้
คำว่า ไม่ เป็นคำปฏิเสธ
คำว่า ทิฏฐินั้น คือ ทิฏฐิ ๖๒ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่กล่าว คือ บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศทิฏฐิ ๖๒ นั้นว่าจริง คือ แท้ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่า ‘ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง’
{๕๔๑} หัวข้อว่า คนสองฝ่ายต่างกล่าวหากันและกันว่าเป็นคนโง่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า คนสองฝ่าย ความว่า คนสองพวก ได้แก่ คนที่ก่อการทะเลาะกันสองพวก คนที่ก่อความบาดหมางกันสองพวก คนที่ก่อความอื้อฉาวกันสองพวก คนที่ก่อการวิวาทกันสองพวก คนที่ก่ออธิกรณ์กันสองพวก คนที่ว่าร้ายกันสองพวก คนที่ปราศรัยกันสองพวก คนสองพวกเหล่านั้นกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงกะกันและกันอย่างนี้ว่า “ท่านเป็นคนโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย” รวมความว่า ‘คนสองฝ่ายต่างกล่าวหากันและกันว่าเป็นคนโง่’{๕๔๒} คำว่า พวกสมณพราหมณ์ต่างก็ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง ความว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริงโดยอ้างว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า .. โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘พวกสมณพราหมณ์ต่างก็ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง’{๕๔๓} คำว่า เพราะเหตุนั้นแหละจึงเห็นคนอื่นว่าเป็นคนโง่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า เพราะเหตุนั้น ความว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุปัจจัยนั้น เพราะต้นทุนนั้น จึงเห็น คือ มองเห็น แลดู เพ่งดู
พินิจดู พิจารณาดูซึ่งคนอื่นว่าเป็นคนโง่ คือ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย รวมความว่า ‘เพราะเหตุนั้นแหละจึงเห็นคนอื่นว่า เป็นคนโง่’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
คนสองฝ่ายต่างกล่าวหากันและกัน ว่าเป็นคนโง่ เพราะทิฏฐิใด ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง ด้วยว่า พวกสมณพราหมณ์ต่างก็ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง เพราะเหตุนั้นแหละ จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นคนโง่
{๕๔๔} [๑๑๘] (พระพุทธเนรมิตทูลถามอีกว่า)
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าเป็นของจริง ของแท้ แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นว่าเป็นของเปล่าของเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือมั่นอย่างนี้แลัวก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน
{๕๔๕} คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าเป็นของจริงของแท้ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าหนึ่งกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรมคือทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่า “ธรรมนี้ จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต’’ รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใด ว่าเป็นของจริงของแท้’{๕๔๖} คำว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นว่าเป็นของเปล่า ของเท็จ ความว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกลับกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรมคือทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั้นแหละอย่างนี้ว่า “ธรรมนี้เปล่า เท็จ ไม่เป็นจริง เหลวไหล ไม่เป็นตามจริง’’ รวมความว่า ‘แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นว่าเป็นของเปล่าของเท็จ’
{๕๔๗} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือมั่นอย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นซึ่งทิฏฐิ อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน คือ ก่อความทะเลาะกัน ก่อความบาดหมางกัน ก่อความแก่งแย่งกัน ก่อความวิวาทกัน ก่อความมุ่งร้ายกันว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ... หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะถ้าท่านสามารถ” รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือมั่นอย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน’{๕๔๘} หัวข้อว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน มีอธิบายดังนี้
คำว่า เพราะเหตุไร ความว่า เพราะอะไร คือ เพราะการณ์อะไร เพราะอะไรเป็นเหตุ เพราะอะไรเป็นปัจจัย เพราะอะไรเป็นนิทาน เพราะอะไรเป็นสมุทัย เพราะอะไรเป็นกำเนิด เพราะอะไรเป็นแดนเกิด พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวไปต่าง ๆ กัน กล่าวไปหลายอย่าง กล่าวคำอื่น ๆ ได้แก่ กล่าว พูด บอก แสดง แถลง มากอย่าง รวมความว่า ‘เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตนั้นจึงทูลถามว่าสมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าเป็นของจริงของแท้ แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นว่าเป็นของเปล่าของเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือมั่นอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน
{๕๔๙} [๑๑๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
ก็หมู่สัตว์รู้ประจักษ์ถึงสัจจะใดอยู่จะไม่ววาทกันเลย สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสัจจะอย่างที่สอง สมณพราหมณ์
เหล่านั้นแสดงสัจจะไปต่าง ๆ กันเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน
ว่าด้วยสัจจะมีอย่างเดียว
{๕๕๐} คำว่า สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสัจจะอย่างที่สอง ความว่า พระนิพพานคือความดับทุกข์ ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ (นิพพาน) ตรัสเรียกว่าสัจจะอย่างเดียว
อีกนัยหนึ่ง มัคคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ตรัสเรียกว่า สัจจะอย่างเดียว รวมความว่า ‘สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสัจจะอย่างที่สอง’{๕๕๑} คำว่า หมู่สัตว์รู้ประจักษ์จึงสัจจะใดอยู่จะไม่วิวาทกันเลย มีอธิบายดังนี้ คำว่า ใด ได้แก่ ในสัจจะใด
คำว่า หมูสัตว์ เป็นชื่อเรียกสัตว์โลก หมู่สัตว์รู้ชัด คือ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ปรุโปร่ง รู้ตลอดซึ่งสัจจะใด จะไม่ก่อการทะเลาะกัน คือ จะไม่ก่อความบาดหมางกัน ไม่ก่อความแก่งแย่งกัน ไม่ก่อการวิวาทกัน ไม่ก่อความมุ่งร้ายกัน ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความทะเลาะกัน ความบาดหมางกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน รวมความว่า ‘หมู่สัตว์รู้ประจักษ์ถึงสัจจะใดอยู่ จะไม่วิวาทกันเลย’
{๕๕๒} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นแสดงสัจจะไปต่าง ๆ กันเอง ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นแสดง คือ พูด บอก กล่าว อวด แถลงซึ่งสัจจะต่าง ๆ ไปเองว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นแสดงสัจจะไปต่าง ๆ กันเอง’{๕๕๓} หัวข้อว่า เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน มีอธิบายดังนี้
คำว่า เพราะเหตุนั้น ความว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวไปต่าง ๆ กล่าวไปหลายอย่าง กล่าวคำอื่น ๆ ได้แก่ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงมากอย่าง รวมความว่า ‘เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าก็หมู่สัตว์รู้ประจักษ์ถึงสัจจะใดอยู่ จะไม่วิวาทกันเลย สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสัจจะอย่างที่สอง สมณพราหมณ์เหล่านั้นแสดงสัจจะไปต่าง ๆ กันเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน
{๕๕๔} [๑๒๐] (พระพุทธเนรมิตทูลถามอีกว่า)
เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ กัน อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดไปทั่ว แท้จริง สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ได้ฟังมาแล้วมีมากอย่างต่างๆ กัน หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นคิดนึกตรึกเอาเอง
{๕๕๕} หัวข้อว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ กัน มีอธิบายดังนี้
คำว่า เพราะเหตุไร ความว่า เพราะเหตุไร คือ เพราะการณ์อะไร เพราะเหตุอะไร เพราะปัจจัยอะไร เพราะนิทานอะไร พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ กัน คือ กล่าวไปหลายอย่าง กล่าวคำอื่น ได้แก่ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงมากอย่าง รวมความว่า ‘เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ กัน’{๕๕๖} หัวข้อว่า อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดไปทั่ว มีอธิบายดังนี้
คำว่า พูดไปทั่ว ความว่า พูดพร่ำมากไป รวมความว่า ‘พูดไปทั่ว’
อีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมพูดไปทั่ว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งทิฏฐิของตน ๆ ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’’
คำว่า อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คือ อ้างตนว่าเป็นบัณฑิต อ้างตนว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีญาณ อ้างตนว่าเป็นผู้มีเหตุผล อ้างตนว่าเป็นผู้มีลักษณะ อ้างตนว่าเป็นผู้มีการณ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดพูดไปทั่ว’{๕๕๗} คำว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ได้ฟังมาแล้วมีมากอย่างต่าง ๆ กัน ความว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้วมีมากอย่างต่าง ๆ กัน คือ มีหลายอย่าง มีอย่างอื่น ๆ มีเป็นอันมาก รวมความว่า ‘สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ได้ฟังมาแล้วมีมากอย่างต่าง ๆ กัน’
{๕๕๘} คำว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นคิดนึกตรึกเอาเอง ความว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมดำเนินไป เป็นไป เลื่อนไป เคลื่อนไปด้วยความตรึก คือ ด้วยความตรอง ด้วยความดำริ รวมความว่า ‘หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นคิดนึกตรึกเอาเอง’ อย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงซึ่งสัจจะที่ตนรวบรวมมาด้วยความตรึก ที่ตนคิดกันด้วยความพิจารณาที่ตนรู้ รวมความว่า ‘หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นคิดนึกตรึกเอาเอง อย่างนี้บ้าง’ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตนั้นจึงทูลถามว่าเพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะ ไปต่าง ๆ กัน อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดไปทั่ว แท้จริงสัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ได้ฟังมาแล้วมีมากอย่างต่าง ๆ กัน หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นคิดนึกตรึกเอาเอง{๕๕๙} [๑๒๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
สัจจะมิได้มีมากอย่างต่าง ๆ กันเลย นอกจากความยึดถือว่าเที่ยงด้วยสัญญาในโลก พวกสมณพราหมณ์กำหนด ความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายแล้วกล่าวเป็นสองทางว่า ‘ของเราจริง ของท่านเท็จ’
ว่าด้วยความจริงไม่ต่างกัน
{๕๖๐} คำว่า สัจจะมิได้มีมากอย่างต่างๆ กันเลย ความว่า สัจจะจะได้มีมากอย่างต่าง ๆ กัน คือ มีหลายอย่าง มีอย่างอื่น ๆ มีเป็นอันมาก หามิได้ รวมความว่า ‘สัจจะมิได้มีมากอย่างต่าง ๆ กันเลย’
{๕๖๑} คำว่า นอกจากความยึดถือว่าเที่ยงด้วยสัญญาในโลก ความว่า นอกจากสัจจะที่ถือว่าเที่ยงด้วยสัญญา สัจจะอย่างเดียวเท่านั้นที่บัณฑิตกล่าว พูด แสดง แถลงในโลก ได้แก่ พระนิพพาน คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่ดับตัณหา เป็นที่ออกจากตัณหาเครื่องร้อยรัด
อีกอย่างหนึ่ง มัคคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ตรัสเรียกว่า สัจจะอย่างเดียว รวมความว่า ‘นอกจากความยึดถือว่าเที่ยงด้วยสัญญาในโลก’
{๕๖๒} คำว่า พวกสมณพราหมณ์กำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายแล้วกล่าวเป็นสองทาง ว่า ‘ของเราจริง ของท่านเท็จ’ ความว่า พวกสมณพราหมณ์ตรึก ตรอง ดำริแล้วยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ครั้นแล้วได้กล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “คำของเราจริง คำของท่านเท็จ’’ รวมความว่า ‘ก็พวกสมณพราหมณ์กำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายแล้วกล่าวเป็นสองทางว่า ‘ของเราจริง ของท่านเท็จ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าสัจจะมิได้มีมากอย่างต่าง ๆ กันเลยนอกจากความยึดถือว่าเที่ยงด้วยสัญญาในโลก พวกสมณพราหมณ์กำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายแล้วกล่าวเป็นสองทางว่า ‘ของเราจริง ของท่านเท็จ’
{๕๖๓} [๑๒๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว แสดงอาการดูหมิ่น
ดำรงอยู่ในข้อตัดสินใจ(ทิฏฐิ)ทั้งหลาย แล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ‘คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด’
เจ้าทิฏฐิแสดงความดูหมิ่นผู้อื่น
{๕๖๔} คำว่า เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว แสดงอาการดูหมิ่น ความว่า เจ้าลัทธิอาศัย คือ เข้าไปอาศัย ถือ ยึดมั่น ถือมั่นซึ่งรูปที่เห็นบ้าง ความหมดจดเพราะ รูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความหมดจดเพราะ เสียงที่ได้ยินบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตรบ้าง ความหมดจดเพราะวัตรบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบบ้าง รวมความว่า ‘รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ’คำว่า อาศัยธรรมเหล่านี้ ... แล้วแสดงอาการดูหมิ่น ความว่า เจ้าลัทธินั้นไม่นับถือ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงอาการดูหมิ่นบ้าง อีกอย่างหนึ่ง เจ้าลัทธินั้นยังโทมนัสให้เกิด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงอาการดูหมิ่นบ้าง รวมความว่า ‘เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว แสดงอาการดูหมิ่น’
{๕๖๕} คำว่า ดำรงอยู่ในข้อตัดสินใจทั้งหลายแล้วร่าเริงอยู่ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ข้อตัดสินใจ เจ้าลัทธินั้นดำรงอยู่ คือ ตั้งมั่น ถือ ยึดมั่น ถือมั่นในข้อตัดสินใจแล้ว รวมความว่า ‘ดำรงอยู่ในข้อตัดสินใจแล้ว’
คำว่า ร่าเริงอยู่ คือ ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจ มีความดำริบริบูรณ์ อีกอย่างหนึ่ง หัวเราะจนเห็นฟัน รวมความว่า ‘ดำรงอยู่ในข้อตัดสินใจทั้งหลายแล้วร่าเริงอยู่’
{๕๖๖} คำว่า กล่าวว่า ‘คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด’ ความว่า กล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “คนอื่นเป็นคนโง่ คือ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่รู้แจ้ง ดำเนินไปตามอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาชั่ว” รวมความว่า ‘กล่าวว่า ‘คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าเจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว แสดงอาการดูหมิ่น ดำรงอยู่ในข้อตัดสินใจทั้งหลายแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ‘คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด’
{๕๖๗} [๑๒๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
เจ้าลัทธิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ด้วยเหตุใด ก็กล่าวถึงตนว่าเป็นคนฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าลัทธินั้นชอบอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ชอบดูหมิ่นบุคคลอื่น และชอบพูดเช่นนั้นนั่นแหละ
เจ้าทิฏฐิเห็นคนอื่นเป็นพาล
{๕๖๘} คำว่า เจ้าลัทธิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ด้วยเหตุใด ความว่า เจ้าลัทธิเห็น คือ มองเห็น แลเห็น แลดู เพ่งพินิจ พิจารณาซึ่งบุคคลอื่นโดยความเป็นคนโง่ คือ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ตํ่าต้อย ด้วยเหตุใด คือ ด้วยปัจจัยใด ด้วยการณ์ใด ด้วยเหตุเป็นแดนเกิดใด รวมความว่า ‘เจ้าลัทธิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ด้วยเหตุใด’
{๕๖๙} คำว่า ก็กล่าวถึงตนว่าเป็นคนฉลาดด้วยเหตุนั้น ความว่า อัตตา ตรัสเรียกว่า ตน แม้เจ้าลัทธินั้นก็กล่าวถึงตนว่า “เราเป็นผู้ฉลาด คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส” ด้วยเหตุนั้น คือ ด้วยปัจจัยนั้น ด้วยการณ์นั้น ด้วยเหตุเป็นแดนเกิดนั้น รวมความว่า ‘ก็กล่าวถึงตนว่าเป็นคนฉลาดด้วยเหตุนั้น’{๕๗๐} คำว่า เจ้าลัทธินั้นชอบอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ความว่า เจ้าลัทธินั้นชอบอวดอ้างว่าตนเป็นผู้ฉลาดด้วยตนเองคือ อวดอ้างตนว่าเป็นบัณฑิต อวดอ้างตนว่าเป็นนักปราชญ์ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีญาณ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีเหตุผล อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีลักษณะ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีการณ์ อวดอ้างตนว่าเป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘เจ้าลัทธินั้นชอบอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง’{๕๗๑} คำว่า ชอบดูหมิ่นบุคคลอื่น และชอบพูดเช่นนั้นนั่นแหละ ความว่า เจ้าลัทธินั้นไม่นับถือ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ดูหมิ่นบุคคลอื่นบ้าง
อีกนัยหนึ่ง เจ้าลัทธินั้นยังโทมนัสให้เกิด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าดูหมิ่นบุคคลอื่นบ้าง
คำว่า และชอบพูดเช่นนั้นนั่นแหละ ความว่า ย่อมพูดถึงทิฏฐินั้นอย่างนั้นว่า “บุคคลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต แม้ด้วยเหตุนี้” รวมความว่า ‘ชอบดูหมิ่นบุคคลอื่น และชอบพูดเช่นนั้นนั่นแหละ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
เจ้าลัทธิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ด้วยเหตุใด ก็กล่าวถึง ตนว่าเป็นคนฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าลัทธินั้นชอบอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ชอบดูหมิ่นบุคคลอื่น และชอบพูดเช่นนั้นนั่นแหละ
{๕๗๒} [๑๒๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ เป็นผู้มัวเมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวบริบูรณ์ จึงอภิเษกตนเองด้วยใจ (ว่าเราเป็นคนฉลาด) เพราะทิฏฐินั้นอันเจ้าลัทธินั้นยึดถือมาอย่างนั้น
ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า อติสารทิฏฐิ
{๕๗๓} คำว่า เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร ทิฏฐิ ๖๒ จึงตรัสเรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะทิฏฐิทั้งปวงนั้นล่วงเหตุ ล่วงลักษณะ ล่วงความเป็นของต่ำช้า เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิ ๖๒ จึงตรัสเรียกว่า อติสารทิฏฐิเดียรถีย์แม้ทั้งหมดเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร เดียรถีย์แม้ทั้งหมดจึงชื่อว่าเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเดียรถีย์เหล่านั้นล่วง ก้าวล่วง ล่วงเลยกันและกัน ยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ทั้งหมดจึงชื่อว่าเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิคำว่า เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฎฐิ ความว่า เป็นผู้เพียบพร้อม คือ บริบูรณ์ ไม่บกพร่องดัวยอติสารทิฏฐิ รวมความว่า ‘เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ’
{๕๗๔} คำว่า เป็นผู้มัวเมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวบริบูรณ์ ความว่า เป็นผู้มัวเมา คือ ประมาท คลั่ง คลั่งไคล้ด้วยความถือตัว เพราะทิฏฐิของตน รวมความว่า ‘เป็นผู้มัวเมาด้วยความถือตัว’
คำว่า มีความถือตัวบริบูรณ์ ความว่า มีความถือตัวบริบูรณ์ คือ มีความถือตัวเพียบพร้อม มีความถือตัวไม่บกพร่อง รวมความว่า ‘เป็นผู้มัวเมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวบริบูรณ์’
{๕๗๕} คำว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ ความว่า ย่อมอภิเษกตนเองด้วยจิตว่า “เราเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส” รวมความว่า ‘อภิเษกตนเองด้วยใจ’
{๕๗๖} คำว่า เพราะทิฏฐินั้นอันเจ้าลัทธินั้นยึดถือมาอย่างนั้น ความว่า ทิฏฐินั้นของเจ้าลัทธินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น คือ เป็นทิฏฐิอันเจ้าลัทธินั้น สมาทาน คือยึดถือ ถือมั่น ยึดมั่น สยบ หมกมุ่นมาแล้วอย่างนั้น รวมความว่า ‘เพราะทิฏฐินั้นอันเจ้าลัทธินั้นยึดถือมาอย่างนั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าเจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ เป็นผู้มัวเมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวบริบูรณ์ จึงอภิเษกตนเองด้วยใจ(ว่าเราเป็นคนฉลาด) เพราะทิฏฐินั้นอันเจ้าลัทธินั้นยึดถือมาอย่างนั้น
{๕๗๗} [๑๒๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
ก็ถ้าบุคคลจะพึงเป็นคนเลวเพราะคำพูดของคนอื่นไซร้ คนที่ว่าเขานั้นตนเองก็จะเป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมไปกับผู้นั้นด้วย อีกอย่างหนี่ง ถ้าบุคคลผู้เรียนจบพระเวทจะเป็นนักปราชญ์ได้เองไซร้ ในหมู่สมณพราหมณ์ก็จะไม่มีใครเป็นคนโง่เลย
{๕๗๘} คำว่า ก็ถ้าบุคคลจะพึงเป็นคนเลวเพราะคำพูดของคนอื่นไซร้ ความว่า ถ้าคนอื่นเป็นคนโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะคำพูด คือ เพราะ ถ้อยคำของคนอื่น ได้แก่ เพราะเหตุที่คนอื่นนินทา เพราะเหตุที่คนอื่นติเตียน เพราะเหตุที่คนอื่นค่อนว่าไซร้ รวมความว่า ‘ก็ถ้าบุคคลจะพึงเป็นคนเลวเพราะคำพูดของคนอื่นไซร้’
{๕๗๙} คำว่า คนที่ว่าเขานั้นตนเองก็จะเป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมไปกับผู้นั้นด้วย ความว่า แม้บุคคลนั้นก็จะเป็นผู้มีปัญญาทราม คือ มีปัญญาเลว มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย พร้อมไปกับคนนั้นด้วย รวมความว่า ‘คนที่ว่าเขานั้นตนเองก็จะเป็นผู้มีปัญญา ทรามพร้อมไปกับผู้นั้นด้วย’
{๕๘๐} คำว่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลผู้เรียนจบพระเวท จะเป็นนักปราชญ์ได้เองไซร้ ความว่า บุคคลจะเป็นนักปราชญ์ คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลสได้ไซร้ รวมความว่า ‘อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลผู้เรียนจบพระเวทจะเป็นนักปราชญ์ได้เองไซร้’
{๕๘๑} คำว่า ในหมู่สมณพราหมณ์ก็จะไม่มีใครเป็นคนโง่เลย ความว่า ในบรรดาสมณพราหมณ์ ก็จะไม่มีใครที่เป็นคนโง่ คือ คนเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย คือ คนทั้งหมดนั่นแหละจะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาเป็นประธาน มีปัญญาอุดม มีปัญญาดียิ่ง รวมความว่า ‘ในหมู่สมณพราหมณ์ก็จะไม่มีใครเป็นคนโง่เลย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าก็ถ้าบุคคลจะพึงเป็นคนเลวเพราะคำพูดของคนอื่นไซร้ คนที่ว่าเขานั้นตนเองก็จะเป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมไปกับผู้นั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลผู้เรียนจบพระเวทจะเป็นนักปราชญ์ได้เองไซร้ ในหมู่สมณพราหมณ์ก็จะไม่มีใครเป็นคนโง่เลย
{๕๘๒} [๑๒๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
‘คนพวกใดยกย่องธรรมอื่นจากธรรมนี้ คนพวกนั้นย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์’
พวกเดียรถีย์พูดอย่างนี้โดยมาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้นเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน
{๕๘๓} คำว่า ‘คนพวกใดยกย่องธรรมอื่นจากธรรมนี้ คนพวกนั้นย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์’ ความว่า คนเหล่าใดย่อมยกย่องธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่นจากธรรมนี้ คนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้พลาด คือ ผิด พลั้ง คลาดเคลื่อนทางแห่งความหมดจด คือ ทางแห่งความสะอาด ทางแห่งความบริสุทธิ์ ทางแห่งความขาว ทางแห่งความผ่องแผ้ว ได้แก่พลาดจากอรหัตตผล เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ คือ ไม่เต็มเปี่ยม ไม่เต็มรอบ ได้แก่ เป็นคนเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย รวมความว่า ‘คนพวกใดยกย่องธรรมอื่นจากธรรมนี้ คนพวกนั้นย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์’
ทิฏฐิเรียกว่าติตถะ
{๕๘๔} คำว่า พวกเดียรถีย์พูดอย่างนี้โดยมาก ความว่า ทิฏฐิตรัสเรียกว่า ติตถะ เจ้าทิฏฐิตรัสเรียกว่า เดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ย่อมพูด คือ บอก กล่าว แสดง แถลงทิฏฐิมาก ด้วยทิฏฐิมาก รวมความว่า ‘พวกเดียรถีย์พูด อย่างนี้โดยมาก’
{๕๘๕} คำว่า เพราะพวกเดียรถีย์นั้นเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน ความว่า เดียรถีย์เหล่านั้นเป็นผู้ยินดี ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัด เพราะทิฏฐิของตน รวมความว่า ‘เพราะพวกเดียรถีย์นั้นเป็นผู้ยินดียิ่งด้วย ความยินดีในทิฏฐิของตน’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
‘คนพวกใดยกย่องธรรมอื่นจากธรรมนี้ คนพวกนั้นย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความบริสุทธิ์ เป็นผู้ไม่บริบูรณ์’
พวกเดียรถีย์พูดอย่างนี้โดยมาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน
{๕๘๖} [๑๒๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดมีได้เฉพาะในธรรม (ของตน) นี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดว่ามีในธรรมทั้งหลายอื่นเลย พวกเดียรถีย์โดยมากยึดมั่นอยู่อย่างนี้ กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น
ว่าด้วยทิฏฐิของพวกเดียรถีย์
{๕๘๗} คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวว่าความหมดจดมีได้เฉพาะในธรรม(ของตน)นี้เท่านั้น ความว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้นในธรรมนี้ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวว่าความหมดจดมีได้เฉพาะในธรรม(ของตน)นี้เท่านั้น’{๕๘๘} คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดว่ามีในธรรมทั้งหลายอื่นเลย ความว่า พวกเดียรถีย์นั้นทิ้ง ละทิ้ง ทอดทิ้งวาทะของคนอื่นทั้งหมด เว้นแต่ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตน คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมนั้นอันศาสดานั้นกล่าวไม่ดี คณะนั้นมิใช่ผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐินั้นมิใช่ทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทานั้น มิใช่บัญญัติที่ดี มรรคนั้นไม่เป็นมรรคนำให้พ้นทุกข์ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ
หรือความรอดพ้นมิได้มีในธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ ไม่รอดพ้นในเพราะธรรมนั้น แต่เป็นผู้เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย รวมความว่า ‘ไม่กล่าวความหมดจดว่ามีในธรรมทั้งหลายอื่นเลย’
{๕๘๙} คำว่า พวกเดียรถีย์โดยมากยึดมั่นอยู่อย่างนี้ ความว่า ทิฏฐิตรัสเรียกว่า ติตถะ เจ้าทิฏฐิตรัสเรียกว่า เดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ยึดมั่น คือ ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปในทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก รวมความว่า ‘พวกเดียรถีย์โดยมากยึดมั่นอยู่อย่างนี้’
{๕๙๐} คำว่า กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น ความว่า ธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่า ธรรมเป็นแนวทางดำเนินของตน เดียรถีย์เหล่านั้นเป็นผู้กล่าวยืนยัน คือ กล่าวอย่างมั่นคง กล่าวอย่างแข็งขัน กล่าวหนักแน่น ในธรรมอันเป็นทางของตน รวมความว่า ‘กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าพวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดมีได้เฉพาะในธรรม (ของตน) นี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดว่ามีในธรรมทั้งหลายอื่นเลย พวกเดียรถีย์โดยมากยึดมั่นอยู่อย่างนี้ กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น
{๕๙๑} [๑๒๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
อนึ่ง เจ้าลัทธิผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน ก็จะเห็นใครอื่นว่าเป็นคนโง่ในเพราะทิฏฐินั้น เจ้าลัทธินั้นเมื่อกล่าวถึงบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ ไม่เป็นผู้หมดจด ก็จะพึงนำมาซึ่งการทุ่มเถียงกันด้วยตัวเองทีเดียว
{๕๙๒} คำว่า อนึ่ง เจ้าลัทธิผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน ความว่า ธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่า ธรรมอันเป็นแนวทางของตน เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้กล่าวยืนยัน คือ กล่าวมั่นคง กล่าวแข็งขัน กล่าวหนักแน่นในธรรมอันเป็นแนวทางของตน รวมความว่า ‘อนึ่ง เจ้าลัทธิผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน’
{๕๙๓} หัวข้อว่า ก็จะเห็นใครอื่นว่าเป็นคนโง่ในเพราะทิฏฐินั้น มีอธิบายดังนี้
คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า พึงเห็น คือ ดู แลดู ตรวจดู พินิจดู พิจารณาดูซึ่งใครอื่น โดยความเป็นคนโง่ คือ เลว ทราม ตํ่าช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อยในเพราะทิฏฐิ คือ ในเพราะความชอบใจ ความพอใจลัทธิของตน รวมความว่า ‘ก็จะเห็นใครอื่นว่าเป็นคนโง่ในเพราะทิฏฐินั้น’
{๕๙๔} คำว่า เจ้าลัทธินั้นเมื่อกล่าวถึงบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ ไม่เป็นผู้หมดจด ก็จะพึงนำมาซึ่งการทุ่มเถียงกันด้วยตัวเองทีเดียว ความว่า เจ้าลัทธินั้นเมื่อกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “บุคคลอื่นเป็นคนโง่ คือ เป็นคนเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีความไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่ผ่องแผ้วเป็นธรรมดา” ก็จะพึงนำมา คือ นำมาพร้อม ถือมา ถือมาพร้อม ชักมา ชักมาพร้อม ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การทุ่มเถียงกันด้วยตนเองแท้ ๆ รวมความว่า ‘เจ้าลัทธินั้นเมื่อกล่าวถึงบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ ไม่เป็นผู้หมดจด ก็จะพึงนำมาซึ่งการทุ่มเถียงกันด้วยตัวเองทีเดียว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าอนึ่ง เจ้าลัทธิผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตน ก็จะเห็นใครอื่นว่าเป็นคนโง่ในเพราะทิฏฐินั้น เจ้าลัทธินั้นเมื่อกล่าวถึงบุคคลอื่นว่าเป็นคนโง่ ไม่เป็นผู้หมดจด ก็จะพึงนำมาซึ่งการทุ่มเถียงกันด้วยตัวเองทีเดียว
{๕๙๕} [๑๒๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า)
เจ้าลัทธินั้นมั่นอยู่ในข้อที่ตัดสิน แล้วกำหนดเอาเอง ย่อมถึงความวิวาทกันในโลกในภายหน้า สัตว์โลกละทิฏฐิทั้งปวงได้แล้วย่อมไม่ก่อการทุ่มเถียงกันในโลก
{๕๙๖} คำว่า มั่นอยู่ในข้อที่ตัดสินแล้วกำหนดเอาเอง ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ข้อที่ตัดสินแล้ว เจ้าลัทธินั้นมั่นอยู่ คือ ตั้งอยู่เฉพาะ ถือยึดมั่น ถือมั่นในข้อที่ตัดสินแล้ว รวมความว่า ‘มั่นอยู่ในข้อที่ตัดสินแล้ว’
คำว่า กำหนดเอาเอง ความว่า กำหนด คือ ประมาณเอาเองว่า “ศาสดานี้เป็นสัพพัญญู ธรรมนี้อันศาสดาตรัสดีแล้ว คณะนี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เป็นทิฏฐิเจริญ ปฏิปทานี้อันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคนี้เป็นมรรคนำให้พ้นทุกข์” รวมความว่า ‘มั่นอยู่ในข้อที่ตัดสินแล้วกำหนดเอาเอง’
{๕๙๗} คำว่า เจ้าลัทธินั้น ... ย่อมถึงความวิวาทกันในโลกในภายหน้า ความว่า อนาคตตรัสเรียกว่า ในภายหน้า เจ้าลัทธินั้นตั้งวาทะของตนในภายหน้า ย่อมถึง คือ เข้าถึง เข้าไปถึง ถือ ยึดมั่น ถือมั่นซึ่งการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การทุ่มเถียงกันด้วยตนเอง รวมความว่า ‘เจ้าลัทธินั้น. ... ย่อมถึงความวิวาทกันในโลกในภายหน้า’ อย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง เจ้าลัทธินั้นย่อมก่อการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การทุ่มเถียงกันกับผู้กล่าววาทะอย่างอื่น ในภายหน้าว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะถ้าท่านสามารถ” รวมความว่า ‘ย่อมถึงความวิวาทกันในโลกในภายหน้า’ อย่างนี้บ้าง
{๕๙๘} คำว่า ละทิฏฐิทั้งปวงได้แเล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ข้อที่ตัดสิน สัตว์โลกละ คือ สละ ทิ้ง ปลดปล่อย บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งข้อที่ตัดสินแล้วทั้งปวง รวมความว่า ‘ละทิฏฐิทั้งปวงได้แล้ว ’{๕๙๙} คำว่า สัตวโลก ... ย่อมไม่ก่อการทุ่มเถียงกัน ความว่า สัตว์โลกย่อมไม่ก่อการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การทุ่มเถียงกัน
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่ทุ่มเถียงกับใคร ไม่วิวาทกับใคร โวหารใดที่ชาวโลกนิยมพูดกัน ก็พูดไปตามโวหารนั้น แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น”คำว่า สัตว์โลก คือ สัตว์ นระ มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก รวมความว่า ‘สัตว์โลก ... ย่อมไม่ก่อการทุ่มเถียงกันในโลก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่าเจ้าลัทธินั้นมั่นอยู่ในข้อที่ตัดสิน แล้วกำหนดเอาเอง ย่อมถึงความวิวาทกันในโลกในภายหน้า สัตว์โลกละทิฏฐิทั้งปวงได้แล้ว ย่อมไม่ก่อการทุ่มเถียงกันในโลก
จบ จูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒
- ๑ม.มู. (แปล) ๑๓/๒๐๕/๒๖๔
๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยการยึดมั่นในลัทธิของตน สูตรใหญ่
{๖๐๐} [๑๓๐] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ กล่าวว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล จะได้รับการนินทาหรือจะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น
{๖๐๑} หัวข้อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ มีอธิบายดังนี้
คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ความว่า ทั้งหมดโดยอาการทั้งปวง ทั้งหมดโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง นี้เป็นการกล่าวรวมไว้ทั้งหมด
คำว่า ผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองด้วยทิฏฐิของตน ๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลายอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิต ผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มีกิเลสอยู่ในกองกิเลสฉะนั้น รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิ’{๖๐๒} คำว่า กล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ ความว่า ย่อมกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลงว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง .. สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘กล่าวว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’
จบ ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส