arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย

๘. ปสูรสุตตนิเทส เล่ม ๒๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๘–๓๒๐ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส ปสูรสุตตนิเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๒๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๙ หน้า ๒๑๙–๒๔๖

หน้า ๒๑๙

๘. ปสูรสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยปริพาชกชื่อวาปสูระ

{๒๖๘} [๕๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ปสูรปริพาชกในท่ามกลางบริษัทว่า)

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีในธรรมเหล่าอื่น สมณพราหมณ์ผู้กล่าวถึงศาสดาและทิฏฐิที่ตนอาศัยว่างาม มีจำนวนมากที่มั่นคงอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่าง

ว่าด้วยความหมดจด

{๒๖๙} คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าวถึงความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าว คือ บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้น ในธรรมนี้เท่านั้น คือ ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้นว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้นว่า “โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ชีวะเป็นอย่างหนึ่ง สรีระเป็นอย่างหนึ่ง ... สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก ... สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก ... สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้

หน้า ๒๒๐

เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น’

{๒๗๐} คำว่า ไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีในธรรมเหล่าอื่น ความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมทิ้ง ทอดทิ้ง ละทิ้งวาทะอื่นทั้งหมด เว้นศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตน ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมอันศาสดานั้นกล่าวไว้ไม่ดี คณะเป็นผู้ปฏิบัติไม่ดี ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิเจริญ ปฏิปทาอันศาสดา บัญญัติไว้ไม่ดี มรรคไม่เป็นธรรมนำออกจากทุกข์ได้จริง ความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น หรือความรอดพ้นย่อมไม่มีในธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่หมดจด ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้น ไม่หลุดพ้น หรือไม่รอดพ้นในเพราะธรรมทั้งหลายนั้น คือ ย่อมเป็นผู้เลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย” รวมความว่า ‘ไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีในธรรมเหล่าอื่น’{๒๗๑} หัวข้อว่า สมณพราหมณ์ผู้กล่าวถึงศาสดาและทิฏฐิที่ตนอาศัยว่างาม มีอธิบายดังนี้

คำว่า ที่ตนอาศัย ความว่า อาศัย คือ อาศัยด้วยดี ผูกพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึง สิ่งใด คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทามรรคใด

คำว่า นั้น คือ ทิฏฐิของตน ได้แก่ ความถูกใจของตน ความชอบใจของตน ลัทธิของตน

คำว่า กล่าวว่างาม ความว่า กล่าวว่างาม คือ กล่าวว่างดงาม กล่าวว่าเป็นบัณฑิต กล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ กล่าวว่าเป็นผู้มีญาณ กล่าวว่า เป็นผู้มีเหตุผล กล่าวว่าเป็นผู้มีลักษณะ กล่าวว่าเป็นผู้มีการณ์ กล่าวว่า เป็นผู้มีฐานะตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์ผู้กล่าวถึงศาสดาและทิฏฐิที่ตนอาศัยว่างาม’

หน้า ๒๒๑

{๒๗๒} คำว่า มีจำนวนมากที่มั่นคงอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่าง ความว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมากมั่นคง คือ ดำรงมั่น ผูกพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึง ในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่ง ๆ เป็นอันมาก คือ มั่นคง ดำรงมั่น ผูกพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึง ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” มั่นคง ดำรงมั่น ผูกพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึง ว่า “โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” เพราะฉะนั้น รวมความว่า ‘มีจำนวนมาก ที่มั่นคงอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่าง’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าวถึงความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีในธรรมเหล่าอื่น สมณพราหมณ์ผู้กล่าวถึงศาสดาและทิฏฐิที่ตนอาศัยว่างาม มีจำนวนมากที่มั่นคงอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่าง

{๒๗๓} [๖๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

สมณพราหมณ์เหล่านั้นชอบโต้วาทะกัน เข้าไปยังชุมนุมชนแล้วก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ต่างมองกันและกันว่าเป็นคนโง่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างอาศัยสิ่งอื่นมาพูดทะเลาะกัน ต่างก็ชอบความสรรเสริญด้วยกัน จึงพูดอวดตนว่าเป็นคนฉลาด

หน้า ๒๒๒

ว่าด้วยการยกวาทะ

{๒๗๔} หัวข้อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นชอบโต้วาทะกัน เข้าไปยังชุมนุมชน มีอธิบายดังนี้

คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นชอบโต้วาทะกัน คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นอยากพูด ต้องการพูด ประสงค์จะพูด มุ่งหมายจะพูด เที่ยวแสวงหาการพูด

คำว่า เข้าไปยังชุมนุมชน ได้แก่ เข้าไป คือ หยั่งลง เข้าถึง เข้าไปหาขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นชอบโต้วาทะกัน เข้าไปยังชุมนุมชน’

{๒๗๕} หัวข้อว่า แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ต่างมองกันและกันว่าเป็นคนโง่’ มีอธิบายดังนี้

คำว่า แบ่งเป็นสองฝ่าย คือ เป็นคนสองฝ่าย เป็นผู้ก่อการทะเลาะกันทั้งสองฝ่าย ทำความบาดหมางกันทั้งสองฝ่าย ก่อความอื้อฉาวกันทั้งสองฝ่าย ก่อการวิวาทกันทั้งสองฝ่าย ก่ออธิกรณ์กันทั้งสองฝ่าย กล่าวหากันทั้งสองฝ่าย โต้เถียงกันทั้งสองฝ่าย สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าวหากันและกัน คือ ดู เห็น แลเห็น เพ่งดู พิจารณาเห็นกันและกันโดยความเป็นคนโง่ คือ โดยความเป็นคนเลว เป็นคนเลวทราม เป็นคนต่ำช้า เป็นคนลามก เป็นคนสกปรก เป็นคนต่ำต้อย รวมความว่า ‘แบ่งเป็นสองฝ่าย ต่างมองกันและกันว่าเป็นคนโง่’{๒๗๖} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างอาศัยสิ่งอื่นมาพูดทะเลาะกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัย คือ อาศัยด้วยดี ผูกพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงสิ่งอื่น คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค

หน้า ๒๒๓

ความทะเลาะกัน ความบาดหมาง ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความมุ่งร้ายตรัสเรียกว่า คำทะเลาะกัน

อีกนัยหนึ่ง คำว่า พูดทะเลาะกัน คือ ถ้อยคำที่ไม่มีนํ้ามีนวล สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว คือ พูด แสดง แถลง ซึ่งคำทะเลาะกัน ความทะเลาะกัน คำบาดหมางกัน คำแก่งแย่งกัน คำวิวาทกัน คำมุ่งร้ายกัน รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างอาศัยสิ่งอื่นมาพูดทะเลาะกัน’

{๒๗๗} หัวข้อว่า ต่างก็ชอบความสรรเสริญด้วยกัน จึงพูดอวดตนว่าเป็นคนฉลาด มีอธิบายดังนี้

คำว่า ชอบความสรรเสริญ ได้แก่ เป็นผู้ชอบความสรรเสริญ คือ ต้องการความสรรเสริญ ประสงค์ความสรรเสริญ มุ่งหมายความสรรเสริญ เที่ยวแสวงหาความสรรเสริญ

คำว่า พูดอวดตนว่าเป็นคนฉลาด ความว่า พูดว่าตนเป็นคนฉลาด คือ พูดว่าตนเป็นบัณฑิต พูดว่าตนเป็นนักปราชญ์ พูดว่าตนเป็นผู้มีญาณ พูดว่าตนเป็นผู้มีเหตุผล พูดว่าตนเป็นผู้มีลักษณะ พูดว่าตนเป็นผู้มีการณ์ พูดว่าตนเป็นผู้มีฐานะ ตามลัทธิของตน รวมความว่า ‘ต่างก็ชอบความสรรเสริญด้วยกัน จึงพูดอวดตนว่าเป็นคนฉลาด’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นชอบโต้วาทะกัน เข้าไปยังชุมนุมชนแล้วก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ต่างมองกันและกันว่าเป็นคนโง่สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างอาศัยสิ่งอื่นมาพูดทะเลาะกัน ต่างก็ชอบความสรรเสริญด้วยกัน จึงพูดอวดตนว่าเป็นคนฉลาด

หน้า ๒๒๔

{๒๗๘} [๖๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ผู้ที่อยากได้ความสรรเสริญ (เมื่อ) ขวนขวายหาถ้อยคำ (มาโต้กัน) ในท่ามกลางชุมนุมชน ย่อมจะลังเลใจ เมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณาคัดค้านให้ตกไป ย่อมจะเก้อเขิน ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน หาช่องทางแก้ตัว

ว่าด้วยแพ้วาทะแล้วขัดเคือง

{๒๗๙} คำว่า ขวนขวายหาถ้อยคำ (มาโต้กัน) ในท่ามกลางชุมนุมชน ความว่า ขวนขวาย คือ เตรียมตัว ตระเตรียม รวบรวม เรียบเรียงถ้อยคำของตนเพื่อกล่าว (เพื่อโต้กัน) ในท่ามกลางขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท รวมความว่า ‘ขวนขวายหาถ้อยคำ(มาโต้กัน)ในท่ามกลางชุมนุมชน’

{๒๘๐} หัวข้อว่า ผู้อยากได้ความสรรเสริญ ... ย่อมจะลังเลใจ มีอธิบายดังนี้

คำว่า อยากได้ความสรรเสริญ ความว่า เมื่ออยากได้ คือ ยินดี ปรารถนา ชอบใจ รักใคร่ ความสรรเสริญ คือ ความชื่นชม เกียรติ ความยกย่องคุณ

คำว่า ย่อมจะลังเลใจ ความว่า ก่อนโต้ตอบ ย่อมมีความสงสัยลังเลใจ คือ ก่อนโต้ตอบ ย่อมเป็นผู้สงสัยลังเลใจอย่างนี้ว่า “เราจักมีชัยหรือจักปราชัยหนอ เราจักข่มเขาอย่างไร จักโต้ตอบอย่างไร จักพูดให้ยอดเยี่ยมอย่างไร จักพูดแจกแจงอย่างไร จักพูดต้อนเขาอย่างไร จักพูดหักล้างอย่างไร จักพูดให้เด็ดขาดอย่างไร เราจักพูดให้เรียบร้อยอย่างไร” รวมความว่า ‘ผู้ที่อยากได้ความสรรเสริญ ย่อมจะลังเลใจ’

หน้า ๒๒๕

{๒๘๑} คำว่า เมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณาคัดค้านให้ตกไป ย่อมจะเก้อเขิน ความว่า บริษัท ผู้ร่วมประชุม ผู้คอยติดตาม ซึ่งเป็นผู้พิจารณาปัญหา ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือ ย่อมคัดค้านโดยอรรถว่า “คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยอรรถ” ย่อมคัดด้านโดยพยัญชนะว่า “คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยพยัญชนะ” ย่อมคัดค้านโดยอรรถและพยัญชนะว่า “คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ” ย่อมคัดค้านว่า “ท่านชักเนื้อความมาไม่ดี ท่านยกพยัญชนะขึ้นอ้างไม่ดี ทั้งอรรถและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี ยกขึ้นไม่ดี ความข่มผู้อื่นท่านยังไม่ได้ทำ การโต้ตอบท่านก็ทำไม่ดี การพูดที่ยอดเยี่ยมท่านก็ยังไม่ทำ การพูดแจกแจงท่านก็ทำไม่ดี การพูดต้อนผู้อื่นท่านก็ไม่ทำ การพูดหักล้างท่านก็ทำไม่ดี การพูดให้เด็ดขาด ท่านก็ยังไม่ทำ การพูดให้เรียบร้อยท่านก็ทำไม่ดี ท่านพูดไม่ถูก กล่าวไม่ถูก เจรจาไม่ถูก เปล่งวาจาไม่ถูก ภาษิตไม่ถูก”คำว่า เมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณาคัดค้านให้ตกไป ย่อมจะเก้อเขิน คือ เมื่อวาทะของตนถูกเขาค้านตกไปย่อมเป็นผู้เก้อเขิน คือ อับอาย กระวนกระวาย ลำบากกาย ทุกข์ใจ รวมความว่า ‘เมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณาคัดค้านให้ตกไป ย่อมจะเก้อเขิน’

{๒๘๒} หัวข้อว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน หาช่องทางแก้ตัว มีอธิบายดังนี้

คำว่า เพราะความติเตียน คือ เพราะความนินทา ได้แก่ เพราะความครหา ไม่ชมเชย ไม่สรรเสริญคุณ

คำว่า ย่อมขัดเคือง ได้แก่ ย่อมขัดเคือง คือ พยาบาท หมายแก้แค้น ได้แก่ แสดงความโกรธ ความเคือง ความไม่ยินดีออกมา รวมความว่า ‘ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน’

หน้า ๒๒๖

คำว่า หาช่องทางแก้ตัว ได้แก่ ย่อมหาช่องทางแก้ตัว คือ แสวงหาความผิด ความพลั้ง ความพลาด ความเผลอ และช่องทาง รวมความว่า ‘ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน หาช่องทางแก้ตัว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าผู้ที่อยากได้ความสรรเสริญ (เมื่อ) ขวนขวายหาถ้อยคำ (มาโต้กัน) ในท่ามกลางชุมนุมชน ย่อมจะลังเลใจ เมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณาคัดค้านให้ตกไปย่อมจะเก้อเขิน ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน หาช่องทางแก้ตัว{๒๘๓} [๖๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ผู้พิจารณาปัญหาทั้งหลาย กล่าววาทะที่ถูกคัดค้านให้ตกไปของผู้นั้นว่าเป็นวาทะที่เลว สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะอันเลวนั้นย่อมรำพัน เศร้าโศก ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาลํ้าหน้าเราไปแล้ว

ว่าด้วยถูกข่มด้วยวาทะแล้วเสียใจ

{๒๘๔} คำว่า กล่าววาทะของผู้นั้นว่าเป็นวาทะที่เลว ความว่า ผู้พิจารณาปัญหากล่าวแล้ว คือ ย่อมบอก พูด แสดง แถลง ซึ่งวาทะของผู้นั้นว่า เลว คือ ทราม เสื่อมเสีย เสียหาย ไม่บริบูรณ์อย่างนี้ รวมความว่า ‘กล่าววาทะของผู้นั้นว่าเป็นวาทะที่เลว’{๒๘๕} คำว่า ผู้พิจารณาปัญหา ... คัดค้านให้ตกไป ความว่า บริษัท ผู้ร่วมประชุม ผู้คอยติดตาม ซึ่งเป็นผู้พิจารณาปัญหา ย่อมคัดค้านให้ตกไปคือ ย่อมคัดค้านโดยอรรถว่า “คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยอรรถ” ย่อม

หน้า ๒๒๗

คัดค้านโดยพยัญชนะว่า “คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยพยัญชนะ” ย่อมคัดค้านโดยอรรถและพยัญชนะว่า “คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ” ย่อมคัดค้านว่า “ท่านชักเนื้อความมาไม่ดี ท่านยกพยัญชนะขึ้นอ้างไม่ดี ทั้งอรรถและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี ยกขึ้นไม่ดี ความข่มผู้อื่นท่านยังไม่ได้ทำ การโต้ตอบท่านก็ทำไม่ดี การพูดที่ยอดเยี่ยมท่านก็ยังไม่ทำ การพูดแจกแจงท่านก็ทำไม่ดี การพูดต้อนผู้อื่นท่านก็ไม่ทำ การพูดหักล้างท่านก็ทำไม่ดี การพูดให้เด็ดขาดท่านก็ยังไม่ทำ การพูดให้เรียบร้อยท่านก็ทำไม่ดี ท่านพูดไม่ถูก กล่าวไม่ถูก เจรจาไม่ถูก เปล่งวาจาไม่ถูก ภาษิตไม่ถูก” รวมความว่า ‘ผู้พิจารณาปัญหา ... คัดค้านให้ตกไป’{๒๘๖} หัวข้อว่า สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะอันเลวนั้นย่อมรำพัน เศร้าโศก มีอธิบายดังนี้

คำว่า ย่อมรำพัน คือ เป็นผู้มีการพูดเพ้อ บ่นเพ้อ พร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความเป็นแห่งอาการพร่ำเพ้อ เห็นปานนื้ว่า “สิ่งที่เราคำนึง สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราใคร่ครวญ สิ่งที่เรากำหนดไว้ เป็นอย่างหนึ่ง เขามีพวกมาก มีบริษัทมาก มีบริวารมาก ก็บริษัทนื้เป็นพวก แต่ไม่พร้อมเพรียงกัน เมื่อพร้อมเพรียงกันแล้ว การพูดจาปราศรัยยังจะมี เราจักทำลายเขาอีก รวมความว่า ‘ย่อมรำพัน’

คำว่า เศร้าโศก ความว่า ย่อมเศร้าโศก คือ ลำบากใจ รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเพ้อว่า “เขามีชัย เราปราชัย เขามีลาภ เราเสื่อมลาภ เขามียศ เราเสื่อมยศ เขาได้สรรเสริญ เราได้นินทา เขามีสุข เรามีทุกข์ เขาได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เราไม่ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร” รวมความว่า ย่อมรำพัน เศร้าโศก

หน้า ๒๒๘

คำว่า มีวาทะอันเลว ได้แก่ มีวาทะอันเลว คือ มีวาทะเลวทราม มีวาทะเสื่อมรอบ มีวาทะอันเขาให้เสื่อมรอบ มีวาทะไม่บริบูรณ์แล้ว รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะอันเลวนั้นย่อมรำพัน เศร้าโศก’{๒๘๗} คำว่า ทอดถอนใจอยู่ว่าเขาลํ้าหน้าเราไปแล้ว ความว่า ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาลํ้า คือ ลํ้าหน้า เกิน เลย ล่วงเลยเรา คือ วาทะเราด้วยวาทะเขาไปแล้ว รวมความว่า ‘เขาลํ้าหน้าเราไปแล้ว’ อย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง ทอดถอนใจอยู่ว่า “เขากดขี่ ครอบงำ รัดรึง ย่ำยีวาทะเราแล้ว เที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ หมุนไป ดำเนิน เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป รวมความว่า ‘เขาลํ้าหน้าเราไปแล้ว’ อย่างนี้บ้างการพูดเพ้อ การบ่นเพ้อ การพร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความเป็นแห่งอาการพร่ำเพ้อ ตรัสเรียกว่า ทอดถอนใจอยู่ รวมความว่า ‘ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาลํ้าหน้าเราไปแล้ว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าผู้พิจารณาปัญหาทั้งหลาย กล่าววาทะที่ถูกคัดค้านให้ตกไปของผู้นั้นว่าเป็นวาทะที่เลว สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะอันเลวนั้นย่อมรำพัน เศร้าโศก ทอดถอนใจอยู่ว่าเขาลํ้าหน้าเราไปแล้ว{๒๘๘} [๖๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

การวิวาทกันเหล่านี้เกิดแล้ว ในสมณะทั้งหลาย ในการวิวาทกันนั้น ย่อมมีทั้งความยินดีและความเสียใจ บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้วพึงเว้นการโต้เถียงกันเสีย เพราะไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากการได้รับความสรรเสริญ

หน้า ๒๒๙

ว่าด้วยโทษของการวิวาท

{๒๘๙} หัวข้อว่า การวิวาทกันเหล่านี้เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้

คำว่า สมณะ ได้แก่ ชนบางเหล่าที่เข้าถึงความเป็นปริพาชก นับเนื่องในพวกปริพาชกภายนอกศาสนานี้

การทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ การบาดหมางกันเพราะทิฏฐิ การแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ การวิวาทกันเพราะทิฏฐิ การมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ เกิดแล้ว คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้วในสมณะทั้งหลาย รวมความว่า ‘การวิวาทกันเหล่านี้เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย’

{๒๙๐} คำว่า ในการวิวาทกันนั้นย่อมมีทั้งความยินดีและความเสียใจ ความว่า มีชนะมีแพ้ มีลาภมีเสื่อมลาภ มียศมีเสื่อมยศ มีนินทามีสรรเสริญ มีสุขมีทุกข์ มีโสมนัสมีโทมนัส มีอิฏฐารมณ์มีอนิฏฐารมณ์ มีปลอดโปร่งมีกระทบกระทั้ง มีความยินดีมีความยินร้าย มีดีใจมีเสียใจ คือ จิตยินดีเพราะชนะ จิตยินร้ายเพราะแพ้ จิตยินดีเพราะลาภ จิตยินร้ายเพราะเสื่อมลาภ จิตยินดีเพราะยศ จิตยินร้ายเพราะเสื่อมยศ จิตยินดีเพราะสรรเสริญ จิตยินร้ายเพราะนินทา จิตยินดีเพราะสุข จิตยินร้ายเพราะทุกข์ จิตยินดีเพราะโสมนัส จิตยินร้ายเพราะโทมนัส จิตยินดีเพราะเฟื่องฟูขึ้น จิตยินร้ายเพราะตกอับ รวมความว่า ‘ในการวิวาทกันนั้นย่อมมีทั้งความยินดีและความเลียใจ’{๒๙๑} หัวข้อว่า บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้วพึงเว้นการโต้เถียงกัน มีอธิบายดังนี้

คำว่า เห็นโทษแม้นี้แล้ว ความว่า เห็น คือ พบ เทียบเคียง พิจารณา ทำใหัแจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจนซึ่งโทษนั้น ในเพราะการทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ การบาดหมางกันเพราะทิฏฐิ การแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ การวิวาทกันเพราะทิฏฐิ การมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ รวมความว่า ‘เห็นโทษแม้นี้แล้ว’

หน้า ๒๓๐

คำว่า พึงเว้นการโต้เถียงกัน คือ การทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การมุ่งร้ายกันตรัสเรียกว่า การโต้เถียงกัน

อีกนัยหนึ่ง ถ้อยคำที่ไม่มีนํ้ามีนวลตรัสเรียกว่า การโต้เถียงกัน บุคคลไม่พึงทำการโต้เถียงกัน คือ ไม่พึงทำการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การมุ่งร้ายกัน ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การมุ่งร้ายกัน คือ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สละ พ้น พ้นขาด พรากออกจากการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การมุ่งร้ายกัน มีใจทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้วพึงงดเว้นการโต้เถียงกัน’{๒๙๒} คำว่า เพราะไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากการได้รับความสรรเสริญ

ความว่า ไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากการได้ความสรรเสริญ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง ๒ อย่าง ประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับ ประโยชน์ที่ปิดบัง ประโยชน์ที่ควรแนะนำ ประโยชน์ที่แนะนำแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษ ประโยชน์ปราศจากกิเลส ประโยชน์อันบริสุทธิ์ ประโยชน์อย่างยิ่ง ย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ รวมความว่า ‘เพราะไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากการได้รับความสรรเสริญ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าการวิวาทกันเหล่านี้เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย ในการวิวาทกันนั้น ย่อมมีทั้งความยินดีและความเสียใจ บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้วพึงเว้นการโต้เถียงกันเสีย เพราะไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากการได้รับความสรรเสริญ

หน้า ๒๓๑

{๒๙๓} [๖๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

คือว่าบุคคลพูดแสดงวาทะในท่ามกลางชุมนุมชนแล้ว ย่อมเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น บุคคลนั้นย่อมหัวเราะและลำพองตนเพราะประโยชน์คือชัยชนะนั้น บุคคลนั้นครั้นได้บรรลุถึงประโยชน์นั้นแล้ว ก็เป็นผู้สมใจนึก{๒๙๔} หัวข้อว่า คือว่า ... ย่อมเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ได้แก่ ได้รับการสรรเสริญ คือ ได้รับการชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณ ในเพราะทิฏฐิของตน คือ ในเพราะความถูกใจ ความชอบใจ ลัทธิของตน รวมความว่า ‘คือว่า ... ย่อมเป็นผู้ได้รับสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น’{๒๙๕} คำว่า พูดแสดงวาทะในท่ามกลางชุมนุมชน ความว่า พูด คือ บอก กล่าว แสดง แถลง อธิบาย บัญญัติ กำหนดซึ่งวาทะของตนและวาทะอนุโลมแก่วาทะของตน ในท่ามกลางขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท รวมความว่า ‘กล่าวแสดงวาทะในท่ามกลางชุมนุมชน’{๒๙๖} คำว่า บุคคลนั้นย่อมหัวเราะและลำพองตนเพราะประโยชน์คือชัยชนะนั้น ความว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจ มีความดำริบริบูรณ์ เพราะประโยชน์คือชัยชนะนั้น อีกอย่างหนึ่ง บุคคลนั้นหัวเราะจนเห็นฟัน รวมความว่า ‘บุคคลนั้นย่อมหัวเราะ’คำว่า และลำพองตนเพราะประโยชน์คือชัยชนะนั้น ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ลำพองตน คือ ทะนงตน ทำตนเป็นดุจธงชัย ยกย่องตน

หน้า ๒๓๒

ต้องการทำตนให้เหมือนธง เพราะประโยชน์คือชัยชนะนั้น รวมความว่า ‘บุคคลนั้นย่อมหัวเราะและลำพองตนเพราะประโยชน์คือชัยชนะนั้น’

{๒๙๗} คำว่า บุคคลนั้นครั้นได้บรรลุถึงประโยชน์นั้นแล้ว ก็เป็นผู้สมใจนึก ความว่า บรรลุ คือ ถึง ได้ ประสบ ได้เฉพาะซึ่งประโยชน์คือชัยชนะนั้นแล้ว

คำว่า เป็นผู้สมใจนึก ความว่า สมใจนึก คือ สมเจตนา สมความดำริ สมความรู้สึก รวมความว่า ‘บรรลุประโยชน์นั้นแล้วเป็นผู้สมใจนึก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าคือว่าบุคคลพูดแสดงวาทะ ในท่ามกลางชุมนุมชนแล้ว ย่อมเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น บุคคลนั้นย่อมหัวเราะและลำพองตน เพราะประโยชน์คือชัยชนะนั้น บุคคลนั้นครั้นได้บรรลุถึงประโยชน์นั้นแล้ว ก็เป็นผู้สมใจนึก{๒๙๘} [๖๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

การลำพองตนเป็นภูมิพิฆาตบุคคลนั้น เพราะบุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงแต่ความถือตัวและความดูหมิ่น บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้วไม่พึงวิวาทกัน เพราะผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยการวิวาทกันนั้น{๒๙๙} คำว่า การลำพองตนเป็นภูมิพิฆาตบุคคลนั้น ความว่า การลำพองตน คือ การทะนงตน การทำตนเป็นดุจธงชัย การยกย่องตน ความต้องการทำตนให้เหมือนธงนั้นเป็นภูมิพิฆาต คือ เป็นภูมิตัดรอน เป็นภูมิเบียดเบียน

หน้า ๒๓๓

เป็นภูมิบีบคั้น เป็นภูมิอันตราย เป็นภูมิอุปสรรคแห่งบุคคลนั้น รวมความว่า ‘การลำพองตนเป็นภูมิพิฆาตบุคคลนั้น’

{๓๐๐} คำว่า เพราะบุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงแต่ความถือตัวและความดูหมิ่น ความว่า บุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงความถือตัว และย่อมกล่าวถึงความดูหมิ่น รวมความว่า ‘บุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงความถือตัวและความดูหมิ่น’

{๓๐๑} คำว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้วไม่พึงวิวาทกัน ความว่า เห็น คือ พบ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจนแล้วซึ่งโทษนั้น ในเพราะการทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ การบาดหมางกันเพราะทิฏฐิ การแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ การวิวาทกันเพราะทิฏฐิ การมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ รวมความว่า ‘เห็นโทษแม้นั้นแล้ว’

คำว่า ไม่พึงวิวาทกัน ความว่า ไม่พิงทำการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การมุ่งร้ายกัน คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การมุ่งร้ายกัน ได้แก่ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สละ พ้นขาด พรากออกจากการทะเลาะกัน การบาดหมางกัน การแก่งแย่งกัน การวิวาทกัน การมุ่งร้ายกัน มีจิตทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่พึงวิวาทกัน’{๓๐๒} หัวข้อว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยการวิวาทกันนั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า ผู้ฉลาด ความว่า ผู้ฉลาดในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นย่อมไม่กล่าว

หน้า ๒๓๔

ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลงถึงความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้นเพราะการทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ การบาดหมางกันเพราะทิฎฐิ การแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ การวิวาทกันเพราะทิฏฐิ การมุ่งร้ายกันเพราะทิฎฐิ รวมความว่า ‘ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยการวิวาทกันนั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าการลำพองตนเป็นภูมิพิฆาตบุคคลนั้น เพราะบุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงแต่ความถือตัวและความดูหมิ่น บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้วไม่พึงวิวาทกัน เพราะผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยการวิวาทกันนั้น

{๓๐๓} [๖๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ทหารกล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยง ด้วยอาหารหลวง เขาปรารถนาพบทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม จึงร้องตวาดเข้าไปหาทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม ฉันใด เจ้าทิฏฐิก็ปรารถนาพบเข้าทิฏฐิฝ่ายปฏิปักษ์ฉันนั้น ดูก่อนท่านผู้กล้าหาญ ท่านจงไปตามทางที่เข้าทิฏฐินั้นอยู่เถิด ตถาคตไม่มีกิเลสเพื่อจะสู้รบเหมือนเมื่อก่อน{๓๐๔} หัวข้อว่า ทหารกล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยอาหารหลวง มีอธิบายดังนี้

คำว่า ทหารกล้า ได้แก่ ผู้กล้าหาญ คือ ผู้เป็นวีรชน นักสู้ ผู้ไม่ขลาด ไม่หวาดเสียว ไม่ครั่นคร้าม ไม่หนี

หน้า ๒๓๕

คำว่า ที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยอาหารหลวง ความว่า ผู้ที่ได้รับชุบเลี้ยง คือ พอกเลี้ยง บำรุง ให้เจริญ ให้เติบโตด้วยของควรเคี้ยว ด้วยของควรบริโภคของพระราชา รวมความว่า ‘ทหารกล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยอาหารหลวง’

{๓๐๕} คำว่า เขาปรารถนาพบทหารกล้าฝ่ายตรงข้ามจึงร้องตวาดเข้าไปหาทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม ฉันใด เจ้าทิฏฐิก็ปรารถนาพบเจ้าทิฏฐิฝ่ายปฏิปกษ์ ฉันนั้น ความว่า ทหารกล้านั้นปรารถนา คือ ยินดี มุ่งหวัง ประสงค์ พอใจที่พบทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม คือ ปรปักษ์ฝ่ายตรงข้าม ศัตรูฝ่ายตรงข้าม นักรบฝ่ายตรงข้าม จึงร้องตวาด คือ ท้าทาย แผดเสียง เข้าไปหา คือ ถึงเข้าถึงทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม รวมความว่า เขาปรารถนาพบทหารกล้าฝ่ายตรงข้ามจึงร้องตวาดเข้าไปหาทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม ฉันใด เจ้าทิฏฐิก็ปรารถนาพบเจ้าทิฏฐิฝ่ายปฏิปักษ์ ฉันนั้น{๓๐๖} คำว่า ดูก่อนท่านผู้กล้าหาญ ท่านจงไปตามทางที่เจ้าทิฏฐินั้นอยู่เถิด ความว่า เจ้าทิฏฐินั้นอยู่ที่ใด ท่านจงไป คือ จงดำเนิน เดินก้าวไปยังที่นั้นนั่นแหละ เพราะเจ้าทิฏฐินั้นเป็นคนกล้าฝ่ายตรงข้าม เป็นปรปักษ์ฝ่ายตรงข้าม เป็นศัตรูฝ่ายตรงข้าม เป็นนักรบฝ่ายตรงข้ามของท่าน รวมความว่า ‘ดูก่อนท่านผู้กล้าหาญ ท่านจงไปตามทางที่เจ้าทิฏฐินั้นอยู่เถิด’

{๓๐๗} คำว่า ตถาคตไม่มีกิเลสเพื่อจะสู้รบเหมือนเมื่อก่อน ความว่า กิเลสเหล่าใดอันทำความขัดขวาง ทำความเป็นข้าศึก ทำความเป็นเสี้ยนหนาม ทำความเป็นปฏิปักษ์ กิเลสเหล่านั้น ย่อมไม่มี คือไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ คือ เป็นบาปธรรมที่ตถาคตละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ในเบื้องต้น คือ ที่โคนโพธิพฤกษ์

คำว่า เพื่อจะสู้รบ คือ เพื่อต้องการที่จะรบ เพื่อต้องการทะเลาะ เพื่อต้องการบาดหมาง เพื่อต้องการแก่งแย่ง เพื่อต้องการวิวาท เพื่อ

หน้า ๒๓๖

ต้องการมุ่งร้าย รวมความว่า ‘ตถาคตไม่มีกิเลสเพื่อจะสู้รบเหมือนเมื่อก่อน’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ทหารกล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยอาหารหลวง เขาปรารถนาพบทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม จึงร้องตวาดเข้าไปหาทหารกล้าฝ่ายตรงข้าม ฉันใด เจ้าทิฏฐิก็ปรารถนาพบเจ้าทิฏฐิฝ่ายปฏิปักษ์ฉันนั้น ดูก่อนท่านผู้กล้าหาญ ท่านจงไปตามทางที่เจ้าทิฏฐินั้นอยู่เถิด ตถาคตไม่มีกิเลสเพื่อจะสู้รบเหมือนเมื่อก่อน

{๓๐๘} [๖๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

สมณพราหมณ์เหล่าใดถือทิฏฐิแล้ววิวาทกัน และอ้างว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ ดังนี้ ท่านจงกล่าวโต้กะสมณพราหมณ์เหล่านั้นเถิด เพราะในที่นี้ไม่มีกิเลสที่ทำความทะเลาะกันในเมื่อเกิดวาทะ

ว่าด้วยวิวาทกันเพราะทิฏฐิ

{๓๐๙} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดถือทิฏฐิแล้ววิวาทกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดถือ คือ จับ ยึด ถือมั่น ยึดมั่นซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมวิวาทกัน คือ ทำความทะเลาะกัน ความบาดหมางกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกันว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ เราซิรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติชอบ คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรกล่าวก่อนท่านกลับกล่าวทีหลัง คำที่ควรกล่าวทีหลัง

หน้า ๒๓๗

ท่านกลับกล่าวก่อน คำที่คล่องแคล่วของท่านกลับขัดข้องไป วาทะของท่านถูกยกเสียแล้ว ท่านถูกเราปราบแล้ว ท่านจงเที่ยวไป หรือจงแก้ไข เพื่อเปลื้องวาทะเสีย ถ้าท่านสามารถ” รวมความวา ‘สมณพราหมณ์เหล่าใดถือทิฏฐิแล้ววิวาทกัน’

{๓๑๐} คำว่า และอ้างว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ ดังนี้ ความว่า ย่อมอ้าง คือ บอก พูด แสดง แถลงว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ ‘โลกไม่เที่ยง ... สัตว์หลังจากตายไป จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเปล่า’ รวมความว่า ‘และอ้างว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ ดังนี้’

{๓๑๑} คำว่า ท่านจงกล่าวโต้กะสมณพราหมณ์เหล่านั้นเถิด เพราะในที่นี้ไม่มีกิเลสที่ทำความทะเลาะกันในเมื่อเกิดวาทะ ความว่า ท่านจงกล่าวโต้กะสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้เป็นเจ้าทิฏฐิ คือ จงตอบโต้การข่มด้วยการข่ม ตอบโต้การตอบแทนด้วยการตอบแทน ตอบโต้ความพิเศษด้วยความพิเศษ ตอบโต้ความพิเศษเฉพาะด้วยความพิเศษเฉพาะ ตอบโต้การผูกมัดด้วยการผูกมัด ตอบโต้การปลดเปลื้องด้วยการปลดเปลื้อง ตอบโต้การตัดรอนด้วยการตัดรอน ตอบโต้การขนาบด้วยการขนาบ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นคนกล้าฝ่ายตรงข้าม เป็นปรปักษ์ฝ่ายตรงข้าม เป็นศัตรูฝ่ายตรงข้าม เป็นนักรบฝ่ายตรงข้ามของท่าน รวมความว่า ‘ท่านจงกล่าวโต้กะสมณพราหมณ์เหล่านั้น’คำว่า

เพราะในที่นี้ไม่มีกิเลสที่ทำความทะเลาะกัน ในเมื่อเกิดวาทะ ความว่า เมื่อวาทะเกิดแล้ว คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้ว กิเลสเหล่าใดที่ทำความขัดขวางกัน ความขัดแย้งกัน ความเป็นเสี้ยนหนามกัน ความเป็นปฏิปักษ์กัน พึงทำความทะเลาะกัน ความบาดหมางกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน กิเลสเหล่านั้นย่อมไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ได้แก่ เป็นบาปธรรมที่ตถาคตละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว

หน้า ๒๓๘

ด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ท่านจงกล่าวโต้กะสมณพราหมณ์เหล่านั้นเถิด เพราะในที่นี้ไม่มีกิเลสที่ทำความทะเลาะกัน ในเมื่อเกิดวาทะ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

สมณพราหมณ์เหล่าใดถือทิฏฐิแล้ววิวาทกัน และอ้างว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง’ ดังนี้ ท่านจงกล่าวโต้กะสมณพราหมณ์เหล่านั้นเถิด เพราะในที่นี้ไม่มีกิเลสที่ทำความทะเลาะกันในเมื่อเกิดวาทะ

{๓๑๒} [๖๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ก็พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด กำจัดเสนาได้แล้ว ไม่ใช้ทิฏฐิไปกระทบทิฏฐิเที่ยวไปอยู่ ดูก่อนปสูระ ท่านจะได้อะไรเล่าในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ผู้ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก

ว่าด้วยเสนามาร

{๓๑๓} คำว่า ก็พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด กำจัดเสนาได้แล้ว ... เที่ยวไปอยู่ ความว่า เสนามาร ตรัสเรียกว่า เสนา คือ กายทุจริตจัดเป็นเสนามาร วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือดัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง จัดเป็นเสนามาร

หน้า ๒๓๙

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เรากล่าวว่าเสนาของท่านมี ๑๐ กอง คือ (๑) กามทั้งหลาย (๒) ความไม่ยินดี (๓) ความหิวกระหาย (๔) ตัณหา (๕) ถีนมิทธะ (๖) ความขลาดกลัว (๗) ความสงสัย (๘) การลบหลู่และหัวดื้อ (๙) ลาภ การสรรเสริญ และสักการะ (๑๐) ยศที่ได้มาโดยทุจริต อันเป็นเหตุให้คนถือตัวและดูหมิ่นผู้อื่นดูก่อนมาร เสนาของท่านนี้เป็นตัวกำจัดผู้มีธรรมดำ (ความมืดบอด) ผู้ที่ไม่กล้าย่อมเอาชนะเสนานั้นไม่ได้ แต่ครั้นชนะได้แล้วย่อมได้รับความสุข

เมื่อใด เสนามารทั้งหมดและกิเลสที่สร้างปฏิปักษ์ทั้งหมดอันบุคคลนั้นชนะแล้ว ให้ปราชัยแล้ว ทำลายแล้ว กำจัดแล้ว ทำให้ไม่สู้หน้าแล้ว ด้วยอริยมรรค ๘ เมื่อนั้น บุคคลนั้น ตรัสเรียกว่า ผู้กำจัดเสนา

คำว่า เหล่าใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ

คำว่า เที่ยวไปอยู่ ได้แก่ เที่ยวไปอยู่ คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘ก็พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดกำจัดเสนาได้แล้ว ... เที่ยวไปอยู่’

{๓๑๔} คำว่า ไม่ใช้ทิฏฐิไปกระทบทิฏฐิ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นละแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นไม่กระทบ คือ ไม่กระทั้ง ไม่บั่นรอน ไม่ทำลายทิฏฐิด้วยทิฏฐิ รวมความว่า ‘ไม่ใช้ทิฏฐิไปกระทบทิฏฐิ’{๓๑๕} คำว่า ดูก่อนปสูระ ท่านจะได้อะไรเล่าในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ความว่า ดูก่อนปสูระผู้เป็นคนกล้าฝ่ายตรงข้าม เป็นปรปักษ์ฝ่ายตรงข้าม เป็นศัตรูฝ่ายตรงข้าม เป็นนักรบฝ่ายตรงข้าม ท่านจะพึงได้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๔๓๙-๔๔๒/๕๙๕
หน้า ๒๔๐

อะไรในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น รวมความว่า ‘ดูก่อนปสูระ ท่านจะได้อะไรเล่าในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น’

{๓๑๖} คำว่า ผู้ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก ความว่า ความถือ ความยึดมั่น ความติดใจ ความน้อมใจไปว่า “สิ่งนี้ประเสริฐ คือ เลิศ เป็นใหญ่ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด ลํ้าเลิศ” ย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ แก่พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด คือ เป็นสิ่งที่พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ผู้ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าก็พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดกาจัดเสนาได้แล้ว ไม่ใช้ทิฏฐิไปกระทบทิฏฐิเที่ยวไปอยู่ ดูก่อนปสูระ ท่านจะได้อะไรเล่าในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ผู้ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก

{๓๑๗} [๖๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

อนึ่ง ท่านตรึก คิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจมาแล้ว ท่านมาจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญา จักไม่อาจที่จะเทียมทันได้เลย

ว่าด้วยพระปัญญาของพระพุทธเจ้า

{๓๑๘} หัวข้อว่า อนึ่ง ท่านตรึก ... มาแล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า อนึ่ง เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นศัพท์ทำบทให้บริบูรณ์ เป็นศัพท์ประชุมอักขระ เป็นศัพท์สละสลวยด้วยพยัญชนะ คำว่า อนึ่ง นี้ เป็นไปตามลำดับบท

คำว่า ท่านตรึก ... มาแล้ว ได้แก่ ท่านตรึก ตรอง ดำริ คือ ตรึก

หน้า ๒๔๑

ตรอง ดำริอย่างนี้ว่า ‘‘เราจักมีชัยหรือจักปราชัยหนอ เราจักข่มเขาอย่างไร จักโต้ตอบอย่างไร จักพูดให้ยอดเยี่ยมอย่างไร จักพูดแจกแจงอย่างไร จักพูดต้อนเขาอย่างไร จักพูดหักล้างอย่างไร จักพูดให้เด็ดขาดอย่างไร เราจักพูดให้เรียบร้อยอย่างไร” ดังนี้ มาแล้ว คือ เข้ามา มาถึง มาประจวบแล้วกับเรา รวมความว่า ‘อนึ่ง ท่านตรึก ... มาแล้ว’{๓๑๙} หัวข้อว่า คิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ใจ ได้แก่ จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มนะ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่เกิดแต่ผัสสะเป็นต้นนั้น ท่านคิด นึกถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยจิตว่า ‘โลกเที่ยง’ บ้าง ‘โลกไม่เที่ยง’ บ้าง ... ‘สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่’ บ้าง รวมความว่า ‘คิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจ’{๓๒๐} คำว่า ท่านมาจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญา จักไม่อาจที่จะเทียมทันได้เลย ความว่า ปัญญา ตรัสเรียกว่า โธนา (เครื่องกำจัด) ได้แก่ ตความรู้<*> ความรู้ทั่ว ... ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ

เพราะเหตุไร ปัญญาจึงตรัสเรียกว่า โธนา เพราะปัญญานั้นเป็น เครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งกายทุจริต วจีทุจริต ... ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะเหตุนั้น ปัญญาจึงตรัสเรียกว่า โธนา

อีกนัยหนึ่ง สัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกมิจฉาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ... สัมมาวิมุตติ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉาวิมุตติ

อีกนัยหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ความรู้ - ผู้รวบรวม
หน้า ๒๔๒

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าถึง เข้าถึงพร้อมแล้ว เข้าไป เข้าไปพร้อมแล้ว เข้าชิด เข้าชิดพร้อมแล้ว ประกอบแล้วด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกำจัดเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่าผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด พระองค์ทรงกำจัดราคะ บาป กิเลส ความเร่าร้อนเสียแล้ว รวมความว่า ‘ผู้มีปัญญา’

คำว่า ท่านมาจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญา จักไม่อาจที่จะเทียมทันได้เลย ความว่า ปสูรปริพาชกไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่ สนทนา ปราศรัย โต้ตอบกับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระปัญญาชื่อโธนาได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะปสูรปริพาชกเลวทราม ต่ำช้า น่ารังเกียจ สกปรก ต่ำต้อย ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน ลํ้าเลิศ

ปสูรปริพาชกไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่ สนทนา ปราศรัย โต้ตอบกับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระปัญญาชื่อโธนาได้เลย เหมือนกระต่ายไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่กับช้างใหญ่ซับมันได้ เหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ ๆ ไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่กับราชสีห์ผู้เป็นเจ้าแห่งสัตว์ได้ เหมือนลูกโคเล็ก ๆ ที่ยังดื่มนมอยู่ไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่กับโคกำลังได้ เหมือนกาไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่กับพญาครุฑเวนไตยโคตรได้ เหมือนคนจัณฑาลไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่กับพระเจ้าจักรพรรดิได้ และเหมือนปีศาจคลุกฝุ่นไม่อาจมาเป็นคู่แข่ง คือ มาจับคู่กับพระอินทร์ผู้เทวราชได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะปสูรปริพาชก มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาตํ่าช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อยแท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระปัญญามาก มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญารื่นเริง มีพระปัญญาแล่นไป มีพระปัญญาเฉียบแหลม มีพระปัญญาชำแรกกิเลส ทรงฉลาดในประเภทปัญญา ทรงมีพระญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุเวสารัชชญาณ ๔

หน้า ๒๔๓

ทรงไว้ซึ่งทสพลญาณ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไปเป็นปกติ มีพระญาณหาที่สุดมิได้ มีพระเดชหาที่สุดมิได้ มีพระยศหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ ทรงนำไปโดยวิเศษ ทรงนำเนือง ๆ ให้รู้จักประโยชน์ ให้เพ่งพิจารณา ให้เห็นประโยชน์ ทรงทำให้เลื่อมใสได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ให้มรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ผู้ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้มรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นที่ดำเนินไปตามทางอยู่

ในบัดนี้ จะเป็นผู้ประกอบด้วยสีลาทิคุณในภายหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น มีพระจักษุ มีพระญาณ มีธรรม มีพรหมธรรม ผู้ตรัสบอก ผู้ตรัสบอกทั่ว เป็นผู้นำออกซึ่งอรรถ ทรงประทานอมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เป็นพระตถาคต สิ่งที่ไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงทราบ ไม่ทรงทำให้แจ่มแจ้ง ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญา ย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ธรรมทั้งปวงรวมทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ย่อมมาสู่คลองแห่งพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าประโยชน์ที่ควรแนะนำทุก ๆ อย่างที่ควรรู้ มีอยู่ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองอย่าง ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ในชาติหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับ ประโยชน์ที่ปิดบัง ประโยชน์ที่ควรแนะนำ ประโยชน์ที่บัณฑิตแนะนำไปแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษ ประโยชน์ที่ไม่มีกิเลส ประโยชน์อันผ่องแผ้ว ประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์ทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณกายกรรมทั้งหมด วจีกรรมทั้งหมด มโนกรรมทั้งหมด ย่อมเป็นไปตามพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงมี

หน้า ๒๔๔

พระญาณไม่ขัดข้องในอดีต มีพระญาณไม่ขัดข้องในอนาคต มีพระญาณไม่ขัดข้องในปัจจุบัน บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมีเท่าใด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีเท่านั้น พระญาณมีบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณไม่เป็นไปเกินบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่เกินพระญาณไป ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกัน เปรียบเหมือนชั้นผอบสองชั้นปิดสนิทพอดี ชั้นผอบข้างล่างก็ไม่เกินชั้นผอบข้างบน ชั้นผอบข้างบนก็ไม่เกินชั้นผอบข้างล่าง ชั้นผอบทั้งสองชั้นนั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกัน ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน

บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็ดี พระญาณก็ดี ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก็ตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกัน บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมีเท่าใด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีเท่านั้น พระญาณมีบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณไม่เป็นไปเกินบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดของกันและกัน พระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวงธรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเนื่องด้วยความนึก เนื่องด้วยความหวัง เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท

พระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมเป็นไปในสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย จรีต อธิมุตติแห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีกิเลสในปัญญาจักษุน้อย ผู้มีธุลีกิเลสในปัญญาจักษุมาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี มีอาการทราม ผู้แนะนำได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก เป็นภัพพสัตว์ เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ

หน้า ๒๔๕

ปลาและเต่าทุกชนิดโดยที่สุดกระทั่งปลาติมิและปลาติมิงคละ ย่อมหมุนเวียนอยู่ในภายในมหาสมุทร ฉันใด โลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ย่อมหมุนเวียนอยู่ในภายในพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน นกทุกชนิดโดยที่สุดกระทั่งพญาครุฑเวนไตยยโคตรย่อมหมุนเวียนอยู่ในประเทศอากาศ ฉันใด พระพุทธสาวกทั้งหลายผู้เสมอด้วยพระสารีบุตรเถระโดยปัญญาย่อมหมุนเวียนอยู่ในประเทศแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน

พระพุทธญาณย่อมแผ่ปกคลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตั้งอยู่พวกบัณฑิตที่เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นสมณะ ผู้มีปัญญาละเอียด ตกแต่งวาทะโต้ตอบ เหมือนนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย พวกเขาเที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้นปรุงแต่งปัญหาแล้วเข้ามาเฝ้าพระตถาคตแล้วทูลถามปัญหาเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสย้อนถามและตรัสแก้แล้ว มีเหตุผลที่ทรงชี้แจงได้ชัดเจนและทรงโต้ตอบไป บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงไพโรจน์ยิ่งด้วยพระปัญญาในที่นั้นโดยแท้แล รวมความว่า ‘ท่านมาจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาจักไม่อาจที่จะเทียมท้นได้เลย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าอนึ่ง ท่านตรึก คิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจมาแล้ว ท่านมาจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญา จักไม่อาจที่จะเทียมทันได้เลย

จบ ปสูรสุตตนิทเทสที่ ๘

หน้า ๒๔๖

๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

อธิบายสูตรว่าด้วยมาคันทิยพราหมณ์ทูลลามเรื่องทิฏฐิ ๖๒

{๓๒๑} [๗๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

แม้ความพอใจในเมถุนธรรมยังมิได้มีเพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย ไฉนความพอใจในเมถุนธรรมจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถนี้เล่าเราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า

{๓๒๒} คำว่า แม้ความพอใจในเมถุนธรรมยังมิได้มีเพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย ความว่า ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักก็ดี ในเมถุนธรรมยังมิได้มีเพราะเห็น คือ ประสบมารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย รวมความว่า ‘แม้ความพอใจในเมถุนธรรมยังมิได้มีเพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย’

{๓๒๓} คำว่า ไฉนความพอใจในเมถุนธรรมจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า ความว่า ไฉนจักมีความพอใจในเมถุนธรรมเพราะเห็นสรีระนี้ อันเต็มด้วยมูตร เต็มด้วยกรีส เต็มด้วยเสมหะ เต็มด้วยเลือด มีกระดูกเป็นโครง มีเส้นเอ็นเป็นเครื่องยึดไว้ มีเลือดและเนี้อเป็นเครื่องฉาบทา อันหนังหุ้มห่อไว้ มีผิวหนังปิดปังไว้ มีช่องน้อยและช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกเป็นปกดี อันหมู่หนอนอาศัยอยู่ บริบูรณ์ด้วยมลทินโทษต่าง ๆ ได้อย่างไรเล่า เราไม่ปรารถนาจะเหยียบด้วยเท้า การสังวาสหรือการสมาคมด้วยสรีระนั้นจักมีแต่ไหน รวมความว่า ‘ไฉนความพอใจในเมถุนธรรมจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

จบ ๘. ปสูรสุตตนิเทส