พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย
โธตกมาณวกปัญหานิทเทส เล่ม ๓๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๓–๒๔๑ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส จูฬนิทเทส โธตกมาณวกปัญหานิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๐ หน้า ๑๕๖–๑๗๗
๕. โธตกมาณวปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของท่านโธตกะ
[๓๐] (ท่านโธตกะทูลถามดังนี้ว่า)
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระองค์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ ข้าพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ปรารถนายิ่งนักซึ่งพระวาจาของพระองค์ บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว พึงศึกษาธรรม เป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตนหัวข้อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ความว่า การถาม ๓ อย่าง คือ (๑) อทิฏฐโชตนาปุจฉา (๒) ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา (๓) วิมติเฉทนาปุจฉา ... ปุจฉา ๓ อย่างนี้ ... การถามถึงเรื่องนิพพาน
คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประกาศซึ่งปัญหานั้นว่า ‘ขอพระองค์จง ตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์, รวมความว่า ‘ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระองค์,คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ
คำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัส คือ โปรดบอก ... โปรดประกาศ รวมความว่า
‘ข้าแต่พร่ะผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์ โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์,
หัวข้อว่า ท่านโธตกะทูลถามดังนี้ว่า มีอธิบายดังนี้
ศัพท์ว่า ดังนี้ เป็นบทสนธิ
คำว่า ท่าน เป็นคำกล่าวด้วยความรัก
คำว่า โธตกะ เป็นนาม ... เป็นคำร้องเรียกพราหมณ์นั้น รวมความว่า ‘ท่านโธตกะทูลถามดังนี้ว่า’
คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ปรารถนา ยิ่งนักซึ่งพระวาจาของพระองค์ ความว่า ข้าพระองค์ปรารถนา คือ ปรารถนายิ่งนัก จำนงหวัง ยินดี ประสงค์ รักใคร่ ชอบใจซึ่งพระดำรัส คือ แนวทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์
คำว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา คือ เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ... พระพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชน ประทับอยู่ที่ไหน” รวมความว่า ‘ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่’ รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ปรารถนายิ่งนัก ซึ่งพระวาจาของพระองค์,
คำว่า บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ความว่า บุคคลได้ฟัง คือ ได้ยิน ศึกษา เข้าไปทรงจำ เข้าไปกำหนดซึ่งพระดำรัส คือ ทาง แห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์แล้ว รวมความว่า ‘บุคคลได้ ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว,
คำว่า พึงศึกษาธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน มีอธิบายดังนี้ คำว่า พึงศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คือ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา ... นี้ชื่ออธิปัญญาสิกขา
คำว่า ธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน ความว่า พึงศึกษาทั้งอธิสีล สิกขา ทั้งอธิจิตตสิกขา ทั้งอธิปัญญาสิกขา เพื่อดับราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ เพื่อสงบ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อสงบวิเศษ เพื่อดับ เพื่อสละคืน เพื่อระงับ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง
สิกขา ๓ อย่างนี้เมื่อนึกถึง ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อรู้ ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อเห็น ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อพิจารณา ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่ออธิษฐานจิต ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อประคอง ความเพึยร ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อเข้าไปตั้งสติ ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อตั้งจิต ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อรู้ด้วยปัญญา ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อละ ธรรมที่ควรละ ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ ก็ชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทาให้แจ้ง ก็ชื่อว่าพึงศึกษา ประพฤติ ประพฤติ เอื้อเฟื้อ ประพฤติด้วยดี สมาทานประพฤติ รวมความว่า ‘พึงศึกษาธรรม เป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน, เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงทูลถามว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระองค์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ ข้าพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ปรารถนายิ่งนักซึ่งพระวาจาของพระองค์ บุคคล ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วพึงศึกษาธรรมเป็น เครื่องดับกิเลสเพื่อตน
[๓๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ)
ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความเพียร ในศาสนานี้เท่านั้น บุคคลได้ฟังคำจากปากเรานี้แล้ว พึงศึกษาธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน
คำว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจง ... ทำความเพียร ความว่า ท่านจงทำ ความเพียร คือ ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความพยายาม ความทรงจำ ความเป็นผู้กล้า ยังฉันทะให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้เข้าไป ตั้งไว้ ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ รวมความว่า ‘ถ้าเช่นนั้น ท่านจง ... ทำ ความเพียร,หัวข้อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธฅกะ มีอธิบายดังนี้
คำว่า โธตกะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อ
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า ‘พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ,
หัวข้อว่า เป็นผู้มีปัญญา มีสติ ... ในศาสนานี้เท่านั้น มีอธิบายดังนี้
คำว่า ในศาสนานี้ ความว่า ในทิฎฐินี้ ในความพอใจนี้ ในความ ชอบใจนี้ ในความถือนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ ในอัตภาพนี้ ในมนุษยโลกนี้
คำว่า ผู้มีปัญญา ความว่า เป็นผู้มีปัญญา คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีปัญญาตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส
คำว่า มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติ ปัฏฐานเป็นเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ... บุคคลนั้นตรัสเรียกว่าผู้มีสติ รวมความว่า ‘เป็นผู้มีปัญญา มีสติ ... ในศาสนานี้เท่านั้น,
คำว่า ได้ฟังคำจากปากเรานี้แล้ว ความว่า ได้ยิน ได้ฟัง ศึกษา เข้าไป ทรงจำ เข้าไปกำหนดซึ่งถ้อยคำ คือ แนวทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของเรา จากปากเรานี้แล้ว รวมความว่า ‘ได้ฟังคำจากปากเรานี้แล้ว,
หัวข้อว่า พึงศึกษาธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน มีอธิบายดังนี้
คำว่า พึงศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ คือ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา ... นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา
คำว่า ธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน ความว่า พึงศึกษาทั้งอธิสีล สิกขา ทั้งอธิจิตตสิกขาทั้งอธิปัญญาสิกขา... สมาทานประพฤติ รวมความ ว่า ‘พึงศึกษาธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน, เพราะเหตุนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้า จึงตรัสตอบว่าดูก่อนโธตกะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความเพียรในศาสนานี้เท่านั้น บุคคลได้ฟังคำจาก ปากเรานี้แล้ว พึงศึกษาธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน
[๓๒] (ท่านโธตกะทูลต่อไปว่า)
ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ผู้ไม่มีกิเลส เครื่องกังวล เป็นพราหมณ์ เที่ยวจาริกอยู่ในมนุษยโลก ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ข้าพระองค์ขอ นมัสการพระองค์นั้น ข้าแต่พระศากยเจ้า ขอพระองค์ จงปลดเปลื้องข้าพระองค์จากความสงสัยทั้งหลายด้วยเถิดหัวข้อว่า ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ... ในมนุษยโลก มีอธิบายดังนี้
คำว่า เทพ ได้แก่ เทพ ๓ คือ (๑) สมมุติเทพ (๒) อุปปัตติเทพ (๓) วิสุทธิเทพ
สมมุติเทพเป็นไฉน คือ พระราชา พระราชกุมาร และพระเทวี เรียกว่าสมมุติเทพ
อุปปัตติเทพเป็นใฉน คือ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา เทวดาชั้น ดาวดึงส์ เทวดาชั้นยามา เทวดาชั้นดุสิต เทวดาชั้นนิมมานรดี เทวดาชั้น ปรนิมมิตวสวัตตี เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหม และเทวดาในชั้นที่สูงกว่านั้น เรียกว่าอุปปัตติเทพ
วิสุทธิเทพเป็นไฉน คือ พระอรหันตขีณาสพ สาวกของพระตถาคต และพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เรียกว่าวิสุทธิเทพ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นเทพ เป็นเทพยิ่งกว่าสมมติเทพ อุปปัตติ เทพ และวิสุทธิเทพทั้งหลาย ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ทรงเป็นราชสีห์ยิ่ง กว่าราชสีห์ ทรงเป็นนาคยิ่งกว่านาค ทรงเป็นเจ้าคณะยิ่งกว่าเจ้าคณะ ทรง เป็นมุนียิ่งกว่ามุนี ทรงเป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา
คำว่า ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ... ในมนุษยโลก ความ ว่า ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ คือ เห็นพระองค์ผู้เป็นอติเทพ เห็น ดู แลดู เพ่งดู พิจารณาซึ่งพระองค์ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ รวมความว่า ‘ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ... ในมนุษยโลก,คำว่า ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เป็นพราหมณ์ เที่ยวจาริกอยู่ มี อธิบายดังนี้
คำว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต ชื่อว่า กิเลสเครื่องกังวล กิเลสเครื่องกังวลเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น ธรรมดา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ‘ผู้ไม่มี กิเลสเครื่องกังวล’คำว่า พราหมณ์ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะทรงลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว คือ ทรงเป็นผู้ลอยสักกายทิฏฐิ
ลอยวิจิกิจฉา ลอยสีลัพพตปรามาส ลอยราคะ ลอยโทสะ ลอยโมหะ ลอย มานะได้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลอยอกุศลธรรมอันเลวทราม ทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความ กระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา และมรณะ ต่อไปได้แล้ว สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าผู้ที่ลอยบาปได้ทั้งหมด ปราศจากมลทิน มีจิตมั่นคงดี ดำรงตนอยู่ในอริยธรรม ข้ามพ้นสังสารวัฏได้แล้ว สมบูรณ์ ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้ แล้ว เป็นผู้คงที่ บัณฑิตเรียกว่าพราหมณ์
คำว่า เที่ยวจาริกอยู่ ความว่า เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เป็นพราหมณ์ เที่ยวจาริกอยู่’
หัวข้อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ข้าพระองค์ขอ นมัสการพระองค์นั้น มีอธิบายดังนี้
คำว่า พระองค์ ความว่า โธตกพราหมณ์กล่าวหมายถึงพระผู้มีพระ ภาคเจ้า
คำว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการ ความว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิต ขอนมัสการด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นไปตาม ประโยชน์ หรือขอนมัสการ สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ด้วยการ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ความว่า พระสัพพัญ ญุตญาณเรียกว่า สมันตจักษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม
- ๑ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๕๒๕/๖๑๘-๖๑๙
เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยพระสัพพัญ ญุตญาณนั้น
ไม่มีอะไรเลยสักน้อยหนึ่งในโลกนี้ที่พระตถาคต พระองค์นั้นไม่ทรงเห็นแล้ว และที่พระองค์ไม่ทรงทราบ แล้ว และไม่ทรงรู้แล้ว พระตถาคตทรงรู้ยิ่งธรรมทั้ง ปวงที่ควรแนะนำบรรดามี เพราะฉะนั้น พระตถาคต จึงชื่อว่าผู้มีพระสมันตจักษุ (ผู้มีพระจักษุโดยรอบ)
รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ข้าพระองค์ขอ นมัสการพระองค์นั้น,
หัวข้อว่า ข้าแต่พระศากยเจ้า ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้
คำว่า ข้าแต่พระศากยเจ้า ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวช จากศากยตระกูล แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าพระศากยเจ้า
อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่า มีทรัพย์ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าพระศากยเจ้า
พระองค์ทรงมีทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์ คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ทรัพย์คือสัมมัปปธาน ทรัพย์คืออิทธิบาท ทรัพย์คือ อินทรีย์ ทรัพย์คือพละ ทรัพย์คือโพชฌงค์ ทรัพย์คือมรรค ทรัพย์คือผล ทรัพย์คือนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่า มีทรัพย์ ด้วยรัตนทรัพย์หลายอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่า พระศากยเจ้าอีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้อาจ ผู้องอาจ ผู้สามารถ ผู้กล้า ผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาดเสียว ผู้ไม่สะดุ้ง
ผู้ไม่หนี ทรงละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ผู้ปราศจากความเป็นผู้มี ขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าพระศากยเจ้า
วิจิกิจฉาเรียกว่า ความสงสัย ได้แก่ ความสงลัยในทุกข์ ความ สงสัยในทุกขสมุทัย ความสงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธ คามินีปฏิปทา ความสงสัยในส่วนเบื้องต้น ความสงสัยในส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยทั้งในส่วนเบื้องต้นทั้งในส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในธรรมที่ อาศัยกันเกิดขึ้น คือ ความที่สังขาราทิธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความสงสัย กิริยาที่สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความ ไม่ตกลง ความสองจิตสองใจ ความเป็นสองทาง ความลังเล ความไม่ถือ เอาโดยส่วนเดียว ความระแวง ความระแวงรอบ ความตัดสินไม่ลง ความ มีจิตครั่นคร้าม ความมีใจสนเท่ห์เห็นปานนี้คำว่า ข้าแต่พระศากยจ้า ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์จาก ความสงสัยทั้งหลาย ความว่า ขอพระองค์จงปล่อย คือ เปลื้อง ปลดเปลื้อง ถอนขึ้น ฉุดขึ้น ให้ข้าพระองค์ออกไปจากลูกศรคือความสงสัย รวมความว่า ‘ข้าแต่พระศากยเจ้า ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์จากความสงสัย ทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ผู้ไม่มีกิเลส เครื่องกังวล เป็นพราหมณ์ เที่ยวจาริกอยู่ในมนุษยโลก ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ข้าพระองค์ขอ นมัสการพระองค์นั้น ข้าแต่พระศากยเจ้า ขอพระองค์ จงปลดเปลื้องข้าพระองค์จากความสงสัยทั้งหลายด้วยเกิด
- ๑สังขาราทิธรรม ธรรมมีสังขารเป็นต้น หมายถึงสภาวธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัย คือ หลักปฏิจจ สมุปบาทที่เริ่มต้นด้วยคำว่า ‘เพราะอวิชชาเป็นป็จจัย จึงมีสังขาร,
[๓๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
ดูก่อนโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใคร ๆ ที่ยังมี ความสงสัยในโลกได้ แต่ว่าท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ก็จะข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความรู้อย่างนี้
คำว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง ความว่า เราไม่อาจปล่อย ปลดปล่อย เปลื้อง ปลดเปลื้อง ถอนขึ้น ฉุดขึ้นให้ท่านออกจากลูกศรคือความสงสัยได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ รวมความว่า ‘เราไม่อาจปลดเปลื้อง,
อีกนัยหนึ่ง เราไม่อาจ คือ ไม่สามารถ ไม่อุตสาหะ ไม่พยายาม ไม่ทำความหมั่น ไม่ทำความเป็นผู้มีความหมั่น ไม่ทำเรี่ยวแรง ไม่ทำ ความทรงจำ ไม่ทำความเพียร ไม่ยังฉันทะให้เกิดฺ ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพื่อจะแสดงธรรมกะบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ผู้ไม่มีฉันทะ ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลว ไม่ปฏิบัติตามได้ รวมความว่า ‘เราไม่อาจ ปลดเปลื้อง, อย่างนี้บ้างอีกนัยหนึ่ง ถ้าบุคคลเหล่านั้นพึงปลดเปลื้องได้ ก็ไม่ต้องมีใครๆ อื่น ช่วยปลดเปลื้อง บุคคลทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติสมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ข้อปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมด้วยเรี่ยวแรง
กำลัง ความเพียร ความบากบั่น ของตน ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วย ความบากบั่นของบุรุษ อันเป็นส่วนของตน พึงปลดเปลื้องได้ รวมความว่า ‘เราไม่อาจปลดเปลื้อง, อย่างนี้บ้างสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนจุนทะ ผู้ที่ ตัวเองก็จมอยู่ในปลัก จักยกคนอื่นที่จมอยู่ในปลักขึ้นมาได้ ข้อนี้ย่อมไม่มี ความเป็นไปได้ ผู้ที่ตัวเองไม่จมอยู่ในปลัก จักยกคนอื่นที่จมอยู่ในปลักขึ้น มาได้ ข้อนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ ผู้ที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้รับแนะนำ ไม่ดับสนิท
ด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิทได้ ข้อนี้ย่อม ไม่มีความเป็นไปได้”รวมความว่า‘เราก็ไม่อาจปลดเปลื้องได้’อย่างนี้บ้าง
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลทำชั่วไว้เอง ก็เศร้าหมองเอง ไม่ทำชั่วไว้เอง ก็บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์เป็นของ เฉพาะตัว คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่
รวมความว่า ‘เราก็ไม่อาจปลดเปลื้องได้, อย่างนี้บ้าง
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่ ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่ เรา ผู้ชักชวนก็ยังดำรงอยู่ แต่สาวกของเราที่เราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ บาง พวกย่อมบรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จเป็นที่สุด บางพวกก็ไม่ได้บรรลุ ดู ก่อนพราหมณ์ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้ ตถาคตก็เป็นแต่ผู้บอกทาง ให้ ถูกถามถึงหนทางก็บอกให้ บุคคลผู้ปฏิบัติด้วยตนเองจะพึงหลุดพ้นได้,, รวมความว่า ‘เราไม่อาจปลดเปลื้องได้, อย่างนี้บ้างคำว่า ดูก่อนโธตกะ ... ใคร ๆ ที่ยังมีความสงสัยในโลก ความว่า บุคคลผู้มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง มีความระแวง มีความเห็น เป็นสองทาง มีวิจิกิจฉา
คำว่า ใครๆ ได้แก่ ผู้ใดผู้หนึ่ง คือ เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือมนุษย์ก็ตาม
คำว่า ในโลก ความว่า ในอบายโลก ... ในอายตนโลก รวมความว่า ‘ดูก่อนโธตกะ ... ใคร ๆ ผู้มีความสงสัยในโลก’
- ๑ม.มู. (แปล) ๑๒/๘๗/๙๐
- ๒ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๖๗/๑๖๕/๗๕
- ๓ม.อุ. (แปล) ๑๔/๗๗/๙๐
คำว่า แต่ว่า ... เมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ความว่า อมตนิพพาน ตรัสเรียกว่า ธรรมอันประเสริฐ ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ (นิพพาน)คำว่า ประเสริฐ ความว่า อันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม ยอดเยี่ยม
คำว่า เมื่อมารู้ ความว่า รู้ทั่ว คือ รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ‘แต่ว่า ... เมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ,
คำว่า ท่าน ... พึงข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความรู้อย่างนี้ ความว่า ท่าน พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ด้วยความรู้อย่างนี้ รวมความว่า ‘ท่าน ... พึงข้าม โอฆะนี้ได้ด้วยความรู้อย่างนี้’เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าดูก่อนโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใคร ๆ ที่ยังมี ความสงสัยในโลกได้ แต่ว่าท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ก็จะข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความรู้อย่างนี้
[๓๔] (ท่านโธตกะกราบทูลว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงพระ กรุณาโปรดตรัสสอนวิเวกธรรมที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ได้ อย่างที่ข้าพระองค์จะไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้ สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ไม่อิงอาศัยตัณหาทิฐิแที่ยวไป
หัวข้อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรด ตรัสสอน มีอธิบายดังนี้
คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดตรัสสอน ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดตรัสสอน คือ อนุเคราะห์ เอ็นดู รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดตรัสสอน’คำว่า ทรงพระกรุณา ความว่า ทรงพระกรุณา คือ ทรงปรานี รักษา อนุเคราะห์ เอ็นดู รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดตรัสสอน’
คำว่า วิเวกธรรมที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ได้ ความว่า อมตนิพพาน ตรัสเรียกว่า วิเวกธรรม ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ... เป็นที่ หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ (นิพพาน)คำว่า ที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ได้ ความว่า ที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ได้ คือ พึงรู้ชัด พึงรู้แจ้ง พึงรู้แจ้งเฉพาะ พึงแทงตลอดได้ รวมความว่า ‘วิเวกธรรมที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ได้,
คำว่า อย่างที่ข้าพระองค์จะไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ ความว่า ข้าพระองค์จะไม่ขัดข้อง คือ ไม่ติด ไม่พัวพัน เหมือนอย่างอากาศไม่ขัดข้อง ไม่ติด ไม่พัวพัน รวมความว่า ‘อย่างที่ข้าพระองค์จะไม่ขัดข้องเหมือน อากาศ’ อย่างนี้บ้างข้าพระองค์ไม่รัก ไม่ชัง ไม่หลง ไม่มัวหมอง เหมือนอากาศที่ใคร ๆ ย้อมด้วยนํ้าครั่ง นํ้าขมิ้น นํ้าสีเขียว นํ้าสีฝางไม่ได้ฉะนั้น รวมความว่า ‘อย่างที่ข้าพระองค์จะไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ’ อย่างนี้บ้างข้าพระองค์ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง เหมือนอย่างอากาศ ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่งฉะนั้น รวมความว่า ‘อย่างที่ข้าพระองค์จะไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ’ อย่างนี้บ้างหัวข้อว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ไม่อิงอาศัยตัณหาทิฏฐิเที่ยวไป มีอธิบายดังนี้
คำว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ความว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ คือ เป็นผู้นั่งอยู่ในที่นี้นี่แหละ เป็นผู้นั่งอยู่ ณ อาสนะนี้นี่แหละ เป็นผู้นั่ง อยู่ในบริษัทนี้นี่แหละ รวมความว่า ‘เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ, อย่างนี้บ้าง
อีกนัยหนึ่ง ข้าพระองค์สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับ ในที่นี้นี่แหละ รวมความว่า ‘เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ, อย่างนี้บ้าง
คำว่า ไม่อิงอาศัย ความว่า การอาศัยมี ๒ อย่าง คือ (๑) การ อาศัยด้วยอำนาจตัณหา (๒) การอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการ อาศัยด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ
ข้าพระองค์ละการอาศัยด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการอาศัยด้วย อำนาจทิฏฐิได้แลัว ไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตระกูล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน คือ ไม่อาศัย ไม่แอบ ไม่เข้าถึง ไม่พัวพัน ไม่น้อมใจ ออก สละ พ้นขาด ซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้ง มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ไม่อิงอาศัย,คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘ข้าพระองค์เป็นผู้สงบอยู่ใน ที่นี้นี่แหละ ไม่อิงอาศัยตัณหาและทิฏฐิเที่ยวไป’ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์ นั้นจึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงพระ กรุณาโปรดตรัสสอนวิเวกธรรมที่ข้าพระองค์จะพีงรู้ได้ อย่างที่ข้าพระองค์จะไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้ สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ไม่อิงอาศัยตัณหาทิฏฐิเที่ยวไป
[๓๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ)
เราจักบอกความสงบแก่ท่านในธรรมที่เราเห็น แล้ว อันประจักษ์แก่ตน ที่บุคคลทราบแล้วพึงเป็นผู้มีสติเที่ยว ไป พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้
คำว่า เราจักบอกความสงบ ... แก่ท่าน ความว่า เราจักบอก คือ แจ้ง ... ประกาศซึ่งความสงบราคะ ความสงบโทสะ ความสงบโมหะ ความสงบ ความเข้าไปสงบ ความเข้าไปสงบวิเศษ ความดับ ความระงับซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดู หมิ่นท่าน ความมัวเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความ กระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง รวมความว่า ‘เราจักบอกความสงบแก่ท่าน,หัวข้อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนโธตกะ มีอธิบายดังนี้
คำว่า โธตกะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อ
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ
... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ,
หัวข้อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้วอันประจักษ์แก่ตน มีอธิบายดังนี้
คำว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว ความว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว คือ รู้แล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ปรากฏแล้ว แจ่มแจ้งแล้ว คือ ใน ธรรมที่เราเห็นแล้ว ... แจ่มแจ้งแล้วว่า ‘สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็น ธรรมดา, รวมความว่า ‘ในธรรมที่เราเห็นแล้ว, อย่างนี้บ้าง
อีกนัยหนึ่ง เราจักบอกทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว สมุทัยในสมุทัยที่ เราเห็นแล้ว นิโรธในนิโรธที่เราเห็นแล้ว มรรคในมรรคที่เราเห็นแล้ว รวม ความว่า ‘ในธรรมที่เราเห็นแล้ว’ อย่างนี้บ้าง
อีกนัยหนึ่ง เราจักบอกธรรมอันบุคคลผู้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ในธรรมที่เราเห็นแล้ว รวมความว่า ‘ในธรรมที่เราเห็นแล้ว, อย่างนี้บ้าง
คำว่า อันประจักษ์แก่ตน ความว่า เราจักบอกธรรมอันประจักษ์แก่ ตน คือ ที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง มิใช่โดยเชื่อต่อผู้อื่นว่า ธรรมนี้เป็นดังนี้ ธรรมนี้เป็นดังนี้ มิใช่โดยฟังต่อ ๆ กันมา มิใช่โดยถือตามลำดับสืบ ๆ กันมา มิใช่โดยอ้างตำรา มิใช่โดยนึกเดาเอาเอง มิใช่โดยคาดคะเน มิใช่โดยตรึก ตามอาการ มิใช่โดยชอบใจว่าถูกแก่ทิฏฐิของตน รวมความว่า ‘ในธรรมที่ เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน’คำว่า ที่บุคคลทราบแล้วพึงเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ความว่า ทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา ไตร่ตรอง ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทำให้รู้แจ้ง ... แจ่มแจ้งแล้วว่า ‘สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา,
คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า เป็นผู้มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มี สติเจริญสติปัฏฐานเป็นเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย...บุคคลนั้นตรัสเรียก ว่าผู้มีสติ
คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยง ดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘ที่บุคคลทราบแล้ว เป็น ผู้มีสติเที่ยวไป’
คำว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้ ความว่า ตัณหา เรียกว่า วิสัตติกา ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศล มูลคือโลภะ
คำว่า ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ความว่า ตัณหา ชื่อว่า วิสัตติกา เพราะอรรถว่าอะไร ... เพราะอรรถว่า ซ่านไป แผ่ไป รวมความว่า ‘ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ’
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ... ในอายตนโลก
คำว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้ ความว่า พึงเป็นผู้มีสติข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งตัณหา อันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกนั้น รวมความว่า ‘พึงข้ามตัณหาอัน ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกได้, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่าดูก่อนโธตกะ เราจักบอกความสงบแก่ท่านในธรรม ที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน ที่บุคคลทราบแล้ว พึงเป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปใน อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้
[๓๖] (ท่านโธตกะกราบทูลต่อไปว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสของพระองค์นั้น และซึ่งความ สงบอันสูงสุด ที่บุคคลทราบแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึง ข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้
หัวข้อว่า ข้าพระองค์ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสของพระองค์นั้น มี อธิบายดังนี้
คำว่า นั้น ได้แก่ พระดำรัส คือ แนวทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์
คำว่า ข้าพระองค์ยินดียิ่งนัก ความว่า ข้าพระองค์ยินดี ชอบใจ เบิกบานใจ อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ขอ ประสงค์ รักใคร่ ติดใจ รวมความว่า ‘ข้าพระองค์ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสของพระองค์นั้น,
หัวข้อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ... ความสงบอัน สูงสุด มีอธิบายดังนี้
คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา คือ เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ... พระพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชน ประทับอยู่ที่ไหน,, รวมความว่า ‘ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่,คำว่า ความสงบอันสูงสุด ความว่า อมตนิพพานตรัสเรียกว่า ความสงบ ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลส เครื่องร้อยรัดมิได้ (นิพพาน)คำว่า อันสูงสุด ความว่า เลิศ คือ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด อย่างยิ่ง รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ... ความสงบอันสูงสุด,
คำว่า ที่บุคคลทราบแล้วพึงเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ความว่า ทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา ไตร่ตรอง ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว ได้แก่ ทำให้รู้แจ้ง ... แจ่มแจ้งแล้วว่า ‘สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... ส่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา,คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า เป็นผู้มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มี สติเจริญสติปัฏฐาน เป็นเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ... บุคคลนั้น ตรัสเรียกว่าผู้มีสติ
คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘ที่บุคคลทราบแล้ว พึงเป็นผู้มีสติเที่ยวไป,
คำว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกได้ ความว่า ตัณหาตรัสเรียกว่า วิสัตติกา ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูล คือ โลภะ
คำว่า ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ความว่า ตัณหาชื่อว่า วิสัตติกา เพราะอรรถว่าอะไร... เพราะอรรถว่าซ่านไป แผ่ไป รวมความว่า ‘ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ’
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ... ในอายตนโลก
คำว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้ ความว่า พึงเป็นผู้มีสติข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งตัณหา อันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้ รวมความว่า‘พึงข้ามตัณหาอันซ่าน ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้’ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสของพระองค์นั้น และซึ่งความ สงบอันสูงสุด ที่บุคคลทราบแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้
[๓๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ)
ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านรู้ธรรมนี้ว่าเป็นเหตุ ให้ขัดข้องอยู่ในโลกแล้วอย่าได้ก่อตัณหาเพื่อภพน้อยและ ภพใหญ่
คำว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ท่านรู้ คือ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมความว่า ‘ท่านรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง,
หัวข้อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ มีอธิบายดังนี้
คำว่า โธตกะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อ
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ
....คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ,
คำว่า ชั้นสูง ชั้นตํ่า และชั้นกลางส่วนกว้าง ความว่า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสอนาคตว่าชั้นสูง ตรัสอดีตว่าชั้นต่ำ ตรัสปัจจุบันว่าชั้นกลาง ส่วนกว้าง ตรัสเทวโลกว่าชั้นสูง ตรัสนิรยโลกว่าชั้นต่ำ ตรัสมนุษยโลกว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง อีกอย่างหนึ่ง ตรัสกุศลธรรมว่าชั้นสูง ตรัสอกุศลธรรม ว่าชั้นต่ำ ตรัสอัพยากตธรรมว่าชั้นกลางส่วนกว้าง ตรัสอรูปธาตุว่าชั้นสูง ตรัสกามธาตุว่าชั้นตํ่า ตรัสรูปธาตุว่าชั้นกลางส่วนกว้าง ตรัสสุขเวทนาว่า ชั้นสูง ตรัสทุกขเวทนาว่าชั้นต่ำ ตรัสอทุกขมสุขเวทนาว่าชั้นกลางส่วนกว้าง ตรัสส่วนเบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไปว่าชั้นสูง ตรัสส่วนเบื้องตํ่าตั้งแต่ปลาย ผมลงมาว่าชั้นต่ำ ตรัสส่วนกลางว่าชั้นกลางส่วนกว้าง รวมความว่า ‘ชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง’คำว่า ท่านรู้ธรรมนี้ว่าเป็นเหตุให้ขัดข้องอยู่ในโลก ความว่า รู้ คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏว่าธรรมนี้เป็นเหตุ ให้ขัดข้อง ธรรมชาตินี้เป็นเครื่องขัดข้อง ธรรมชาตินี้เป็นเครื่องผูกพัน ธรรมนี้เป็นเครื่องกังวล รวมความว่า ‘รู้ธรรมนี้ว่าเป็นเหตุให้ขัดข้องอยู่ ในโลก
หัวข้อว่า อย่าได้ก่อตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา
คำว่า เพื่อภพน้อยและภพใหญ่ ความว่า ท่านอย่าได้ก่อ คือ อย่า ให้ตัณหาเกิด อย่าให้เกิดพร้อม อย่าให้บังเกิด อย่าให้บังเกิดเฉพาะ จงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่ คือ เพื่อกรรมภพ เพื่อปุนัพภพ เพื่อกามภพ เพื่อกรรมภพ เพื่อกามภพ เพื่อปุนัพภพ เพื่อรูปภพ เพื่อกรรมภพ เพื่อวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ในรูปภพ เพื่ออรูปภพ เพื่อกรรมภพ เพื่อวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ในอรูปภพ เพื่อ ภพบ่อย ๆ เพื่อคติบ่อย ๆ เพื่ออุบัติบ่อย ๆ เพื่อปฏิสนธิบ่อย ๆ เพื่อ ความเกิดแห่งอัตภาพบ่อย ๆ รวมความว่า ‘อย่าได้ก่อตัณหาเพื่อภพน้อย และภพใหญ่, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านรู้ธรรมนี้ว่าเป็นเหตุ ให้ขัดข้องอยู่ในโลกแล้วอย่าได้ก่อตัณหาเพื่อภพน้อยและ ภพใหญ่
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ... โธตกพราหมณ์ ... นั่งประคอง อัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก’ ดังนี้แล
จบ โธตกมาณวปัญหานิทเทสที่ ๕
๖. อุปสีวมาณวปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของท่านอุปสีวะ
[๓๘] (ท่านอุปสีวะกราบทูลดังนี้ว่า)
ข้าแต่พระศากยเจ้า ข้าพระองค์ตัวคนเดียว ไม่ อาศัยบุคคลหรือธรรมอะไร ๆ จึงไม่อาจข้ามโอฆะใหญ่ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ขอพระองค์จงตรัส บอกอารมณ์ยึดเหนี่ยวที่ข้าพระองค์ได้อาศัยแล้ว จะพึง ข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยเถิดหัวข้อว่า ข้าแต่พระศากยเจ้า ข้าพระองค์ตัวคนเดียว ... โอฆะใหญ่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ตัวคนเดียว ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีบุคคลเป็นเพื่อนหรือ ไม่มีธรรมเป็นเพื่อนซึ่งข้าพระองค์อาศัยแล้วจะพึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะใหญ่ได้ รวมความว่า ‘ตัวคนเดียว,คำว่า ข้าแต่พระศากยเจ้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นศากยราช ทรงผนวชจากศากยตระกูล จึงชื่อว่า พระศากยเจ้า ดังนี้บ้าง
อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่า มีทรัพย์ จึงชื่อว่า พระศากยเจ้า ดังนี้บ้าง
พระองค์ทรงมีทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์ คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ... ทรัพย์คือนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ด้วยรัตนทรัพย์หลายอย่างนี้ จึงชื่อว่า พระศากยเจ้า ดังนี้บ้าง
จบ โธตกมาณวกปัญหานิทเทส