พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ · ทุติยปาราชิกสิกขาบท
เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร เล่ม ๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๙–๘๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๘ ในทุติยปาราชิกสิกขาบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ ทุติยปาราชิกสิกขาบท เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑ หน้า ๓๒๐–๓๒๘
๒. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒
{๗๙} [๘๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปซึ่งเคยเห็นกัน เคยคบหากันมาช่วยกันทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าที่เชิงภูเขาอิสิคิลิแล้วอยู่จำพรรษากัน แม้ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรก็ได้ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าแล้วอยู่จำพรรษา ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษา ครั้นล่วงไตรมาสแล้วก็ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าเก็บหญ้าและตัวไม้ไว้แล้วหลีกจาริกไปในชนบท ส่วนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรยังพักอยู่ ณ ที่นั่นเองตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ขณะเมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน คนหาบหญ้า คนหาฟืนได้รื้อกุฎีมุงด้วยหญ้าของท่านแล้วขนหญ้าและตัวไม้ไป
- ๑กุมภการบุตร หมายถึงบุตรชายของช่างปั้นหม้อ คือมีบิดาเป็นช่างปั้นหม้อ (วิ.อ. ๑/๓๐๘)
- ๒ที่เรียกว่า คิชฌกูฏ เพราะเป็นภูเขาที่พวกแร้งพากันอาศัยอยู่ที่ยอดเขา หรือมียอดเขารูปร่างคล้ายแร้ง (วิ.อ. ๑/๓๐๗)
- ๓ที่ชื่อว่า ราชคฤห์ เพราะเป็นนครที่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นพระเจ้ามันธาตุและพระมหาโควินทะเป็นต้นทรงปกครอง กล่าวกันว่า พระนครนี้ย่อมปรากฏเฉพาะในพุทธกาลและจักรวรรดิกาลพ้นจากนี้แล้วเป็นนครร้าง ถูกอมนุษย์คือยักษ์ครอบครอง (วิ.อ. ๑/๓๐๗)
- ๔ที่เรียกว่า อิสิคิลิ เพราะเล่ากันมาว่า ในสมัยก่อน มีพระปัจเจกพุทธเจ้าจำนวน ๕๐๐ องค์ บิณฑบาตฉันเสร็จแล้ว ต่างไปรวมกันอยู่ในภูเขานั้น โดยนั่งเข้าสมาบัติ พวกชาวบ้านเห็นแต่การที่ท่านเข้าไป ไม่เห็นการที่ท่านออกมา จึงพากันเรียกภูเขาลูกนั้นว่า อิสิคิลิ ชื่งแปลว่า ภูเขากลืนกินฤๅษี (วิ.อ. ๑/๓๐๗-๓๐๘)
- ๕กุฎี หมายถึงที่อยู่ของพระภิกษุ ลักษณะคล้ายกระท่อม ในปัจจุบัน ที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรไม่ว่าจะเป็นตึกหรือเรือนไม้ ก็เรียกว่า กุฎี หรือ กุฏิ (เรือนหรือตึกสำหรับพระภิกษุ สามเณรอยู่ : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)
ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรได้เที่ยวหาหญ้าและไม้มาทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าอีกเป็นครั้งที่สอง แม้ในครั้งที่ ๒ เมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน คนหาบหญ้าคนหาฟืนก็ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้า ของท่านแล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปอีก
ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรได้เที่ยวหาหญ้าและไม้มาทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าอีกเป็นครั้งที่สาม แม้ในครั้งที่ ๓ เล่า เมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน คนหาบหญ้า คนหาฟืนก็ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าของท่านแล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปอีก
หลังจากนั้น ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรได้มีความคิดว่า “เมื่อเราเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน คนหาบหญ้า คนหาฟืนได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าของเราแล้วขนเอาหญ้าและตัวไม้ไปถึง ๓ ครั้งแล้ว อันตัวเราเองก็เป็นผู้ได้ ศึกษามาดีแล้วไม่บกพร่อง สำเร็จวิชาการช่างหม้อเสมอด้วยอาจารย์ของตนอย่ากระนั้นเลย เราพึงขยำโคลนทำกุฎีที่สำเร็จด้วยดินล้วนเสียเอง”
จึงท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรได้ขยำโคลนทำกุฎีที่สำเร็จด้วยดินล้วนด้วยตนเอง แล้วรวบรวมหญ้า ไม้ และมูลโคแห้งมาเผากุฎีนั้น กุฎีนั้นงดงาม น่าดู น่าชม มีสีแดงเหมือนแมลงค่อมทอง มีเสียงเหมือนเสียงกระดิ่ง
[๘๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากภูเขาคิชฌกูฏพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก ทอดพระเนตรเห็นกุฎีสีแดงที่งดงามน่าดูน่าชมนั้น ครั้นแล้วจึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นอะไร งดงาม น่าดู น่าชม มีสีแดงเหมือนแมลงค่อมทอง” ครั้นภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ ทรงทราบแล้ว จึงทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน โมฆบุรุษนั้นจึงได้ขยำโคลนทำกุฎีสำเร็จด้วยดินล้วนด้วยตนเองเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ ความไม่เบียดเบียน หมู่สัตว์มิได้มีแก่โมฆบุรุษนั้นเลย พวกเธอจงไปทำลายกุฎีนั้นเสีย พวกเพื่อน
พรหมจารีชั้นหลังอย่าถึงความเบียดเบียนหมู่สัตว์เลย อันภิกษุไม่ควรทำกุฎีที่สำเร็จด้วยดินล้วน ภิกษุใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ”
ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้วพากันไปที่กุฎีนั้น ครั้นถึงแล้วได้ทำลายกุฎีนั้นเสีย
ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรได้ถามภิกษุเหล่านั้นว่า “อาวุโส ทำไมพวกท่านทำลายกุฎีของผม”
“พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ทำลาย ขอรับ”
“ก็ทำลายเถิด ท่าน ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นธรรมสามีรับสั่งให้ทำลาย”
{๘๐} [๘๖] กาลต่อมา ความดำรินี้ได้มีแก่ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรว่า “เมื่อเราเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน คนหาบหญ้า คนหาฟืนได้รื้อกุฎีมุงบัง ด้วยหญ้าของเราเสีย แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปถึง ๓ ครั้งแล้ว แม้กุฎีดิน ล้วนที่เราทำไว้นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็รับสั่งให้ทำลายเสีย ก็เจ้าพนักงานรักษาไม้ที่ชอบพอกับเรามีอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราควรจะขอไม้ต่อเจ้าพนักงานรักษาไม้มาทำกุฎีไม้” จึงท่านพระธนิยะกุมภการบุตรได้เข้าไปหาเจ้าพนักงานรักษาไม้ ครั้นแล้วได้บอกเรื่องนี้ต่อเจ้าพนักงานรักษาไม้ว่า “ขอเจริญพร เมื่ออาตมาเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน คนหาบหญ้าคนหาฟืนได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าของเราเสียแล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปถึงสามครั้งแล้ว แม้กุฎีดินล้วนที่เราทำไว้นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็รับสั่งให้ทำลายเสีย ขอท่านจงให้ไม้แก่อาตมา อาตมาประสงค์จะทำกุฎีไม้”เจ้าพนักงานรักษาไม้เรียนว่า “ไม้ที่กระผมจะพึงถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าได้นั้นไม่มี ขอรับ มีแต่ไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อม แปลงพระนคร
- ๑พระพุทธาณัติ หมายถึงพระบัญชาหรือคำสั่งของพระพุทธเจ้า
- ๒ผู้เป็นธรรมสามี หมายถึงผู้เป็นเจ้าของค้นพบพระธรรม เป็นพระนามเรียกพระพุทธเจ้า
ซึ่งเก็บไว้ใช้ในคราวมีอันตราย ถ้าพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้พระราชทานไม้เหล่านั้น ท่านก็ให้คนขนไปเถิด ขอรับ”
“ขอเจริญพร ไม้เหล่านั้นพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแล้ว”
ลำดับนั้น เจ้าพนักงานรักษาไม้คิดว่า “ธรรมดาพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านั้นเป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ พูดเป็นสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเลื่อมใสในพระสมณะเหล่านี้ยิ่งนัก ท่านพระธนิยะนี้ย่อมไม่บังอาจที่จะกล่าวถึงสิ่งของที่พระเจ้าอยู่หัวยังไม่ได้พระราชทานว่าพระราชทานแล้ว” จึงได้เรียนต่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรว่า “นิมนต์ให้คนขนไปเถิด ขอรับ”ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรจึงสั่งให้ตัดไม้เหล่านั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ บรรทุกเกวียนไปทำกุฎีไม้แล้ว
วัสสการพราหมณ์ตรวจราชการ
{๘๑} [๘๗] ครั้งนั้นแล วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ในมคธรัฐไปตรวจราชการในพระนครราชคฤห์ ได้เข้าไปหาเจ้าพนักงานรักษาไม้ ครั้นแล้วได้พูดถึงเรื่องนี้ต่อเจ้าพนักงานรักษาไม้ว่า “พนาย ไม้ของหลวงที่รักษาไว้สำหรับซ่อม แปลงพระนคร ซึ่งเก็บไว้ใช้ในคราวมีอันตรายเหล่านั้นอยู่ที่ไหน”
เจ้าพนักงานรักษาไม้เรียนว่า “ใต้เท้าขอรับ ไม้เหล่านั้นพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรไปแล้ว”
ทันใดนั้น วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ในมคธรัฐเกิดความไม่พอใจว่า “ไฉนพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อม แปลงพระนคร ซึ่งเก็บไว้ใช้ในคราวมีอันตรายแก่พระธนิยะ กุมการบุตรไปเล่า” จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช กราบทูลว่า “ได้ทราบเกล้าว่า ไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อม แปลงพระนคร ซึ่งเก็บไว้ใช้ในคราวมีอันตราย พระองค์พระราชทานแก่พระธนิยะ กุมภการบุตรไปแล้วจริงหรือ พระพุทธเจ้าข้า”
พระเจ้าพิมพิสารตรัสถามว่า “ใครพูดอย่างนั้น”
“เจ้าพนักงานรักษาไม้พูด พระพุทธเจ้าข้า”
“พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้คนไปนำเจ้าพนักงานรักษาไม้มา”
จึงวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ในมคธรัฐ สั่งให้เจ้าหน้าที่คุมตัวเจ้าพนักงานรักษาไม้มา
{๘๒} ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรได้เห็นเจ้าพนักงานรักษาไม้ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไป จึงไต่ถามเจ้าพนักงานรักษาไม้ว่า “เจริญพร ท่านถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปด้วยเรื่องอะไร”“เรื่องไม้เหล่านั้น ขอรับ”
“ไปเถิด ท่าน แม้อาตมาก็จะไป”
“ใต้เท้าควรไป ขอรับ ก่อนที่กระผมจะถูกประหาร”
[๘๘] ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรได้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช ครั้นถึงแล้วนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราชเสด็จเข้าไปหาท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ทรงอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ตรัสถามท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรถึงเรื่องไม้นั้นว่า “พระคุณเจ้าทราบว่าไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อม แปลงพระนคร ซึ่งเก็บไว้ใช้ในคราวมีอันตราย โยมได้ถวายแด่พระคุณเจ้า จริงหรือ”“จริงอย่างนั้น ขอถวายพระพร”
“พระคุณเจ้า โยมเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีกิจมาก มีกรณียะมาก แม้ถวายแล้วก็จำไม่ได้ ขอพระคุณเจ้าโปรดเตือนให้โยมจำได้ทีเถิด”
“ขอถวายพระพร พระองค์ทรงจำได้ไหม ครั้งพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ใหม่ ๆ ได้ทรงเปล่งพระวาจาเช่นนี้ว่า ‘หญ้า ไม้ และน้ำข้าพเจ้าถวายแล้วแก่สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ขอสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายโปรดใช้สอยเถิด”
“ข้าแต่พระคุณเจ้า โยมจำได้ คำที่โยมกล่าวนั้นโยมหมายถึงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้ที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา เกิดความรังเกียจในโทษแม้เพียงเล็กน้อย แต่ว่าหญ้า ไม้ และน้ำนั้นอยู่ในป่า ไม่มีใครจับจอง พระคุณเจ้านั้นย่อมสำคัญเพื่อจะนำไม้ที่เขาไม่ได้ให้ไปด้วยเลศนั้น พระเจ้าแผ่นดินเช่นโยมจะฆ่า จะจองจำ หรือจะเนรเทศซึ่งสมณะหรือพราหมณ์อย่างไรได้ นิมนต์พระคุณเจ้ากลับไปเถิด พระคุณเจ้ารอดตัวเพราะขนคือเพศบรรพชิต แต่อย่าได้ทำอย่างนั้นอีก”
ประชาชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา
{๘๓} คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ แต่พระสมณะเหล่านี้ยังปฏิญาณว่าเป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม ความเป็นสมณะย่อมไม่มีแก่สมณะเหล่านี้ ความเป็นพรหมย่อมไม่มีแก่สมณะเหล่านี้ ความเป็นสมณะของสมณะเหล่านี้ เสื่อมไปแล้ว ความเป็นพรหมของสมณะเหล่านี้เสื่อมไปแล้ว ความเป็นสมณะของสมณะเหล่านี้จะมีแต่ไหน ความเป็นพรหมของสมณะเหล่านี้จะมีแต่ไหน สมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะแล้ว สมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว แม้พระเจ้าแผ่นดินสมณะเหล่านี้ยังหลอกลวงได้ คนอื่น ๆ ไฉนจักไม่ถูกหลอกลวงเล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรจึงได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑ความเป็นพรหม ในที่นี้หมายถึงความเป็นผู้ประเสิรฐ ผู้มีความดีสูงสุด (วิ.อ. ๑/๓๑๙)
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรว่า “ดูก่อนธนิยะ ทราบมาว่าเธอได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปจริงหรือ”
ท่านพระธนิยะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั้นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ก็ขณะนั้นแล มีมหาอำมาตย์ผู้เคยเป็นผู้พิพากษาเก่าคนหนึ่งบวชอยู่ในหมู่ภิกษุนั่งอยู่ไม่ห่างพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย จึงพระองค์ได้ตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราชจับโจรได้แล้วทรงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง เพราะมูลค่าทรัพย์ประมาณเท่าไรหนอ”
ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า “เพราะมูลค่าทรัพย์บาทหนึ่งบ้าง ควรค่าบาทหนึ่งบ้าง เกินบาทหนึ่งบ้าง พระพุทธเจ้าข้า”
ก็สมัยนั้น ในพระนครราชคฤห์ บาทหนึ่งเท่ากับ ๕ มาสก
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ได้ตรัสโทษความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคน
- ๑มาสก ชื่อมาตราเงินในครั้งโบราณ ๕ มาสกเป็น ๑ บาท (พจนานุกรม)
บำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย แล้วทรงกระทำธรรมีกถาที่เหมาะสมคล้อยตามเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑
เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑
เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑
เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑
เพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑
เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑
เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๘๙] “อนึ่ง ภิกษุใดถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้วพึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า ‘เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้า
เป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย’ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”
ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
{๘๔} [๙๐] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชวนกันไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า ได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้า นำกลับมาวัดแล้วแบ่งปันกัน ภิกษุทั้งหลายพูดขึ้นอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านเป็นผู้มีบุญมาก เพราะผ้าเกิดแก่พวกท่านมาก”พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ตอบว่า “ท่านทั้งหลาย บุญของพวกผมจักมีแต่ไหน พวกผมไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้าแล้วได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้ามาเดี๋ยวนี้เอง”
ภิกษุเหล่านั้นจึงต่อว่าว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้วมิใช่หรือ เหตุไรพวกท่านจึงได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้ามาเล่า”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ยอมรับว่า “จริงขอรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว แต่สิกขาบทนั้นทรงบัญญัตไว้เฉพาะในเขตบ้านมิได้ไปถึงในป่า”
- ๑ภิกษุฉัพพัคคีย์ ภิกษุพวก ๖ เป็นภิกษุเหลวไหลที่ชอบก่อเรื่องเสียหายเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทหลายข้อ รวมกันเป็นพวกได้ ๖ รูป คือ (๑) พระอัสสชิ (๒) พระปุนัพพสุกะ สองรูปนี้ชอบก่อเรื่องเสียหายคู่กัน เรียกว่า พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ (๓) พระเมตติยะ (๔) พระภุมมชกะ สองรูปนี้มักประพฤติชั่วคู่กันเสมอ เรียกว่า พระเมตติยะและพระภุมมชกะ (๕) พระปัณฑุกะ (๖) พระโลหิตกะ สองรูปนี้ก็ชอบทำเรื่องไม่เหมาะแก่ความเป็นพระภิกษุร่วมกัน เรียกว่า พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ (นัย วิ.อ. ๒/๑๑๕-๑๑๖)
จบ เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร