arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ · ปฐมปาราชิกสิกขาบท

วินีตวัตถุ เล่ม ๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๘–๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๓ ในปฐมปาราชิกสิกขาบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ ปฐมปาราชิกสิกขาบท วินีตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑ หน้า ๒๙๒–๓๒๐

หน้า ๒๙๒

สอดองค์กำเนิดเข้าอมรรคทางอมรรค ต้องอาบัติถุลลัจจัย

{๔๖} ภิกษุปฏิบัติผิดในภิกษุผู้หลับ เธอตื่นขึ้นแล้วยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะเสียทั้งสองรูป เธอตื่นขึ้นแล้วไม่ยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะภิกษุผู้ประทุษร้ายภิกษุปฏิบัติผิดในสามเณรที่หลับ เธอตื่นขึ้นแล้วยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะเสียทั้งสองรูป เธอตื่นขึ้นแล้วไม่ยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะภิกษุผู้ประทุษร้ายสามเณรปฏิบัติผิดในภิกษุที่หลับ เธอตื่นขึ้นแล้วยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะเสียทั้งสองรูป เธอตื่นขึ้นแล้วไม่ยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะสามเณรผู้ประทุษร้ายสามเณรปฏิบัติผิดในสามเณรที่หลับ เธอตื่นขึ้นแล้วยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะเสียทั้งสองรูป เธอตื่นขึ้นแล้วไม่ยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะสามเณรผู้ประทุษร้าย

อนาปัตติวาร

{๔๗} ภิกษุผู้ไม่รู้สึกตัว ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุผู้ กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ เหล่านื้ไม่ต้องอาบัติ

จบ สันถตภาณวาร

คาถารวมเรื่องวินีตวัตถุ

{๔๘}เรื่องลิงตัวเมีย ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุวัชชีบุตร ๑ เรื่อง

เรื่องปลอมเป็นคฤหัสถ์ ๑ เรื่อง เรื่องเปลือยกาย ๑ เรื่อง

เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง เรื่องเด็กหญิง ๑ เรื่อง

เรื่องภิกษุณีอุบลวรรณา ๑ เรื่อง เรื่องเพศกลับ ๒ เรื่อง

เรื่องมารดา ๑ เรื่อง เรื่องธิดา ๑ เรื่อง

เรื่องพี่น้องหญิง ๑ เรื่อง เรื่องภรรยา ๑ เรื่อง

เรื่องภิกษุหลังอ่อน ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุมีองค์กำเนิดยาว ๑ เรื่อง

เรื่องแผล ๒ เรื่อง เรื่องรูปปั้น ๑ เรื่อง

เรื่องตุ๊กตาไม้ ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุชื่อสุนทระ ๑ เรื่อง

เรื่องสตรี ๔ เรื่อง เรื่องป่าช้า ๕ เรื่อง

เรื่องกระดูก ๑ เรื่อง เรื่องนาคตัวเมีย ๑ เรื่อง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สอดองค์กำเนิดเข้าอมรรคทางอมรรค หมายถึงมีช่องแผลอยู่ติดกันสองช่อง สอดเข้าไปทางช่องแผลหนึ่งแล้วให้ถลำเข้าไปยังอีกช่องแผลหนึ่ง ยินดีการถอนออกทางช่องแผลที่สองนั้น (นัย วิ.อ. ๑/๒๘๙)
  2. ๒พระวินัยธร หมายถึงภิกษุผู้ทรงพระวินัย มีความชำนาญในพระวินัย สามารถตัดสินวินิจฉัยกรณีที่เกี่ยวกับเรื่องพระวินัยได้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ ในคัมภีร์อรรถกถา ท่านกล่าวว่า ภิกุษุผู้จะเป็นพระวินัยธรต้องรู้จักพระวินัย ๔ อย่าง คือ (๑) รู้จักสูตร คือต้องรู้จักพระบาลีวินัยปิฎกทั้งหมด (๒) รู้จักสุตตานุโลม คือรู้จักมหาปเทส ข้ออ้างเทียบเคียงหลัก ๔ อย่าง (๓) รู้จักอาจริยวาท คือ รู้จักอรรถกถาหรือข้อความอธิบายพระบาลีวินัยปิฎกนั้น (๔) รู้จักอัตตโนมติ คือต้องมีความรู้และประสบการณ์ในต้านพระวินัยโดยตรง นอกจากนี้แล้ว ยังต้องมีลักษณะของพระวินัยธรอีก ๓ ประการ คือ (๑) ทรงจำพระวินัยได้คล่องปากขึ้นใจ (๒) ประพฤติเคร่งครัดในพระวินัย (๓) เจนจัดเชี่ยวชาญในข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับพระวินัย (นัย วิ.อ. ๑/๒๔๒-๒๕๒)
  3. -----
  4. ๑อนาปัตติวาร หมายถึงตอนว่าด้วยข้อยกเว้นที่ไม่ต้องปรับอาบัติ ซึ่งในพระวินัยปิฎกจะปรากฏอยู่ท้ายคำอธิบายสิกขาบทแต่ละข้อ
  5. ๒วินีตวตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว หมายถึงประมวลเรื่องต่าง ๆ ที่ภิกษุก่อขึ้นซึ่งอยู่ในขอบข่ายแห่งสิกขาบท และพระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่าเป็นอาบัติใด ๆ หรือไม่ โดยได้แสดงไว้เป็นตัวอย่างสำหรับเทียบเคียงตัดสินในการปรับอาบัติเพื่อเป็นแนวทางสำหรับพระวินัยธรต่อ ๆ มา (ทำนองคำพิพากษาศาลสูงสุดที่นำมาศึกษากันในปัจจุบัน)
หน้า ๒๙๓

เรื่องนางยักษิณี ๑ เรื่อง เรื่องหญิงเปรต ๑ เรื่อง

เรื่องบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุอินทรีย์พิการ ๑ เรื่อง

เรื่องจับต้อง ๑ เรื่อง เรื่องพระอรหันต์เมืองภัททิยะจำวัดหลับ ๑ เรื่อง

เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่อง

เรื่องเปิดประตูนอน ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุเมืองภารุกัจฉะฝัน ๑ เรื่อง

เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง

เรื่องภิกษุณี ๑ เรื่อง เรื่องสิกขมานา ๑ เรื่อง

เรื่องสามเณรี ๑ เรื่อง เรื่องหญิงแพศยา ๑ เรื่อง

เรื่องบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง เรื่องสตรีคฤหัสถ์ ๑ เรื่อง

เรื่องให้ผลัดกัน ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุเฒ่า ๑ เรื่อง

เรื่องลูกเนื้อ ๑ เรื่อง

วินีตวัตถุ

เรื่องลิงตัวเมีย

{๔๙} [๖๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับลิงตัวเมียแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๑)

เรื่องภิกษุวัชชีบุตร

{๕๐} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุวัชชีบุตรชาวพระนครเวสาลีหลายรูปไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง แล้วเสพเมถุนธรรม พวกเธอได้มี

หน้า ๒๙๔

ความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๒)

เรื่องปลอมเป็นคฤหัสถ์

{๕๑} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วปลอมเป็นคฤหัสถ์เสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓)

เรื่องเปลือยกาย

{๕๒} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเปลือยกายเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๔)

เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง

{๕๓} ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งคากรองเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๕)

หน้า ๒๙๕

๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งเปลือกไม้กรองเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๖)๓. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผลไม้กรองเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๗)๔.

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยเส้นผมเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๘)๕. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยขนหางสัตว์เสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๙)๖. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๑๐)

หน้า ๒๙๖

๗. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งหนังเสือเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๑๑)

เรื่องเด็กหญิง

{๕๔} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเห็นเด็กหญิงนอนอยู่บนตั่ง เกิดความกำหนัด จึงสอดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในองค์กำเนิดเด็กหญิง เด็กหญิงนั้นตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๑๒)

เรื่องภิกษุณีอุบลวรรณา

{๕๕} [๖๘] ก็โดยสมัยนั้นแล มาณพคนหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ในภิกษุณีอุบลวรรณา เมื่อภิกษุณีอุบลวรรณาเข้าหมู่บ้านไปบิณฑบาต จึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกุฎี ภิกษุณีอุบลวรรณากลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันแล้วล้างเท้าแล้วเข้ากุฎีนั่งบนเตียง มาณพนั้นจึงเข้าปลุกปลํ้าประทุษร้ายภิกษุณีอุบลวรรณา นางจึงแจ้งเหตุนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ไม่ยินดีไม่ต้องอาบัติ” (๑๓)

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังฆาทิเสส เป็นชื่ออาบัติหนักรองจากปาราชิก ต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้ (พึงดูรายละเอียดในสังฆาทิเสสกัณฑ์ ของเล่มนี้)
  2. ๒เป็นพระอรหันตเถรี เลิศในทางมีฤทธิ์ อัครสาวิกาเบื้องซ้าย (องฺ.เอกก. แปล ๒๐/๒๓๗/๔๕)
หน้า ๒๙๗

เรื่องเพศกลับ ๒ เรื่อง

{๕๖} [๖๙] ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล เพศหญิงปรากฏแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถืออุปัชฌาย์เดิม ให้ถือการอุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิมนั้นเหมือนกัน และให้อยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุทั้งหลายอันใดที่ทั่วไปแก่ภิกษุณีทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปลงอาบัตินั้นในสำนักภิกษุณีทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุทั้งหลายอันใดที่ไม่ทั่วไปแก่ภิกษุณีทั้งหลาย เธอไม่ต้องอาบัติเพราะอาบัตินั้น” (๑๔)๒. ก็โดยสมัยนั้นแล เพศชายปรากฏแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถืออุปัชฌาย์เดิม ถืออุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิมนั้นเหมือนกัน และให้อยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุณีทั้งหลายอันใดที่ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปลงอาบัตินั้นในสำนักภิกษุทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุณีทั้งหลายอันใดที่ไม่ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย เธอไม่ต้องอาบัติเพราะอาบัตินั้น”

เรื่องมารดา

{๕๗} [๗๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับมารดา เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๑๖)

เรื่องธิดา

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับธิดา เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มี

หน้า ๒๙๘

พระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๑๗)

เรื่องพี่น้องหญิง

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับพี่น้องหญิง เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๑๘)

เรื่องอดีตภรรยา

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๑๙)

เรื่องภิกษุมีหลังอ่อน

{๕๘} [๗๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีหลังอ่อน เธอถูกความกระสันบีบคั้น จึงได้อมองค์กำเนิดของตนด้วยปาก เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๒๐)

หน้า ๒๙๙

เรื่องภิกษุมีองค์กำเนิดยาว

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีองค์กำเนิดยาว เธอถูกความกระสันบีบคั้นจึงได้สอดองค์กำเนิดของตนเข้าทางวัจมรรคของตน เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๒๑)

เรื่องแผล ๒ เรื่อง

{๕๙} ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้พบศพ และที่ศพนั้นมีแผลอยู่ใกล้กับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” จึงสอดองค์กำเนิดของตนเข้าในองค์กำเนิดของศพแล้วถอนออกทางแผล เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๒๒)๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้พบศพ และที่ศพนั้นมีแผลอยู่ใกล้กับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” จึงสอดองค์กำเนิดของตนเข้าในแผลแล้วถอนออกทางองค์กำเนิดของศพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๒๓)

เรื่องรูปปั้น

{๖๐} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ใช้องค์กำเนิดเสียดสีเครื่องหมายเพศแห่งรูปปั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึง

หน้า ๓๐๐

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (๒๔)

เรื่องตุ๊กตาไม้

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ใช้องค์กำเนิดเสียดสีเครื่องหมายเพศแห่งตุ๊กตาไม้ เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (๒๕)

เรื่องภิกษุชื่อสุนทระ

{๖๑} [๗๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุชื่อสุนทระบวชจากพระนครราชคฤห์ แล้วเดินไปตามถนน สตรีผู้หนึ่งเห็นท่านแล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดประเดี๋ยวก่อน ดิฉันจักไหว้” นางไหว้พลางเลิกผ้าอันตรวาสกขึ้นแล้ว ได้อมองค์กำเนิดด้วยปาก เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “เธอยินดีไหม”

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ” (๒๖)

เรื่องสตรี ๔ เรื่อง

{๖๒} ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า“ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ทุกกฎ แปลว่า ทำไม่ดี ทำให้เกิดความเสียหาย เป็นชื่ออาบัติเบากองที่ ๖ ซึ่งเป็นความผิดขั้นรองลงมาจากปาฏิเทสนียะ
หน้า ๓๐๑

ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิด เจ้าค่ะ ดิฉันจักพยายามเอง ท่านไม่ต้องพยายาม โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้นแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว’ (๒๗)๒. ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด”

ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านพยายามคนเดียว ดิฉันจักไม่พยายามละ โดยวิธีนี้อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้นแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๒๘)๓. ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด”

ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงพยายามข้างใน แล้วปล่อยน้ำอสุจิข้างนอก โดยวิธีนี้อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้นแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๒๙)

หน้า ๓๐๒

๔. ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด”

ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงพยายามข้างนอก แล้วปล่อยนํ้าอสุจิภายใน โดยวิธีนี้อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓๐)

เรื่องป่าช้า ๕ เรื่อง

{๖๓} [๗๓] ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งยังไม่ถูกสัตว์กัด ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓๑)๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ถูกสัตว์กัด ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓๒)๓. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งส่วนใหญ่ถูกสัตว์กัดแล้ว ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย” (๓๓)

หน้า ๓๐๓

๔. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศีรษะศพที่ขาด ได้สอดองค์กำเนิดเข้าไปสัมผัสในปากที่อ้าแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓๔)

๕. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศีรษะศพที่ขาด ได้สอดองค์กำเนิดเข้าไปในปากที่อ้า ไม่ให้สัมผัส แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (๓๕)

เรื่องกระดูก

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีจิตปฏิพัทธ์ในสตรีผู้หนึ่ง สตรีนั้นถึงแก่กรรมแล้วถูกทิ้งไว้ในป่าช้า กระดูกเกลื่อนกลาด ภายหลังภิกษุนั้นไปป่าช้า เก็บกระดูกมาแปรเป็นรูปเข้า แล้วจดองค์กำเนิดลงที่เครื่องหมายเพศ เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฎ” (๓๖)

เรื่องนาคตัวเมีย

{๖๔} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนาคเพศเมียแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓๗)

หน้า ๓๐๔

เรื่องนางยักษิณี

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางยักษิณีแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓๘)

เรื่องหญิงเปรต

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับหญิงเปรตแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๓๙)

เรื่องบัณเฑาะก์

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับบัณเฑาะก์แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๕๐)

เรื่องภิกษุมีอินทรีย์พิการ

{๖๕} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีอินทรียสัมผัสพิการ เธอคิดว่า “เราไม่รู้สึกสุขหรือทุกข์ อาบัติจักไม่มีแก่เรา” จึงเสพเมถุนธรรม แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อินทรีย์ ได้แก่ อวัยวะที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ๖ อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อินทรีย์พิการ หมายถึงอวัยวะบางส่วนของกายพิการ
หน้า ๓๐๕

ปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นจะรู้สึกก็ตามไม่รู้สึกก็ตาม ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๔๑)

เรื่องจับต้อง

{๖๖} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักเสพเมถุนธรรมกับสตรี” ครั้นพอแตะต้องเท่านั้นก็เกิดความกินแหนง แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (๔๒)

เรื่องพระอรหันต์เมืองภัททิยะจำวัดหลับ

{๖๗} [๗๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในที่พักกลางวันในป่าชาติยาวัน ใกล้เมืองภัททิยะ จำวัดอยู่ อวัยวะใหญ่น้อยของภิกษุนั้นถูกลมรำเพยให้แข็งตัวขึ้น สตรีผู้หนึ่งพบเข้าแล้วได้นั้งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วหลีกไป ภิกษุเห็นองค์กำเนิดเปรอะเปื้อน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่าง คือ กำหนัด ๑ ปวดอุจจาระ ๑ ปวดปัสสาวะ ๑ ถูกลมรำเพย ๑ ถูกบุ้งขน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ ที่องค์กำเนิดของภิกษุนั้นจะแข็งตัวขึ้นด้วยความกำหนัด เพราะภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ” (๔๓)

หน้า ๓๐๖

เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง

{๖๘} ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีเลี้ยงโคคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถีงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๔๔)๒.

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีเลี้ยงแพะคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๔๕)๓.

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีหาฟืนคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เออต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๔๖)๔. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีขนโคมัยคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดี

หน้า ๓๐๗

กิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แลวมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๔๗)

เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่อง

{๖๙} [๗๕] ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดอยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วยืนหัวเราะอยู่ใกล้ ๆ ภิกษุนั้นตื่นขึ้นแล้วได้ถามสตรีนั้นว่า “นี่เป็นการกระทำของเธอหรือ”

“เจ้าค่ะ เป็นการกระทำของดิฉัน”

ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอรู้สึกตัวหรือ”

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้สึกตัว พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่รู้สึกตัว ก็ไม่ต้องอาบัติ” (๔๘)

[๗๖] ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดพิงต้นไม้อยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้าจึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นรีบลุกขึ้นทันที แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือ”“ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่ยินดี ก็ไม่ต้องอาบัติ” (๔๙)

หน้า ๓๐๘

๓. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดพิงต้นไม้อยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยันให้กลิ้งไป แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือ”

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่ยินดี ก็ไม่ต้องอาบัติ” (๕๐)

เรื่องภิกษุเปิดประตูจำวัด

{๗๐} [๗๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวัน ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี เปิดประตูจำวัดอยู่ อวัยวะใหญ่น้อยของเธอถูกลมรำเพยให้แข็งตัวขึ้น ครั้งนั้น สตรีหลายคนถือของหอมและดอกไม้ไปสู่อาราม มุ่งตรงไปยังวิหาร พบภิกษุนั้นจึงได้นั่งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วกล่าวว่า “เป็นบุรุษองอาจนัก ท่านรูปนี้” แล้วถือของหอมและดอกไม้กลับไป

ภิกษุเห็นองค์กำเนิดเปรอะเปื้อน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่าง คือ กำหนัด ๑ ปวดอุจจาระ ๑ ปวดปัสสาวะ ๑ ถูกลมรำเพย ๑ ถูกบุ้งขน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ที่องค์กำเนิดของภิกษุนั้นจะแข็งตัวขึ้นด้วยความกำหนัด เพราะภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้จะพักผ่อนในกลางวัน ต้องปิดประตูเสียก่อนจึงค่อยพักผ่อน” (๕๑)

หน้า ๓๐๙

เรื่องภิกษุเมืองภารุกัจฉะฝัน

{๗๑} [๗๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุชาวเมืองภารุกัจฉะรูปหนึ่งฝันว่าได้เสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา คิดว่า “เราไม่เป็นสมณะ จักสึกละ” จึงเดินทางไปเมืองภารุกัจฉะ พบท่านพระอุบาลีในระหว่างทาง จึงกราบเรียนเรื่องนั้นให้ทราบ ท่านพระอุบาลีกล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโส อาบัติไม่มีเพราะความฝัน” (๕๒)

เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง

{๗๒} ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีตรงระหว่างขาอ่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๕๓)๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

หน้า ๓๑๐

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่สะดือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๕๔)๓. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย นัองหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่เกลียวท้อง โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๕๕)๔. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่รักแร้ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

หน้า ๓๑๑

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๕๖)๕. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ท่านอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่คอ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๕๗)๖. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ช่องหู โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึง

หน้า ๓๑๒

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๕๘)

๗. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่มวยผม โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๕๙)๘. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ง่ามมือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๐)

หน้า ๓๑๓

๙. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ดิฉันจะพยายามใช้มือทำให้นํ้าอสุจิเคลื่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๑)

เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง

{๗๓} [๗๙] ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีตรงระหว่างขาอ่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๒)

หน้า ๓๑๔

{๗๔} ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลยน้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่สะดือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๓)๓. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลยน้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่เกลียวท้อง โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๔)๔. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้

หน้า ๓๑๕

เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”

ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่รักแร้ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๕)๕. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่คอ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๖)๖. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”

หน้า ๓๑๖

ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ช่องหู โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๗)๗. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่มวยผม โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๘)๘. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ง่ามมือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

หน้า ๓๑๗

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๖๙)๙. ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด”ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร”

นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ดิฉันจะพยายามใช้มือทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน”

ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (๗๐)

เรื่องภิกษุณี

{๗๕} [๘๐] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในภิกษุณี เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ (๗๑)

เรื่องสิกขมานา

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสิกขมานา เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ (๗๒)

หน้า ๓๑๘

เรื่องสามเณรี

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสามเณรี เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ (๗๓)

เรื่องหญิงแพศยา

{๗๖} [๘๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในหญิงแพศยา ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ (๗๔)

เรื่องบัณเฑาะก์

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในบัณเฑาะก์ ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ (๗๕)

เรื่องสตรีคฤหัสถ์

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสตรีคฤหัสถ์ ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ (๗๖)

เรื่องใหัผลัดกัน

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดกันและกัน เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งสองไม่ยินดี ทั้งสองก็ไม่ต้องอาบัติ (๗๗)

หน้า ๓๑๙

เรื่องภิกษุผู้เฒ่า

{๗๗} [๘๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้เฒ่ารูปหนึ่งได้ไปเยี่ยมอดีตภรรยานางได้บังคับว่า “จงสึกมา” แล้วยึดตัวไว้ ภิกษุนั้นถอยหลังแล้วล้มหงาย นางจึงขึ้นคร่อมองค์กำเนิด เธอได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือเปล่า”“ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่ยินดี ก็ไม่ต้องอาบัติ” (๗๘)

เรื่องลูกเนื้อ

{๗๘} [๘๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในป่า ลูกเนื้อมาสู่ที่ถ่ายปัสสาวะของเธอแล้ว ได้อมองค์กำเนิดดื่มปัสสาวะ ภิกษุนั้นยินดี แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว” (๗๙)

จบ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑

หน้า ๓๒๐

๒. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒

เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร

{๗๙} [๘๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปซึ่งเคยเห็นกัน เคยคบหากันมาช่วยกันทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าที่เชิงภูเขาอิสิคิลิแล้วอยู่จำพรรษากัน แม้ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรก็ได้ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าแล้วอยู่จำพรรษา ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษา ครั้นล่วงไตรมาสแล้วก็ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าเก็บหญ้าและตัวไม้ไว้แล้วหลีกจาริกไปในชนบท ส่วนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรยังพักอยู่ ณ ที่นั่นเองตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ขณะเมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน คนหาบหญ้า คนหาฟืนได้รื้อกุฎีมุงด้วยหญ้าของท่านแล้วขนหญ้าและตัวไม้ไป

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กุมภการบุตร หมายถึงบุตรชายของช่างปั้นหม้อ คือมีบิดาเป็นช่างปั้นหม้อ (วิ.อ. ๑/๓๐๘)
  2. ๒ที่เรียกว่า คิชฌกูฏ เพราะเป็นภูเขาที่พวกแร้งพากันอาศัยอยู่ที่ยอดเขา หรือมียอดเขารูปร่างคล้ายแร้ง (วิ.อ. ๑/๓๐๗)
  3. ๓ที่ชื่อว่า ราชคฤห์ เพราะเป็นนครที่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นพระเจ้ามันธาตุและพระมหาโควินทะเป็นต้นทรงปกครอง กล่าวกันว่า พระนครนี้ย่อมปรากฏเฉพาะในพุทธกาลและจักรวรรดิกาลพ้นจากนี้แล้วเป็นนครร้าง ถูกอมนุษย์คือยักษ์ครอบครอง (วิ.อ. ๑/๓๐๗)
  4. ๔ที่เรียกว่า อิสิคิลิ เพราะเล่ากันมาว่า ในสมัยก่อน มีพระปัจเจกพุทธเจ้าจำนวน ๕๐๐ องค์ บิณฑบาตฉันเสร็จแล้ว ต่างไปรวมกันอยู่ในภูเขานั้น โดยนั่งเข้าสมาบัติ พวกชาวบ้านเห็นแต่การที่ท่านเข้าไป ไม่เห็นการที่ท่านออกมา จึงพากันเรียกภูเขาลูกนั้นว่า อิสิคิลิ ชื่งแปลว่า ภูเขากลืนกินฤๅษี (วิ.อ. ๑/๓๐๗-๓๐๘)
  5. ๕กุฎี หมายถึงที่อยู่ของพระภิกษุ ลักษณะคล้ายกระท่อม ในปัจจุบัน ที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรไม่ว่าจะเป็นตึกหรือเรือนไม้ ก็เรียกว่า กุฎี หรือ กุฏิ (เรือนหรือตึกสำหรับพระภิกษุ สามเณรอยู่ : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

จบ วินีตวัตถุ