arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ · ทุติยปาราชิกสิกขาบท

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๘ ในทุติยปาราชิกสิกขาบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ ทุติยปาราชิกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑ หน้า ๓๒๘–๓๓๐

หน้า ๓๒๘

เป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย’ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์

{๘๔} [๙๐] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชวนกันไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า ได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้า นำกลับมาวัดแล้วแบ่งปันกัน ภิกษุทั้งหลายพูดขึ้นอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านเป็นผู้มีบุญมาก เพราะผ้าเกิดแก่พวกท่านมาก”พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ตอบว่า “ท่านทั้งหลาย บุญของพวกผมจักมีแต่ไหน พวกผมไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้าแล้วได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้ามาเดี๋ยวนี้เอง”

ภิกษุเหล่านั้นจึงต่อว่าว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้วมิใช่หรือ เหตุไรพวกท่านจึงได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้ามาเล่า”

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ยอมรับว่า “จริงขอรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว แต่สิกขาบทนั้นทรงบัญญัตไว้เฉพาะในเขตบ้านมิได้ไปถึงในป่า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ภิกษุฉัพพัคคีย์ ภิกษุพวก ๖ เป็นภิกษุเหลวไหลที่ชอบก่อเรื่องเสียหายเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทหลายข้อ รวมกันเป็นพวกได้ ๖ รูป คือ (๑) พระอัสสชิ (๒) พระปุนัพพสุกะ สองรูปนี้ชอบก่อเรื่องเสียหายคู่กัน เรียกว่า พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ (๓) พระเมตติยะ (๔) พระภุมมชกะ สองรูปนี้มักประพฤติชั่วคู่กันเสมอ เรียกว่า พระเมตติยะและพระภุมมชกะ (๕) พระปัณฑุกะ (๖) พระโลหิตกะ สองรูปนี้ก็ชอบทำเรื่องไม่เหมาะแก่ความเป็นพระภิกษุร่วมกัน เรียกว่า พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ (นัย วิ.อ. ๒/๑๑๕-๑๑๖)
หน้า ๓๒๙

ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย พระบัญญัตินั้นย่อมเป็นเหมือนกันทั้งนั้นมิใช่หรือ การกระทำของพวกท่านนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกท่านจึงได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้ามาเล่า การกระทำของพวกท่านนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกท่านนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้ว ได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ

ทรงประชุมสงฆ์บัญญ้ติพระอนุบัญญ้ติ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นมูลเค้านั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่า พวกเธอไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้าแล้วลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้ามาจริงหรือ”

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้ลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้ามาเล่า การกระทำของพวกเธอนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้ว .... ทรงกระทำธรรมีกถาที่เหมาะสมคล้อยตามเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า

หน้า ๓๓๐

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย .... ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระอนุบัญญัติ

[๙๑] อนึ่ง ภิกษุใดถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้ แล้วพึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า ‘เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย’ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”

สิกขาบทวิภังค์

{๘๕} [๙๒] คำว่า อนึ่ง...ใด ความว่า ภิกษุใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘อนึ่ง..ใด’

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่าภิกษุ เพราะเรียกขานกัน ชื่อว่าภิกษุ เพราะตนปฏิญญา ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้อุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่า มีสารธรรม ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาผู้ที่ชื่อว่าภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะนี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

จบ เรื่องพระฉัพพัคคีย์