arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ · ทุติยปาราชิกสิกขาบท

สิกขาบทวิภังค์ เล่ม ๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๕–๘๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๘ ในทุติยปาราชิกสิกขาบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ ทุติยปาราชิกสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์ (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑ หน้า ๓๓๐–๓๓๓

หน้า ๓๓๐

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย .... ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระอนุบัญญัติ

[๙๑] อนึ่ง ภิกษุใดถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้ แล้วพึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า ‘เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย’ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”

สิกขาบทวิภังค์

{๘๕} [๙๒] คำว่า อนึ่ง...ใด ความว่า ภิกษุใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘อนึ่ง..ใด’

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่าภิกษุ เพราะเรียกขานกัน ชื่อว่าภิกษุ เพราะตนปฏิญญา ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้อุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่า มีสารธรรม ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาผู้ที่ชื่อว่าภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะนี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

หน้า ๓๓๑

ภูมิประเทศที่ชื่อว่า บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านที่มีกระท่อมหลังเดียวก็ดี มีกระท่อม ๒ หลังก็ดี มีกระท่อม ๓ หลังก็ดี มีกระท่อม ๔ หลังก็ดี มีคนอยู่ก็ดี ไม่มีคนอยู่ก็ดี ที่เขาล้อมรั้วไว้ก็ดี ที่เขาไม่ได้ล้อมรั้วไว้ก็ดี ที่เขาสร้างไว้เหมือนโรงพักโคก็ดี แม้หมู่เกวียนหรือโคต่างที่พักอยู่เกิน ๔ เดือน แม้ภูมิประเทศนี้ก็ตรัสว่า ‘บ้าน’ที่ชื่อว่า อุปจารบ้าน ได้แก่ สถานที่ซึ่งชายผู้มิกำลังปานกลางผู้ยืนอยู่ที่เสาเขื่อนของหมู่บ้านที่ล้อมรั้วไว้ ขว้างก้อนดินไปตก หรือสถานที่ซึ่งชายผู้มีกำลังปานกลางผู้ยืนอยู่ที่อุปจารเรือนของหมู่บ้านที่มิได้ล้อมรั้วไว้ขว้างก้อนดินไปตก

ที่ชื่อว่า ป่า ได้แก่ สถานที่ที่เว้นหมู่บ้านและอุปจารหมู่บ้าน นอกนั้นชื่อว่าป่า

ที่ชื่อว่า ทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้ ได้แก่ ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ไม่ได้สละ ไม่ได้ละวาง ยังรักษา ยังปกครองอยู่ ยังถือกรรมสิทธิ์อยู่ว่าเป็นของเรา ยังมีผู้อื่นหวงแหน นี้ชื่อว่า ทรัพย์อันเจ้าของมิได้ให้

คำว่า ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย ได้แก่ มิจิตคิดขโมย คือ มิจิตคิดลัก

{๘๖} คำว่า ถือเอา คือ ยึดเอา เอาไป ลัก เคลื่อนไหวอิริยาบถ ให้เคลื่อนจากที่ ให้ล่วงเลยเขตหมาย

{๘๗} ที่ชื่อว่า เห็นปานใด คือ บาทหนึ่งก็ดี ควรค่าบาทหนึ่งก็ดี เกินกว่าบาทหนึ่งก็ดี

ที่ชื่อว่า พระราชาทั้งหลาย ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน เจ้าผู้ปกครองประเทศ ท่านผู้ปกครองมณฑล ผู้ปกครองเขตรอยต่อประเทศ ผู้พิพากษามหาอำมาตย์ หรือท่านผู้สั่งประหารและจองจำได้ ท่านเหล่านี้ชื่อว่าพระราชาทั้งหลาย

หน้า ๓๓๒

ที่ชื่อว่า โจร มีอธิบายว่า ผู้ใดถือเอาสิ่งของอันเขามิได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสกก็ดี เกินกว่า ๕ มาสกก็ดี ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย ผู้นั้นชื่อว่า โจร

คำว่า ประหารเสียบ้าง คือ ประหารด้วยมือ ด้วยเท้า ด้วยแส้ ด้วยหวาย ด้วยไม้กระบอง หรือด้วยดาบ

คำว่า จองจำไว้บ้าง คือ ผูกล่ามไว้ด้วยเครื่องมัดคือเชือก ด้วยเครื่องจองจำคือขื่อคา ด้วยโซ่ตรวน ขังไว้ในเรือนจำ ด้วยกำหนดเขตคือ จังหวัด หมู่บ้าน หรือตำบล หรือคนคอยควบคุมไว้

คำว่า เนรเทศเสียบ้าง คือ ขับไล่เสียจากหมู่บ้าน ตำบลบ้าน จังหวัดชนบท หรือประเทศ

คำว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย นี้เป็นคำบริภาษ

{๘๘} ที่ชื่อว่า เห็นปานนั้น คือ บาทหนึ่งก็ดี ควรค่าบาทหนึ่งก็ดี เกินกว่าบาทหนึ่งก็ดี

คำว่า ถือเอา คือ ยึดเอา เอาไป ลัก เคลื่อนไหวอิริยาบถ ให้เคลื่อนจากที่ ให้ล่วงเลยเขตหมาย

{๘๙} คำว่า แม้ภิกษุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทียบเคียงภิกษุรูปก่อน

คำว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ใบไม้เหลีองหล่นจากขั้วแล้วไม่อาจจะเป็นของเขียวสดอีกได้ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถือเอาทรัพย์อันเขามิได้ให้ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย ได้ราคาบาทหนึ่งก็ดี ควรค่าบาทหนึ่งก็ดี เกินกว่าบาทหนึ่งก็ดี ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า เป็นปาราชิกคำว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่ กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นั่นชื่อว่า สังวาส สังวาสนั้นกับภิกษุนั้นไม่มี เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้

หน้า ๓๓๓

บทภาชนีย์

มาติกา

{๙๐} [๙๓] ทรัพย์ที่อยู่ในดิน ทรัพย์ที่อยู่บนบก

ทรัพย์ที่ลอยอยู่ในอากาศ ทรัพย์ที่อยู่ในที่แจ้ง

ทรัพย์ที่อยู่ในนํ้า ทรัพย์ที่อยู่ในเรือ

ทรัพย์ที่อยู่ในยาน ทรัพย์ที่ตนนำไป

ทรัพย์ที่อยู่ในสวน ทรัพย์ที่อยู่ในวัด

ทรัพย์ที่อยู่ในนา ทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่

ทรัพย์ที่อยู่ในบ้าน ทรัพย์ที่อยู่ในป่า

นํ้า ไม้ชำระฟัน ต้นไม้เจ้าป่า ทรัพย์ที่มีผู้นำไป

ทรัพย์ที่เขาฝากไว้ ด่านภาษี สัตว์มีชีวิต

สัตว์ไม่มีเท้า สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า สัตว์มีเท้ามาก

ภิกษุผู้สั่ง ภิกษุผู้รับของฝาก การชักชวนกันไปลัก

การนัดหมาย การทำนิมิต

ทรัพย์ที่อยู่ในดิน

{๙๑} [๙๔] ที่ชื่อว่า ทรัพย์ที่อยู่ในดิน ได้แก่ ทรัพย์ที่ฝังกลบไว้ในแผ่นดินภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในดิน เที่ยวหาเพื่อนก็ตาม หาจอบหรือตะกร้าก็ตาม เดินไปก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฏ ตัดไม้หรือเถาวัลย์ซึ่งเกิดอยู่ในที่นั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ชุดดินก็ตาม คุ้ยดินก็ตาม โกยดินขึ้นก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฏ จับต้องหม้อทรัพย์ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำหม้อทรัพย์ให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ทำหม้อทรัพย์ให้เคลื่อนจากที่ตั้ง ต้องอาบัติปาราชิก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มาติกา หมายถึงแม่บทหรือหัวข้อที่ตั้งไว้เพื่อขยายความ
  2. ๒มีไถยจิต หมายถึงมีจิตแห่งโจรหรือขโมย มีจิตคิดจะลัก มีจิตคิดจะขโมย มีจิตประกอบด้วยความเป็นขโมย มีเจตนาตั้งใจแน่วแน่จะลักใหัได้ (วิ.อ. ๑/๓๒๕)

จบ สิกขาบทวิภังค์