พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ · ตติยปาราชิกสิกขาบท
เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๖ ในตติยปาราชิกสิกขาบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑ หน้า ๔๐๒–๔๐๔
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๑๘๐} [๑๖๘] ก็โดยสมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งป่วย ภรรยาของเขาเป็นคนสวย น่าดู น่าชม พวกภิกษุฉัพพัคคีย์มีจิตปฏิพัทธ์ในหญิงนั้นจึงดำริขึ้นว่า “ถ้าอุบาสกสามียังมีชีวิตอยู่ พวกเราจักไม่ได้นาง อย่ากระนั้นเลย พวกเราจักพรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกนั้น” ครั้นดำริฉะนี้แล้วจึงเข้าไปหาอุบาสกนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ดูก่อนอุบาสก ท่านเป็นผู้ทำความดีไว้แล้ว ทำกุศลไว้แล้ว ทำเครื่องต้านทานความขลาดกลัวไว้แล้ว มิได้ทำบาป มิได้ทำความชั่ว มิได้ทำความเสียหาย ความดีท่านก็ทำไว้แล้ว ความชั่วท่านมิได้ทำไว้เลย จะประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยการมีชีวิตอยู่อย่างแสนลำบากยากแค้นนี้ ท่านตายเสียดีกว่าอยู่
ท่านตายจากโลกนี้ไปแล้ว หลังจากตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ จักเพียบพร้อมอิ่มเอิบได้รับบำเรอด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ในสุคติโลกสวรรค์นั้น”[๑๖๙] ครั้งนั้น อุบาสกนั้นเห็นคล้อยตามว่า “พวกท่านพูดจริงเพราะกระผมเป็นผู้ทำความดีไว้แล้ว ทำกุศลไว้แล้ว ทำเครื่องต้านทานความขลาดกลัวไว้แล้ว มิได้ทำบาป มิได้ทำความชั่ว มิได้ทำความเสียหาย ความดีกระผมก็ทำไว้แล้ว ความชั่วกระผมมิได้ทำไว้เลย จะประโยชน์อะไรแก่กระผมด้วยการมีชีวิตอยู่อย่างแสนลำบากยากแค้นนี้ กระผมตายเสียดีกว่าอยู่ กระผมตายจากโลกนี้ไปแล้ว หลังจากตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ จักเพียบพร้อมอิ่มเอิบได้รับปรนเปรอด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ในสุคติโลกสวรรค์นั้น” ดังนี้แล้ว เขาจึงรับประทานของที่แสลง เคี้ยวของที่แสลง ลิ้มของที่แสลง และดื่มของที่แสลง เมื่อเป็นเช่นนั้นความป่วยหนักก็เกิดขึ้น เขาจึงถึงแก่กรรมเพราะความป่วยไข้นั้นเอง ภรรยาของ
- ๑เบญจกามคุณ กามคุณ ๕ หมายถึงส่วนที่น่าใคร่น่าปรารถนา ส่วนผูกพันหรือส่วนที่อร่อยของกาม ๕ อย่าง คีอ รูปที่งาม เสียงที่ไพเราะ กลิ่นที่หอม รสอร่อย สัมผัสสุขสบาย อันเป็นทิพย์ หมายถึงเป็นของพวกเทวดาซึ่งดีเลิศกว่าของพวกมนุษย์ (นัย ที.สี.อ. ๑๑๑)
เขาจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ ไฉนพระสมณะเหล่านี้จึงได้ปฏิญาณตนว่า ‘เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม’ ดังนี้เล่า ความเป็นสมณะย่อมไม่มีแก่สมณะเหล่านี้ ความเป็นพรหมของสมณะเหล่านี้หามีไม่ ความเป็นสมณะความเป็นพรหมของสมณะเหล่านี้พินาศไปแล้ว ความเป็นสมณะความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้จะมีแต่ไหน พระสมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะปราศจากความเป็นพรหมเสียแล้ว พระสมณะเหล่านี้ได้พรรณนาคุณแห่งความตายแก่สามีของเรา สามีของเราถูกพระสมณะเหล่านี้ให้ตายแล้ว”แม้คนอื่น ๆ
ก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ ไฉนพระสมณะเหล่านี้จึงได้ปฏิญาณตนว่า ‘เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม’ ดังนี้เล่า ความเป็นสมณะย่อมไม่มีแก่สมณะเหล่านี้ ความเป็นพรหมของสมณะเหล่านี้หามีไม่ ความเป็นสมณะความเป็นพรหมของสมณะเหล่านี้พินาศไปแล้ว ความเป็นสมณะความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้จะมีแต่ไหน พระสมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ ปราศจากความเป็นพรหมเสียแล้ว พระสมณะเหล่านี้พรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสก อุบาสกถูกพระสมณะเหล่านี้ให้ตายแล้ว”ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้พรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกเล่า”
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติพระอนุบัญญัติ
[๑๗๐] ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ
เป็นมูลเค้านั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์เหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอพรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกจริงหรือ”
พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ...”
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์เหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย ... ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระอนุบัญญัติ
[๑๗๑] อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสฅราอันจะปลิดชีวิตแก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่อให้ตายด้วยคำว่า ‘แน่ะนายผู้เป็นชาย จะประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชีวิตอันแสนลำบากยากแค้นนี้ ท่านตายเสียดีกว่าอยู่’ ด้งนี้ เธอมีจิตใจอย่างนี้ มีความดำริในใจอย่างนี้ พรรณนาคุณแห่งความตายก็ดี ชักชวนเพื่อให้ตายก็ดี โดยปริยายต่าง ๆ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้”
สิกขาบทวิภังค์
{๑๘๑} [๑๗๒] คำว่า อนึ่ง...ใด ความว่า ภิกษุใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มี
จบ เรื่องพระฉัพพัคคีย์