พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สุราปานวรรค
สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุหลายรูป เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๑๙–๖๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในสุราปานวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุหลายรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๕๘๙–๕๙๒
อนาปัตติวาร
{๖๑๘} [๓๖๖] ภิกษุอาบนํ้าในสมัย ๑ ภิกษุอาบนํ้าในเวลาครึ่งเดือน ๑ ภิกษุอาบนํ้าในเวลาเกินครึ่งเดือน ๑ ภิกษุข้ามฟากพรางอาบนํ้าไป ๑ ภิกษุอาบนํ้าในปัจจันตชนบททุก ๆ แห่ง ๑ ภิกษุอาบนํ้าเพราะมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ นหานสิกขาบทที่ ๗
๘. ทุพพัณณกรณสิกขาบท
ว่าด้วยการทำจีวรใหม่ให้เสียสี
เรื่องภิกษุหลายรูป
{๖๑๙} [๓๖๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุและพวกปริพาชกจำนวนมากต่างเดินทางจากเมืองสาเกตไปยังพระนครสาวัตถี ในระหว่างทางพวกโจรได้พากันออกมาแย่งชิงพวกภิกษุและพวกปริพาชกเหล่านั้น พวกเจ้าหน้าที่ได้ออกจากพระนครสาวัตถีไปจับโจรเหล่านั้นได้พร้อมทั้งของกลาง แล้วส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “นิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายมา จำจีวรของตน ๆ ได้แล้วนิมนต์รับคืนไป” ภิกษุทั้งหลายจำจีวรไม่ได้ ชาวบ้านจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงจำจีวรของตน ๆ ไม่ได้เล่า” ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑อันตราย ในที่นี้ เช่น ถูกแมลงผึ้งไล่ต่อย รีบดำลงในนํ้า (วิ.อ. ๒/๔๐๙)
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น ทรงทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้นที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๓๖๘] อนึ่ง ภิกษุได้จีวรใหม่มา พึงถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ของสีเขียวครามก็ได้ ของสีตมก็ได้ ของสีดำคลํ้าก็ได้ มาทำให้เสียสี ถ้าภิกษุไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งมาทำให้เสียสี ใช้จีวรใหม่ เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๖๒๐} [๓๖๙] ที่ชื่อว่า ใหม่ ตรัสหมายถึงจีวรที่ยังมิได้ทำเครื่องหมายพินทุกัปปะ
ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ ผ้า ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง
คำว่า พึงถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง มาทำให้เสียสี คือ โดยที่สุดพึงถือเอาแม้ด้วยปลายหญ้าคา
- ๑พินทุกัปปะ หมายถึงการกำหนดเครื่องหมายช่วยจำด้วยจุดหรือวงกลมเล็ก ๆ คือ การทำจุดเป็นวงกลมด้วยสีเขียวคราม สีโคลนตม หรือสีดำคลํ้าไว้ที่มุมจีวรทั้งสี่มุม สามมุม สองมุม หรือมุมเดียวก็ได้ โดยขนาดของจุดวงกลมนั้น อย่างใหญ่เท่าแววตานกยูง อย่างเล็กเท่าหลังตัวเรือด ทั้งนี้เพื่อทำจีวรให้เสียสีหรือมีตำหนิตามวินัยบัญญัติและเป็นเครื่องช่วยให้จำจีวร ของตนได้ (นัย วิ.อ. ๒/๔๑๐)
ที่ชื่อว่า ของสีเขียวคราม ได้แก่ ของสีเขียวคราม ๒ อย่าง คือ ของสีเขียวครามเหมือนสำริดอย่าง ๑ ของสีเขียวครามเหมือนใบไม้อย่าง ๑ที่ชื่อว่า สีตม ตรัสหมายถึงสีนํ้าโคลน
ที่ชื่อว่า สีดำคลํ้า ได้แก่ สีดำชนิดใดชนิดหนึ่ง
คำว่า ถ้าภิกษุไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่างอย่างใดอย่าง หนึ่งมาทำให้เสียสี ความว่า ภิกษุไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งมาทำให้เสียสี โดยที่สุดแม้ด้วยปลายหญ้าคา แล้วใช้จีวรใหม่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
{๖๒๑} [๓๗๐] มิได้ถือเอา ภิกษุสำคัญว่ามิได้ถือเอา ใช้นุ่งห่ม ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์
มิได้ถือเอา ภิกษุสงสัย ใช้นุ่งห่ม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
มิได้ถือเอา ภิกษุสำคัญว่าถือเอา ใช้นุ่งห่ม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ทุกทุกกฏ
ถือเอาแล้ว ภิกษุสำคัญว่ามิได้ถือเอา ใช้นุ่งห่ม ต้องอาบัติทุกกฏ
ถือเอาแล้ว ภิกษุสงสัย ใช้นุ่งห่ม ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ต้องอาบัติ
ถือเอาแล้ว ภิกษุสำคัญว่าถือเอาแล้ว ใช้นุ่งห่ม ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๖๒๒} [๓๗๑] ภิกษุถือเอาแล้วใช้นุ่งห่ม ๑ ภิกษุใช้จีวรที่มีเครื่องหมายพินทุกัปปะหายสูญไป ๑ ภิกษุใช้จีวรที่มีร่องรอยทำเครื่องหมายพินทุกัปปะไว้แต่จางไป ๑ ภิกษุใช้จีวรที่ยังมิได้ทำเครื่องหมายพินทุกัปปะแต่เย็บติดกับจีวรที่ทำเครื่องหมายพินทุกัปปะแล้ว ๑ ภิกษุใช้ผ้าปะ ๑ ภิกษุใช้ผ้าทาบ ๑ ภิกษุใช้ผ้าดาม ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ ทุพพัณณกรณสิกขาบทที่ ๘
๙. วิกัปปนสิกขาบท
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
{๖๒๓} [๓๗๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตรวิกัปจีวรเองแก่ภิกษุสัทธิวิหาริกของพระพี่ชายแล้วใช้สอย จีวรนั้นซึ่งยังมิได้ถอน ต่อมา ภิกษุนั้นเล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุ ทั้งหลายว่า “อาวุโสทั้งหลาย ท่านพระอุปนันทศากยบุตรนี้วิกัปจีวรเองแก่กระผมแล้วใช้สอยจีวรนั้นซึ่งยังมิได้ถอน”บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระอุปนันทศากยบุตรวิกัปจีวรเองแก่ภิกษุแล้ว ไฉนจึงได้ใช้สอยจีวรนั้นซึ่งยังมิได้ถอนเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑วิกัป ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๔ หน้า ๖ ในเล่มนี้
จบ สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุหลายรูป