พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ มุสาวาทวรรค · สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์
อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๐–๒๕๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๖ ในสิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๒๙๐–๓๐๓
... ‘พวกเราไม่ใช่บัณฑิต ไม่ใช่คนฉลาด ไม่ใช่นักปราชญ์ ไม่ใช่พหูสูต ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเราพึงหวังได้แต่สุคติ’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน
๑. พูดล้อกดกระทบชาติ
{๒๕๐} [๓๔] อุปสัมบันไม่มุ่งจะด่า ไม่มุ่งจะข่มอนุปสัมบัน ไม่มุ่งจะทำให้เก้อเขิน แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชาติต่ำ ด้วยกล่าวกระทบชาติต่ำ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบชาติ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชาติสูง ด้วยกล่าวกระทบชาติต่ำ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบชาติ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชาติต่ำ ด้วยกล่าวกระทบชาติสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด พูดล้อยกยอกระทบชาติ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชาติสูง ด้วยกล่าวกระทบชาติสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๒. พูดล้อกดกระทบชื่อ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชื่อไม่เพราะด้วยกล่าว กระทบชื่อไม่เพราะ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบชื่อ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชื่อเพราะ ด้วยกล่าว กระทบชื่อไม่เพราะ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบชื่อ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชื่อไม่เพราะ ด้วยกล่าวกระทบชื่อเพราะ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบชื่อ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีชื่อเพราะ ด้วยกล่าวกระทบชื่อเพราะ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๓. พูดล้อกดกระทบวงศ์ตระกูล
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีวงศ์ตระกูลตํ่า ด้วยกล่าวกระทบวงศ์ตระกูลต่ำ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบวงศ์ตระกูล
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีวงศ์ตระกูลสูง ด้วยกล่าวกระทบวงศ์ตระกูลต่ำ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบวงศ์ตระกูล
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีวงศ์ตระกูลต่ำ ด้วยกล่าวกระทบวงศ์ตระกูลสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบวงศ์ตระกูล
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีวงศ์ตระกูลสูง ด้วยกล่าวกระทบวงศ์ตระกูลสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๔. พูดล้อกดกระทบการงาน
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีการงานชั้นต่ำ ด้วยกล่าวกระทบการงานชั้นตํ่า ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบการงาน
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีการงานชั้นสูง ด้วยกล่าวกระทบการงานชั้นต่ำ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบการงาน
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีการงานชั้นต่ำ ด้วยกล่าวกระทบการงานชั้นสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบการงาน
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีการงานชั้นสูง ด้วยกล่าวกระทบการงานชั้นสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๕. พูดล้อกดกระทบศิลปะ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีศิลปะชั้นตํ่า ด้วยกล่าวกระทบศิลปะชั้นต่ำ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบศิลปะ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีศิลปะชั้นสูง ด้วยกล่าวกระทบศิลปะชั้นต่ำ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบศิลปะ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีศิลปะชั้นตํ่า ด้วยกล่าวกระทบศิลปะชั้นสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบศิลปะ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีศิลปะชั้นสูง ด้วยกล่าวกระทบศิลปะชั้นสูง ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๖. พูดล้อกดกระทบโรค
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีโรคเบา ด้วยกล่าว กระทบโรคเบา ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบโรค
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีโรคหนัก ด้วยกล่าว กระทบโรคเบา ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบโรค
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีโรคเบา ด้วยกล่าว กระทบโรคหนัก ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบโรค
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีโรคหนัก ด้วยกล่าว กระทบโรคหนัก ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๗. พูดล้อกดกระทบรูปร่าง
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีรูปร่างไม่ดี ด้วยกล่าวกระทบรูปร่างไม่ดี... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบรูปร่าง
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีรูปร่างดี ด้วยกล่าว กระทบรูปร่างไม่ดี ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบรูปร่าง
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีรูปร่างไม่ดี ด้วยกล่าวกระทบรูปร่างดี ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบรูปร่าง
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีรูปร่างดี ด้วยกล่าว กระทบรูปร่างดี ... ต้องอาบัติทุุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๘. พูดล้อกดกระทบกิเลส
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีกิเลสหยาบ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสหยาบ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบกิเลส
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีกิเลสละเอียด ด้วยกล่าวกระทบกิเลสหยาบ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบกิเลส
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีกิเลสหยาบ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสละเอียด ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบกิเลส
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันที่มีกิเลสละเอียด ด้วยกล่าวกระทบกิเลสละเอียด ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๙. พูดล้อกดกระทบอาบัติ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติหยาบ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติหยาบ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบอาบัติ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้มีธรรมอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติหยาบ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบอาบัติ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติหยาบ ด้วยกล่าวกระทบธรรมอุกฤษฏ์ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบอาบัติ
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้มีธรรมอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบธรรมอุกฤษฏ์ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๑๐. พูดล้อกดกระทบคำด่า
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติหยาบ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าหยาบ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อกดให้เลวกระทบคำด่า
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติละเอียด ด้วยกล่าวกระทบคำด่าหยาบ ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อประชดกระทบคำด่า
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติหยาบ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าละเอียด ... ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
พูดล้อยกยอกระทบคำด่า
... แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงว่าอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติละเอียด ด้วยกล่าวกระทบคำด่าละเอียด คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นบัณฑิต เป็น
คนฉลาด เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึกว่า ‘ท่านเป็นบัณฑิต ท่านเป็นคนฉลาด ท่านเป็นนักปราชญ์ ท่านเป็นพหูสูต ท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านพึงหวังได้แต่สุคติ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
๑. พูดล้อเปรยกระทบชาติต่ำ - ชาติสูง
{๒๕๑} อุปสัมบันไม่มุ่งจะด่า ไม่มุ่งจะข่มอนุปสัมบัน ไม่มุ่งจะทำให้เก้อเขิน แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรยอย่างนี้ คือ กล่าวว่า ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นชาติจัณฑาล บางพวกเป็นชาติคนจักสาน บางพวกเป็นชาตินายพราน บางพวกเป็นชาติคนช่างรถ บางพวกเป็นชาติ คนเทขยะ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บางพวกเป็นชาติพราหมณ์’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๒. พูดล้อเปรยกระทบชื่อไม่เพราะ - ชื่อเพราะ
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกชื่ออวกัณณกะ ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกชื่อพุทธรักขิต...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๓. พูดล้อเปรยกระทบวงศ์ตระกูลตํ่า - ตระกูลสูง
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นโกสิยโคตร ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นโคตมโคตร ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๔. พูดล้อเปรยกระทบการงานชั้นตํ่า - ชั้นสูง
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นช่างไม้ บางพวกเป็น คนเทขยะ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นชาวนา บางพวกเป็นพ่อค้า บางพวกเป็นคนเลี้ยงโค’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
๕. พูดล้อเปรยกระทบศิลปะชั้นตํ่า - ชั้นสูง
.... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นช่างจักสาน ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นช่างนับ ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๖. พูดล้อเปรยกระทบโรคเบา - โรคหนัก
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นโรคเรื้อน ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๗. พูดล้อเปรยกระทบรูปร่างไม่ดี - รูปร่างดี
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกสูงเกินไป ...’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกไม่สูงนัก ...’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๘. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสหยาบ - ละเอียด
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกปราศจากราคะ ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๙. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม - อุกฤษฏ์
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกต้องอาบัติปาราชิก ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นโสดาบัน’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๑๐. พูดล้อเปรยกระทบคำด่าหยาบ - ละเอียด
... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ ... สุคติของท่านพวกนั้นไม่มี ท่านพวกนั้นพึงหวังได้แต่ทุคติ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้บางพวกเป็นบัณฑิต บางพวกเป็นคนฉลาด บางพวกเป็นนักปราชญ์ บางพวกเป็นพหูสูต บางพวกเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านพวกนั้นไม่มี ท่านพวกนั้นพึงหวังได้แต่สุคติ’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๑. พูดล้อเปรยกระทบชาติตํ่า - ชาติสูง
{๒๕๒} อุปสัมบันไม่มุ่งจะด่า ไม่มุ่งจะข่มอนุปสัมบัน ไม่มุ่งจะทำให้เก้อเขิน แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรยอย่างนี้ คือ กล่าวว่า ‘อนุปสัมบัน พวกไหนกันแน่เป็นชาติคนจัณฑาล เป็นชาติคนจักสาน เป็นชาตินายพราน
เป็นชาติคนช่างรถ เป็นชาติคนเทขยะ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นชาติกษัตริย์ เป็นชาติพราหมณ์’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๒. พูดล้อเปรยกระทบชื่อไม่เพราะ - ชื่อเพราะ
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่ชื่ออวกัณณกะ ...’ ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่ชื่อพุทธรักขิต ชื่อธัมมรักขิต ชื่อ สังฆรักขิต’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๓. พูดล้อเปรยกระทบวงศ์ตระกูลตํ่า - ตระกูลสูง
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นโกสิยโคตร เป็นภารทวาชโคตร’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นโคตมโคตร...’ ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๔. พูดล้อเปรยกระทบการงานชั้นตํ่า - ชั้นสูง
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นช่างไม้ เป็นคนเทขยะ ...’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นชาวนา เป็นพ่อค้า เป็นคนเลี้ยงโค’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๕. พูดล้อเปรยกระทบศิลปะชั้นตํ่า - ชั้นสูง
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นช่างจักสาน ...’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นช่างนับ เป็นช่างคำนวณ เป็นช่างเขียน’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๖. พูดล้อเปรยกระทบโรคเบา - โรคหนัก
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นโรคเรื้อน ...’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นโรคเบาหวาน’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๗. พูดล้อเปรยกระทบรูปร่างไม่ดี - รูปร่างดี
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่สูงเกินไป ...’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นคนไม่สูงนัก...’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๘. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสหยาบ - ละเอียด
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่ถูกราคะกลุ้มรุม ถูกโทสะย่ำยี ถูกโมหะครอบงำ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๙. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม - อุกฤษฏ์
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่ต้องอาบัติปาราชิก ... ต้องอาบัติ ทุพภาสิต’ ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นโสดาบัน’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๑๐. พูดล้อเปรยกระทบคำด่าหยาบ - ละเอียด
... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่ประพฤติดังอูฐ ... สุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นพึงหวังได้แต่ทุคติ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘อนุปสัมบันพวกไหนกันแน่เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นพึงหวังได้แต่สุคติ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
๑. พูดล้อเปรยกระทบชาติตํ่า - ชาติสูง
{๒๕๓} อุปสัมบันไม่มุ่งจะด่า ไม่มุ่งจะข่มอนุปสัมบัน ไม่มุ่งจะทำให้เก้อเขิน แต่ประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรยอย่างนี้ คือ กล่าวว่า ‘พวกเราไม่ใช่ชาติคนจัณฑาล ไม่ใช่ชาติคนจักสาน ไม่ใช่ชาตินายพราน ไม่ใช่ชาติคนช่างรถ ไม่ใช่ชาติคนเทขยะ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ ไม่ใช่ชาติพราหมณ์’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๒. พูดล้อเปรยกระทบชื่อไม่เพราะ - ชื่อเพราะ
... ‘พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ ... ‘ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
... ‘พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต ไม่ใช่ชื่อสังฆรักขิต’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๓. พูดล้อเปรยกระทบวงศ์ตระกูลตํ่า - ตระกูลสูง
... ‘พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร ไม่ใช่ภารทวาชโคตร’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร ไม่ใช่กัจจายนโคตร ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๔. พูดล้อเปรยกระทบการงานชั้นตํ่า - ชั้นสูง
... ‘พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ ไม่ใช่คนเทขยะ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘พวกเราไม่ใช่ชาวนา ไม่ใช่พ่อค้า ไม่ใช่คนเลี้ยงโค’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๕. พูดล้อเปรยกระทบศิลปะชั้นตํ่า - ชั้นสูง
... ‘พวกเราไมใช่ช่างจักสาน ไม่ใช่ช่างหม้อ ไม่ใช่ช่างหูก ไม่ใช่ช่างหนัง ไม่ใช่ช่างกัลบก’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘พวกเราไม่ใช่ช่างนับ ไม่ใช่ช่างคำนวณ ไม่ใช่ช่างเขียน’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๖. พูดล้อเปรยกระทบโรคเบา - โรคหนัก
... ‘พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน ...’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
... ‘พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
๗. พูดล้อเปรยกระทบรูปร่างไม่ดี - รูปร่างดี
... ‘พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป ไม่ใช่ตํ่าเกินไป ไม่ใช่ดำเกินไป ไม่ใช่ ขาวเกินไป’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก ไม่ใช่ไม่ตํ่านัก ไม่ใช่ไม่ดำนัก ไม่ใช่ไม่ขาวนัก’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๘. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสหยาบ - ละเอียด
... ‘พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี ไม่ใช่ถูกโมหะครอบงำ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ ไม่ใช่ปราศจากโทสะ ไม่ใช่ปราศจากโมหะ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
๙. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม - อุกฤษฏ์
... ‘พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก ... เป็นผู้ต้องอาบัติทุพภาสิต’ ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
... ‘พวกเราไม่ใช่เป็นโสดาบัน’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด
๑๐. พูดล้อเปรยกระทบคำด่าหยาบ - ละเอียด
... ‘พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ ไม่ใช่มีความประพฤติดังแพะ ไม่ใช่มีความประพฤติดังโค ไม่ใช่มีความประพฤติดังลา ไม่ใช่มีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน ไม่ใช่มีความประพฤติดังสัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราพึงหวังได้แต่ทุคติ’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด... ‘พวกเราไม่ใช่บัณฑิต ไม่ใช่คนฉลาด ไม่ใช่นักปราชญ์ ไม่ใช่พหูสูต ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเราพึงหวังได้แต่สุคติ’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิตทุก ๆ คำพูด
อนาปัตติวาร
{๒๕๔} [๓๕] ภิกษุผู้มุ่งอรรถ ๑ ภิกษุผู้มุ่งธรรม ๑ ภิกษุผู้มุ่งสั่งสอน ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ โอมสวาทสิกขาบทที่ ๒
จบ อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน