arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ มุสาวาทวรรค · สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๒–๑๙๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๖ ในสิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ทุติยสิกฺขาปทํ

๑. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

บาลี (สยามรัฐ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา ๑ เปสเล ภิกฺขู โอมสนฺติ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขขเสนฺติ วมฺเภนฺติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา เปสเล ภิกฺขู โอมสิสฺสนฺติ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขขเสสฺสนฺติ วมฺเภสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ

สจฺจํ กิร ตุเมฺห ภิกฺขเว เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา เปสเล ภิกฺขู โอมสถ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขขเสถ วมฺเภถาติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตุเมฺห โมฆปุริสา เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา เปสเล ภิกฺขู โอมสิสฺสถ ชาติยาปิ ฯเปฯ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขขเสสฺสถ วมฺเภสฺสถ เนตํ โมฆปุริสา อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ฯ

๑ ยุ. ภณฺเฑนฺตา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

โดยสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือ ด่าว่า สบประมาท กระทบกำเนิดบ้างชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้างคำด่าที่ทรามบ้าง.

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์ ทะเลาะกับภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงได้กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่าสบประมาทกระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์-ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้างเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า จริงหรือภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่าสบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้างรูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง?

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึงได้ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่าสบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้างรูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...,ครั้นแล้วทรงกระทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายดังต่อไปนี้:-

บาลี (สยามรัฐ)

ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ตกฺกสิลายํ ๑ อญฺญตรสฺส พฺราหฺมณสฺส นนฺทิวิสาโล นาม พลิพทฺโท ๒ อโหสิ ฯ อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท ตํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ คจฺฉ ตฺวํ พฺราหฺมณ เสฏฺฐินา สทฺธึ สหสฺเสน อพฺภุทํ ๓ กโรหิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ เสฏฺฐินา สทฺธึ สหสฺเสน อพฺภุทํ อกาสิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ สกฏสตํ อติพนฺธิตฺวา นนฺทิวิสาลํ พลิพทฺทํ ยุญฺชิตฺวา เอตทโวจ อญฺฉ ๔ กูฏ วหสฺสุ กูฏาติ ฯ อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท ตตฺเถว อฏฺฐาสิ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ สหสฺเสน ปราชิโต ปชฺฌายิ ฯ อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท ตํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ พฺราหฺมณ ปชฺฌายสีติ ฯ

ตถา หิ ปนาหํ โภ ตยา สหสฺเสน ปราชิโตติ ฯ กิสฺส ปน มํ ตฺวํ พฺราหฺมณ อกูฏํ กูฏวาเทน ปาเปสิ คจฺฉ ตฺวํ พฺราหฺมณ เสฏฺฐินา สทฺธึ ทฺวีหิ สหสฺเสหิ อพฺภุทํ กโรหิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ มา จ มํ อกูฏํ กูฏวาเทน ปาเปสีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ เสฏฺฐินา สทฺธึ ทฺวีหิ สหสฺเสหิ อพฺภุทํ อกาสิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ สกฏสตํ อติพนฺธิตฺวา นนฺทิวิสาลํ พลิพทฺทํ ยุญฺชิตฺวา เอตทโวจ อญฺฉ ภทฺร วหสฺสุ ภทฺราติ ฯ อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสิ ฯ

๑ ม. ตกฺกสีลายํ ฯ ๒ ม. พลีพทฺโท ฯ สี. พลิวทฺโท ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๓ ม. อพฺภุตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๔ ม. คจฺฉ ฯ

ฉบับหลวง

เรื่องโคนันทิวิสาล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว. พราหมณ์คนหนึ่งในเมืองตักกสิลามีโคถึกตัวหนึ่งชื่อนันทิวิสาล. ครั้งนั้นโคถึกชื่อนันทิวิสาล ได้กล่าวคำนี้กระพราหมณ์นั้นว่าข้าแต่ท่านพราหมณ์ ท่านจงไปพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย จึงพราหมณ์นั้นได้ทำการพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่าโคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพราหมณ์ได้ผูกเกวียน ๑๐๐ เล่มให้เนื่องกัน เทียมโคถึกนันทิวิสาลเสร็จแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า จงฉุดไป เจ้าโคโกง จงลากไป เจ้าโคโกง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โคถึกนันทิวิสาลได้ยืนอยู่ในที่เดิมนั่นเอง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พราหมณ์นั้นแพ้พนัน เสียทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์แล้วได้ซบเซา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อมา โคถึกนันทิวิสาลได้ถามพราหมณ์นั้นว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์เหตุไรท่านจึงซบเซา?

พ. ก็เพราะเจ้าทำให้เราต้องแพ้ เสียทรัพย์ไป ๑,๐๐๐ กษาปณ์ นั่นละซิ เจ้าตัวดี.

น. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ท่านมาเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่าโกงทำไมเล่า?

ขอท่านจงไปอีกครั้งหนึ่ง จงพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้ แต่อย่าเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่าโกง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นแล พราหมณ์นั้นได้พนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้. ครั้นแล้วได้ผูกเกวียน๑๐๐ เล่มให้เนื่องกัน เทียมโคถึกนันทิวิสาลแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า เชิญฉุดไปเถิด พ่อรูปงามเชิญลากไปเถิด พ่อรูปงาม.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล โคถึกนันทิวิสาลได้ลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม ซึ่งผูกเนื่องกันไปได้แล้ว.

บาลี (สยามรัฐ)

มนาปเมว ภาเสยฺย นามนาปํ กุทาจนํ

มนาปํ ภาสมานสฺส ครุภารํ อุทพฺพหิ

ธนญฺจ นํ อลพฺเภสิ ๑ เตน จตฺตมโน อหูติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลกล่าวควรแต่ถ้อยคำเป็นที่จำเริญใจ,

ไม่ควรกล่าวถ้อยคำอันไม่เป็นที่จำเริญใจ ในกาลไหน ๆ.

เพราะเมื่อพราหมณ์กล่าวถ้อยคำเป็นที่จำเริญใจ,โคถึกนันทิวิสาลได้ลากเกวียนหนักไป,

ยังพราหมณ์นั้นให้ได้ทรัพย์, และได้ดีใจเพราะพราหมณ์ได้ทรัพย์โดยการกระทำของตนนั้นแล.

บาลี (สยามรัฐ)

ตทาปิ เม ภิกฺขเว อมนาปา ขขสนา วมฺภนา กิมงฺคํ ปเนตรหิ มนาปา ภวิสฺสติ ขขสนา วมฺภนา เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ โอมสวาเท ปาจิตฺติยนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งนั้น คำด่า คำสบประมาทก็มิได้เป็นที่พอใจของเรา

ไฉน ในบัดนี้ คำด่า คำสบประมาท จักเป็นที่พอใจเล่า? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๕๑. ๒. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะโอมสวาท.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.

บาลี (สยามรัฐ)

โอมสวาโท นาม ทสหิ อากาเรหิ โอมสติ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ อกฺโกเสนปิ ฯ

ฉบับหลวง

สิกขาบทวิภังค์

ที่ชื่อว่า โอมสวาท ได้แก่คำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือชาติ ๑ ชื่อ ๑ โคตร ๑ การงาน ๑ ศิลป ๑ โรค ๑ รูปพรรณ ๑ กิเลส ๑ อาบัติ ๑คำด่า ๑.

บาลี (สยามรัฐ)

ชาติ นาม เทฺว ชาติโย หีนา จ ชาติ อุกฺกฏฺฐา จ ชาติ ฯ หีนา นาม ชาติ จณฺฑาลชาติ เวณชาติ เนสาทชาติ รถการชาติ ปุกฺกุสชาติ เอสา หีนา นาม ชาติ ฯ อุกฺกฏฺฐา นาม ชาติ ขตฺติยชาติ พฺราหฺมณชาติ เอสา อุกฺกฏฺฐา นาม ชาติ ฯ

ฉบับหลวง

บทภาชนีย์

ที่ชื่อว่า ชาติ ได้แก่ชาติ ๒ คือ ชาติทราม ๑ ชาติอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า ชาติทราม ได้แก่ชาติคนจัณฑาล ชาติคนจักสาน ชาติพราน ชาติคนช่างหนัง ชาติคนเทดอกไม้ นี้ชื่อว่าชาติทราม.

ที่ชื่อว่า ชาติอุกฤษฏ์ ได้แก่ชาติกษัตริย์ ชาติพราหมณ์ นี้ชื่อว่าชาติอุกฤษฏ์.

บาลี (สยามรัฐ)

นามํ นาม เทฺว นามานิ หีนญฺจ นามํ อุกฺกฏฺฐญฺจ นามํ ฯ หีนํ นาม นามํ อวกณฺณกํ ชวกณฺณกํ ธนิฏฺฐกํ สวิฏฺฐกํ กุลวฑฺฒกํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ ๑ เอตํ หีนํ นาม นามํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม นามํ พุทฺธปฏิสํยุตฺตํ ธมฺมปฏิสํยุตฺตํ สงฺฆปฏิสํยุตฺตํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม นามํ ฯ

๑ ม. อลาเภสิ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ชื่อว่า ชื่อ ได้แก่ชื่อ ๒ คือ ชื่อทราม ๑ ชื่ออุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า ชื่อทราม ได้แก่ ชื่ออวกัณณกะ ชวกัณณกะ ธนิฏฐกะ สวิฏฐกะกุลวัฑฒกะ, ก็หรือชื่อที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าชื่อทราม.

ชื่อว่า ชื่ออุกฤษฏ์ ได้แก่ชื่อที่เกี่ยวเนื่องด้วยพุทธะ ธัมมะ สังฆะ, ก็หรือชื่อที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าชื่ออุกฤษฏ์.

บาลี (สยามรัฐ)

โคตฺตํ นาม เทฺว โคตฺตานิ หีนญฺจ โคตฺตํ อุกฺกฏฺฐญฺจ โคตฺตํ ฯ หีนํ นาม ภารทฺวาชโคตฺตํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ เอตํ หีนํ นาม โคตฺตํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม โคตฺตํ โคตมโคตฺตํ โมคฺคลฺลานโคตฺตํ กจฺจายนโคตฺตํ วาเสฏฺฐโคตฺตํ ๒ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม โคตฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ชื่อว่า โคตร ได้แก่วงศ์ตระกูล มี ๒ คือ วงศ์ตระกูลทราม ๑ วงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า วงศ์ตระกูลทราม ได้แก่วงศ์ตระกูลภารทวาชะ, ก็หรือวงศ์ตระกูลที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าวงศ์ตระกูลทราม.

ที่ชื่อว่า วงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์ ได้แก่วงศ์ตระกูลโคตมะ วงศ์ตระกูลโมคคัลลานะวงศ์ตระกูลกัจจายนะ วงศ์ตระกูลวาเสฏฐะ, ก็หรือวงศ์ตระกูลที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยามไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่า วงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์.

บาลี (สยามรัฐ)

กมฺมํ นาม เทฺว กมฺมานิ หีนญฺจ กมฺมํ อุกฺกฏฺฐญฺจ กมฺมํ ฯ หีนํ นาม กมฺมํ โกฏฺฐกกมฺมํ ปุปฺผฉฑฺฑกกมฺมํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ เอตํ หีนํ นาม กมฺมํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม กมฺมํ กสิ วณิชฺชา โครกฺขา เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม กมฺมํ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ชื่อว่า การงาน ได้แก่งานที่ทำ มี ๒ คือ งานทราม ๑ งานอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า งานทราม ได้แก่งานช่างไม้ งานเทดอกไม้, ก็หรืองานที่เขาเย้ยหยันเหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกัน ในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่างานทราม.

ที่ชื่อว่า งานอุกฤษฏ์ ได้แก่ งานทำนา งานค้าขาย งานเลี้ยงโค, ก็หรืองานที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่า งานอุกฤษฏ์.

บาลี (สยามรัฐ)

สิปฺปํ นาม เทฺว สิปฺปานิ หีนญฺจ สิปฺปํ อุกฺกฏฺฐญฺจ สิปฺปํ ฯ หีนํ นาม สิปฺปํ นฬการสิปฺปํ กุมฺภการสิปฺปํ เปสการสิปฺปํ จมฺมการสิปฺปํ นหาปิตสิปฺปํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ เอตํ หีนํ นาม สิปฺปํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม สิปฺปํ มุทฺธา ๑ คณนา เลขา เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม สิปฺปํ ฯ

๑ ม. อจิตฺตีกตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. กจฺจานโคตฺตํ วาสิฏฺฐโคตฺตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ชื่อว่า ศิลปะ ได้แก่วิชาการช่าง มี ๒ คือ วิชาการช่างทราม ๑ วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า วิชาการช่างทราม ได้แก่ วิชาการช่างจักสาน, วิชาการช่างหม้อ วิชาการช่างหูก วิชาการช่างหนัง วิชาการช่างกัลบก, ก็หรือวิชาการช่างที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยามเกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าวิชาการช่างทราม.

ที่ชื่อว่า วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ได้แก่วิชาการช่างนับ วิชาการช่างคำนวณ วิชาการช่างเขียน, ก็หรือวิชาการช่างที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่นนับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าวิชาการช่างอุกฤษฏ์.

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺเพปิ อาพาธา หีนา นาม อปิจ มธุเมโห อาพาโธ อุกฺกฏฺโฐ ฯ

ฉบับหลวง

โรค แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม, แต่โรคเบาหวาน ชื่อว่าโรคอุกฤษฏ์.

บาลี (สยามรัฐ)

ลิงฺคํ นาม เทฺว ลิงฺคานิ หีนญฺจ ลิงฺคํ อุกฺกฏฺฐญฺจ ลิงฺคํ ฯ หีนํ นาม ลิงฺคํ อติทีฆํ อติรสฺสํ อติกณฺหํ อจฺโจทาตํ เอตํ หีนํ นาม ลิงฺคํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม ลิงฺคํ นาติทีฆํ นาติรสฺสํ นาติกณฺหํ นาจฺโจทาตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม ลิงฺคํ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ชื่อว่า รูปพรรณ ได้แก่รูปพรรณมี ๒ คือ รูปพรรณทราม ๑ รูปพรรณอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า รูปพรรณทราม คือ สูงเกินไป ต่ำเกินไป, ดำเกินไป ขาวเกินไปนี้ชื่อว่ารูปพรรณทราม.

ที่ชื่อว่า รูปพรรณอุกฤษฏ์ คือไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก นี้ชื่อว่ารูปพรรณอุกฤษฏ์.

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺเพปิ กิเลสา หีนา ฯ

ฉบับหลวง

กิเลส แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม.

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพาปิ อาปตฺติโย หีนา อปิจ โสตาปตฺติ สมาปตฺติ อุกฺกฏฺฐา ฯ

ฉบับหลวง

อาบัติ แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม, แต่โสดาบัติ สมาบัติ ชื่อว่า อาบัติอุกฤษฏ์

บาลี (สยามรัฐ)

อกฺโกโส นาม เทฺว อกฺโกสา หีโน จ อกฺโกโส อุกฺกฏฺโฐ จ อกฺโกโส ฯ หีโน นาม อกฺโกโส โอฏฺโฐสิ เมณฺโฑสิ โคโณสิ คทฺรโภสิ ติรจฺฉานคโตสิ เนรยิโกสิ นตฺถิ ตุยฺหํ สุคติ ทุคฺคติเยว ตุยฺหํ ปาฏิกงฺขาติ ยกาเรน วา ภกาเรน วา กาฏโกฏจิกาย วา เอโส หีโน นาม อกฺโกโส ฯ อุกฺกฏฺโฐ นาม อกฺโกโส ปณฺฑิโตสิ พฺยตฺโตสิ เมธาวีสิ พหุสฺสุโตสิ ธมฺมกถิโกสิ นตฺถิ ตุยฺหํ ทุคฺคติ สุคติเยว ตุยฺหํ ปาฏิกงฺขาติ เอโส อุกฺกฏฺโฐ นาม อกฺโกโส ฯ

๑ ม. มุทฺทา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ชื่อว่า คำด่า ได้แก่คำด่า มี ๒ คือ คำด่าทราม ๑ คำด่าอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า คำด่าทราม ได้แก่คำด่าว่า เป็นอูฐ, เป็นแพะ, เป็นโค, เป็นลา, เป็นสัตว์ดิรัจฉาน, เป็นสัตว์นรก, สุคติของท่านไม่มี, ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ, คำด่าว่าที่เกี่ยวด้วยยะอักษร ภะอักษร, หรือนิมิตของชายและนิมิตของหญิง นี้ชื่อว่าคำด่าทราม.

ที่ชื่อว่า คำด่าอุกฤษฏ์ ได้แก่ คำด่าว่า เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก, ทุคติของท่านไม่มี, ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ, นี้ชื่อว่าคำด่าอุกฤษฏ์.

จบ เรื่องพระฉัพพัคคีย์