พระวินัยปิฎก มหาวรรค · เภสัชชขันธกะ
พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๘–๕๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๒๑ ในเภสัชชขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เภสัชชขันธกะ พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๗๔–๘๕
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“อนึ่ง มีเภสัชอันควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน นํ้าผึ้ง น้ำอ้อย ภิกษุรับประเคนของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป พึงปรับอาบัติตามธรรม”
จบ ภาณวารว่าด้วยทรงอนุญาตเภสัชที่ ๑
๔. พระพุทธานุญาตนํ้าอ้อยงบเป็นต้น
{๔๘} [๒๗๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถีตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครราชคฤห์ ในระหว่างทาง ท่านพระกังขาเรวตะได้แวะเข้าโรงทำน้ำอ้อยงบ เห็นเขาผสมแป้งบ้าง เถ้าบ้างลงไปในงบนํ้าอ้อย เห็นแล้วก็รังเกียจว่านํ้าอ้อยงบเจืออามิสเป็นอกัปปิยะ ไม่ควรจะฉันในเวลาวิกาล จึงพร้อมด้วยบริษัทบริวารไม่ยอมฉันน้ำอ้อยงบ แม้พวกภิกษุที่เชื่อฟังคำของท่านก็พลอยไม่ฉันนํ้าอ้อยงบไปด้วย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนทั้งหลายผสมแป้งบ้าง เถ้าบ้างลงในงบนํ้าอ้อยเพื่อประสงค์อะไร”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “เพื่อจะให้ยึดติดกันแน่น พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑คำว่า ภาณวาร แปลว่า วาระแห่งการสวด หมายถึงการจัดแบ่งข้อความพระบาลีไว้เป็นหมวดหนึ่ง ๆ สำหรับสวดหรือสาธยายเป็นคราว ๆ หรือเป็นตอน ๆ ท่านอธิบายไว้ว่า ๑ ภาณวาร มีจำนวนอักษร ๘,๐๐๐ อักษร (ภาณวาโรติ มโต เอโก สฺวฏฺฐกฺขรสหสฺสโก : ที.สี.ฏี. (อภินว.) ๑/๙๗)
- ๒เป็นอกัปปิยะ หมายถึงเป็นของไม่สมควรที่จะบริโภคใช้สอยสำหรับพระภิกษุ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าคนทั้งหลายผสมแป้งบ้าง เถ้าบ้างลงในงบนํ้าอ้อยเพื่อจะให้ยึดติดกันแน่น นํ้าอ้อยนั้นก็ยังถึงการนับว่านํ้าอ้อยงบอยู่นั่นเอง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันน้ำอ้อยงบได้ตามสบาย”
พระพุทธานุญาตถั่วเขียว
ท่านพระกังขาเรวตะได้เห็นถั่วเขียวงอกขึ้นในกองอุจจาระในระหว่างทาง เห็นแล้วก็รังเกียจว่าถั่วเขียวเป็นอกัปปิยะ แม้ต้มแล้วก็ยังงอกได้ จึงพร้อมด้วยบริษัทบริวารไม่ยอมฉันถั่วเขียว แม้พวกภิกษุที่เชื่อฟังคำของท่านก็พลอยไม่ฉันถั่วเขียวไปด้วย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถั่วเขียวแม้ที่ต้มแล้ว ถ้ายังงอกได้ เราอนุญาตให้ฉันถั่วเขียวได้ตามสบาย”
[๒๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคลมในท้อง ท่านได้ดื่มยาดองโลณโสจิรกะ โรคลมในท้องนั้นของท่านก็หาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า
- ๑ยาดองโลณโสจิรกะ หมายถึงยาดองชนิดหนึ่งที่ปรุงพิเศษจากรสทุกอย่างบรรดามี กล่าวคือ เมื่อจะปรุงยานี้ ต้องนำมะขามป้อมสดและสมอพิเภกมาคั้นเอาเฉพาะนํ้าแล้วผสมธัญชาติทุกชนิด อปรัณณชาติทุกอย่าง ข้าวสุกที่ได้จากธัญชาติทั้ง ๗ ผลไม้ทุกชนิดเช่นกล้วยสุกเป็นต้น ยอดหรือหน่อไม้ทุกชนิดเช่นยอดหวายเป็นต้น ชิ้นปลาและเนื้อ และตัวยาสำคัญต่าง ๆ เช่น นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อย เกลือเป็นต้น ลงไปในหม้อ ปิดฝาให้สนิท ดองเก็บไว้ ๑ ปี ๒ ปี หรือ ๓ ปี เมื่อยานี้สุกได้ที่แล้วจะมีรสและสีเหมือนผลหว้า มีสรรพคุณเป็นยาช่วยย่อยอาหารและแก้สารพัดโรค เช่น โรคลม โรคไอ โรคเรื้อน โรคผอมเหลือง โรคริดสีดวง เป็นต้น ภิกษุสามารถฉันได้แม้ในเวลาวิกาล (นัย วิ.อ. ๑/๕๑๘-๕๑๙)
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธฉันยาดองโลณโสจิรกะ ได้ตามสบาย แต่ภิกษุไม่อาพาธต้องเจือนํ้า ฉันอย่างฉันนํ้าปานะ”
๕. พระพุทธบัญญัติห้ามอามิสที่อยู่ในภายในเป็นต้น
{๔๙} [๒๗๔] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้เสด็จถึงพระนครราชคฤห์แล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น คราวนั้นพระองค์ประชวรโรคลมในพระอุทร จึงท่านพระอานนท์ดำริว่า “แม้เมื่อก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าประชวรโรคลมในพระอุทร ก็ทรงพระสำราญได้ด้วยยาคูปรุงด้วยของ ๓ อย่าง” จึงของาบ้าง ข้าวสารบ้าง ถั่วเขียวบ้างด้วยตนเอง แล้วเก็บไว้ในภายในที่อยู่ ต้มด้วยตนเองในภายในที่อยู่ แล้วน้อมเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดดื่มข้าวยาคูปรุงด้วยของ ๓ อย่าง พระพุทธเจ้าข้า”
พุทธประเพณี
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับเสียงครกแล้ว ธรรมดาพระตถาคตทั้งหลายแม้จะทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี ทรงทราบกาลอันควรแล้วย่อมตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสถามเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัดเสียด้วยอริยมรรค พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายด้วยเหตุผล ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อน อานนท์ ข้าวยาคูนี้ได้มาแต่ไหน”
จึงท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบแล้ว
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนอานนท์ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนอานนท์ ไฉนเธอจึงได้พอใจในความมักมากเช่นนั้นเล่า ดูก่อนอานนท์ อามิสที่เก็บไว้ภายในที่อยู่เป็นอกัปปิยะ แม้ที่หุงต้มในภายในที่อยู่ก็เป็นอกัปปิยะ แม้ที่หุงต้มเองก็เป็นอกัปปิยะ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
พระพุทธบัญญัติห้ามอามิสที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายในที่อยู่ และที่หุงต้มเอง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ หุงต้มในภายในที่อยู่ และหุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ หุงต้มในภายในที่อยู่ แต่ผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ แต่หุงต้มในภายนอก และหุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก แต่หุงต้มในภายในที่อยู่ และหุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ แต่หุงต้มในภายนอก และผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายในที่อยู่ แต่ผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายนอก แต่หุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายนอก และผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้นแล ไม่ต้องอาบัติ”
พระพุทธานุญาตให้อุ่นโภชนาหาร
{๕๐} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายคิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามภัตตาหารที่หุงต้มเอง รังเกียจในโภชนาหารที่ต้องอุ่น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุ่นภัตตาหารที่ต้องอุ่นได้”
พระพุทธานุญาตอามิสที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น
{๕๑} ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครราชคฤห์เกิดทุพภิกขภัย คนทั้งหลายนำเกลือบ้าง นํ้ามันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของควรเคี้ยวบ้าง มายังอาราม ภิกษุทั้งหลายให้เก็บของเหล่านั้นไว้ข้างนอก สัตว์ต่าง ๆ กินเสียบ้าง พวกโจรลักเอาไปบ้าง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เก็บไว้ในภายในได้”
กัปปิยการกทั้งหลายเก็บอามิสไว้ข้างในแล้วหุงต้มข้างนอก พวกคนกินเดนพากันมาห้อมล้อม ภิกษุทั้งหลายไม่พอใจฉัน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุงต้มในภายใน”
ในคราวเกิดทุพภิกขภัย พวกกัปปิยการกนำสิ่งของไปมากมาย ถวายภิกษุเพียงเล็กน้อย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุงต้มเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายในที่อยู่ และที่หุงต้มเอง”
๖. ว่าด้วยการรับประเคนของที่เป็นอุคคหิต
{๕๒} [๒๗๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปด้วยกันจำพรรษาในกาสีชนบทแล้วเดินทางไปยังพระนครราชคฤห์เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในระหว่างทางไม่ได้โภชนาหารไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์พอแก่ความต้องการเลย ถึงของขบเคี้ยวคือผลไม้จะมีมาก แต่ก็หากัปปิยการกไม่ได้ จึงต่างพากันลำบาก ครั้นเดินทางไปพระนครราชคฤห์ ถึงพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
พระพุทธานุญาตให้หยิบผลไม้ที่หล่นแล้วนำไปได้
ก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่
- ๑ของที่เป็นอุคคหิต หมายถึงโภชนาหารที่ภิกษุถูกต้องหรือหยิบจับเองโดยไม่มีคนประเคน
หรือ พวกเธอเดินทางมามีความลำบากน้อยหรือ และพวกเธอมาจากไหนกันเล่า”
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ยังพอทนได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จำพรรษาในกาสีชนบทแล้วเดินทางมาพระนครราชคฤห์เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระวิหารเวฬุวันนี้ ในระหว่างทางไม่ได้โภชนาหารไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์พอแก่ความต้องการเลย ถึงของขบเคี้ยวคือผลไม้จะมีมาก แต่ก็หากัปปิยการกไม่ได้ เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์จึงเดินทางมามีความลำบาก”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ภิกษุเห็นของขบเคี้ยวคือผลไม้ในที่ใด และกัปปิยการกไม่มี ก็ให้หยิบนำไปเอง พบกัปปิยการกแล้ว วางไว้บนพื้นดิน ให้กัปปิยการกประเคนแล้วฉันได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับประเคนสิ่งของนั้นที่ภิกษุถูกต้องแล้วได้”
พราหมณ์ถวายงาและน้ำผึ้งใหม่
{๕๓} [๒๗๖] ก็โดยสมัยนั้นแล มีงาใหม่และนํ้าผึ้งใหม่เกิดขึ้นแก่พราหมณ์ผู้หนึ่ง จึงพราหมณ์นั้นได้คิดตกลงว่า “อย่ากระนั้นเลย เราพึงถวายงาใหม่และนํ้าผึ้งใหม่แก่ภิกษุสงฆ์มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นประมุขเถิด” ครั้นแล้วได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นพราหมณ์ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า
ขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าในวันพรุ่งนี้ เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ
ครั้นพราหมณ์นั้นทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกลับไปสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยตลอดราตรีนั้น แล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว ท่านพระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว”
ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเสด็จไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์นั้น ครั้นถึงแล้วได้ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงพราหมณ์นั้นอังคาส ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้วทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงพราหมณ์นั้นผู้นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับแล้วไม่ทันนาน
พราหมณ์นั้นระลึกขึ้นได้ว่า “งาใหม่และนํ้าผึ้งใหม่ซึ่งเป็นเหตุให้เราได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไว้เพื่อถวาย เราลืมถวายเสียแล้ว ถ้ากระไร เราพึงให้เขาจัดงาใหม่และนํ้าผึ้งใหม่บรรจุขวดและหม้อนำไปยังอาราม” จึงพราหมณ์นั้นให้เขาจัดงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่บรรจุขวดและหม้อนำไปยังอาราม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ยืนแล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ท่านพระโคดม งาใหม่และนํ้าผึ้งใหม่ซึ่งเป็นเหตุให้ข้าพระพุทธเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเพื่อถวาย ข้าพระพุทธเจ้าลืมถวายแล้ว ขอท่านพระโคดมโปรดรับงาใหม่และนํ้าผึ้งใหม่ของข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงถวายแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด”
ก็คราวนั้นอัตคัดอาหาร ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเพียงเล็กน้อยแล้วห้ามภัตเสียบ้าง พิจารณาแล้วห้ามภัตเสียบ้าง เป็นอันว่าพระสงฆ์ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตแล้วทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่จึงไม่ยอมรับประเคน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ฉันโภชนะอันไม่เป็นเดนซึ่งนำมาจากสถานที่ฉันได้”
๗. พระพุทธานุญาตให้รับประเคนแล้วฉันเป็นต้น
{๕๔} [๒๗๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ตระกูลอุปัฏฐากของท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ส่งของเคี้ยวไปเพื่อถวายพระสงฆ์ด้วยสั่งว่า “ต้องมอบให้พระคุณเจ้าอุปนนท์ถวายสงฆ์” แต่เวลานั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตรเข้าหมู่บ้านไปบิณฑบาตอยู่ ครั้นคนเหล่านั้นไปถึงอารามแล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า “พระคุณเจ้าอุปนนท์อยู่ไหน ขอรับ”ภิกษุทั้งหลายตอบว่า “ท่านพระอุปนันทศากยบุตรนั้นเข้าหมู่บ้านไปบิณฑบาตแล้ว”
คนเหล่านั้นสั่งว่า “ท่านเจ้าข้า ของเคี้ยวนี้ต้องมอบให้พระคุณเจ้าอุปนนท์ถวายภิกษุสงฆ์”
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกเธอจงรับประเคนเก็บไว้จนกว่าอุปนนท์จะมา”
ครั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตรเข้าไปเยี่ยมตระกูลทั้งหลายตั้งแต่ก่อนเวลาฉัน มาถึงเอาเวลาบ่าย ก็คราวนั้นเป็นสมัยทุพภิกขภัย ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเพียงเล็กน้อยแล้วห้ามภัตเสียบ้าง พิจารณาแล้วห้ามภัตเสียบ้าง เป็นอันว่าภิกษุสงฆ์ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตแล้วทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่จึงไม่ยอมรับประเคน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอนุญาตว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด โภชนะอันไม่เป็นเดนซึ่งรับประเคนไว้ในตอนก่อนฉัน เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉันเสร็จห้ามภัตแล้วฉันได้”
พระสารีบุตรเถระอาพาธ
{๕๕} [๒๗๘] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้น วันต่อมา ท่านพระสารีบุตรอาพาธเป็นไข้ตัวร้อน ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเยี่ยมท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า “อาวุโส สารีบุตร เมื่อก่อนท่านอาพาธเป็นไข้ตัวร้อน รักษาหายด้วยเภสัชอะไร”ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “รักษาหายด้วยรากบัวและเหง้าบัว”
จึงท่านพระมหาโมคคัลลานะได้หายตัวไปตรงพระวิหารเชตวันทันที มาปรากฏตัวอยู่ ณ ริมฝั่งสระโบกขรณีมันทากินี เปรียบเหมือนบุรุษผู้แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น
ช้างเชือกหนึ่งได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กราบเรียนท่านพระมหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า “ขอนิมนต์มาเถิด
พระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะ พระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะมาดีแล้ว พระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งไร ข้าพเจ้าจะถวายอะไรได้บ้าง เจ้าข้า”
ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ฉันประสงค์เหง้าบัวและรากบัว”
ช้างเชือกนั้นสั่งช้างอีกเชือกหนึ่งทันทีว่า “พนาย ถ้ากระนั้น เจ้าจงถวายเหง้าบัวและรากบัวแก่พระคุณเจ้าจนพอแก่ความต้องการ”
จึงช้างเชือกที่ถูกใช้นั้นลงสู่สระโบกขรณีมันทากินี ใช้งวงถอนเหง้าบัวและรากบัวล้างน้ำให้สะอาดดีแล้ว ผูกเป็นมัดแล้วเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะ ทันใดนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะได้หายตัวไปตรงริมฝั่งสระโบกขรณีมันทากินีมาปรากฏตัวที่พระวิหารเชตวัน เปรียบเหมือนบุรุษผู้แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น แม้ช้างเชือกนั้นก็ได้หายตัวไปตรงริมฝั่งสระโบกขรณีมันทากินีมาปรากฏตัวที่พระวิหารเชตวัน ได้ประเคนเหง้าบัวและรากบัวแก่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วหายตัวไปตรงพระวิหารเชตวันมาปรากฏตัวที่ริมฝั่งสระโบกขรณีมันทากินีลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะน้อมเหง้าบัวและรากบัวเข้าไปถวายท่านพระสารีบุตร เมื่อท่านพระสารีบุตรฉันเหง้าบัวและรากบัวแล้ว โรคไข้ตัวร้อนก็หายทันที เหง้าบัวและรากบัวยังเหลืออยู่เป็นอันมาก
ก็แลสมัยนั้นอัตคัดอาหาร ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเพียงเล็กน้อยแล้วห้ามภัตเสียบ้าง พิจารณาแล้วห้ามภัตเสียบ้าง เป็นอันว่าพระสงฆ์ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตแล้วทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่จึงไม่ยอมรับประเคน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอนุญาตว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด โภชนะอันไม่เป็นเดนซึ่งเกิดในป่า เกิดในสระบัว เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉันเสร็จห้ามภัตแล้วฉันได้”
พระพุทธานุญาตผลไม้ที่ใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้
{๕๖} ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีของฉันคือผลไม้เกิดขึ้นมาก แต่กัปปิยการกไม่มี ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ ไม่ยอมฉันผลไม้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผลไม้ที่ใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้หรือที่ปล้อนเม็ดออกแล้วยังมิได้ทำกัปปะ เราอนุญาตให้ฉันได้”
๘. พระพุทธบัญญัติห้ามทำการผ่าตัด
{๕๗} [๒๗๙] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครราชคฤห์ เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครราชคฤห์แล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น คราวนั้นภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคริดสีดวงทวาร นายแพทย์ชื่ออากาสโคตรกำลังทำการผ่าตัดทวารหนักด้วยศัสตรา ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระพุทธดำเนินไปตามเสนาสนะ เสด็จไปถึงวิหารที่อยู่ของภิกษุรูปนั้น นายแพทย์อากาสโคตรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ขออาราธนาท่านพระโคดมเสด็จมาทอดพระเนตรวัจมรรคของภิกษุรูปนี้เหมือนปากโคธา”
- ๑ยังมิได้ทำกัปปะ หมายถึงยังมิได้ตระเตรียม กำหนด หรือทำให้เป็นของสมควรที่จะฉัน
- ๒โคธา เป็นภาษาสุภาพ หมายถึงสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง สกุลเดียวกันกับตะกวด ตัวอ้วนใหญ่สีดำ มีลายดอกสีเหลืองพาดขวาง หางยาว ชอบอาศัยและหากินบริเวณใกล้นํ้า โตเต็มวัยยาวได้ถึง ๒.๕ เมตร (พจนานุกรม)
จบ พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย