พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
เรื่องพระปัญจวัคคีย์ เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ เรื่องพระปัญจวัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๒๒–๒๕
เรื่องภิกษุปัญจวัคคีย์
{๑๒} [๑๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงพระนครพาราณสี เสด็จเข้าไปทางภิกษุปัญจวัคคีย์ ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้นัดหมายกันและกันไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย พระสมณโคดมพระองค์นี้ เป็นผู้มักมาก คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก กำลังเสด็จมา พวกเราไม่ต้องไหว้ ไม่ต้องลุกขึ้นต้อนรับพระองค์ ไม่ต้องรับบาตรจีวรของพระองค์ แต่ว่าควรจะปูอาสนะไว้ ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา ก็จักประทับนั่งเอง”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปใกล้พวกภิกษุปัญจวัคคีย์ ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้นไม่อาจดำรงอยู่ในข้อนัดหมายของตนอย่างนั้น ๆ ได้ ต่างลุกขึ้นต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า รูปหนึ่งรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า รูปหนึ่งปูอาสนะ รูปหนึ่งจัดตั้งนํ้าล้างพระบาท รูปหนึ่งจัดตั้งตั่งรองพระบาท รูปหนึ่งนำกระเบื้องเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ นั่งบนอาสนะที่ภิกษุปัญจวัคคีย์จัดถวาย แล้วทรงล้างพระบาทฝ่ายภิกษุปัญจวัคคีย์เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยระบุพระนามและใช้คำว่าอาวุโส เมื่อภิกษุปัญจวัคคีย์เรียกอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
- อยู่ ณ พระนครสาวัตถี ทรงรับสั่งพวกภิกษุไว้ก่อนว่าถ้ามีคนมาถามหาสหายชื่ออนันตชินะ ก็ให้นำมาเฝ้า นายอุปกะเพียรถามหามาเรื่อยจนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วทูลขอบวช ได้เรียนกัมมัฏฐานจนสำเร็จเป็นพระอนาคามีสิ้นชีพไปบังเกิดในสุทธาวาสภูมิชั้นอวิหาแล้วก็พลันสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ณ ที่นั้นเลย ซึ่งมีเพียง ๗ ท่านที่สำเร็จเช่นนี้ (ม.มู.อ. ๒/๙๗-๙๘)
- ๑คำว่า อาวุโส แปลว่า ผู้มีอายุ ท่าน หรือ คุณ เป็นคำที่คนทั่วไปกล่าวนำ ร้องเรียก หรือ ทักทายกัน ไม่ได้เป็นคำแสดงความเคารพในฐานะเป็นผู้แก่กว่าเหมือนในภาษาไทย ในทางพระพุทธศาสนา เป็นคำที่ภิกษุผู้แก่พรรษาใช้ร้องเรียกภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า หรือภิกษุร้องเรียกคฤหัสถ์ คู่กับคำว่า ภันเต หรือ อายัสมา ซึ่งภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่าใช้ร้องเรียกภิกษุผู้แก่พรรษากว่าหรือคฤหัสถ์ร้องเรียกภิกษุ (ดูมหาปรินิพพานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๒๑๖)
ห้ามภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าเรียกตถาคตโดยระบุชื่อและใช้คำว่าอาวุโสเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะแล้ว พวกเธอจงเงี่ยโสตลงสดับ เราจะสั่งสอนอมตธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว เราจะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่นานนัก ก็จักทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันเป็นคุณยอดเยี่ยม ที่กุลบุตร ทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้”เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “อาวุโสโคดม แม้ด้วยจริยานั้น แม้ด้วยปฏิปทานั้น แม้ด้วยทุกกรกิริยา นั้น
พระองค์ก็ยังมิได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐอย่างสามารถเลย ก็บัดนี้พระองค์เป็นผู้มักมาก คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากเสียแล้ว ไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถได้เล่า”เมื่อภิกษุปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตไม่ใช่เป็นคนมักมาก ไม่ใช่เป็นคนคลายความเพียร ไม่ใช่เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต
- ๑ทุกกรกิริยา กิริยาที่ทำได้โดยยาก หมายถึงการทำความเพียรอันยากที่ใคร ๆ จะทำได้ ได้แก่ การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษด้วยวิธีการทรมานตนต่าง ๆ เช่น กลั้นลมหายใจและ อดอาหารเป็นต้น ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติก่อนตรัสรู้ อันเป็นฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค และได้ทรงละเลิกเสียเพราะไม่สำเร็จประโยชน์หรือตรัสรู้ได้จริง (นัย ม.มู.อ. ๒/๙๙)
- ๒อุตตริมนุสสธรรม ธรรมที่ข้ามพ้นพวกมนุษย์, ธรรมที่ล่วงเลยพวกมนุษย์แล้วทำให้ลุถึงความเป็นพรหมหรือภาวะนิพพาน หรืออีกความหมายหนึ่ง ธรรมของพวกมนุษย์ผู้ยิ่งยวด, ธรรมของพวกคนประเสริฐสุด คือ ผู้ได้ฌานและผู้เป็นพระอริยบุคคล (วิ.อ. ๑/๕๒๐) ว่าโดยองค์ธรรมได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรคผล ฯลฯ (ดูบทภาชนีย์ แห่งปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ วิ.มหาวิ. (แปล) ๑/๑๙๘)
ได้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะแล้ว พวกเธอจงเงี่ยโสตลงสดับ เราจะสั่งสอนอมตธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว เราจะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่นานนัก ก็จักทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันเป็นคุณยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ..
แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสว่า ...
ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “อาวุโสโคดม แม้ด้วยจริยานั้น แม้ด้วยปฏิปทานั้น แม้ด้วยทุกกรกิริยานั้น พระองค์ก็ยังมิได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐอย่างสามารถเลย ก็บัดนี้พระองค์เป็นผู้มักมาก คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากเสียแล้ว ไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐอย่างสามารถได้เล่า”เมื่อภิกษุปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังจำได้หรือไม่ว่า เมื่อก่อนแต่นี้ ถ้อยคำเช่นนี้ เราได้เคยพูดมาแล้ว”
ภิกษุปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำเช่นนี้พระองค์ไม่เคยตรัสเลย”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะแล้วพวกเธอจงเงี่ยโสตลงสดับ เราจะสั่งสอนอมตธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว เราจะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่นานนัก ก็จักทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันเป็นคุณยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ยอมเข้าใจได้แล้ว ลำดับนั้น ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้ยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาคเจ้า ยอมเงี่ยโสตลงสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ยิ่ง
ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ปฐมเทศนา
{๑๓} [๑๓] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสั่งกะภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ อย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นธรรมอันต่ำ เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบความลำบากแก่ตน ซึ่งเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านั้นอันตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้หลาย ก็ข้อปฏิบัติสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้นเป็นไฉน
ข้อปฏิบัติสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๑ สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ ๑
จบ เรื่องพระปัญจวัคคีย์