พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
อนัจฉริยคาถา เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ อนัจฉริยคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๑๒–๑๔
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงปริวิตกว่า “พระตถาคตทั้งหลาย ไม่รับอาหารด้วยมือ เราจะพึงใช้อะไรรับสัตตุผงและสัตตุก้อนดีหนอ”
ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้งสี่องค์ทรงทราบพระปริวิตกแห่งพระทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจของตนแล้วเสด็จมาจากสี่ทิศ ทรงนำบาตร ที่ทำด้วยศิลา ๔ ใบน้อมเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พลางกราบทูลว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนด้วยบาตรนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้บาตรศิลาใหม่เอี่ยมรับสัตตุผงและสัตตุก้อน แล้วเสวย
ครั้งนั้น พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองนี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งพระธรรมว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไปก็พ่อค้าสองคนนั้นได้เป็นอุบาสกคู่แรกในโลกที่อ้างถึงสองรัตนะเป็นสรณะ
จบ ราชายตนกถา
๕. พรหมยาจนกถา
ว่าด้วยพระพรหมอาราธนาแสดงธรรม
{๗} [๗] ครั้นผ่านไปอีก ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้ราชายตนะเข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธ นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธนั้น และเมื่อพระองค์เสด็จไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ได้มีพระทัยปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว
นี้เป็นธรรมลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต หยั่งถึงไม่ได้ด้วยความตรึก ละเอียด รู้ได้แต่บัณฑิต แต่หมู่สัตว์นี้เป็นผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในความอาลัย บันเทิงนักในความอาลัย ก็แลฐานะ คืออิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทธรรม ได้แก่ความที่ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านี้ เป็นสภาพอาศัยกันและกันเกิดขึ้นนี้ อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในความอาลัย บันเทิงนักในความอาลัย จะพึงเห็นได้โดยยาก แม้ฐานะนี้คือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้นความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ ก็พึงเห็นได้โดยยาก ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม และสัตว์เหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรานั้นได้ ข้อนั้นก็จะพึงเป็นความ เหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา”อนึ่ง อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ที่ไม่เคยได้ทรงสดับมาก่อนได้แจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
อนัจฉริยคาถา
บัดนี้ เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยาก เพราะธรรมนี้อันสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกราคะ และโทสะครอบงำแล้วไม่ตรัสรูได้โดยง่าย
สัตว์ทั้งหลายผู้อันราคะย้อมแล้ว ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อไว้แล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพาน
- ๑คำว่า อาลัย ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่แนบใจสัตว์อยู่ ได้แก่ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(กายสัมผัส)ที่น่าปรารถนา (นัย วิ.อ. ๓/๑๓)
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาเห็นอยู่ดังนี้ พระทัยก็น้อมไป เพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม
{๘} [๘] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้วได้มีความปริวิตกว่า “ชาวเราเอ๋ย โลกจะฉิบหายเสียละหนอ โลกจะพินาศเสียละหนอ เพราะว่าพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงน้อมพระทัยไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อแสดงธรรมเสียแล้ว’ ครั้นแล้วท้าวสหัมบดีพรหมได้อันตรธานไปในพรหมโลกแล้วมาปรากฏตัวอยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนบุรุษผู้แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้นลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมห่มผ้าเฉวียงบ่า คุกชาณุมณฑลเบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้กราบทูลว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงแสดงธรรมเถิด ขอพระสุคตเจ้าได้โปรดทรงแสดงธรรมเถิด เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลี ในจักษุ น้อยก็มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์เหล่านั้นจะเสียประโยชน์ ผู้รู้ทั่วถึงธรรมได้จักมีอยู่’ท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลคำนี้แล้วครั้นแล้ว ภายหลังได้กล่าวคาถาประพันธ์อื่นอีกดังนี้ว่า
เมื่อก่อนธรรมที่ไม่บริสุทธิ์อันเหล่าคนมีมลทิน คิดไว้แล้ว ได้มีปรากฏในแคว้นมคธ ขอพระองค์ได้โปรด ทรงเปิดประตูแห่งอมตธรรมนั่น ขอสัตว์ทั้งหลายจงได้ ฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หมดมลทินตรัสรู้แล้ว ตามลำดับ
- ๑กิเลสธุลี สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง หมายถึงราคะ โทสะ และโมหะ (นัย วิ.อ. ๓/๑๔)
- ๒จักษุ ในที่นี้หมายถึงปัญญาจักษุ ตาปัญญา (นัย วิ.อ. ๓/๑๔,๑๕)
- ๓เหล่าคนมีมลทิน หมายถึงศาสดาเจ้าลัทธิทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปะเป็นต้น (วิ.อ. ๓/๑๔)
จบ อนัจฉริยคาถา