พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
องค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ให้อุปสมบท ๑๖ หมวด เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๘–๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๙/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ องค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ให้อุปสมบท ๑๖ หมวด (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๑๔๖–๑๖๓
๓. อาจารย์ถึงมรณภาพ
๔. อาจารย์ไปเข้ารีตเดียรถีย์
๕. อาจารย์สั่งให้ระงับ หรือ
๖. ไปเข้าร่วมกับอุปัชฌาย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสสัยระงับจากอาจารย์มี ๖ อย่างนี้แล
๒๓. อุปสัมปาเทตัพพปัญจกะ
ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ควรให้อุปสมบท ๕ ประการ ๑๖ หมวด
{๙๘} [๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ไม่ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ไม่ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ไม่ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑)ศุกรปักษ์ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
- ๑กัณหปักษ์ ฝ่ายดำ หมายถึงขาดคุณสมบัติ ศุกรปักษ์ ฝ่ายขาว หมายถึงมีคุณสมบัติ
๑. ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๒)
กัณหปักษ์ ๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ๒. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ๓. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ๔. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ๕. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๓)
ศุกรปักษ์ ๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. ตนเองประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ๒. ตนเองประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ๓. ตนเองประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ๔. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ๕. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๔)
กัณหปักษ์ ๓
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ
๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้เกียจคร้าน
๕. เป็นผู้มีสติหลงลืม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๕)
ศุกรปักษ์ ๓
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้มีศรัทธา
๒. เป็นผู้มีหิริ
๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร
๕. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๖)
กัณหปักษ์ ๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
- ๑เป็นผู้วิบัติด้วยศีลในอธิศีล หมายถึงเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิกและสังฆาทิเสส (วิ.อ. ๓/๔๘)
- ๒เป็นผู้วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร หมายถึงเป็นผู้ต้องอาบัติ ๕ กองที่นอกจากอาบัติปาราชิก และสังฆาทิเสส คือ อาบัติถุลลัจจัย อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติทุกกฏ และอาบัติทุพภาสิต โดยยังไม่แสดงตนให้พ้นจากอาบัตินั้นๆ (วิ.อ. ๓/๔๙)
- ๓เป็นผู้วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง หมายถึงเป็นผู้ละสัมมาทิฏฐิแล้วยึดถืออันตคาหิกทิฏฐิ คือความ เห็นที่ยึดเอาที่สุดโต่งในเรื่องหนึ่งๆ เช่นเห็นว่า โลกเที่ยง ไม่เที่ยง เป็นต้น (นัย วิ.อ. ๓/๔๙)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๗)
ศุกรปักษ์ ๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
๒. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร
๓. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง
๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
๕. เป็นผู้มีปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๘)
กัณหปักษ์ ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. ไม่สามารถจะพยาบาลเองหรือให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ
- ๑เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้ขาดความรู้ความสามารถในการบริหารปกครองหมู่คณะ (นัย วิ.อ. ๓/๔๙)
- ๒เป็นผู้ด้อยปัญญา ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้ไม่รู้เรื่องอาบัติที่ควรรู้เป็นต้น (วิ.อ. ๓/๔๙)
๒. ไม่สามารถจะระงับเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน
๓. ไม่สามารถจะบรรเทาเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม
๔. ไม่รู้จักอาบัติ
๕. ไม่รู้จักวิธีออกจากอาบัติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๙)
ศุกรปักษ์ ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. สามารถจะพยาบาลเองหรือให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ
๒. สามารถจะระงับเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน
๓. สามารถจะบรรเทาเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม
๔. รู้จักอาบัติ
๕. รู้จักวิธีออกจากอาบัติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๐)
กัณหปักษ์ ๖
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ไม่สามารถจะฝึกปรือสัทธิวิหาริกหรืออันเตวาสิกในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร
๒. ไม่สามารถจะแนะนำในสิกขาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. ไม่สามารถจะแนะนำในธรรมอันยิ่ง ขึ้นไป
๔. ไม่สามารถจะแนะนำในวินัยอันยิ่ง ขึ้นไป
๕. ไม่สามารถจะเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๑)
ศุกรปักษ์ ๖
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. สามารถจะฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร
- ๑สิกขาอันเป็นอภิสมาจาร (อภิสมาจาริกาสิกขา) หมายถึงหลักการศึกษาฝึกอบรมที่เกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติที่จะชักนำความประพฤติและความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้น ได้แก่ ข้อวัตรปฏิบัติที่ทรงแสดงไว้ในหมวดขันธกะ (พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๔-๗) เป็นสิกขาบทที่ไม่ปรากฏในพระปาติโมกข์ แฝงคู่กับอาทิพรหมจริยกาสิกขาซึ่งเป็นสิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์ (นัย. วิ.อ. ๓/๔๙)
- ๒สิกขาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ (อาทิพรหมจริยกาสิกขา) หมายถึงหลักการศึกษา อบรมในฝ่ายบทบัญญัติหรือข้อปฏิบัติที่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์(ไตรสิกขา) สำหรับป้องกันความประพฤติเสียหาย เป็นพระพุทธบัญญัติที่ต้องยกขึ้นแสดงทุกครึ่งเดือน ได้แก่ สิกขาบท ที่มาในพระปาติโมกข์ของสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ (นัย วิ.อ. ๓/๔๙)
- ๓ธรรมอันยิ่ง (อภิธรรม) หมายถึงหลักกำหนดรู้ในเรื่องนามและรูป (วิ.อ. ๓/๔๙)
- ๔วินัยอันยิ่ง (อภิวินัย) หมายถึงสิกขาบทในพระบาลีวินัยปิฎกทั้งหมด (วิ.อ. ๓/๔๙)
- ๕หมายถึงไม่สามารถจะชี้แจงได้ถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย (นัย. วิ.อ. ๓/๔๙)
๒. สามารถจะแนะนำในสิกขาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. สามารถจะแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป
๔. สามารถจะแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป
๕. สามารถจะเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๒)
กัณหปักษ์ ๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ไม่รู้จักอาบัติ
๒. ไม่รู้จักอนาบัติ
๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา
๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดีโดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ดี ไม่คล่องแคล่วดี วินิจฉัยไม่เรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๓)
ศุกรปักษ์ ๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. รู้จักอาบัติ
๒. รู้จักอนาบัติ
๓. รู้จักอาบัติเบา
๔. รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อย โดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๔)
กัณหปักษ์ ๘
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ไม่รู้จักอาบัติ
๒. ไม่รู้จักอนาบัติ
๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา
๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก
๕. มีพรรษาต่ำกว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๕)
ศุกรปักษ์ ๘
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. รู้จักอาบัติ
๒. รู้จักอนาบัติ
๓. รู้จักอาบัติเบา
๔. รู้จักอาบัติหนัก
๕. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๖)
จบ คุณสมบัติของผู้ควรให้อุปสมบท ๕ ประการ ๑๖ หมวด
๒๔. อุปสัมปาเทตัพพฉักกะ
ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ควรให้อุปสมบท ๖ ประการ ๑๔ หมวด
กัณหปักษ์ ๑
{๙๙} [๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ไม่ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ไม่ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ไม่ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
๖. มีพรรษาต่ำกว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑)
ศุกรปักษ์ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๒)
กัณหปักษ์ ๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ๒. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ๓. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ๔. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ๕. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะและไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
๖. มีพรรษาตํ่ากว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๓)
ศุกรปักษ์ ๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. ตนเองประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ๒. ตนเองประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ๓. ตนเองประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ๔. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ๕. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะและชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๔)
กัณหปักษ์ ๓
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ
๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้เกียจคร้าน
๕. เป็นผู้มีสติหลงลืม
๖. เป็นผู้มีพรรษาต่ำกว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๕)
ศุกรปักษ์ ๓
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้มีศรัทธา
๒. เป็นผู้มีหิริ
๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร
๕. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น
๖. เป็นผู้มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๖)
กัณหปักษ์ ๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
๒. เป็นผู้วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร
๓. เป็นผู้วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง
๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย
๕. เป็นผู้ด้อยปัญญา
๖. เป็นผู้มีพรรษาตํ่ากว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๗)
ศุกรปักษ์ ๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
๒. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร
๓. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง
๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
๕. เป็นผู้มีปัญญา
๖. เป็นผู้มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๘)
กัณหปักษ์ ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. ไม่สามารถจะพยาบาลเองหรือให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ
๒. ไม่สามารถจะระงับเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน
๓. ไม่สามารถจะบรรเทาเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรมได้
๔. ไม่รู้จักอาบัติ
๕. ไม่รู้จักวิธีออกจากอาบัติ
๖. มีพรรษาต่ำกว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๙)
ศุกรปักษ์ ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. สามารถพยาบาลเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยพยาบาลอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธได้
๒. สามารถระงับเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน
๓. สามารถบรรเทาเองหรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่ายอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม
๔. รู้จักอาบัติ
๕. รู้จักวิธีออกจากอาบัติ
๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๐)
กัณหปักษ์ ๖
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ไม่สามารถฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสิทธิวิหาริกในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร
๒. ไม่สามารถแนะนำในสิกขาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. ไม่สามารถแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป
๔. ไม่สามารถแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป
๕. ไม่สามารถเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม
๖. มีพรรษาต่ำกว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๑)
ศุกรปักษ์ ๖
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ๑. สามารถฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร
๒. สามารถแนะนำในสิกขาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. สามารถแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป
๔. สามารถแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป
๕. สามารถเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม
๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๒)
กัณหปักษ์ ๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. ไม่รู้จักอาบัติ
๒. ไม่รู้จักอนาบัติ
๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา
๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดีโดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ดี ไม่คล่องแคล่วดี วินิจฉัยไม่เรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ
๖. มีพรรษาต่ำกว่า ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๓)
ศุกรปักษ์ ๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ
๑. รู้จักอาบัติ
๒. รู้จักอนาบัติ
๓. รู้จักอาบัติเบา
๔. รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ
๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือพรรษาเกิน ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๔)
จบ คุณสมบัติของผู้ควรให้อุปสมบท ๖ ประการ ๑๔ หมวด
๒๕. อัญญติตถิยปุพพกถา
ว่าด้วยเรื่องภิกษุผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์
{๑๐๐} [๘๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ถูกอุปัชฌาย์ว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌาย์เสียแล้วไปเข้าลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิม เธอกลับมาขออุปสมบทต่อภิกษุทั้งหลายอีก ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์ถูกอุปัชฌาย์ว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌาย์เสียแล้วไปเข้าลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิมกลับมาอีก ไม่พึงให้อุปสมบท แม้ผู้อื่นที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์ต้องการบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ พึงให้ปริวาส ๔ เดือนแก่เธอดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงให้ติตถิยปริวาสอย่างนี้
- ๑คำว่า อัญเดียรถีย์ หมายถึงนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกในสมัยนั้นหลายชื่อ เช่น นิครนถ์ อาชีวก อเจลก ดาบส (ชฎิล) ปริพาชก ปัณฑรงค์ (นัย วิ.อ. ๑/๒๗๑)
- ๒ติตถิยปริวาส หมายถึงวิธีอยู่กรรมหรือข้อบังคับที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสำหรับอัญเดียรถีย์ เฉพาะที่เป็นปริพาชก อาชีวก และอเจลกที่หันมาเลื่อมใสในพระธรรมวินัยแล้วประสงค์จะ บวชเป็นภิกษุ โดยให้ขอปริวาส (การอยู่กรรม) ต่อสงฆ์ แล้วดำรงตนอย่างสามเณรเป็นเวลา ๔ เดือน หรือจนกว่าสงฆ์จะพอใจ จึงจะขออุปสมบทเป็นภิกษุได้ (นัย วิ.อ. ๓/๕๐, ที.สี.อ. ๒๙๙)
จบ องค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ให้อุปสมบท ๑๖ หมวด