พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
ติตถิยปริวาส เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓๐/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ติตถิยปริวาส (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๑๖๓–๑๖๙
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๑๔)
จบ คุณสมบัติของผู้ควรให้อุปสมบท ๖ ประการ ๑๔ หมวด
๒๕. อัญญติตถิยปุพพกถา
ว่าด้วยเรื่องภิกษุผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์
{๑๐๐} [๘๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ถูกอุปัชฌาย์ว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌาย์เสียแล้วไปเข้าลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิม เธอกลับมาขออุปสมบทต่อภิกษุทั้งหลายอีก ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์ถูกอุปัชฌาย์ว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌาย์เสียแล้วไปเข้าลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิมกลับมาอีก ไม่พึงให้อุปสมบท แม้ผู้อื่นที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์ต้องการบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ พึงให้ปริวาส ๔ เดือนแก่เธอดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงให้ติตถิยปริวาสอย่างนี้
- ๑คำว่า อัญเดียรถีย์ หมายถึงนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกในสมัยนั้นหลายชื่อ เช่น นิครนถ์ อาชีวก อเจลก ดาบส (ชฎิล) ปริพาชก ปัณฑรงค์ (นัย วิ.อ. ๑/๒๗๑)
- ๒ติตถิยปริวาส หมายถึงวิธีอยู่กรรมหรือข้อบังคับที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสำหรับอัญเดียรถีย์ เฉพาะที่เป็นปริพาชก อาชีวก และอเจลกที่หันมาเลื่อมใสในพระธรรมวินัยแล้วประสงค์จะ บวชเป็นภิกษุ โดยให้ขอปริวาส (การอยู่กรรม) ต่อสงฆ์ แล้วดำรงตนอย่างสามเณรเป็นเวลา ๔ เดือน หรือจนกว่าสงฆ์จะพอใจ จึงจะขออุปสมบทเป็นภิกษุได้ (นัย วิ.อ. ๓/๕๐, ที.สี.อ. ๒๙๙)
วิธีให้ติตถิยปริวาส
ขั้นต้นพึงให้กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ปลงผมและหนวด แล้วให้ครองผ้ากาสายะ ให้ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วให้นั่งกระหย่ง ให้ประนมมือสั่งว่า ‘จงว่าอย่างนี้’ แล้วสอนให้ว่า ไตรสรณคมน์ ดังนี้พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์นั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระหย่ง ประนมมือ แล้วกล่าวคำขอติตถิยปริวาสอย่างนี้ว่า
คำขอติตถิยปริวาส
‘ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ามีชื่อนี้ เคยเป็นอัญเดียรถีย์ หวังอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์’
พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...
ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้
กรรมวาจาให้ติตถิยปริวาส
‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ ต้องการอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ เธอขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ปริวาส ๔ เดือนแก่ผู้มีชื่อนี้ ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ นี่เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ ต้องการอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ เธอขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์ สงฆ์ให้ปริวาส ๔ เดือนแก่ผู้มีชื่อนี้ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ การให้ปริวาส ๔ เดือน แก่ผู้มีชื่อนี้ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงปริวาส ๔ เดือนสงฆ์ให้แล้วแก่ผู้มีชื่อนี้ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ ชอบใจ แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
[๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เป็นผู้ปฏิบัติ ให้สงฆ์ยินดีด้วยอาการอย่างนี้ เป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดีด้วยอาการอย่างนี้
ข้อปฏิบัติที่มิให้สงฆ์ยินดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ เป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดีด้วยอาการอย่างไรเล่า
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ในพระธรรมวินัยนี้เข้าบ้านเช้าเกินไป กลับสายเกินไป อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี
๒. อีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร มีหญิงม่ายเป็นโคจร มีสาวเทื้อ เป็นโคจร มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร หรือมีภิกษุณีเป็นโคจร อย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี๓. อีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เป็นผู้ไม่ขยัน เกียจคร้านในการงานที่จะพึงช่วยกันทำทั้งใหญ่น้อยของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย ไม่ประกอบด้วยปัญญาสำหรับพิจารณาสอดส่องในการนั้น ไม่อาจทำไม่อาจจัดการได้ อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี๔. อีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เป็นผู้ไม่สนใจจริงจังในการเรียนบาลี ในการเรียนอรรถกถา ในอธิศีล ในอธิจิต ในอธิปัญญา อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี
- ๑เข้าบ้านเช้าเกินไป คือ รีบเข้าไปในเวลาที่ภิกษุทั้งหลายทำวัตรอยู่ กลับสายเกินไป คือ เมื่อเข้าไปแล้วมัวแต่ใช้เวลาคุยเรื่องต่าง ๆ กับพวกชาวบ้าน ฉันอาหารในหมู่บ้านนั้น ๆ กลับมา ในเวลาที่ภิกษุทั้งหลายเก็บบาตรจีวรเสร็จแล้วเรียนบาลีและอรรถกถา หรือปลีกตนอยู่ในที่สงัดกันอยู่ เข้าที่พักแล้วนอนโดยไม่สนใจทำอุปัชฌายวัตรและอาจริยวัตร (วิ.อ. ๓/๕๑)
- ๒โคจร หมายถึงไปมาหาสู่ด้วยปรารถนาจะผูกมิตรหรือสร้างความสนิทสนม (นัย วิ.อ. ๓/๕๑)
- ๓สาวเทื้อ หมายถึงหญิงที่ถึงวัยสาวหรือพ้นวัยสาวก็ตามซึ่งกำลังรอหรือเที่ยวเสาะหาชายมาเป็นสามี (วิ.อ. ๓/๕๑) สาวแก่, ทึนทึก, ไม่ว่องไว (พจนานุกรม)
๕. อีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ตัวเองปลีกตัวมาจากสำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวติครูคนนั้น ติความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ และความยึดถือ ของครูคนนั้น ย่อมโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ แต่เมื่อมีผู้กล่าวติ พระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ ย่อมพอใจ ร่าเริง ชอบใจ ก็หรือตัวเองปลีกตัวมาจากสำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวสรรเสริญครูคนนั้น สรรเสริญความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ และความยึดถือของครูคนนั้น ย่อมพอใจ ร่าเริง ชอบใจ แต่เมื่อมีผู้กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือ พระสงฆ์ ย่อมโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นเครื่องสอบสวนในข้อปฏิบัติที่ไม่ชวนให้สงฆ์ยินดีแห่งกุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดีรถีย์ <*> ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดีอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดีเช่นนี้แล กลับมาแล้ว ไม่พึงให้อุปสมบท
ข้อปฏิบัติที่ให้สงฆ์ยินดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดีด้วยอาการอย่างไรเล่า
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ในพระธรรมวินัยนี้เข้าบ้านไม่เช้าเกินไป กลับไม่สายเกินไป อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี
๒. อีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ไม่มีหญิงม่ายเป็นโคจร ไม่มีสาวเทื้อเป็น
- อัญเดียรถีย์ - ผู้รวบรวม
โคจร ไม่มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ไม่มีภิกษุณีเป็นโคจร อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี
๓. อีกข้อหนี่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะพึงช่วยกันทำทั้งใหญ่น้อยของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาสำหรับพิจารณา สอดส่องในการนั้น อาจทำได้ อาจจัดการได้ อย่างนี้แลชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี
๔. อีกข้อหนี่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เป็นผู้สนใจจริงจังในการเรียนบาลี ในการเรียนอรรถกถา ในอธิศีล ในอธิจิต ในอธิปัญญา อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี
๕. อีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ตัวเองปลีกตัวมาจากสำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวติครูคนนั้น ติความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ และความยึดถือของครูคนนั้น ย่อมพอใจ ร่าเริง ชอบใจ แต่เมื่อเขากล่าวติ พระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ ย่อมโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ก็หรือตัวเองปลีกตัวมาจากสำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวสรรเสริญครูคนนั้น สรรเสริญความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ และความยึดถือของครูคนนั้น ย่อมโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ แต่เมื่อเขากล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ ย่อมพอใจ ร่าเริง ชอบใจดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นเครื่องสอบสวนในข้อปฏิบัติที่ชวนให้สงฆ์ยินดีแห่งกุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดีด้วยอาการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี เช่นนี้แล กลับมาแล้ว พึงให้อุปสมบท
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์เปลือยกายมา ต้องแสวงหาจีวรซึ่งมีอุปัชฌาย์เป็นเจ้าของ ถ้ายังมิได้ปลงผมมา สงฆ์พึงอปโลกน์ เพื่อปลงผม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชฎิลผู้บูชาไฟมาแล้ว พึงให้อุปสมบท ไม่ต้องให้ปริวาสแก่พวกเธอ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะชฎิลเหล่านั้นเป็น กรรมวาที เป็นกิริยวาที
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเจ้าศากยะโดยกำเนิดผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์มา เธอมาแล้วพึงให้อุปสมบท ไม่ต้องให้ปริวาสแก่เธอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราให้ข้อยกเว้นนี้เป็นส่วนพิเศษเฉพาะหมู่ญาติ”
จบ เรื่องภิกษุเคยเป็นอัญเดียรถีย์
จบ ภาณวารที่ ๗
๒๖. ปัญจพาธวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องโรคห้ามอุปสมบท ๕ ชนิด
{๑๐๑} [๘๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ในแคว้นมคธเกิดโรคระบาดขึ้น ๕ ชนิด คือ โรคเรื้อน ๑ โรคฝี ๑ โรคกลาก ๑ โรคมองคร่อ ๑ โรคลมบ้าหมู ๑ ประชาชนถูกโรค ๕ ชนิดกระทบเข้าแล้วได้เข้าไปหาหมอชีวกโกมารภัจจ์ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า “ขอโอกาส ท่านอาจารย์ ขอท่านกรุณาช่วยรักษา พวกเราด้วย”
- ๑อปโลกน์ หรือ อปโลกนกรรม เป็นหนึ่งในสังฆกรรม ๔ หมายถึงการบอกกล่าวแก่ที่ประชุมสงฆ์ เพื่อให้รับทราบพร้อมกันหรือขอความเห็นร่วมกันโดยไม่ต้องตั้งญัตติ ไม่ต้องสวดอนุสาวนา
จบ ติตถิยปริวาส