arnon.world

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

มุจจลินทกถา เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ มุจจลินทกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๙–๑๑

หน้า ๙

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

พุทธอุทานคาถา

พราหมณ์ใดลอยบาปธรรมได้แล้ว ไม่มักตวาดผู้อื่นว่าหึหึ ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาด สำรวมตนแล้ว ถึงที่สุด แห่งเวท อยู่จบพรหมจรรย์ แล้ว ไม่มีกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้นในอารมณ์ไหน ๆ ในโลก พราหมณ์นั้นควรจะกล่าวว่า ตนเป็นพราหมณ์ได้ตามธรรมเนียม

จบ อชปาลนิโครธกถา

๓. มุจลินทกถา

ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงไม้มุจลินท์

เรื่องมุจลินทนาคราช

{๕} [๕] ครั้นผ่านไป ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้อชปาลนิโครธเข้าไปยังต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ครั้นแล้ว ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียว ณ ควงไม้มุจลินท์ตลอด ๗ วัน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ถึงที่สุดแห่งเวท คำว่า เวท ในที่นี้หมายถึงมรรคญาณ ความรู้ในอริยมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค (นัย วิ.อ. ๓/๙)
  2. ๒พรหมจรรย์ หมายถึงความประพฤติประเสริฐ มีความหมาย ๑๐ ประการ คือ ทาน การให้ เวยยาวัจจะ การขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ ปัญจสีละ ศีล ๕ อัปปมัญญา การแผ่พรหมวิหารธรรมไปในสรรพสัตว์ไม่มีขอบเขต เมถุนวิรัติ การงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม สทารสันโดษ ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน วิริยะ ความเพียร อุโปสถังคะ องค์อุโบสถ อริยมรรค ทางอันประเสริฐ และศาสนา คือไตรสิกขา (ที.สี.อ. ๑๖๐-๑๖๒) ในที่นี้หมายถึง อริยมรรคคือมรรคพรหมจรรรย์ (วิ.อ. ๓/๙)
หน้า ๑๐

ครั้งนั้น เมฆใหญ่ในสมัยมิใช่ฤดูกาลตั้งขึ้นแล้ว มีฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาวตลอด ๗ วัน ครั้งนั้น พญามุจลินทนาคราชได้ออกจากที่อยู่ของตนแล้วใช้ขนดหางวงรอบพระวรกายพระผู้มีพระภาคเจ้า ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่อยู่เหนือพระเศียรด้วยหวังใจว่า “ความหนาว ความร้อน สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานอย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย”ครั้นล่วงไป ๗ วัน พญามุจลินทนาคราชรู้ว่าอากาศปลอดโปร่งปราศจากเมฆฝนแล้ว จึงคลายขนดจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำแลงร่างของตนเป็นชายหนุ่มแล้วยืนประคองอัญชลีถวายนมัสการ พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ทางเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

พุทธอุทานคาถา

ความสงัด ของบุคคลผู้สันโดษ มีธรรมปรากฏแล้ว ผู้เห็นอยู่เป็นความสุข ความไม่เบียดเบียนคือความระมัดระวังในสัตว์ทั้งหลายเป็นความสุขในโลก

ความปราศจากความกำหนัดคือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้เป็นความสุขในโลก การกำจัดอัสมิมานะ เสีย ได้นั่นแลเป็นความสุขอย่างยิ่ง

จบ มุจลินทกถา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ความสงัด ในที่นี้คืออุปธิวิเวก ความสงัดจากสิ่งนุงนังที่ห่อทุกข์ไว้ทั้งปวง (วิ.อ. ๓/๑๐)
  2. ๒อัสมิมานะ หมายถึงการถือตัวว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ในเบญจขันธ์ (นัย ที.ปา.อ. ๒๓๕) หรือการถือตัว ๙ อย่างที่เกิดขึ้นว่า ‘เรามีเราเป็น’ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๓๙) การกำจัดอัสมิมานะ จึงหมายถึง อรหัตตผล คือ ภาวะจิตที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ (นัย วิ.อ. ๓/๑๐)
หน้า ๑๑

๔. ราชายตนกถา

ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนะ

เรื่องพ่อค้าชื่อตปุสสะกับภัลลิกะ

{๖} [๖] ครั้นผ่านไปอีก ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้มุจลินท์เข้าไปยังต้นราชายตนะ (ต้นเกด) ครั้นแล้ว ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียว ณ ควงไม้ราชายตนะตลอด ๗ วัน

สมัยนั้น พ่อค้าชื่อตปุสสะ ๑ ชื่อภัลลิกะ ๑ เดินทางไกลจากอุกกลชนบทมาถึงสถานที่นั้น ครั้งนั้น เทวดาผู้เป็นญาติสาโลหิตของตปุสสะกับภัลลิกะสองพ่อค้าได้กล่าวกะสองพ่อค้านั้นว่า “ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนะ ท่านทั้งสองจงไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยสัตตุ ผงและ สัตตุก้อนเถิด การบูชาของท่านทั้งสองนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน”ครั้งนั้น พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะนำสัตตุผงและสัตตุก้อนเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนของข้าพระพุทธเจ้าทั้งสอง ซึ่งจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองตลอดกาลนาน”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ เป็นคำนิยมทักทายร้องเรียกสำหรับพวกเทพ
  2. ๒สัตตุ หมายถึงข้าวตู (ขนมแห้งที่ไม่บูด) ทำด้วยข้าวสาลี ข้าวจ้าว หรือข้าวเหนียวโดยเด็ดรวงธัญชาติ ๓ อย่าง คือ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย หญ้ากับแก้มาตำเล็กน้อยแล้วฝัดแกลบออกแล้วตำซํ้าอีกจนป่น ถ้ายังชุ่มอยู่จะจับกันเป็นก้อน เรียกว่าสัตตุก้อนหรือข้าวตูก้อน ส่วนที่ตำข้าวสารจากข้าวเปลือกแก่จนป่น เรียกว่าสัตตุผงหรือข้าวตูผง (นัย วิ.อ. ๒/๓๖๐) ข้าวตู ข้าวตากคั่วแล้วตำเป็นผงเคล้ากับนํ้าตาลและมะพร้าว (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

จบ มุจจลินทกถา