arnon.world

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

อชปาลนิโครธกถา เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ อชปาลนิโครธกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๘–๙

หน้า ๘

พุทธอุทานคาถาที่ ๓

เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนา เสียได้ดุจดวงอาทิตย์ขึ้นมาทำท้องฟ้าให้สว่างฉะนั้น

จบ โพธิกถา

๒. อชปาลนิโครธกถา

ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงต้นอชปาลนิโครธ

เรื่องพราหมณ์หุหุกชาติ

{๔} [๔] ครั้นผ่านไป ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้โพธิพฤกษ์เข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธ ครั้นแล้วประทับนั่ง เสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียว ณ ควงไม้อชปาลนิโครธตลอด ๗ วัน

ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้มักตวาดคนอื่นว่าหึหึคนหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืน อยู่ ณ ที่สมควรข้างหนี่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ท่านพระโคดม บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงไรหนอ ก็แลธรรม ประเภทไหนที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มารและเสนา ในที่นี้หมายถึงกามทั้งหลาย (วิ.อ. ๓/๖)
  2. ๒ในโพธิกถานี้ พึงทราบว่า พุทธอุทานคาถาที่ ๑ เกิดขึ้นเพราะทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ที่ ๒ เกิดขึ้นเพราะทรงพิจารณานิพพาน และที่ ๓ เกิดขึ้นเพราะทรงพิจารณามรรค (วิ.อ. ๓/๖)
  3. ๓อชปาลนิโครธ หมายถึงควงไม้ไทรที่พวกคนเลี้ยงแพะมักมานั่งที่ร่มเงาเป็นประจำ (วิ.อ. ๓/๘)
  4. ๔พราหมณ์หุหุกชาติ พราหมณ์ผู้มีนิสัยชอบตวาดผู้อื่นว่าหึหึ เป็นผู้มีความคิดเห็นเฉพาะสิ่งที่พบ ว่าเป็นมงคล จึงถือตัวจัดและฉุนเฉียวง่าย เที่ยวตวาดผู้อื่นไปทั่ว (วิ.อ. ๓/๙)
หน้า ๙

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

พุทธอุทานคาถา

พราหมณ์ใดลอยบาปธรรมได้แล้ว ไม่มักตวาดผู้อื่นว่าหึหึ ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาด สำรวมตนแล้ว ถึงที่สุด แห่งเวท อยู่จบพรหมจรรย์ แล้ว ไม่มีกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้นในอารมณ์ไหน ๆ ในโลก พราหมณ์นั้นควรจะกล่าวว่า ตนเป็นพราหมณ์ได้ตามธรรมเนียม

จบ อชปาลนิโครธกถา

๓. มุจลินทกถา

ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงไม้มุจลินท์

เรื่องมุจลินทนาคราช

{๕} [๕] ครั้นผ่านไป ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้อชปาลนิโครธเข้าไปยังต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ครั้นแล้ว ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียว ณ ควงไม้มุจลินท์ตลอด ๗ วัน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ถึงที่สุดแห่งเวท คำว่า เวท ในที่นี้หมายถึงมรรคญาณ ความรู้ในอริยมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค (นัย วิ.อ. ๓/๙)
  2. ๒พรหมจรรย์ หมายถึงความประพฤติประเสริฐ มีความหมาย ๑๐ ประการ คือ ทาน การให้ เวยยาวัจจะ การขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ ปัญจสีละ ศีล ๕ อัปปมัญญา การแผ่พรหมวิหารธรรมไปในสรรพสัตว์ไม่มีขอบเขต เมถุนวิรัติ การงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม สทารสันโดษ ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน วิริยะ ความเพียร อุโปสถังคะ องค์อุโบสถ อริยมรรค ทางอันประเสริฐ และศาสนา คือไตรสิกขา (ที.สี.อ. ๑๖๐-๑๖๒) ในที่นี้หมายถึง อริยมรรคคือมรรคพรหมจรรรย์ (วิ.อ. ๓/๙)

จบ อชปาลนิโครธกถา