arnon.world

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔–๗๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๘/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๘๗–๙๖

หน้า ๘๗

เสียงอึกทึกน้อย ปราศจากลมแต่ชนที่เดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ ถ้ากระไร เราพึงถวาย สวนเวฬุวันแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข” ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงจับพระสุวรรณภิงคาร ทรงหลั่งนํ้าน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระดำรัสว่า “หม่อมฉันขอถวายสวนเวฬุวันนั่นแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับเป็นอารามแล้ว และทรงชี้แจงพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ ครั้นแล้วพระองค์ทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาราม”

จบ พิมพิสารสมาคมกถา

๑๔. สาริปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา

ว่าด้วยการบรรพชาของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

{๖๔} [๖๐] ก็โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชก อาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่จำนวน ๒๕๐ คน ก็ครั้งนั้น พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก ท่านทั้งสองทำกติกากันไว้ว่า “ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจะต้องบอกแก่อีกคนหนึ่ง”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สญชัยปริพาชก หรือ สญชัยเวลัฏฐบุตร (บุตรของช่างสาน) เป็นนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาที่เป็นเจ้าลัทธิอมราวิกเขปวาท ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงดิ้นได้ไม่ตายตัว (นัย ที.สี.อ. ๑๓๒)
หน้า ๘๘

ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอัสสชิครองอันตรวาสกแล้วถือบาตร จีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ มีกิริยาที่ก้าวไป ถอยกลับ แลหน้า เหลียวหลัง คู้แขน เหยียดแขนอันน่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ สารีบุตรปริพาชกได้เห็นท่านพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาต อยู่ในพระนครราชคฤห์ มีกิริยาที่ก้าวไป ถอยกลับ แลหน้า เหลียวหลัง คู้แขน เหยียดแขน อันน่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ

ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า “ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุอรหัตตมรรคในโลกเป็นแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้แล้วถามว่า ‘ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร” แล้วได้ดำริต่อไปว่า “ยังไม่ใช่เวลาที่สมควรที่จะถามภิกษุรูปนี้ ท่านกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราซึ่งแสวงหาพระนิพพานอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายรู้จักกันอยู่ พึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ”ครั้งนั้น ท่านพระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์แล้วถือบิณฑบาตกลับไป จึงสารีบุตรปริพาชกได้เข้าไปหาท่านพระอัสสชิถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้พูดปราศรัยกับท่านพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง สารีบุตรปริพาชกยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวกะท่านพระอัสสชิว่า “อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ”

“อาวุโส พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น”

หน้า ๘๙

“ก็พระศาสดาของท่านมีวาทะอย่างไร กล่าวสอนอย่างไรเล่า”

“เรายังใหม่อยู่อาวุโส บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจที่จะแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่พอจะกล่าวใจความโดยย่อแก่ ท่านได้”ลำดับนั้น สารีบุตรปริพาชกได้กล่าวกะท่านพระอัสสชิดังนี้ว่า “ไม่เป็นไรดอก ขอรับ

จะน้อยหรือมากก็นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความเท่านั้น ท่านจักทำพยัญชนะให้มากไปทำไม”

พระอัสสชิแสดงธรรม สารีบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม

{๖๕} ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชกว่า

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสถึงธรรม และเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น ตรัสถึงความดับและอุบายเป็นเครื่องดับธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงมีวาทะ อย่างนี้ {๖๖} ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เกิดขึ้นแก่สารีบุตรปริพาชก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ในธรรมปริยายนี้ ท่านพระอัสสชิได้แสดงอริยสัจ ๔ อย่างครบถ้วน โดยคำว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ หมายถึงขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งจัดเป็นทุกขสัจ เหตุแห่งธรรมเหลานั้น หมายถึงเหตุแห่งทุกข์ จัดเป็นทุกขสมุทยสัจ ความดับ จัดเป็นนิโรธสัจ และ อุบายเป็นเครื่องดับ จัดเป็นมัคคสัจ (นัย วิ.อ. ๓/๓๐)
หน้า ๙๐

ธรรมนี้แหละ ถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายแทงตลอดบทอันหาความโศกมิได้แล้ว บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายังไม่เห็นล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัป

{๖๗} [๖๑] ครั้งนั้นแล สารีบุตรปริพาชกเข้าไปหาโมคคัลลานปริพาชกถึงที่พัก โมคคัลลานปริพาชกได้เห็นสารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้ว ได้ถามสารีบุตรปริพาชกว่า “ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วหรือไร”

“ถูกละ ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว”

“ท่านบรรลุอมตธรรมอย่างไร ด้วยวิธีไรเล่า”

“ผู้มีอายุ วันนี้เราได้พบพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในพระนครราชคฤห์ มีกิริยาที่ก้าวไป ถอยกลับ แลหน้า เหลียวหลัง เหยียดแขน คู้แขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ครั้นแล้วเราได้มีความดำริว่า ‘ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุอรหัตตมรรคในโลกเป็นแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้แล้ว ถามว่า ‘ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจ ธรรมของใคร’ เรานั้นได้มีความคิดต่อไปว่า ‘ยังมิใช่เวลาที่สมควรที่จะถามภิกษุรูปนี้ ท่านยังกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราซึ่งแสวงหาพระนิพพานอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายรู้จักกันอยู่ พึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ’

ลำดับนั้น พระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์แล้วถือบิณฑบาตกลับไป ต่อมาเราได้เข้าไปหาพระอัสสชิถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้พูดปราศรัยกับพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เรายืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวกะพระอัสสชิดังนี้ว่า ‘อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ’ พระอัสสชิตอบว่า ‘อาวุโส

หน้า ๙๑

พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น’ เราได้ถามพระอัสสชิต่อไปว่า ‘ก็พระศาสดาของท่านมีวาทะอย่างไร กล่าวสอนอย่างไร’ พระอัสสชิตอบว่า ‘เรายังใหม่อยู่ อาวุโส บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจที่จะแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่พอจะกล่าวใจความโดยย่อแก่ท่านได้’ ลำดับนั้น เราได้เรียนท่านว่า “ไม่เป็นไรดอก ขอรับจะน้อยหรือมากก็นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความเท่านั้น ท่านจักทำพยัญชนะให้มากไปทำไม

{๖๘} ผู้มีอายุ ครั้งนั้นพระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้ว่า

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสถึงธรรม และเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น ตรัสถึงความดับและอุบายเป็นเครื่องดับธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงมีวาทะ อย่างนี้

โมคคัลลานปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม

{๖๙} ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีปราศจากมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เกิดขึ้นแก่โมคคัลลานปริพาชก

ธรรมนี้แหละ ถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายแทงตลอดบทอันหาความโศกมิได้แล้ว บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายังไม่เห็นล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัป

หน้า ๙๒

สองสหายอำลาอาจารย์

{๗๐} [๖๒] ครั้งนั้นแล โมคคัลลานปริพาชกได้กล่าวชักชวนสารีบุตรปริพาชกว่า “ผู้มีอายุ พวกเราพากันไปสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้ากันเถิด เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระศาสดาของพวกเรา”สารีบุตรปริพาชกกล่าวว่า “ผู้มีอายุ ปริพาชก ๒๕๐ คนนี้อาศัยพวกเรา เห็นแก่พวกเรา จึงอยู่ในสำนักนี้ พวกเราจงบอกลาพวกเขาก่อน พวกเขาจักทำตามที่พวกเขาเข้าใจ”

ลำดับนั้น สารีบุตรและโมคคัลลานะพากันเข้าไปหาปริพาชกเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะพวกปริพาชกนั้นดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเราจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเป็นพระศาสดาของพวกเรา”พวกปริพาชกตอบว่า “พวกข้าพเจ้าอาศัยพวกท่าน เห็นแก่พวกท่าน จึงอยู่ในสำนักนี้ ถ้าพวกท่านจักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ พวกข้าพเจ้าทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะด้วย”ต่อมา สารีบุตรและโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปหาท่านสญชัยปริพาชกถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้เรียนว่า “ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระศาสดาของพวกกระผม”สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า “อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เราทั้งหมด ๓ คนจักช่วยกันบริหารคณะนี้”

สารีบุตรและโมคคัลลานะได้กล่าวกะสญชัยปริพาชกเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ ดังนี้ว่า “ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระศาสดาของพวกกระผม”

หน้า ๙๓

สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า “อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เราทั้งหมด ๓ คนจักช่วยกันบริหารคณะนี้”

ครั้งนั้น สารีบุตรและโมคคัลลานะพาปริพาชก ๒๕๐ คนนั้นมุ่งไปตามทางที่จะไปพระวิหารเวฬุวัน ก็เลือดอุ่น ๆ ได้พลุ่งออกจากปากสญชัยปริพาชกในที่นั้นเอง

ทรงพยากรณ์พระอัครสาวก

{๗๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตรและโมคคัลลานะเดินมาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนนั้นคือโกลิตะและอุปติสสะกำลังเดินมา นั่นจักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่ที่เจริญเยี่ยมของเราก็สหายสองคนนั้นพ้นวิเศษแล้วในธรรมอันเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยม มีญาณวิสัยอันลึกซึ้ง ยังมาไม่ทันถึงพระวิหารเวฬุวัน พระศาสดาก็ทรงพยากรณ์แล้วว่า

สหายสองคนนี้คือโกลิตะและอุปติสสะกำลังเดินมา นั่นจักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่ที่เจริญยอดเยี่ยมของเรา

สองสหายเข้าเฝ้าทูลขอบรรพชาอุปสมบท

{๗๒} ครั้งนั้นแล สารีบุตรและโมคคัลลานะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ซบศีรษะลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอให้พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยม หมายถึงพระนิพพาน (วิ.อ. ๓/๓๑)
หน้า ๙๔

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด” ดังนี้แล้วได้ตรัสต่อไปว่า “ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น

การบรรพชาของกุลบุตรชาวมคธผู้มีชื่อเสียง

{๗๓} [๖๓] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ พากันประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้ชายไม่มีบุตร พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้หญิงเป็นม่าย พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อตัดสกุล บัดนี้พระสมณโคดมให้ชฎิลพันรูปบวชไปแล้ว และให้ปริพาชกศิษย์ของท่านสญชัย ๒๕๐ คนนี้บวชไปแล้ว และกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ เหล่านี้ก็พากันประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม” และครั้นได้เห็นภิกษุทั้งหลายเข้าก็กล่าวหาด้วยคาถานี้ว่าพระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครซึ่งมีเขาเป็นคอกล้อมของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้จักทรงนำใครไปอีกเล่า

{๗๔} ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียงนั้นจักอยู่ไม่ได้นาน จักอยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันไป ก็จักหายไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าชนเหล่าใดกล่าวหาพวกเธอด้วยคาถานี้ว่า

พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครซึ่งมีเขาเป็นคอกล้อมของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้จักทรงนำใครไปอีกเล่า

หน้า ๙๕

{๗๕} พวกเธอจงกล่าวโต้ตอบต่อชนเหล่านั้นด้วยคาถานี้ว่า

พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามากทรงชักนำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชนทั้งหลายถูกพระองค์ทรงชักนำไปด้วยธรรม ผู้เข้าใจอยู่อย่างนี้จะริษยาไปทำไมก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วกล่าวหา ด้วยคาถานี้ว่า

พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครซึ่งมีเขาเป็นคอกล้อมของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้จักทรงนำใครไปอีกเล่าภิกษุทั้งหลายได้กล่าวโต้ตอบต่อชาวบ้านเหล่านั้นด้วยคาถานี้ว่า

พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามากทรงชักนำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชนทั้งหลายถูกพระองค์ทรงชักนำไปด้วยธรรม ผู้เข้าใจอยู่อย่างนี้จะริษยาไปทำไม{๗๖} ชาวบ้านจึงพูดกันอย่างนี้ว่า “ได้ยินว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทรงชักนำชนทั้งหลายไปด้วยธรรม ไม่ทรงนำไปด้วยอธรรม”เสียงนั้นได้มีเพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็หายไป

จบ สาริปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา

จบ ภาณวารที่ ๔

หน้า ๙๖

๑๕. อุปัชฌายวัตตกถา

ว่าด้วยข้อควรปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์

ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร

{๗๗} [๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายไม่มีอุปัชฌาย์ ไม่มีใครตักเตือน ไม่มีใครพร่ำสอน จึงนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง

ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่ เหมือนพวกพราหมณ์ในสถานที่เลี้ยงพราหมณ์ฉะนั้นเล่า”{๗๘} ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วย

จบ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา