พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗–๘๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๙/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๙๖–๑๐๖
๑๕. อุปัชฌายวัตตกถา
ว่าด้วยข้อควรปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์
ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร
{๗๗} [๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายไม่มีอุปัชฌาย์ ไม่มีใครตักเตือน ไม่มีใครพร่ำสอน จึงนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง
ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่ เหมือนพวกพราหมณ์ในสถานที่เลี้ยงพราหมณ์ฉะนั้นเล่า”{๗๘} ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วย
ตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่เล่า” ดังนี้แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมภิกษุสงฆ์สอบถาม
{๗๙} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคกันอยู่ ก็น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่เล่า การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชน ที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”
ทรงอนุญาตอุปัชฌาย์
{๘๐} ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว จึงตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความกำจัด ความขัดเกลา อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย แล้วทรงทำธรรมีกถาที่เหมาะสม คล้อยตามเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า[๖๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์จักตั้งจิตสนิทสนมฉันเป็นบุตรในสัทธิวิหาริก สัทธิวิหาริก จักตั้งจิตสนิทสนม ฉันเป็นบิดาในอุปัชฌาย์ เมื่อเป็นเช่นนี้อุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริกนั้นต่างจักมีความเคารพมีความยำเกรง ประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสัทธิวิหาริกพึงถืออุปัชฌาย์อย่างนี้
วิธีถืออุปัชฌาย์
สัทธิวิหาริกนั้นพึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าแล้วนั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวคำอย่างนี้ ๓ หนว่า
- ๑คำว่า อุปัชฌาย์ แปลว่า ผู้เพ่งดูอยู่ไม่ห่างซึ่งโทษน้อยใหญ่ของสัทธิวิหาริก เป็นคำเรียกภิกษุ ผู้รับรองกุลบุตรผู้ขอการอุปสมบทในท่ามกลางสงฆ์ โดยภิกษุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ตามที่วินัยกำหนดนั้นจะเป็นทั้งผู้นำสัทธิวิหาริกเข้าหมู่สงฆ์และเป็นผู้ปกครองคอยดูแลรับผิดชอบ ทำหน้าที่ฝึกสอนอบรม ให้การศึกษาแก่สัทธิวิหาริกตลอดไป
- ๒คำว่า สัทธิวิหาริก แปลว่า ผู้อยู่ด้วย หมายถึงภิกษุผู้เป็นศิษย์ของพระอุปัชฌาย์ กล่าวคือภิกษุได้รับอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์รูปใด ก็เป็นสัทธิวิหาริกของพระอุปัชฌาย์รูปนั้น และต้องถือพระอุปัชฌาย์นั้นตลอดไป
‘ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของ ข้าพเจ้า’
อุปัชฌาย์พึงรับว่า ‘ดีละ” หรือว่า ‘เบาใจได้’ หรือว่า ‘ชอบแก่อุบายละ’ หรือว่า ‘สมควรละ’ หรือจะรับว่า ‘จงยังความปฏิบัติให้ถึงพร้อม ด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด’ ดังนี้ก็ได้อุปัชฌาย์ให้รับรู้ด้วยกาย ให้รับรู้ด้วยวาจา ให้รับรู้ด้วยทั้งกายทั้งวาจา ก็เป็นอันสัทธิวิหาริกถืออุปัชฌาย์แล้ว
ไม่รับรู้ด้วยกาย ไม่รับรู้ด้วยวาจา ไม่รับรู้ด้วยทั้งกายทั้งวาจา ไม่เป็นอันสัทธิวิหาริกถืออุปัชฌาย์แล้ว
อุปัชฌายวัตร
{๘๑} [๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบในอุปัชฌาย์ วิธีประพฤติชอบในอุปัชฌาย์นั้น มีดังต่อไปนี้
สัทธิวิหาริกพึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า แล้วถวายไม้ชำระฟัน ถวายน้ำล้างหน้า ปูอาสนะไว้
ถ้าข้าวยาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมข้าวยาคูเข้าไปถวาย เมื่ออุปัชฌาย์ดื่มข้าวยาคูแล้ว พึงถวายนํ้า รับภาชนะมา ถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่ออุปัชฌาย์ลุกขึ้นแล้ว พึงเก็บอาสนะถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสีย
ถ้าอุปัชฌาย์ประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคดเอว พึงพับผ้าสังฆาฏิเป็นชั้นถวาย พึงล้างบาตรแล้วถวาย พร้อมทั้งน้ำด้วย
ถ้าอุปัชฌาย์ปรารถนาจะให้เป็นปัจฉาสมณะผู้ติดตาม พึงนุ่งให้เป็นปริมณฑลปิดมณฑล ๓ แล้วคาดประคดเอว คลุมสังฆาฏิทำเป็นชั้น กลัดลูกดุม ล้างบาตรแล้วถือไป เป็นปัจฉาสมณะของอุปัชฌาย์ ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ไม่พึงเดินให้ชิดนัก พึงรับวัตถุที่เนื่องในบาตรเมื่ออุปัชฌาย์กำลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง เมื่ออุปัชฌาย์กล่าวถ้อยคำใกล้ต่ออาบัติ พึงห้ามเสีย
เมื่อกลับ พึงมาก่อนแล้วปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ พึงเตรียมตั้งนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงถวายผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา
ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด
พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจว่า จะได้ไม่มีรอยหักตรงกลาง พึงสอดประคดเอวไว้ในขนดอันตรวาสก
ถ้าบิณฑบาตมี และอุปัชฌาย์ประสงค์จะฉัน พึงถวายนํ้าแล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไปถวาย พึงถามอุปัชฌาย์ถึงนํ้าฉัน เมื่ออุปัชฌาย์ฉันแล้ว พึงถวายนํ้า รับบาตรมา ถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้วผึ่งไว้ที่แดดสักครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดดพึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับบาตร ใช้มือข้างหนึ่งคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง
เมื่อเก็บจีวร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับจีวรไว้ ใช้มือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียงแล้วจึงเก็บจีวรเอาชายไว้ด้านนอก ขนดไว้ด้านใน
เมื่ออุปัชฌาย์ลุกขึ้นแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสีย
ถ้าอุปัชฌาย์ประสงค์จะสรงนํ้า พึงจัดนํ้าสรงถวาย ถ้าต้องการนํ้าเย็น พึงจัดนํ้าเย็นถวาย ถ้าต้องการนํ้าร้อน พึงจัดนํ้าร้อนถวาย
ถ้าอุปัชฌาย์ประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุรณแช่ดินไว้ ถือตั่ง สำหรับเรือนไฟแล้วเดินตามหลังอุปัชฌาย์ไป ถวายตั่งสำหรับเรือนไฟแล้ว รับจีวรมาวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พึงถวายจุรณ ถวายดิน
ถ้าอุตสาหะอยู่ ก็พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้าข้างหลังแล้วเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำบริกรรมแก่อุปัชฌาย์ในเรือนไฟ
เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลังออกจากเรือนไฟ
พึงทำบริกรรมแก่อุปัชฌาย์แม้ในนํ้า อาบเสร็จแล้วพึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตนให้แห้งนํ้า นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดนํ้าจากตัวอุปัชฌาย์ พึงถวายผ้านุ่ง พึงถวายผ้าสังฆาฏิ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟมาก่อนแล้วปูอาสนะไว้ เตรียมนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงถามอุปัชฌาย์ด้วยนํ้าฉันถ้าประสงค์จะเรียนบาลี พึงขอให้อุปัชฌาย์แสดงบาลีขึ้น ถ้าประสงค์จะสอบถาม พึงสอบถาม
อุปัชฌาย์อยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่พึงปัดกวาดเสีย เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่งและผ้าปูนอน ขนฟูก หมอน ออกวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเตียงตั่ง สัทธิวิหาริกพึงยกต่ำ ๆ ขนออกให้เรียบร้อย อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เขียงรองเท้าเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกไปตั้งไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
เครื่องปูพื้น พึงสังเกตตามที่ปูไว้เดิมแล้วขนออกไปวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนี่ง
ถ้าในวิหารมีหยากไย่ พึงกวาดจากเพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่างและมุมห้องพึงเช็ดเสีย ถ้าฝาที่เขาทำบริกรรมไว้ด้วยยางไม้หรือพื้นที่เขาทาสีดำไว้ขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบนํ้าบิดแล้วเช็ดออกเสีย ถ้าพื้นเขามิได้แต่งไว้ พึงเอานํ้าประพรมแล้วเช็ดเสียด้วยตั้งใจว่า ‘วิหารอย่าได้ฟุ้งไปด้วยฝุ่นละออง’ พึงเก็บกวาดหยากเยื่อทิ้งเสีย ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ สลัดเสีย แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเท้าเตียง พึงผึ่งแดด ขัดเช็ดเสีย แล้วขนกลับไปตั้งไว้ที่เดิม
เตียงตั่ง พึงผึ่งแดด ขัดถูเคาะเสีย ยกต่ำ ๆ ขนกลับไปให้ดี ๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ตามเดิม
ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับไปวางไว้ตามเดิม กระโถน พนักอิง พึงผึ่งแดด เช็ดถูเสีย แล้วขนกลับไปตั้งไว้ตามเดิม
พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับบาตร ใช้มือข้างหนึ่งคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรบนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง
เมื่อเก็บจีวร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับจีวรไว้ ใช้มือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียง แล้วเก็บจีวรเอาชายไว้ด้านนอก ขนดไว้ด้านใน
ถ้ามีลมที่มีฝุ่นผงพัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าพัดมาแต่ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าเป็นฤดูหนาว พึงเปิดหน้าต่างกลางวัน พึงปิดกลางคืน ถ้าเป็นฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างกลางวัน พึงเปิดกลางคืน
ถ้าบริเวณ ซุ้มนํ้า โรงฉัน โรงไฟ วัจกุฎีรกรุงรัง พึงปัดกวาดเสีย ถ้านํ้าฉันนํ้าใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้านํ้าในหม้อชำระไม่มี พึงตักนํ้ามาใส่ไว้ในหม้อชำระ
ถ้าความกระสันเกิดขึ้นแก่อุปัชฌาย์ สัทธิวิหาริกพึงช่วยระงับหรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่อุปัชฌาย์นั้น ถ้าความรำคาญเกิดขึ้นแก่อุปัชฌาย์ สัทธิวิหาริกพึงช่วยบรรเทา หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่อุปัชฌาย์นั้น ถ้าความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่อุปัชฌาย์ สัทธิวิหาริกพึงบอกให้สละเลีย หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบอกให้สละเสีย หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่อุปัชฌาย์นั้นถ้าอุปัชฌาย์ต้องอาบัติหนัก ควรอยู่ปริวาส สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่อุปัชฌาย์’ ถ้าอุปัชฌาย์ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักอุปัชฌาย์เข้าหาอาบัติเดิม’ ถ้าอุปัชฌาย์ควรประพฤติมานัต สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไร
- ๑อาบัติหนัก ในที่นี้หมายถึงอาบัติสังฆาทิเสส
- ๒ปริวาส แปลว่า การอยู่ชดใช้ เรียกทั่วไปว่า การอยู่กรรม เป็นชื่อระเบียบปฏิบัติสำหรับการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส (วุฏฐานวิธี) ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ ๑ ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ปรารถนาจะทำตนให้บริสุทธิ์จากอาบัติสังฆาทิเสสนั้น จะต้องประพฤติเป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจำนวนวันที่ปิดอาบัติ ก่อนที่จะประพฤติมานัตอันเป็นขั้นตอน ปกติของการออกจากอาบัติต่อไป ระหว่างอยู่ปริวาส ต้องประพฤติวัตรต่างๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตน และประจานตัว เป็นต้น (นัย องฺ.ทุก.อ. ๗๕) พึงดูรายละเอียด ในปาริวาสิกขันธกะและสมุจจยขันธกะ วิ.จุลฺ. (แปล) ๖)
- ๓มานัต เป็นชื่อระเบียบปฏิบัติในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส แปลว่า นับ คือนับราตรี ๖ ราตรี ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถ้าปกปิดไว้ ต้องอยู่ปริวาสเท่ากับวันที่ปกปิดก่อน จึง จะขอมานัตได้ แต่ถ้าไม่ได้ปกปิดไว้ สามารถขอมานัตได้ แล้วประพฤติมานัตครบ ๖ ราตรี (นัย กงฺขา.อ. ๑๗๘-๙, ดูปาริวาสิกขันธกะและสมุจจยขันธกะ วิ.จุลฺ. (แปล) ๖)
หนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่อุปัชฌาย์’ ถ้าอุปัชฌาย์ควรอัพภาน สัทธิวิหาริก พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงอัพภานอุปัชฌาย์’
ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่อุปัชฌาย์ คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์จะไม่ทำกรรมแก่อุปัชฌาย์หรือสงฆ์จะน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา’ หรืออุปัชฌาย์นั้นถูกสงฆ์
- ๑อัพภาน การเรียกกลับ หมายถึงการเรียกภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสนั้นให้กลับเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเดิม เป็นชื่อระเบียบวิธีในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสสขั้นตอนสุดท้าย โดยเมื่อประพฤติมานัตครบ ๖ ราตรีแล้ว จึงขออัพภานจากสงฆ์ ๒๐ รูป เมื่อสงฆ์สวดอัพภานแล้ว จึงถือว่า ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสนั้นบริสุทธิ์ สมควรอยู่ร่วมกับภิกษุสงฆ์ต่อไป (นัย กงฺขา.อ. ๑๗๘- ๑๗๙, ดูปาริวาสิกขันธกะและสมุจจยขันธกะ วิ.จุลฺ. (แปล) ๖)
- ๒ดัชชนียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ควรขู่ เป็นสังฆกรรมประเภทนิคหกรรมที่สงฆ์ทำการตำหนิโทษภิกษุผู้ก่อการทะเลาะวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ขึ้นในสงฆ์ หรือโง่เขลา มีอาบัติมาก อยู่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์
- นิยสกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุให้ไร้ยศ หรือกรรมคือการถอดยศลดภาวะ เป็นสังฆกรรมประเภทนิคหกรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้โง่เขลา ไม่ฉลาด ต้องอาบัติมาก คลุกคลีกับคฤหัสถ์ในการไม่เหมาะสม โดยปรับให้ถือนิสสัยใหม่
- ปัพพาชนียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ควรถูกขับไล่ออกจากหมู่หรือจากวัด เป็นสังฆกรรมประเภทนิคหกรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล (คือประจบหรือรับใช้คฤหัสถ์ เป็นต้น) มีความประพฤติเลวทรามเป็นข่าวเซ็งแซ่
- ปฏิสารณียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ควรให้กลับระลึกได้ เป็นสังฆกรรมประเภทนิคหกรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ปากกล้า ด่าว่าคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อันเป็นเหตุให้คนผู้ยังไม่เลื่อมใสจะไม่เลื่อมใสหรือคนที่เลื่อมใสแล้วพลอยหายกลายเป็นอื่นไป
- อุกเขปนียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ควรถูกยกเสียจากหมู่ เป็นสังฆกรรมประเภทนิคหกรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วแต่ดื้อรั้นไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือทำแก่ภิกษุผู้มีทิฏฐิอันชั่วช้าเลวทราม ไม่ยอมสละทิฏฐินั้น ซึ่งทำให้สงฆ์เสียสีลสามัญญตา คือความบริสุทธิ์เสมอกันโดยศีล และทิฏฐิสามัญญตา คือความบริสุทธิ์เสมอกันโดยทางความคิดเห็น โดยประกาศยกวัตรภิกษุนั้นเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้สิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย (ดู วิ.มหา. (แปล) ๕/๔๐๗-๔๑๗/๓๑๘-๓๒๖, และดูรายละเอียดในกัมมขันธกะ วิ.จุลฺ. (แปล) ๖/๑-๗๔/๑-๑๖๖)
ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อุปัชฌาย์พึงประพฤติชอบ พึงหายเย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัว สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย’
ถ้าอุปัชฌาย์มีจีวรที่จะต้องซัก สัทธิวิหาริกพึงซักเองหรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆพึงซักจีวรของอุปัชฌาย์’ ถ้าอุปัชฌาย์มีจีวรที่จะต้องทำ สัทธิวิหาริกพึงทำเองหรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงทำจีวรของอุปัชฌาย์’ ถ้าอุปัชฌาย์มีน้ำย้อมที่จะต้องต้ม สัทธิวิหาริกพึงต้มเองหรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงต้มนํ้าย้อมของอุปัชฌาย์’ ถ้าอุปัชฌาย์มีจีวรที่จะต้องย้อม สัทธิวิหาริกพึงย้อมเองหรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงย้อมจีวรของอุปัชฌาย์’ เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมาให้ดี ๆ เมื่อหยดนํ้าย้อมยังไม่สะเด็ด
ไม่พึงหลีกไปเสียสัทธิวิหาริกไม่บอกอุปัชฌาย์ก่อน ไม่พึงให้บาตรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับบาตรของภิกษุบางรูป ไม่พึงให้จีวรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับจีวรของภิกษุบางรูป ไม่พึงให้บริขารแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับบริขารของภิกษุบางรูป ไม่พึงปลงผมให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปปลงผมให้ ไม่พึงทำบริกรรมให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปทำบริกรรมให้ ไม่พึงทำความขวนขวายแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงสั่งให้ภิกษุบางรูปทำความขวนขวาย ไม่พึงเป็นปัจฉาสมณะของภิกษุบางรูป ไม่พึงพาภิกษุบางรูปไปเป็นปัจฉาสมณะ ไม่พึงนำบิณฑบาตไปให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปนำบิณฑบาตมาให้ไม่บอกลาอุปัชฌาย์ก่อน ไม่พึงเข้าบ้าน ไม่พึงไปป่าช้า ไม่พึงหลีกไปสู่ทิศ
ถ้าอุปัชฌาย์อาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าท่านจะหาย
จบ อุปัชฌายวัตตกถา
๑๖. สัทธิวิหาริกวัตตกถา
ว่าด้วยข้อควรปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริก
สัทธิวิหาริกวัตร
{๘๒} [๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌาย์พึงประพฤติชอบในสัทธิวิหาริก วิธีประพฤติชอบในสัทธิวิหาริกนั้น มีดังต่อไปนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌาย์พึงสงเคราะห์อนุเคราะห์สัทธิวิหาริก ด้วยสอนบาลี ด้วยสอนอรรถกถา ด้วยตักเตือน ด้วยพร่ำสอน
ถ้าอุปัชฌาย์มีบาตร สัทธิวิหาริกไม่มีบาตร อุปัชฌาย์พึงให้บาตรแก่สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บาตรจึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’
ถ้าอุปัชฌาย์มีจีวร สัทธิวิหาริกไม่มีจีวร อุปัชฌาย์พึงให้จีวรแก่สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรจึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’
ถ้าอุปัชฌาย์มีบริขาร สัทธิวิหาริกไม่มีบริขาร อุปัชฌาย์พึงให้บริขารแก่สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บริขารจึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’
ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ อุปัชฌาย์พึงลุกแต่เช้าตรู่แล้วให้ไม้ชำระฟัน ให้นํ้าล้างหน้า ปูอาสนะไว้ ถ้าข้าวยาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วนำข้าวยาคูเข้าไปให้ เมื่อสัทธิวิหาริก ดื่มข้าวยาคูแล้ว พึงให้นํ้า รับภาชนะมา ถือ ต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่อสัทธิวิหาริกหายแล้ว พึงเก็บอาสนะ ถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปรื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสียถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะเข้าบ้าน พึงให้ผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงให้ประคดเอว พึงพับสังฆาฏิเป็นชั้นให้ พึงล้างบาตรแล้วให้พร้อมทั้ง
จบ ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร