พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๖–๖๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๗/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๗๙–๘๗
๑๓. พิมพิสารสมาคมกถา
ว่าด้วยเสด็จโปรดพระเจ้าพิมพิสารพร้อมทั้งราชบริวาร
{๕๖} [๕๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ตำบลคยาสีสะตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่จำนวน ๑,๐๐๐ รูป ซึ่งล้วนเคยเป็นชฎิลมาก่อน เมื่อเสด็จจาริกโดยลำดับได้ถึงพระนครราชคฤห์แล้ว นัยว่า พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อสุปติฏฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น
{๕๗} พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงสดับข่าวถนัดแน่ว่า “พระสมณโคดมเป็นศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จถึงพระนครราชคฤหโดยลำดับ ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อสุปติฏฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์แม้เพราะเหตุนี้ ตรัสรู้เองโดยชอบแม้เพราะเหตุนี้ ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะแม้เพราะเหตุนี้ เสด็จไปดีแล้วแม้เพราะเหตุนี้ ทรงรู้แจ้งโลกแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกที่ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้วแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม แม้เพราะเหตุนี้’ พระองค์ทรงทราบประจักษ์โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง แล้วทรงสอน
- ๑พระพุทธคุณทั้ง ๙ บทนี้ พึงดูความหมายที่เชิงอรรถ ในเวรัญชกัณฑ์ วิ.มหาวิ. (แปล) ๑/๑
- ๒มารโลก โลกของมาร หมายถึงกามาพจรสวรรค์ชั้นที่ ๖ คือชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งมีเทพผู้ยิ่ง ใหญ่นามว่าวสวัตดีเป็นผู้ปกครองและชื่อว่าเป็นมาร เพราะคอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้มิ ให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงอยู่ในกามสุข กล่าวง่ายๆ ก็คือ ไม่ให้พ้นจากสวรรค์ไปเกิดในพรหมโลกหรือปรินิพพาน (วิ.อ. ๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗,)
หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพและมนุษย์ ให้รู้ด้วย ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วน ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้นเป็นความดีแท้”
หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงแวดล้อมด้วยพราหมณ์คฤหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ส่วนพราหมณ์คฤหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้นแล บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกประกาศนามและโคตรในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งครั้งนั้น พราหมณ์คฤหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้นได้มีความดำริว่า “พระมหาสมณะประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสปะ หรือว่าท่านอุรุเวลกัสสปะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะกันหนอ”
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความดำริในใจของพราหมณ์ คฤหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้นด้วยพระทัยของพระองค์ จึงได้ตรัสกะท่านพระอุรุเวลกัสสปะด้วยพระคาถาว่า
- ๑สมณพราหมณ์ หมายถึงนักบวชทั้งในและนอกพระพุทธศาสนา (วิ.อ. ๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗)
- ๒คำว่า เทพ ในที่นี้หมายถึงสมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน พระอัครมเหสี และพระราชโอรส (วิ.อ. ๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗)
- ๓นหุต เป็นมาตรานับ ๑ นหุตเท่ากับ ๑๐,๐๐๐ (วิ.อ. ๓/๒๖) ๑๒ นหุต เท่ากับ ๑๒๐,๐๐๐ คน
ดูก่อนท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผ่ายผอมเพราะประพฤติพรต ท่านเห็นเหตุอะไรเล่า จึงยอมละไฟเสีย ดูก่อนกัสสปะ เราขอถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านละการบูชาไฟเสียทำไมท่านพระอุรุเวลกัสสปะทูลตอบว่า
ยัญทั้งหลายกล่าวยกย่องกาม คือ รูป เสียง รส และสตรีทั้งหลาย ข้าพระองค์รู้แล้วว่านั่นเป็นมลทินในอุปธิทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นจึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวง ในการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ดูก่อนกัสสปะ ก็ใจของท่านไม่ยินดีแล้วในกาม คือ รูป เสียง และรสเหล่านั้น ดูก่อนกัสสปะ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า ในเทวโลก หรือมนุษยโลก ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เราท่านพระอุรุเวลกัสสปะทูลตอบว่า
ข้าพระองค์ได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีอุปธิ ไม่มีเหตุกังวล ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ ไม่มีภาวะเป็นอย่าง
- ๑อุปธิทั้งหลาย คำว่า อุปธิ หมายถึงสภาวะอันเป็นที่ตั้งที่ทรงไว้แห่งทุกข์ ได้แก่ กาม กิเลส เบญจขันธ์ และอภิสังขาร ในที่นี้ได้แก่เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (นัย วิ.อ. ๓/๒๗)
- ๒ทางอันสงบ หมายถึงพระนิพพาน (วิ.อ. ๓/๒๗)
- ๓กามภพ ที่อยู่ของผู้ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่ในกาม หมายถึงโลกเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสพกาม ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษยโลก ๑ และกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น (นัย ขุ.ขุ.อ. ๒๒๓, ขุ.สุ.อ. ๑/๒)
อื่น ไม่ไช่ธรรมที่ผู้อื่นแนะนำให้บรรลุได้ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวง ในการบูชา
{๕๘} [๕๖] ขณะนั้นแล ท่านพระอุรุเวลกัสสปะลุกจากอาสนะห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ซบศีรษะลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก พระพุทธเจ้าข้า”
ลำดับนั้น พราหมณ์คฤหบดีชาวมคธทั้ง ๑๒ นหุตนั้นจึงได้มีความเข้าใจว่า “ท่านพระอุรุเวลกัสสปะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความดำริในใจของพราหมณ์คฤหบดีชาวมคธทั้ง ๑๒ นหุตนั้นด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว จึงทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าพวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีปราศจากมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เกิดขึ้นแก่พราหมณ์คฤหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากด่างดำพึงรับนํ้าย้อมได้เป็นอย่างดีฉะนั้น ส่วนพราหมณ์คฤหบดีอีก ๑ นหุต ได้แสดงตนเป็นอุบาสก{๕๙} [๕๗] ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงเห็นธรรมแล้ว ได้ทรงบรรลุธรรมแล้ว ได้ทรงรู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว ทรงมีธรรมอัน
หยั่งลงแล้ว ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ทรงปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ทรงมีความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องทรงเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนา ๕ ประการ บัดนี้ความปรารถนา ๕ ประการ นั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว คือ
ความปรารถนา ๕ ประการ
๑. ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนาว่า ‘ไฉนหนอ คนทั้งหลายพึงอภิเษกเราในราชสมบัติ’ ข้อนี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๑ บัดนี้ความปรารถนาข้อนั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
๒. ‘ขอพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงเสด็จมาสู่แว่นแคว้นของเรานั้น’ ข้อนี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๒ บัดนี้ ความปรารถนาข้อนั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
๓. ‘ขอเราพึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น’ ข้อนี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๓ บัดนี้ความปรารถนาข้อนั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
๔. ‘ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นพึงแสดงธรรมแก่เรา’ ข้อนี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๔ บัดนี้ความปรารถนาข้อนั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
๕. ‘ขอเราพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น’ ข้อนี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๕ บัดนี้ความปรารถนาข้อนั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าข้า ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมารได้มีความ ปรารถนา ๕ ประการนี้ บัดนี้ความปรารถนา ๕ ประการนั้นของหม่อมฉัน
สำเร็จแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ หม่อมฉันนี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ได้โปรดทรงรับภัตตาหารของหม่อมฉันในวันพรุ่งนี้”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอม เสนามาคธราชทรงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว เสด็จลุกจากที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้ว เสด็จกลับไป
{๖๐} ครั้นล่วงราตรีนั้นไป พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชรับสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีต แล้วให้เจ้าพนักงานไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารสำเร็จแล้ว”
[๕๘] ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก แล้วทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑,๐๐๐ รูป ซึ่งล้วนเคยเป็นชฎิลมาก่อน
{๖๑} ก็โดยสมัยนั้นแล ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพทรงเนรมิตเพศ เป็นชายหนุ่มเสด็จพระดำเนินนำหน้าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พลางขับคาถาเหล่านี้ว่า
คาถาสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระฉวีวรรณเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงฝึกอินทรีย์แล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลายผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระฉวีวรรณเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงพ้นแล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศ สู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้พ้นแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระฉวีวรรณเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงข้ามแล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลายผู้ข้ามแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระฉวีวรรณเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงสงบแล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลายผู้สงบแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีอริยวาสธรรม ๑๐ ประการเป็นเครื่องอยู่ ทรงประกอบด้วยพระกำลัง ๑๐ ทรงทราบธรรมคือกรรมบถ ๑๐ และทรงประกอบด้วย ธรรมอันเป็นองค์ของพระอเสขะ ๑๐ มีภิกษุบริวาร พันหนึ่ง เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์แล้ว”
- ๑อริยวาสธรรม ๑๐ ธรรมคือกรรมบถ ๑๐ และ ธรรมอันเป็นองค์ของพระเสขะ ๑๐ พึงดูราย ละเอียดในสังคีติสูตร ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๔๗,๓๔๘ ส่วน พระกำลัง ๑๐ พึงดูในสีหนาทสูตร องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑
{๖๒} ประชาชนได้เห็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพเข้าก็พากันกล่าว อย่างนี้ว่า “พ่อหนุ่มคนนี้รูปงามยิ่งนัก น่าดูนัก น่าชื่นชมนัก พ่อหนุ่มคนนี้เป็นของใครหนอ” เมื่อประชาชนกล่าวอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้กล่าวตอบประชาชนพวกนั้นด้วยคาถาว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงฝึกอินทรีย์ทั้งปวงแล้ว ทรงเป็นผู้ผ่องแผ้ว หาบุคคลเปรียบมิได้ ไกลจากกิเลส เสด็จไปดีแล้วในโลก ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทรงรับพระเวฬุวันเป็นสังฆิการาม
{๖๓} [๕๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังพระราชนิเวศน์ ของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ครั้นแล้วประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ จนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท้าวเธอได้ทรงมีพระราชดำริว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าควรจะประทับที่ไหนดีหนอ ซึ่งจะเป็นสถานที่ไม่ไกลไม่ใกล้จากหมู่บ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด มีเสียงอึกทึกน้อย ปราศจากลมแต่ชนที่เดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่”ต่อมา ได้ทรงมีพระราชดำริต่อไปว่า “สวนเวฬุวันของเรานี้แล ไม่ไกลไม่ใกล้จากหมู่บ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะพึงไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด มี
เสียงอึกทึกน้อย ปราศจากลมแต่ชนที่เดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ ถ้ากระไร เราพึงถวาย สวนเวฬุวันแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข” ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงจับพระสุวรรณภิงคาร ทรงหลั่งนํ้าน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระดำรัสว่า “หม่อมฉันขอถวายสวนเวฬุวันนั่นแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับเป็นอารามแล้ว และทรงชี้แจงพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ ครั้นแล้วพระองค์ทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาราม”
จบ พิมพิสารสมาคมกถา
๑๔. สาริปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา
ว่าด้วยการบรรพชาของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
{๖๔} [๖๐] ก็โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชก อาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่จำนวน ๒๕๐ คน ก็ครั้งนั้น พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก ท่านทั้งสองทำกติกากันไว้ว่า “ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจะต้องบอกแก่อีกคนหนึ่ง”
- ๑สญชัยปริพาชก หรือ สญชัยเวลัฏฐบุตร (บุตรของช่างสาน) เป็นนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาที่เป็นเจ้าลัทธิอมราวิกเขปวาท ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงดิ้นได้ไม่ตายตัว (นัย ที.สี.อ. ๑๓๒)
จบ ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร