arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ

เรื่องพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงประชวรโรคผอมเหลือง เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๒๐๗. ปชฺโชตราชวตฺถุ

๒๐๗. ปัชโชตราชวัตถุ

ว่าด้วยพระเจ้าปัชโชต

เรื่องรักษาโรคผอมเหลืองของพระเจ้าปัชโชต

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ เรื่องพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงประชวรโรคผอมเหลือง (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๑๓๓–๑๓๖ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๑๙๑–๑๙๔

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน อุชฺเชนิยํ (๑) รญฺโญ ปชฺโชตสฺส ปณฺฑุโรคาพาโธ โหติ, พหู มหนฺตา มหนฺตา ทิสาปาโมกฺขา เวชฺชา อาคนฺตฺวา ติกิจฺฉนฺตา นาสกฺขึสุ อโรคํ กาตุํ, พหุํ หิรญฺญํ อาทาย อคมํสุ. อถ โข ราชา ปชฺโชโต รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ “มยฺหํ โข ตาทิโส อาพาโธ, สาธุ เทโว ชีวกํ เวชฺชํ อาณาเปตุ, โส มํ ติกิจฺฉิสฺสตี”ติ. อถ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ชีวกํ โกมารภจฺจํ อาณาเปสิ “คจฺฉ ภเณ ชีวก อุชฺเชนึ คนฺตฺวา ราชานํ ปชฺโชตํ ติกิจฺฉาหี”ติ. “เอวํ เทวา”ติ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา อุชฺเชนึ คนฺตฺวา, เยน

ราชา ปชฺโชโต, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา รญฺโญ ปชฺโชตสฺส วิการํ สลฺลกฺเขตฺวา ราชานํ ปชฺโชตํ เอตทโวจ “สปฺปึ (๒) เทว นิปฺปจิสฺสามิ, ตํ เทโว ปิวิสฺสตี”ติ. อลํ ภเณ ชีวก, ยนฺเต สกฺกา วินา สปฺปินา อโรคํ กาตุํ, ตํ กโรหิ, เชคุจฺฉํ เม สปฺปิ ปฏิกูลนฺติ. อถ โข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส เอตทโหสิ “อิมสฺส โข รญฺโญ ตาทิโส อาพาโธ, น สกฺกา มยา วินา สปฺปินา อโรคํ กาตุํ, ยนฺนูนาหํ สปฺปึ นิปฺปเจยฺยํ กสาววณฺณํ กสาวคนฺธํ กสาวรสนฺ”ติ. อถ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ นานาเภสชฺเชหิ สปฺปึ นิปฺปจิ กสาววณฺณํ กสาวคนฺธํ กสาวรสํ. อถ โข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส เอตทโหสิ “อิมสฺส โข รญฺโญ สปฺปิ ปีตํ ปริณาเมนฺตํ

อุทฺเทกํ ทสฺสติ, จณฺโฑยํ ราชา ฆาตาเปยฺยาปิ มํ, ยนฺนูนาหํ ปฏิกจฺเจว อาปุจฺเฉยฺยนฺ”ติ. อถ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ, เยน ราชา ปชฺโชโต, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ ปชฺโชตํ เอตทโวจ มยํ โข เทว เวชฺชา นาม ตาทิเสน มุหุตฺเตน มูลานิ อุทฺธราม, เภสชฺชานิ สํหราม, สาธุ เทโว วาหนาคาเรสุ จ ทฺวาเรสุ จ อาณาเปตุ ‘เยน วาหเนน ชีวโก อิจฺฉติ เตน วาหเนน คจฺฉตุ, เยน ทฺวาเรน อิจฺฉติ เตน ทฺวาเรน คจฺฉตุ, ยํ กาลํ อิจฺฉติ ตํ กาลํ คจฺฉตุ, ยํ กาลํ อิจฺฉติ ตํ กาลํ ปวิสตู”ติ. อถ โข ราชา ปชฺโชโต วาหนาคาเรสุ จ ทฺวาเรสุ จ อาณาเปสิ “เยน วาหเนน ชีวโก อิจฺฉติ เตน วาหเนน คจฺฉตุ, เยน ทฺวาเรน อิจฺฉติ เตน ทฺวาเรน คจฺฉตุ, ยํ กาลํ อิจฺฉติ ตํ กาลํ คจฺฉตุ, ยํ กาลํ อิจฺฉติ ตํ กาลํ ปวิสตู”ติ.

เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ ปชฺโชตสฺส ภทฺทวติกา นาม หตฺถินิกา ปญฺญาสโยชนิกา โหติ. อถ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ รญฺโญ ปชฺโชตสฺส ตํ สปฺปึ (๓) อุปนาเมสิ “กสาวํ เทโว ปิวตู”ติ. อถ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ ราชานํ ปชฺโชตํ สปฺปึ ปาเยตฺวา หตฺถิสาลํ คนฺตฺวา ภทฺทวติกาย หตฺถินิกาย นครมฺหา นิปฺปติ

อถ โข รญฺโญ ปชฺโชตสฺส ตํ สปฺปิ ปีตํ ปริณาเมนฺตํ อุทฺเทกํ อทาสิ. อถ โข ราชา ปชฺโชโต มนุสฺเส เอตทโวจ “ทุฏฺเฐน ภเณ ชีวเกน สปฺปึ ปายิโตมฺหิ, เตนหิ ภเณ ชีวกํ เวชฺชํ วิจินาถา”ติ. ภทฺทวติกาย เทว หตฺถินิกาย นครมฺหา นิปฺปโตติ. เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ ปชฺโชตสฺส กาโก นาม ทาโส สฏฺฐิโยชนิโก โหติ, อมนุสฺเสน ปฏิจฺจ ชาโต. อถ โข ราชา ปชฺโชโต กากํ ทาสํ อาณาเปสิ “คจฺฉ ภเณ กาก, ชีวกํ เวชฺชํ นิวตฺเตหิ ‘ราชา ตํ อาจริย นิวตฺตาเปตี’ติ, เอเต โข ภเณ กาก เวชฺชา นาม พหุมายา, มา จสฺส กิญฺจิ ปฏิคฺคเหสี”ติ.

อถ โข กาโก ทาโส ชีวกํ โกมารภจฺจํ อนฺตรามคฺเค โกสมฺพิยํ สมฺภาเวสิ ปาตราสํ กโรนฺตํ. อถ โข กาโก ทาโส ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ “ราชา ตํ อาจริย นิวตฺตาเปตี”ติ. อาคเมหิ ภเณ กาก, ยาว ภุญฺชามิ, (๔) หนฺท ภเณ กาก ภุญฺชสฺสูติ. อลํ อาจริย รญฺญามฺหิ อาณตฺโต, “เอเต โข ภเณ กาก เวชฺชา นาม พหุมายา, มา จสฺส กิญฺจิ ปฏิคฺคเหสี”ติ. เตน โข ปน สมเยน ชีวโก โกมารภจฺโจ นเขน เภสชฺชํ โอลุมฺเปตฺวา อามลกญฺจ ขาทติ ปานียญฺจ ปิวติ. อถ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ กากํ ทาสํ เอตทโวจ “หนฺท ภเณ กาก อามลกญฺจ ขาท ปานียญฺจ ปิวสฺสู”ติ. อถ โข กาโก ทาโส “อยํ โข เวชฺโช อามลกญฺจ ขาทติ ปานียญฺจ ปิวติ, น อรหติ

กิญฺจิ ปาปกํ โหตุนฺ”ติ อุปฑฺฒามลกญฺจ ขาทิ ปานียญฺจ อปายิ, ตสฺส ตํ อุปฑฺฒามลกํ ขาทิตํ ตตฺเถว นิจฺฉาเรสิ. อถ โข กาโก ทาโส ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ “อตฺถิ เม อาจริย ชีวิตนฺ”ติ, “มา ภเณ กาก ภายิ, ตฺวญฺเจว อโรโค ภวิสฺสสิ ราชา จ, จณฺโฑ โส ราชา ฆาตาเปยฺยาปิ มํ, เตนาหํ น นิวตฺตามี”ติ ภทฺทวติกํ หตฺถินิกํ กากสฺส นิยฺยาเทตฺวา, เยน ราชคหํ, เตน ปกฺกามิ. อนุปุพฺเพน, เยน ราชคหํ, เยน ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส เอตมตฺถํ อาโรเจสิ. สุฏฺฐุ ภเณ ชีวก อกาสิ, ยํปิ น นิวตฺโต, จณฺโฑ โส ราชา ฆาตาเปยฺยาปิ ตนฺติ. อถ โข ราชา ปชฺโชโต อโรโค สมาโน ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ “อาคจฺฉตุ ชีวโก, วรํ ทสฺสามี”ติ. อลํ เทว (๕) อธิการํ เม เทโว สรตูติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อุชฺเชนิยนฺติ ปทํ นตฺถิ
  2. ๒ฉ.ม. สปฺปึ เทหิ, สปฺปึ
  3. ๓ฉ.ม. สปฺปึ
  4. ๔ฉ.ม. ภุญฺชาม
  5. ๕อิ.ฉ.ม. อยฺโย
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น พระเจ้าปัชโชตในกรุงอุชเชนี ทรงประชวรเป็นโรคผอมเหลือง นายแพทย์ทิศาปาโมกข์คนสำคัญหลายคนมารักษาก็ไม่อาจทำให้โรคหายได้ ได้เงิน ไปเป็นจำนวนมาก

สมัยนั้น พระเจ้าปัชโชตทรงส่งทูตไปยังราชสำนักของพระเจ้าพิมพิสารจอม ทัพมคธรัฐใจความว่า “หม่อมฉันเจ็บป่วยมีอาการอย่างนี้ ขอประทานวโรกาสเถิด พระองค์โปรดส่งหมอชีวกให้มารักษาหม่อมฉัน”พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐรับสั่งชีวกโกมารภัจว่า “ไปเถิดชีวก เจ้าเดิน ทางไปกรุงอุชเชนีจงถวายการรักษาพระเจ้าปัชโชต”

ชีวกโกมารภัจกราบทูลรับสนองพระดำรัสแล้วเดินทางไปกรุงอุชเชนี เข้าไปเฝ้า พระเจ้าปัชโชต ตรวจพระอาการแล้วกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์จะหุงเนยใส ให้พระองค์เสวย”

พระเจ้าปัชโชตตรัสห้ามว่า “อย่าเลยชีวก ท่านจงรักษาเราด้วยวิธีที่ไม่ต้องใช้ เนยใสก็หายได้ เพราะเราเกลียดเนยใส”

ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจคิดว่า “พระราชานี้ทรงประชวรถึงขนาดนี้ ถ้าไม่มีเนยใส เราก็ไม่อาจรักษาพระองค์ให้หายเป็นปกติ เอาละเราควรหุงเนยใสให้มีสี กลิ่น รส เหมือนน้ำฝาด” แล้วให้หุงเนยใสด้วยยาชนิดต่าง ๆ ทำให้มีสี กลิ่น รสเหมือนน้ำฝาดสมัยนั้น ชีวกโกมารภัจมีความคิดดังนี้ว่า “เนยใสที่ท้าวเธอเสวยแล้ว เมื่อย่อย ไปจะทำให้เรอ พระราชาพระองค์นี้ทรงพิโรธก็จะพึงรับสั่งให้ฆ่าเราได้ ทางที่ดีเราควร กราบทูลลาไว้เสียก่อน”

วันต่อมา ชีวกโกมารภัจจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปัชโชตถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์เป็นหมอ จะเก็บรากไม้ จะรวบรวมยา โดยกาลชั่วครู่หนึ่ง ในขณะนั้น ๆ ขอประทานวโรกาสเถิด พระองค์โปรดรับสั่ง เจ้าพนักงานในโรงราชพาหนะและที่เฝ้าประตูว่า หมอชีวกจงเดินทางด้วยยานที่ ต้องการได้ จงออกไปทางประตูที่ต้องการได้ จงเข้าออกได้ในเวลาที่ต้องการ”พระเจ้าปัชโชตมีรับสั่งเจ้าพนักงานในโรงพาหนะและที่เฝ้าประตูว่า “หมอชีวก จงเดินทางด้วยยานที่ต้องการได้ จงออกไปทางประตูที่ต้องการได้ จงเข้าออกได้ใน เวลาที่ต้องการ”

ก็สมัยนั้น พระเจ้าปัชโชตมีช้างพังชื่อภัททวดี เดินทางได้วันละ ๕๐ โยชน์

ชีวกโกมารภัจทูลถวายเนยใสแด่พระเจ้าปัชโชตนั้นกราบทูลว่า “พระองค์โปรด เสวยน้ำฝาด” เมื่อให้ท้าวเธอเสวยเนยใสแล้วก็ไปที่โรงช้าง ขึ้นช้างภัททวดีหนีออกไป

ครั้งนั้น เนยใสที่ท้าวเธอเสวยกำลังย่อยจึงทำให้ทรงเรอขึ้น ทันใดนั้นพระเจ้า ปัชโชตจึงรับสั่งคนทั้งหลายว่า “เราถูกหมอชีวกชาติชั่วลวงให้ดื่มเนยใส พวกเจ้าจง ค้นหามันมาให้ได้”

คนทั้งหลายกราบทูลว่า “หมอชีวกขึ้นช้างภัททวดีหนีออกไปจากกรุงแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

สมัยนั้น พระเจ้าปัชโชตมีทาสชื่อกากะซึ่งอาศัยเกิดกับอมนุษย์ เดินทางได้วัน ละ ๖๐ โยชน์ จึงรับสั่งว่า “นายกากะ เจ้าจงไปตามหมอชีวกกลับมา โดยบอกว่า พระราชารับสั่งให้เชิญท่านกลับ ธรรมดาพวกหมอมีเล่ห์เหลี่ยมมาก เจ้าอย่าไปรับ สิ่งไรของเขานะ”ครั้นทาสกากะเดินไปทันชีวกโกมารภัจผู้กำลังรับประทานอาหารเช้าในระหว่างทาง กรุงโกสัมพี จึงบอกว่า “ท่านอาจารย์ พระราชารับสั่งให้เชิญท่านกลับ”

ชีวกโกมารภัจกล่าวว่า “กากะ ท่านโปรดรออยู่ชั่วเวลาที่เรารับประทานอาหาร เชิญท่านมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันเถิด”

ทาสกากะตอบว่า “อย่าเลย ท่านอาจารย์ พระราชารับสั่งว่า ธรรมดาพวก หมอมีเล่ห์เหลี่ยมมาก อย่าไปรับสิ่งไร ๆ ของเขา”

ขณะนั้น ชีวกโกมารภัจได้แทรกยาทาเล็บ พลางเคี้ยวมะขามป้อมและดื่มน้ำ แล้วร้องเชิญทาสกากะว่า “เชิญท่านกากะมาเคี้ยวมะขามป้อมและดื่มน้ำด้วยกันเถิด”

ทาสกากะคิดว่า “แพทย์คนนี้กำลังเคี้ยวมะขามป้อมและดื่มน้ำ คงไม่มีโทษ อะไร” จึงเคี้ยวมะขามป้อมและดื่มน้ำ มะขามป้อมครึ่งผลที่เขาเคี้ยวนั้นได้ระบายท้อง ให้ถ่ายอุจจาระออกมาในที่นั้นทีเดียว

ต่อมาทาสกากะถามชีวกโกมารภัจว่า “ท่านอาจารย์ ผมจะยังมีชีวิตอยู่หรือ”

ชีวกโกมารภัจตอบว่า “อย่ากลัวไปเลย ท่านไม่มีอันตราย แต่พระราชาทรง พิโรธก็จะรับสั่งให้ฆ่าเราได้ ดังนั้นเราไม่กลับละ” แล้วมอบช้างภัททวดีให้ทาสกากะ เดินทางรอนแรมไปจนถึงกรุงราชคฤห์ ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบทุกประการพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐตรัสว่า “เจ้าไม่กลับไปก็เป็นการกระทำที่ดี เพราะพระราชาพระองค์นั้นเหี้ยมโหดพึงสั่งให้ฆ่าเจ้าก็ได้”

เมื่อพระเจ้าปัชโชตทรงหายประชวรจึงทรงส่งราชทูตไปถึงชีวกโกมารภัจว่า “เชิญ หมอชีวกมา เราจะให้พร”

ชีวกโกมารภัจกราบทูลตอบไปว่า “อย่าเลย พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์ทรง ระลึกว่าเป็นหน้าที่ของข้าพระองค์”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑แปลมาจากคำว่า ตาทิเสน มุหุตฺเตน
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๒๐๘. สิเวยฺยกทุสฺสยุคกถา เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ ปชฺโชตสฺส สิเวยฺยกํ ทุสฺสยุคํ อุปฺปนฺนํ โหติ พหุนฺนํ ทุสฺสานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคสตานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคสหสฺสานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคสตสหสฺสานํ อคฺคญฺจ เสฏฺฐญฺจ ปาโมกฺขญฺจ (๑) อุตฺตมญฺจ ปวรญฺจ. อถ โข ราชา ปชฺโชโต ตํ สิเวยฺยกํ ทุสฺสยุคํ ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส ปาเหสิ. อถ โข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส เอตทโหสิ “อิทํ โข เม สิเวยฺยกํ ทุสฺสยุคํ รญฺญา ปชฺโชเตน ปหิตํ พหุนฺนํ ทุสฺสานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคสตานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคสหสฺสานํ พหุนฺนํ ทุสฺสยุคสตสหสฺสานํ อคฺคญฺจ เสฏฺฐญฺจ ปาโมกฺขญฺจ อุตฺตมญฺจ ปวรญฺจ, นยิทํ อญฺโญ โกจิ ปจฺจารหติ ปริภุญฺชิตุํ อญฺญตฺร เตน ภควตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน รญฺญา วา มาคเธน เสนิเยน พิมฺพิสาเรนา”ติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. โมกฺขํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒๐๘. สิเวยยกทุสสยุคกถา

ว่าด้วยการพระราชทานผ้าสิไวยกะ ๑ คู่

สมัยนั้น พระเจ้าปัชโชตได้รับผ้าสิไวยกะ ๑ คู่ เป็นผ้าเนื้อดีเลิศ ประเสริฐสุดซึ่งมีชื่อเด่นเยี่ยมกว่าผ้าเป็นอันมาก คู่ผ้าหลายคู่ คู่ผ้าหลายร้อย คู่ผ้า หลายพัน คู่ผ้าหลายแสน ต่อมาพระเจ้าปัชโชตจึงทรงส่งผ้าสิไวยกะนั้น ๑ คู่ไป พระราชทานแก่ชีวกโกมารภัจ

ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจคิดว่า “พระเจ้าปัชโชตทรงส่งผ้าสิไวยกะ ๑ คู่นี้อันเป็น ผ้าเนื้อดีเลิศซึ่งมีชื่อเด่นเยี่ยมกว่าผ้าเป็นอันมาก คู่ผ้าหลายคู่ คู่ผ้าตั้งหลายร้อย คู่ผ้าหลายพัน คู่ผ้าหลายแสน นอกจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐแล้ว ไม่มีใครอื่นเหมาะที่จะใช้คู่ผ้านี้เลย”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ผ้าสิไวยกะ เป็นผ้าที่ชาวแคว้นอุตตรกุรุใช้ห่อศพไปทิ้งไว้ในป่าช้า พวกนกหัสดีลิงค์คาบซากศพพร้อมทั้ง ผ้านั้นไปที่ยอดเขาหิมาลัย ดึงผ้าออกแล้วกินซากศพ พวกนายพรานเห็นผ้านั้น จึงนำมาถวายพระเจ้า ปัชโชต (วิ.อ. ๓/๓๓๕/๒๐๖)

จบ เรื่องพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงประชวรโรคผอมเหลือง