arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · เสนาสนะขันธกะ

เรื่องราชคหเศรษฐีถวายวิหาร เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๘–๒๐๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๙ ในเสนาสนะขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค เสนาสนะขันธกะ เรื่องราชคหเศรษฐีถวายวิหาร (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๑๐๐–๑๐๓

หน้า ๑๐๐

๖. เสนาสนขันธกะ

๑. ปฐมภาณวาร

วิหารานุชานนะ

ว่าด้วยพระพุทธานุญาตที่อยู่

{๑๙๘} [๒๙๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติเรื่องเสนาสนะแก่ภิกษุ ทั้งหลายไว้ และภิกษุเหล่านั้นจึงอยู่กันในที่นั้น ๆ คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้าเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ภิกษุเหล่านั้นออกจากที่อยู่ นั้น ๆ คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้าเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง แต่เช้าตรู่ มีอาการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ แล เหลียว คู้แขน เหยียดแขนน่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ{๑๙๙} สมัยนั้น เศรษฐีพระนครราชคฤห์ได้ไปสวนแต่เช้าตรู่ ได้แลเห็นภิกษุ เหล่านั้นเดินออกจากที่อยู่นั้น ๆ คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้าเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง แต่เช้าตรู่ มีอาการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ แล เหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ เห็นแล้วก็มีจิตเลื่อมใส จึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นแล้ว เรียนถามว่า “ท่านเจ้าข้า หากข้าพเจ้าจะสร้างวิหารถวาย พระคุณเจ้าจะ อยู่ในวิหารของข้าพเจ้าไหม”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เสนาสนขันธกะ ตอนว่าด้วยเสนาสนะ คำว่า เสนาสนะ แปลว่า ที่นอนและที่นั่ง (เสนะ = ที่นอน + อาสนะ = ที่นั่ง) หมายถึงที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้สำหรับพระภิกษุ เช่น กุฏิ วิหาร เตียง ตั่ง โต๊ะ เก้าอี้ ฟูก หมอน เป็นต้น มี ๒๖ หัวข้อ โดยแบ่งเป็น ๓ ภาณวาร คือ ปฐมภาณวาร ทุติยภาณวาร และตติยภาณวาร
หน้า ๑๐๑

ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า “ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้ทรง อนุญาตวิหารไว้”

เศรษฐีกล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้าจงทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วแจ้งแก่ข้าพเจ้าทราบด้วย”

ภิกษุเหล่านั้นรับคำของเศรษฐีพระนครราชคฤห์แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้ทูลถามว่า “พระพุทธเจ้าข้า เศรษฐี พระนครราชคฤห์ประสงค์จะสร้างวิหารถวาย พวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติ อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธานุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด

{๒๐๐} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด คือ วิหาร ๑ เรือนมุงแถบเดียว ๑ เรือนยอด ๑ ทิมแถว ๑ ถ้ำ ๑”

{๒๐๑} ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปหาท่านเศรษฐีพระนครราชคฤห์แล้วได้ กล่าวว่า “ท่านคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตวิหารแล้ว บัดนี้ ท่านจงรู้กาลอันควรเองเถิด”

ลำดับนั้น เศรษฐีพระนครราชคฤห์ให้สร้างวิหาร ๖๐ หลังเพียงวัน เดียวเท่านั้น ครั้นให้สร้างวิหาร ๖๐ เสร็จแล้วจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เสนาสนะอื่น ๆ ที่นอกจากเรือนมุงแถบเดียว เรือนยอด ทิมแถว และถํ้า เรียกว่า วิหาร ซึ่ง หมายถึงที่อยู่อาศัยทั่วไปของพระภิกษุในครั้งพุทธกาล (วิ.อ. ๓/๓๑๙)
  2. ๒ทิมแถว (หมฺมิย) หมายถึงที่พักไม่มุงหลังคาหรือเรือนโล้น (วิ.อ. ๒/๑๕๙, ๓/๓๑๙) ทิม ศาลา แถวหรือห้องแถวสำหรับเป็นที่พักหรือไว้ของในพระราชวัง (พจนานุกรม)
หน้า ๑๐๒

ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลอาราธนาว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มี พระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์โปรดทรงรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าเพื่อเสวย ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นเศรษฐีพระนครราชคฤห์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนา แล้วจึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้ว กลับไป ให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอันประณีตตลอดราตรีนั้น แล้วให้ คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”

เศรษฐีพระนครราชคฤห์ถวายวิหาร

{๒๐๒} ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตร จีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของเศรษฐีพระนครราชคฤห์ ครั้นแล้วประทับ นั่งเหนืออาสนะที่เขาปูลาดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงเศรษฐีพระนคร ราชคฤห์อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จ ทรงนำ พระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้า ต้องการบุญ ต้องการสวรรค์ จึงได้สร้างวิหาร ๖๐ หลังนี้ไว้แล้ว ข้า พระพุทธเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไรในวิหารเหล่านั้น พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนคฤหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจง ถวายวิหาร ๖๐ หลังเหล่านั้นแด่สงฆ์จาตุรทิศทั้งที่มาแล้วและยังไม่มาเถิด” เศรษฐีพระนครราชคฤห์ทูลรับพระพุทธดำรัส แล้วได้ถวายวิหาร ๖๐ หลัง เหล่านั้นแก่สงฆ์จาตุรทิศทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา

หน้า ๑๐๓

ทรงอนุโมทนาวิหารทาน

{๒๐๓} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแก่เศรษฐีพระนคร ราชคฤห์ด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า[๒๙๕] “วิหารย่อมป้องกันหนาว ร้อน และเนื้อร้าย นอก

จากนั้น ยังป้องกันงู ยุง ลมเจือละอองน้ำ และฝนได้

นอกจากนั้น วิหารยังป้องกันลมและแดดอันแรงกล้าที่

เกิดขึ้นได้

การถวายวิหารแก่สงฆ์เพื่อหลีกเร้นอยู่ เพื่อความ

สุข เพื่อเพ่งพิจารณา และเพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้า

ทั้งหลายทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ

เพราะเหตุนั้นแล คนผู้ฉลาดเมื่อเล็งเห็นประโยชน์

ตน พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์ นิมนต์ให้ภิกษุทั้งหลายผู้

เป็นพหูสูตอยู่ในวิหารนี้เถิด

อนึ่ง พึงถวายข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะอัน

เหมาะสมแก่พวกเธอด้วยใจที่เลื่อมใสในพวกเธอผู้ซื่อตรง

พวกเธอก็จะแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทา

สรรพทุกข์แก่เขา ซึ่งเขารู้ทั่วถึงแล้วจะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ

ปรินิพพานในโลกนี้ได้”

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาท่านเศรษฐีพระนครราชคฤห์ด้วย พระคาถาเหล่านี้แล้ว ทรงลุกจากอาสนะเสด็จกลับ

พระพุทธานุญาตบานประตูเป็นต้น

{๒๐๔} [๒๙๖] พวกชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต วิหารแล้ว จึงช่วยกันสร้างวิหารถวายโดยเคารพ วิหารเหล่านั้นไม่มี

จบ เรื่องราชคหเศรษฐีถวายวิหาร