arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · เสนาสนะขันธกะ

ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗๗–๒๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๙ ในเสนาสนะขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค เสนาสนะขันธกะ ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๑๔๙–๑๕๒

หน้า ๑๔๙

เสนาสนคาหาปกสัมมติ

ว่าด้วยพระพุทธานุญาตให้สมมติภิกษุเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ

{๒๗๗} [๓๑๗] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยว่าใครพึงให้ถือเสนาสนะ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุผู้ประกอบด้วย คุณสมบัติ ๕ ประการเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ คือ

๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ

๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง

๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง

๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว

๕. รู้เสนาสนะที่ให้ถือแล้วและยังไม่ให้ถือ

วิธีสมมติ

{๒๗๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้

กรรมวาจาสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่ แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุชื่อนี้เป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุชื่อนี้เป็นผู้ให้ถือ เสนาสนะ การสมมติภิกษุชื่อนี้เป็นผู้ให้คือเสนาสนะชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงภิกษุชื่อนี้สงฆ์สมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะแล้วชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้น จึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

หน้า ๑๕๐

พระพุทธานุญาตวิธีให้ถือเสนาสนะ

{๒๗๙} [๓๑๘] ครั้นต่อมา ภิกษุทั้งหลายผู้ให้ถือเสนาสนะหารือกันว่า “เราจะ ให้ถือเสนาสนะอย่างไรหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นับภิกษุก่อน ครั้นแล้วให้นับที่ นอน ครั้นแล้วจึงให้ถือตามจำนวนที่นอน”

เมื่อให้ถือตามจำนวนที่นอน ที่นอนเหลือมาก ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถือตามจำนวนวิหาร”

เมื่อให้ถือตามจำนวนวิหาร วิหารก็ยังเหลืออีกมาก ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถือตามจำนวนบริเวณ”

เมื่อให้ถือตามจำนวนบริเวณ บริเวณก็ยังเหลืออีกมาก ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ให้ส่วนย่อย เมื่อให้ถือส่วนย่อย แล้ว ภิกษุรูปอื่นมา ไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องให้”{๒๘๐} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายให้ภิกษุผู้อยู่นอกสีมาถือเสนาสนะ ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ภิกษุผู้อยู่นอกสีมาถือเสนาสนะ รูปใดให้ถือ ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามมิให้กันเสนาสนะไว้ตลอดเวลา

{๒๘๑} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถือเสนาสนะแล้วกันไว้ตลอดเวลา จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้พระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุถือเสนาสนะแล้วไม่พึงกันไว้ตลอดเวลา รูปใดกันไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ

หน้า ๑๕๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้กันไว้ได้ตลอดพรรษา ๓ เดือน กันไว้ตลอดฤดูกาลไม่ได้”

ทรงวางหลักการให้ถือเสนาสนะ ๓ อย่าง

{๒๘๒} สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่าการให้ถือเสนาสนะมีกี่อย่าง จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การให้ถือเสนาสนะมี ๓ อย่างนี้ คือ

๑. ให้ถือเมื่อวันเข้าปุริมพรรษา

๒. ให้ถือเมื่อวันเข้าปัจฉิมพรรษา

๓. ให้ถือในระหว่างพ้นจากนั้น

การให้ถือวันเข้าปุริมพรรษา พึงให้ถือในวันแรม ๑ ค่ำเดือนอาสาฬหะ

การให้ถือในวันเข้าปัจฉิมพรรษา พึงให้ถือเมื่อเดือนอาสาฬหะล่วงแล้ว ๑ เดือนการให้ถือในระหว่างพ้นจากนั้น พึงให้ถือในวันต่อจากวันปวารณา คือ แรม ๑ ค่ำ เพื่ออยู่จำพรรษาต่อไปการให้ถือเสนาสนะมี ๓ อย่างนี้แล”

จบ ทุติยภาณวาร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาสาฬหะ คือ เดือนที่ ๘ แห่งเดือนทางจันทรคติ (พจนานุกรม)
หน้า ๑๕๒

๓. ตติยภาณวาร

พระพุทธบัญญัติห้ามมิให้กันเสนาสนะไว้ ๒ แห่ง

{๒๘๓} [๓๑๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรถือเสนาสนะไว้ ในเขตพระนครสาวัตถีแล้วได้ไปยังวัดใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง แม้ในวัดนั้น ก็ได้ถือเสนาสนะอีก ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นปรึกษากันว่า “ท่านทั้งหลาย ท่านพระอุปนันทศายกบุตรรูปนี้เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ถ้าเธอจักอยู่จำพรรษา ในวัดนี้ พวกเราทุกรูปจักอยู่ไม่ผาสุก เอาเถอะ เราจะถามเธอดู” จึงภิกษุ เหล่านั้นได้ถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า “ท่านอุปนันทะ ท่านถือ เสนาสนะในพระนครสาวัตถีแล้วมิใช่หรือ”“ถูกละ ขอรับ”

“ท่านอุปนันทะ ก็ท่านรูปเดียว เหตุไฉนจึงกันเสนาสนะไว้ถึง ๒ แห่ง เล่า”

“ผมจะละที่นี้ไปเดี๋ยวนี้ ขอรับ จะถือเอาเฉพาะที่พระนครสาวัตถีนั้น”

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตรรูปเดียวจึงได้ให้กันเสนาสนะ ไว้ถึง ๒ แห่งเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า “ดูก่อนอุปนันทะ ทราบมาว่าเธอรูปเดียวกัน เสนาสนะไว้ถึง ๒ แห่ง จริงหรือ”

ท่านอุปนันทะศากยบุตรทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอ ผู้เดียวจึงได้กันเสนาสนะไว้ถึง ๒ แห่งเล่า เธอถือในที่นั้นแล้วละในที่นี้ ถือ ในที่นี้แล้วละในที่นั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอก็เป็นคนอยู่ภายนอกทั้ง ๒ แห่ง

จบ ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ