arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สังฆเภทขันธกะ

พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์ เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๑–๓๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๑ ในสังฆเภทขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค สังฆเภทขันธกะ พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๒๐๑–๒๐๖

หน้า ๒๐๑

๒. ทุติยภาณวาร

ปกาสนียกัมมะ

ว่าด้วยเรื่องสงฆ์ลงปกาสนียกรรมแก่พระเทวทัต

พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์

{๓๖๑} [๓๓๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีบริษัทหมู่ใหญ่ แวดล้อม ประทับนั่งแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมทั้งพระราชาอยู่ ครั้งนั้น พระเทวทัตลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือไปทาง พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงพระชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าแก่หง่อมแล้ว ล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฎฐธรรมสุข วิหาร (การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) อยู่เถิด ขอจงมอบภิกษุสงฆ์แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักปกครองภิกษุสงฆ์เอง”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า “อย่าเลย เทวทัต เธออย่าพอใจที่ จะปกครองภิกษุสงฆ์เลย”

พระเทวทัตก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้ง ที่ ๓ ว่า “พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชราแล้ว เป็นผู้ เฒ่าแก่หง่อมแล้ว ล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฏฐิธรรมสุขวิหารอยู่เถิด ขอจงมอบภิกษุ สงฆ์แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักปกครองภิกษุสงฆ์เอง”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนเทวทัต แม้แต่สารีบุตรหรือ โมคคัลลานะเรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้ ไฉนจะพึงมอบให้เธอผู้เช่นซากศพ ผู้บริโภคปัจจัยเช่นก้อนเขฬะเล่า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทรงเปรียบปัจจัยที่เกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเพราะมิจฉาอาชีวะเหมือนก้อนนํ้าลาย (วิ.อ. ๓/๓๘๖)
หน้า ๒๐๒

ทีนั้น พระเทวทัตคิดว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุกรานเรากลาง บริษัทพร้อมด้วยพระราชาด้วยวาทะว่าบริโภคปัจจัยดุจก้อนเขฬะ ทรง ยกย่องแต่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ” จึงโกรธ ไม่พอใจ ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป

นี่แหละเป็นการผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งแรกของ พระเทวทัต

ลงปกาสนียกรรมแก่พระเทวทัต

{๓๖๒} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงลงปกาสนียกรรมในพระนครราชคฤห์ แก่เทวทัตว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีก อย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงลงปกาสนียกรรม คือ ภิกษุผู้ฉลาด สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่าดังนี้

กรรมวาจาลงปกาสนียกรรม

[๓๓๗] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของ สงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงลงปกาสนียกรรมในพระนครราชคฤห์แก่พระเทวทัต ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง’ นี่เป็นญัตติ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปกาสนียกรรม กรรมอันสงฆ์ควรประกาศ หมายถึงวิธีการลงโทษที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ควรประกาศ ให้สาธารณชนรับทราบถึงการมีพฤติกรรมผิดปกติจากพระรัตนตรัย
หน้า ๒๐๓

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ลงปกาสนียกรรมในพระนคร ราชคฤห์แก่พระเทวทัตว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็น ว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัว พระเทวทัตเอง’ การลงปกาสนียกรรมในพระนครราชคฤห์แก่พระเทวทัต ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง’ ชอบใจแก่ ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงปกาสนียกรรมในพระนครราชคฤห์อันสงฆ์กระทำแล้วแก่พระเทวทัต ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง’ ชอบใจแก่ สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

{๓๖๓} [๓๓๘] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระสารีบุตรว่า “ดูก่อนสารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงประกาศเทวทัตในพระนครราชคฤห์

ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า “เมื่อก่อนข้าพระองค์กล่าวชมพระ เทวทัตในพระนครราชคฤห์ว่า ‘ท่านโคธิบุตรมีฤทธิ์มาก ท่านโคธิบุตรมี อานุภาพมาก’ ข้าพระองค์จะประกาศพระเทวทัตในพระนครราชคฤห์ อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนสารีบุตร เธอกล่าวชมเทวทัตที่เป็นจริงในพระนครราชคฤห์ไว้ ว่า ‘ท่านโคธิบุตรมีฤทธิ์มาก ท่านโคธิบุตรมีอานุภาพมาก’ ดังนี้มิใช่หรือ

“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โคธิบุตร หมายถึงพระเทวทัต
หน้า ๒๐๔

“ดูก่อนสารีบุตร เธอจงประกาศเทวทัตในพระนครราชคฤห์ที่เป็นจริง เหมือนอย่างนั้นแล”

ท่านพระสารีบุตรทูลรับสนองพระพุทธบัญชาแล้ว

{๓๖๔} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงสมมติสารีบุตรเพื่อประกาศเทวทัตใน พระนครราชคฤห์ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้ เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่าพระ พุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวเทวทัตเอง’

วิธีสมมติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องสารีบุตรก่อน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้

กรรมวาจาสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่ แล้ว สงฆ์พึงสมมติท่านพระสารีบุตรเพื่อประกาศพระเทวทัตในพระนคร ราชคฤห์ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีก อย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง’ นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติท่านพระสารีบุตรเพื่อ ประกาศพระเทวทัตในพระนครราชคฤห์ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อน เป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกาย วาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึง

หน้า ๒๐๕

เห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง’ การสมมติท่านพระสารีบุตรเพื่อประกาศ พระเทวทัตในพระนครราชคฤห์ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่าง หนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึง เห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะ ตัวพระเทวทัตเอง’ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงท่านพระสารีบุตรอันสงฆ์สมมติแล้วเพื่อประกาศพระเทวทัตใน พระนครราชคฤห์ว่า ‘ปกติของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้ เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่า

พระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระ เทวทัตเอง’ ชอบใจแก่สงฆ์เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วย อาการอย่างนี้”{๓๖๕} ก็ท่านพระสารีบุตรได้รับสมมติแล้วจึงเข้าไปยังพระนครราชคฤห์พร้อม กับภิกษุหลายรูป แล้วได้ประกาศพระเทวทัตในพระนครราชคฤห์ว่า “ปกติ ของพระเทวทัตเมื่อก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัต ทำอย่างใดด้วยกายวาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง”ประชาชนในพระนครราชคฤห์นั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไร้ปัญญา ต่างกล่าวอย่างนี้ว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนริษยา จึงริษยาลาภสักการะของพระเทวทัต”

ส่วนประชาชนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส เป็นบัณฑิต มีปัญญาดี ต่างกล่าวอย่างนี้ว่า “เรื่องนี้คงจักไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะพระผู้มีพระ ภาคเจ้ารับสั่งให้ประกาศพระเทวทัตในพระนครราชคฤห์เอง”

หน้า ๒๐๖

อชาตสัตตุกุมารวัตถุ

ว่าด้วยเรื่องอชาตศัตรูราชกุมารถูกพระเทวทัตยุยง

{๓๖๖} [๓๓๙] ครั้งนั้นแล พระเทวทัตเข้าไปหาอชาตศัตรูราชกุมารถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วได้กล่าวว่า “พระกุมาร เมื่อก่อนคนทั้งหลายมีอายุยืน เดี๋ยวนี้มีอายุสั้น ก็การที่พระองค์จะพึงสิ้นพระชนม์เสียเมื่อยังเป็นเด็ก นั่น เป็นฐานะจะมีได้ พระกุมาร อย่ากระนั้นเลย ท่านจงปลงพระชนม์พระ ชนกเสียแล้วเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อาตมาก็จักปลงพระชนม์พระผู้มีพระ ภาคเจ้าแล้วเป็นพระพุทธเจ้า"

ครั้งนั้น อชาตศัตรูราชกุมารคิดว่า “พระผู้เป็นเจ้าเทวทัตมีฤทธิ์มากมี อานุภาพมาก พระผู้เป็นเจ้าเทวทัตพึงรู้จริง” แล้วเหน็บกฤชแนบพระเพลา ทรงกลัว หวั่นหวาด สะดุ้งพระทัยมนิมนาการ (รีบเสด็จ) เข้าไปภายใน พระราชวังแต่เวลากลางวัน พวกมหาอำมาตย์ผู้รักษาภายในพระราชวังได้ แลเห็นอชาตศัตรูราชกุมารทรงกลัว หวั่นหวาด สะดุ้งพระทัยมนิมนาการ เข้ามาภายในพระราชวังแต่เวลากลางวัน ครั้นแล้วรีบจับไว้ มหาอำมาตย์ เหล่านั้นตรวจค้นพบกฤชเหน็บอยู่ที่พระเพลา จึงได้ทูลถามอชาตศัตรูราช กุมารว่า “พระองค์ประสงค์จะทำการอันใด พระเจ้าข้า”“เราประสงค์ปลงพระชนม์พระชนก”

“ใครยุพระองค์”

“พระผู้เป็นเจ้าเทวทัต”

มหาอำมาตย์บางพวกได้ลงมติอย่างนี้ว่า “ควรปลงพระชนม์พระราช กุมารเสีย ควรฆ่าพระเทวทัตและภิกษุทั้งหมด”

มหาอำมาตย์บางพวกได้ลงมติอย่างนี้ว่า “ไม่ควรฆ่าพวกภิกษุ เพราะพวกภิกษุไม่ผิดอะไร แต่ควรปลงพระชนม์พระราชกุมารและฆ่าพระ เทวทัต”

จบ พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์