arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สังฆเภทขันธกะ

เรื่องพระเทวทัต เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๔๙–๓๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๑ ในสังฆเภทขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค สังฆเภทขันธกะ เรื่องพระเทวทัต (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๑๙๓–๒๐๑

หน้า ๑๙๓

เทวทัตตวัตถุ

ว่าด้วยเรื่องพระเทวทัต

{๓๔๘} [๓๓๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อนุปิยนิคมตาม พระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จหลีกไปทางพระนครโกสัมพี เสด็จจาริกไปโดย ลำดับ ได้ถึงพระนครโกสัมพีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพีนั้น

{๓๔๙} ครั้งนั้นแล พระเทวทัตหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความปริวิตกแห่ง จิตอย่างนี้ว่า “เราจะทำใครให้เลื่อมใสดีหนอ ซึ่งเมื่อเลื่อมใสต่อเราแล้ว ลาภสักการะเป็นอันมากจะพึงเกิดขึ้น” ลำดับนั้น พระเทวทัตได้คิดต่อไป ว่า “อชาตศัตรูราชกุมารนี้แลยังหนุ่มและยังจะเจริญต่อไป อย่ากระนั้นเลย เราพึงทำให้อซาตศัตรูราชกุมารเลื่อมใส เมื่ออชาตศัตรูราชกุมารนั้นเลื่อม ใสต่อเราแล้ว ลาภสักการะเป็นอันมากจักเกิดขึ้น” ลำดับนั้น พระเทวทัต จึงเก็บเสนาสนะแล้วถือบาตรจีวรเดินทางไปยังพระนครราชคฤห์ ได้ถึง พระนครราชคฤห์โดยลำดับ แล้วกลายร่างของตนเนรมิตเพศเป็นกุมาร น้อย เอางูพันสะเอว ได้ปรากฏตัวบนพระเพลาของอชาตศัตรูราชกุมารทีนั้น อชาตศัตรูราชกุมารทรงกลัว หวั่นหวาด สะดุ้ง ตกพระทัย

พระเทวทัตจึงได้กล่าวกะอชาตศัตรูราชกุมารว่า “พระกุมาร พระองค์ กลัวอาตมาหรือ”

“จ้ะ ฉันกลัว ท่านเป็นใคร”

“อาตมาคือพระเทวทัต”

“ท่านเจ้าข้า ถ้าท่านเป็นพระผู้เป็นเจ้าเทวทัต นิมนต์ปรากฏด้วยเพศ ของตนเถิด”

หน้า ๑๙๔

ทันใดนั้น พระเทวทัตกลายร่างกุมารน้อยแล้ว ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ได้ยืนอยู่ข้างหน้าอชาตศัตรูราชกุมาร

ครั้งนั้น อชาตศัตรูราชกุมารเลื่อมใสยิ่งนักด้วยอิทธิปาฏิหาริย์นี้ของ พระเทวทัต เสด็จไปยังที่บำรุงทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้าด้วยรถ ๕๐๐ คัน และทรงนำภัตตาหาร ๕๐๐ สำรับไปด้วย

ครั้งนั้น พระเทวทัตถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ รึงรัดจิต แล้ว เกิดความปรารถนา เห็นปานนี้ว่า “เราจักปกครองภิกษุสงฆ์” พร้อม ๆ กับที่เกิดความคิดนั้นขึ้น พระเทวทัตได้เสื่อมจากฤทธิ์นั้นแล้ว

กักกุธโกฬิยบุตรแจ้งข่าวพระเทวทัต

{๓๕๐} สมัยนั้น โกฬิยบุตรชื่อกักกุธะผู้เป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหา โมคคัลลานะถึงแก่กรรมไปไม่นาน ได้เข้าถึงมโนมัยกายหมู่หนึ่ง อัตภาพที่ เขาได้มีขนาดเท่ากับคามเขตของชาวมคธ ๒ หรือ ๓ แห่ง แต่เขาก็มิได้ทำ ตนและคนอื่นให้เดือดร้อนเพราะอัตภาพที่ได้นั้น ครั้งนั้น กักกุธเทพบุตร เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นมัสการท่าน พระมหาโมคคัลลานะแล้วยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ยืนแล้วได้กล่าวกะท่าน พระมหาโมคคัลลานะว่า “ท่านเจ้าข้า พระเทวทัตถูกลาภสักการะและ ความสรรเสริญครอบงำรึงรัดจิตแล้ว ได้เกิดความปรารถนาเห็นปานนี้ว่า ‘เราจักปกครองภิกษุสงฆ์’ ท่านเจ้าข้า พร้อมกับความคิดที่เกิดขึ้นนั้น พระ เทวทัตได้เสื่อมจากฤทธิ์นั้นแล้ว” กักกุธเทพบุตรได้กล่าวอย่างนี้แล้ว กราบ นมัสการท่านพระมหาโมคคัลลานะ กระทำประทักษิณแล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มโนมัยกาย หมายถึงพรหมพวกหนึ่งซึ่งมีกายทิพย์บังเกิดด้วยอำนาจฌาน (สารตฺถ. ๓/๔๙๓)
หน้า ๑๙๕

พระมหาโมคคัลลานะกราบทูลเรื่องพระเทวทัต

{๓๕๑} ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่งแล้วกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า โกฬิยบุตรชื่อกักกุธะผู้เป็น อุปัฏฐากของข้าพระองค์ถึงแก่กรรมไปไม่นานได้เข้าถึงมโนมัยกายอย่างหนึ่ง อัตภาพที่เขาได้มีขนาดเท่ากับคามเขตของชาวมคธ ๒ หรือ ๓ แห่ง แต่เขา ก็มิได้ทำตนและคนอื่นให้เดือดร้อนเพราะอัตภาพที่ได้นั้น พระพุทธเจ้าข้า ต่อมา กักกุธเทพบุตรเข้ามาหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ นมัสการแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ยืนแล้วได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ‘ท่านเจ้าข้า พระ เทวทัตถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำรึงรัดจิตแล้ว ได้เกิด ความปรารถนาเห็นปานนี้ว่า ‘เราจักปกครองภิกษุสงฆ์’ ท่านเจ้าข้า พร้อมกับความคิดที่เกิดขึ้นนั้น พระเทวทัตได้เสื่อมจากฤทธิ์นั้นแล้ว’ กักกุธ เทพบุตรได้กล่าวอย่างนี้แล้วก็กราบนมัสการข้าพระองค์ ทำประทักษิณ แล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง"“ดูก่อนโมคคัลลานะ ก็กักกุธเทพบุตรอันเธอกำหนดรู้จิตด้วยจิตแล้ว หรือว่า ‘กักกุธเทพบุตรกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมเป็นอย่างนั้น ทีเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น”

“พระพุทธเจ้าข้า กักกุธเทพบุตรอันข้าพระองค์กำหนดรู้จิตด้วยจิตแล้ว ว่า ‘กักกุธเทพบุตรกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมเป็นอย่างนั้นทีเดียว ไม่ เป็นอย่างอื่น”

“ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอจงรักษาวาจานั้น ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอ จงรักษาวาจานั้น บัดนี้ โมฆบุรุษนั้นจักทำตนให้ปรากฏด้วยตนเอง”

หน้า ๑๙๖

ปัญจสัตถุกถา

ว่าด้วยเรื่องศาสดา ๕ ประเภท

{๓๕๒} [๓๓๔] “ดูก่อนโมคคัลลานะ ศาสดา ๕ ประเภทเหล่านี้มีปรากฏอยู่ใน โลก ๕ ประเภทคือประเภทไหนบ้าง

ดูก่อนโมคคัลลานะ ศาสดาบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ แต่ ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์’ และว่า ‘ศีลของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ศาสดานั้นนั่นสาวกทั้งหลายย่อมรู้กันอย่างนี้ว่า ‘ท่าน ศาสดานี้แลเป็นผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์’ และว่า ‘ศีลของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ก็ถ้าพวกเราจะพึง บอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พึงพอใจของท่าน พวกเราจะกล่าวถึง ท่านโดยที่ท่านไม่มีความพึงพอใจนั้นได้อย่างไร

อนึ่ง ประชาชนก็ยังนับถือ บูชาเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารอยู่ ตัวท่านเองกระทำกรรมใดไว้ ตัวท่านเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้นเอง’ ดูก่อนโมคคัลลานะ สาวกทั้งหลายย่อมรักษาศาสดาเห็นปานนั้นไว้โดยศีล และศาสดาเห็นปานนั้นก็หวังการรักษาโดยศีลจากสาวกทั้งหลาย (๑){๓๕๓} อนึ่ง โมคคัลลานะ ศาสดาบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์’ และว่า ‘อาชีวะของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ศาสดานั้นนั่นสาวกทั้งหลายย่อมรู้กันอย่างนี้ว่า ‘ท่านศาสดานี้แลเป็นผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มี อาชีวะบริสุทธิ์’ และว่า ‘อาชีวะของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ก็ถ้าพวกเราจะพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พึงพอใจของท่าน พวกเราจะกล่าวถึงท่านโดยที่ท่านไม่มีความพึงพอใจนั้นได้อย่างไร อนึ่ง ประชาชนก็ยังนับถือบูชาเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอยู่ ตัวท่านเองกระทำกรรมใดไว้ ตัวท่านเองก็จัก

หน้า ๑๙๗

ปรากฏด้วยกรรมนั้นเอง’ ดูก่อนโมคคัลลานะ สาวกทั้งหลายย่อมรักษา ศาสดาเห็นปานนั้นไว้โดยอาชีวะ และศาสดาเห็นปานนั้นก็หวังการรักษา โดยอาชีวะจากสาวกทั้งหลาย (๒)

{๓๕๔} อนึ่ง โมคคัลลานะ ศาสดาบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีธรรมเทศนาไม่ บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีธรรมเทศนาบริสุทธิ์’ และว่า ‘ธรรม เทศนาของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ศาสดานั้นนั่นสาวกทั้ง หลายย่อมรู้กันอย่างนี้ว่า ‘ท่านศาสดานี้แลเป็นผู้มีธรรมเทศนาไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีธรรมเทศนาบริสุทธิ์’ และว่า ‘ธรรมเทศนาของ เราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ก็ถ้าพวกเราจะพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พึงพอใจของท่าน พวกเราจะกล่าวถึงท่านโดยที่ท่านไม่มี ความพึงพอใจนั้นได้อย่างไร

อนึ่ง ประชาชนก็ยังนับถือบูชาเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารอยู่ ตัวท่านเองกระทำ กรรมใดไว้ ตัวท่านเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้นเอง’ ดูก่อนโมคคัลลานะ สาวกทั้งหลายย่อมรักษาศาสดาเห็นปานนั้นไว้โดยธรรมเทศนา และศาสดา เห็นปานนั้นก็หวังการรักษาโดยธรรมเทศนาจากสาวกทั้งหลาย (๓){๓๕๕} อนึ่ง โมคคัลลานะ ศาสดาบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีไวยากรณ์ไม่ บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีไวยากรณ์บริสุทธิ์’ และว่า ‘ไวยากรณ์ ของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ศาสดานั้นนั่นสาวกทั้งหลายย่อม รู้กันอย่างนี้ว่า ‘ท่านศาสดานี้แลเป็นผู้มีไวยากรณ์ไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณ ว่า ‘เราเป็นผู้มีไวยากรณ์บริสุทธิ์’ และว่า ‘ไวยากรณ์ของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ก็ถ้าพวกเราจะพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็น ที่พึงพอใจของท่าน พวกเราจะกล่าวถึงท่านโดยที่ท่านไม่มีความพึงพอใจ นั้นได้อย่างไร อนึ่ง ประชาชนก็ยังนับถือบูชาเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารอยู่ ตัวท่านเองกระทำกรรมใดไว้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ไวยากรณ์ คือระเบียบของภาษาในธรรมเทศนา หรือข้อความร้อยแก้วล้วนๆ ในธรรมเทศนา
หน้า ๑๙๘

ตัวท่านเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้นเอง’ ดูก่อนโมคคัลลานะ สาวกทั้งหลาย ย่อมรักษาศาสดาเห็นปานนั้นไว้โดยไวยากรณ์ และศาสดาเห็นปานนั้นก็ หวังการรักษาโดยไวยากรณ์จากสาวกทั้งหลาย (๔)

{๓๕๖} อนึ่ง โมคคัลลานะ ศาสดาบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีญาณทัสสนะ ไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์’ และว่า ‘ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ศาสดานั้นนั่นสาวก ทั้งหลายย่อมรู้กันอย่างนี้ว่า ‘ท่านศาสดานี้แลเป็นผู้มีญาณทัสสนะไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์’ และว่า ‘ญาณทัสสนะ ของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ ก็ถ้าพวกเราจะพึงบอกแก่พวก คฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พึงพอใจของท่าน พวกเราจะกล่าวถึงท่านโดยที่ท่าน ไม่มีความพึงพอใจนั้นได้อย่างไร อนึ่ง ประชาชนก็ยังนับถือบูชาเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารอยู่ ตัวท่านเองกระทำ กรรมใดไว้ ตัวท่านเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้นเอง’ ดูก่อนโมคคัลลานะ สาวกทั้งหลายย่อมรักษาศาสดาเห็นปานนั้นไว้โดยญาณทัสสนะ และศาสดา เห็นปานนั้นก็หวังการรักษาโดยญาณทัสสนะจากสาวกทั้งหลาย (๕)ดูก่อนโมคคัลลานะ ศาสดา ๕ ประเภทเหล่านี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก

{๓๕๗} ดูก่อนโมคคัลลานะ ก็เราแลเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ จึงปฏิญาณว่า ‘เรา เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์’ และว่า ‘ศีลของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง’ และสาวกทั้งหลายก็ไม่รักษาเราโดยศีล และเราก็ไม่หวังการรักษาโดยศีล จากสาวกทั้งหลาย

อนึ่ง เราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์ ...

อนึ่ง เราเป็นผู้มีธรรมเทศนาบริสุทธิ์ ...

อนึ่ง เราเป็นผู้มีไวยากรณ์บริสุทธิ์ ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ญาณทัสสนะ คือความรู้และความเห็นตรงตามเป็นจริง
หน้า ๑๙๙

อนึ่ง เราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์ จึงปฏิญาณว่า ‘เราเป็นผู้มี ญาณทัสสนะบริสุทธิ์’ และว่า ‘ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่ เศร้าหมอง’ และสาวกทั้งหลายก็ไม่รักษาเราโดยญาณทัสสนะ และเราก็ ไม่หวังการรักษาโดยญาณทัสสนะจากสาวกทั้งหลาย”

ทรงอุปมาพระเทวทัตเหมือนลูกสุนัขเป็นต้น

{๓๕๘} [๓๓๔] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครโกสัมพีตาม พระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครราชคฤห์ เสด็จจาริกไปโดย ลำดับได้ถึงพระนครราชคฤห์แล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น{๓๕๙} ครั้งนั้น ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ

ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า อชาตศัตรูราชกุมารเสด็จไปยังที่ บำรุงพระเทวทัตทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้าด้วยรถ ๕๐๐ คัน และนำภัตตาหาร ๕๐๐ สำรับไปด้วย”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าพอใจ ลาภสักการะและความสรรเสริญของเทวทัตเลย อชาตศัตรูราชกุมารจักไป ยังที่บำรุงเทวทัตทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้าด้วยรถ ๕๐๐ คัน และจักนำ ภัตตาหาร ๕๐๐ สำรับไปด้วยได้สักกี่วัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตหวัง ได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายถ่ายเดียว หวังความเจริญไม่ได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนทั้งหลายทาน้ำดีหมีที่จมูกของ ลูกสุนัขที่ดุร้าย ด้วยอาการอย่างนี้แล ลูกสุนัขนั้นก็จะพึงดุร้ายขึ้นยิ่งกว่า ประมาณ แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย อชาตศัตรูราชกุมาร จักไปยังที่บำรุงเทวทัตทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้าด้วยรถ ๕๐๐ คัน และจักนำ ภัตตาหาร ๕๐๐ สำรับไปด้วยได้สักกี่วัน เทวทัตจะหวังได้แต่ความเสื่อมใน

หน้า ๒๐๐

กุศลธรรมทั้งหลายถ่ายเดียว หวังความเจริญไม่ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตน ลาภสักการะ และความสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อความวอดวาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นกล้วยย่อมเผล็ดผลเพื่อฆ่าตน ย่อมเผล็ดผล เพื่อความวอดวาย ฉันใด ลาภสักการะและความสรรเสริญก็เกิดขึ้นแก่ เทวทัตเพื่อฆ่าตน ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อ ความวอดวาย ฉันนั้นเหมือนกันแลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม้ไผ่ย่อมตกขุยเพื่อฆ่าตน ย่อมตกขุยเพื่อความ วอดวาย แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ก็เกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตน ลาภสักการะและความสรรเสริญก็เกิดขึ้นแก่ เทวทัตเพื่อความวอดวาย ฉันนั้นเหมือนกันแลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม้อ้อย่อมตกขุยเพื่อฆ่าตน ย่อมตกขุยเพื่อความ วอดวาย แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ

ก็เกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตน ลาภสักการะและความสรรเสริญก็เกิดขึ้นแก่ เทวทัตเพื่อความวอดวาย ฉันนั้นเหมือนกันแลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่ม้าอัสดรย่อมตั้งครรภ์เพื่อฆ่าตน ย่อมตั้งครรภ์ เพื่อความวอดวาย แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความ สรรเสริญก็เกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตน ลาภสักการะและความสรรเสริญก็ เกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อความวอดวาย ฉันนั้นเหมือนกันแล{๓๖๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสดังนี้แล้วได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ว่า

“ลูกกล้วยย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ ขุย

อ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ สักการะย่อมฆ่าคนชั่ว เหมือนม้า

อัสดรซึ่งเกิดในครรภ์ย่อมฆ่าแม่ม้าอัสดรฉะนั้น”

จบ ปฐมภาณวาร

หน้า ๒๐๑

๒. ทุติยภาณวาร

ปกาสนียกัมมะ

ว่าด้วยเรื่องสงฆ์ลงปกาสนียกรรมแก่พระเทวทัต

พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์

{๓๖๑} [๓๓๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีบริษัทหมู่ใหญ่ แวดล้อม ประทับนั่งแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมทั้งพระราชาอยู่ ครั้งนั้น พระเทวทัตลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือไปทาง พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงพระชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าแก่หง่อมแล้ว ล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฎฐธรรมสุข วิหาร (การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) อยู่เถิด ขอจงมอบภิกษุสงฆ์แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักปกครองภิกษุสงฆ์เอง”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า “อย่าเลย เทวทัต เธออย่าพอใจที่ จะปกครองภิกษุสงฆ์เลย”

พระเทวทัตก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้ง ที่ ๓ ว่า “พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชราแล้ว เป็นผู้ เฒ่าแก่หง่อมแล้ว ล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฏฐิธรรมสุขวิหารอยู่เถิด ขอจงมอบภิกษุ สงฆ์แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักปกครองภิกษุสงฆ์เอง”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนเทวทัต แม้แต่สารีบุตรหรือ โมคคัลลานะเรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้ ไฉนจะพึงมอบให้เธอผู้เช่นซากศพ ผู้บริโภคปัจจัยเช่นก้อนเขฬะเล่า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทรงเปรียบปัจจัยที่เกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเพราะมิจฉาอาชีวะเหมือนก้อนนํ้าลาย (วิ.อ. ๓/๓๘๖)

จบ เรื่องพระเทวทัต