พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สมถขันธกะ
อธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต เล่ม ๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๕๐–๖๘๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๒ ในสมถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค สมถขันธกะ อธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต (ฉบับหลวง เล่ม ๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๖ หน้า ๔๑๔–๔๓๒
มูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์
{๖๔๘}[๒๑๘] อะไรเป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง เป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์ คือ
๑. อาบัติเกิดทางกาย ไม่ใช่ทางวาจา ไม่ใช่ทางจิต ก็มี
๒. อาบัติเกิดทางวาจา ไม่ใช่ทางกาย ไม่ใช่ทางจิต ก็มี
๓. อาบัติเกิดทางกายกับวาจา ไม่ใช่ทางจิต ก็มี
๔. อาบัติเกิดทางกายกับจิต ไม่ใช่ทางวาจา ก็มี
๕. อาบัติเกิดทางวาจากับจิต ไม่ใช่ทางกาย ก็มี
๖. อาบัติเกิดทางกาย วาจา และจิต ก็มี
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่างนี้เป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์
มูลแห่งกิจจาธิกรณ์
{๖๔๙}[๒๑๙] อะไรเป็นมูลแห่งกิจจาธิกรณ์
สงฆ์เป็นมูลอันหนึ่งแห่งกิจจาธิกรณ์
วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต
{๖๕๐}[๒๒๐] วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต คือ วิวาทาธิกรณ์ที่เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี{๖๕๒}บรรดาวิวาทาธิกรณ์นั้น วิวาทาธิกรณ์ที่เป็นอกุศลเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้มีจิตเป็นอกุศลวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
...
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท การพูดแตกต่างกัน การพูดไปทางอื่น การพูดเพื่อให้หมองใจ ความผิดพ้องในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าวิวาทาธิกรณ์เป็นอกุศล{๖๕๑}บรรดาวิวาทาธิกรณ์นั้น วิวาทาธิกรณ์ที่เป็นกุศลเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้มีจิตเป็นกุศลวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
....
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท การพูดแตกต่างกัน การพูดไปทางอื่น การพูดเพื่อให้หมองใจ ความผิดพ้องในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าวิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล{๖๕๓}บรรดาวิวาทาธิกรณ์นั้น วิวาทาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้มีจิตเป็นอัพยากฤตวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
…
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท การพูดแตกต่างกัน การพูดไปทางอื่น การพูดเพื่อให้หมองใจ ความผิดพ้องในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าวิวาทาธิกรณ์เป็นอัพยากฤต
อนุวาทาธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
{๖๕๔}[๒๒๑] อนุวาทาธิกรณ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต คือ อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี
{๖๕๖}บรรดาอนุวาทาธิกรณ์นั้น อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นอกุศลเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีจิตเป็นอกุศลโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติ การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การเพิ่มกำลังให้ในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าอนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นอกุศล{๖๕๕}บรรดาอนุวาทาธิกรณ์นั้น อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นกุศลเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีจิตเป็นกุศล โจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติ การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การเพิ่มกำลังให้ในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าอนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นกุศล{๖๕๗}บรรดาอนุวาทาธิกรณ์นั้น อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีจิตเป็นอัพยากฤตโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติ การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การเพิ่มกำลังให้ในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าอนุวาทาธิกรณ์เป็นอัพยากฤต
อาปัตตาธิกรณ์เป็นอกุศล อัพยากฤต
{๖๕๘}[๒๒๒] อาปัตตาธิกรณ์เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต คือ อาปัตตาธิกรณ์ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี อาปัตตาธิกรณ์ที่เป็นกุศลไม่มี
{๖๕๙}บรรดาอาปัตตาธิกรณ์นั้น อาปัตตาธิกรณ์ที่เป็นอกุศลเป็นไฉน
ภิกษุรู้อยู่ รู้ดีอยู่ ตั้งใจ ฝ่าฝืนละเมิดอาบัติใด นี้เรียกว่าอาปัตตาธิกรณ์ที่เป็นอกุศล
บรรดาอาปัตตาธิกรณ์นั้น อาปัตตาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน
ภิกษุไม่รู้อยู่ ไม่รู้ดีอยู่ ไม่ตั้งใจ ไม่ฝ่าฝืนละเมิดอาบัติใด นี้เรียกว่าอาปัตตาธิกรณ์เป็นอัพยากฤต
กิจจาธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
{๖๖๐}[๒๒๓] กิจจาธิกรณ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต คือ กิจจาธิกรณ์เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี{๖๖๒}บรรดากิจจาธิกรณ์นั้น กิจจาธิกรณ์ที่เป็นอกุศลเป็นไฉน
สงฆ์มีจิตเป็นอกุศลทำกรรมอันใด คือ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่ากิจจาธิกรณ์ที่เป็นอกุศล{๖๖๑}บรรดากิจจาธิกรณ์นั้น กิจจาธิกรณ์ที่เป็นกุศลเป็นไฉน
สงฆ์มีจิตเป็นกุศลทำกรรมอันใด คือ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่ากิจจาธิกรณ์ที่เป็นกุศล{๖๖๓}บรรดากิจจาธิกรณ์นั้น กิจจาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน
สงฆ์มีจิตเป็นอัพยากฤตทำกรรมอันใด คือ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่ากิจจาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤต
วิวาทาธิกรณ์
{๖๖๔}[๒๒๔] วิวาทเป็นวิวาทาธิกรณ์ ๑ วิวาทไม่เป็นอธิกรณ์ ๑ อธิกรณ์ไม่เป็นวิวาท ๑ เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นวิวาทด้วย ๑ วิวาทเป็นวิวาทาธิกรณ์ก็มี วิวาทไม่เป็นอธิกรณ์ก็มี อธิกรณ์ไม่เป็นวิวาทก็มี เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นวิวาทด้วยก็มี ๑{๖๖๕}ในข้อนั้น วิวาทที่เป็นวิวาทาธิกรณ์เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ย่อมวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
...
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท การพูดแตกต่างกัน การพูดไปทางอื่น การพูดเพื่อให้หมองใจ ความผิดพ้องในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าวิวาทที่เป็นวิวาทาธิกรณ์ในข้อนั้น วิวาทที่ไม่เป็นอธิกรณ์เป็นไฉน
มารดาวิวาทกับบุตรก็ดี บุตรวิวาทกับมารดาก็ดี บิดาวิวาทกับบุตรก็ดี บุตรวิวาทกับบิดาก็ดี พี่ชายวิวาทกับน้องชายก็ดี พี่ชายวิวาทกับน้องหญิงก็ดี น้องหญิงวิวาทกับพี่ชายก็ดี สหายวิวาทกับสหายก็ดี นี้ชื่อว่าวิวาทที่ไม่เป็นอธิกรณ์ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่ไม่เป็นวิวาทเป็นไฉน
อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ นี้ชื่อว่าอธิกรณ์ที่ไม่เป็นวิวาท
ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่เป็นอธิกรณ์ด้วย เป็นวิวาทด้วยเป็นไฉน
วิวาทาธิกรณ์เป็นอธิกรณ์ด้วย เป็นวิวาทด้วย
อนุวาทาธิกรณ์
{๖๖๖}[๒๒๕] การโจทเป็นอนุวาทาธิกรณ์ ๑ การโจทไม่เป็นอธิกรณ์ ๑ อธิกรณ์โม่เป็นการโจท ๑ เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นการโจทด้วย ๑ การโจทเป็นอนุวาทาธิกรณ์ก็มี การโจทไม่เป็นอธิกรณ์ก็มี อธิกรณ์ไม่เป็นการโจทก็มี เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นการโจทด้วยก็มี ๑{๖๖๗}ในข้อนั้น การโจทที่เป็นอนุวาทาธิกรณ์เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ย่อมโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติ การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การเพิ่มกำลังให้ในเรื่องนั้นอันใด นี้ชื่อว่าการโจทที่เป็นอนุวาทาธิกรณ์ในข้อนั้น การโจทที่ไม่เป็นอธิกรณ์เป็นไฉน
มารดาโจทบุตรก็ดี บุตรโจทมารดาก็ดี บิดาโจทบุตรก็ดี บุตรโจท บิดาก็ดี พี่ชายโจทน้องชายก็ดี พี่ชายโจทน้องหญิงก็ดี น้องหญิงโจทพี่ชายก็ดี สหายโจทสหายก็ดี นี้ชื่อว่าการโจทที่ไม่เป็นอธิกรณ์ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่ไม่เป็นการโจทเป็นไฉน
อาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ วิวาทาธิกรณ์ นี้ชื่อว่าอธิกรณ์ที่ไม่เป็นการโจท
ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่เป็นอธิกรณ์ด้วย เป็นการโจทด้วยเป็นไฉน
อนุวาทาธิกรณ์เป็นอธิกรณ์ด้วย เป็นการโจทด้วย
อาปัตตาธิกรณ์
{๖๖๘}[๒๒๖] อาบัติเป็นอาปัตตาธิกรณ์ ๑ อาบัติไม่เป็นอธิกรณ์ ๑ อธิกรณ์ ไม่เป็นอาบัติ ๑ เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นอาบัติด้วย ๑ อาบัติเป็นอาปัตตาธิกรณ์ก็มี อาบัติไม่เป็นอธิกรณ์ก็มี อธิกรณ์ไม่เป็นอาบัติก็มี เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นอาบัติด้วยก็มี ๑{๖๖๙}ในข้อนั้น อาบัติที่เป็นอาปัตตาธิกรณ์เป็นไฉน
อาบัติทั้ง ๕ กองเป็นอาปัตตาธิกรณ์ อาบัติทั้ง ๗ กองเป็นอาปัตตาธิกรณ์นี้ชื่อว่าอาบัติที่เป็นอาปัตตาธิกรณ์
ในข้อนั้น อาบัติที่ไม่เป็นอธิกรณ์เป็นไฉน
โสดาบัติ สมาบัติ นี้ชื่อว่าอาบัติที่ไม่เป็นอธิกรณ์
ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่ไม่เป็นอาบัติเป็นไฉน
กิจจาธิกรณ์ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ นี้ชื่อว่าอธิกรณ์ที่ไม่เป็นอาบัติ
ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นอาบัติด้วยเป็นไฉน
อาปัตตาธิกรณ์เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นอาบัติด้วย
กิจจาธิกรณ์
{๖๗๐}[๒๒๗] กิจเป็นกิจจาธิกรณ์ ๑ กิจไม่เป็นอธิกรณ์ ๑ อธิกรณ์ไม่เป็นกิจ ๑ เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นกิจด้วย ๑ กิจเป็นกิจจาธิกรณ์ก็มี กิจไม่เป็นอธิกรณ์ก็มี อธิกรณ์ไม่เป็นกิจก็มี เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นกิจด้วยก็มี ๑{๖๗๑}ในข้อนั้น กิจที่เป็นกิจจาธิกรณ์เป็นไฉน
ความเป็นหน้าที่ ความเป็นกรณียะแห่งสงฆ์อันใด คือ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้ชื่อว่ากิจที่เป็นกิจจาธิกรณ์ในข้อนั้น กิจที่ไม่เป็นอธิกรณ์เป็นไฉน
กิจที่จะต้องทำแก่อาจารย์ กิจที่จะต้องทำแก่อุปัชฌาย์ กิจที่จะต้องทำแก่ภิกษุผู้เสมออุปัชฌาย์ กิจที่จะต้องทำแก่ภิกษุผู้เสมออาจารย์ นี้ชื่อว่ากิจที่ไม่เป็นอธิกรณ์ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่ไม่เป็นกิจเป็นไฉน
วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ นี้ชื่อว่าอธิกรณ์ที่ไม่เป็นกิจ
ในข้อนั้น อธิกรณ์ที่เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นกิจด้วยเป็นไฉน
กิจจาธิกรณ์เป็นอธิกรณ์ด้วยเป็นกิจด้วย
๙. อธิกรณวูปสมนสมถะ
ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์
การระงับวิวาทาธิกรณ์
สัมมุขาวินัย
{๖๗๒}[๒๒๘] วิวาทาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะคือการระงับเท่าไร
วิวาทาธิกรณ์ย่อมระงับได้ด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑วิวาทาธิกรณ์ไม่อาศัยสมถะอย่างหนึ่งคือเยภุยยสิกา พึงระงับได้ด้วยสมถะอย่างเดียวคือสัมมุขาวินัยก็มี พึงตกลงกันได้ก็มี สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ย่อมวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
๒. นี้เป็นวินัย นี้ไม่เป็นวินัย
๓. นี้พระตถาคตเจ้าทรงภาษิตไว้ ตรัสไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงภาษิตไว้ ไม่ได้ตรัสไว้๔. นี้พระตถาคตเจ้าทรงประพฤติมา นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงประพฤติมา๕. นี้พระตถาคตเจ้าทรงบัญญัติไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้
๖. นี้เป็นอาบัติ นี้ไม่เป็นอาบัติ
๗. นี้เป็นอาบัติเบา นี้เป็นอาบัติหนัก
๘. นี้เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ นี้เป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุพวกนั้นสามารถระงับอธิกรณ์นั้นได้ นี้เรียกว่าอธิกรณ์ระงับแล้ว ระงับด้วยอะไร ด้วยสัมมุขาวินัย ในสัมมุขาวินัย นั้นมีอะไรบ้าง มีความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล
ก็ความพร้อมหน้าสงฆ์ในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าไร ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกัน นำฉันทะของผู้ควรฉันทะมา ผู้อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าสงฆ์ในสัมมุขาวินัยนั้น
ก็ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัยในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ อธิกรณ์นั้นระงับโดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์อันใดนี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัยในสัมมุขาวินัยนั้น
ก็ความพร้อมหน้าบุคคลในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ โจทก์และจำเลยทั้งสองผู้เป็นคู่ความกันอยู่พร้อมหน้ากัน นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าบุคคลในสัมมุขาวินัยนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่ระงับแล้วอย่างนี้ หากผู้ทำรื้อฟื้นเป็นปาจิตตีย์ที่รื้อฟื้น ผู้ให้ฉันทะติเตียน เป็นปาจิตตีย์ที่ติเตียน
{๖๗๓}[๒๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นไม่อาจระงับอธิกรณ์นั้น ในอาวาสนั้นได้ พวกเธอพึงไปยังอาวาสที่มีภิกษุมากกว่า หากพวกเธอกำลังไปอาวาสนั้นสามารถระงับอธิกรณ์ได้ในระหว่างทาง นี้เรียกว่าอธิกรณ์ระงับแล้ว ระงับด้วยอะไร ด้วยสัมมุขาวินัย ในสัมมุขาวินัยนั้นมีอะไรบ้าง มีความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคลก็ความพร้อมหน้าสงฆ์ในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าไร ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกัน นำฉันทะของผู้ควรฉันทะมา ผู้อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าสงฆ์ในสัมมุขาวินัยนั้น
ก็ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัยในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ อธิกรณ์นั้นระงับโดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์อันใด นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัยในสัมมุขาวินัยนั้น
ก็ความพร้อมหน้าบุคคลในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ โจทก์และจำเลยทั้งสองผู้เป็นคู่ความกันอยู่พร้อมหน้ากัน นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าบุคคลในสัมมุขาวินัยนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่ระงับแล้วอย่างนี้ หากผู้ทำรื้อฟื้นเป็นปาจิตตีย์ที่รื้อฟื้น ผู้ให้ฉันทะติเตียน เป็นปาจิตตีย์ที่ติเตียน
{๖๗๔}[๒๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นกำลังไปยังอาวาสนั้นไม่อาจระงับอธิกรณ์นั้นในระหว่างทางได้ พวกเธอไปถึงอาวาสนั้นแล้วพึงกล่าวกะภิกษุเจ้าถิ่นว่า ‘ท่านทั้งหลาย อธิกรณ์นี้เกิดแล้วอย่างนี้ อุบัติแล้วอย่างนี้ ขอโอกาส ขอท่านทั้งหลายจงช่วยระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ อย่างที่อธิกรณ์นี้จะพึงระงับไปด้วยดีด้วยเถิด’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกภิกษุเจ้าถิ่นเป็นผู้แก่กว่า พวกภิกษุอาคันตุกะอ่อนกว่า พวกเธอพึงกล่าวกะพวกภิกษุอาคันตุกะว่า ‘ท่านทั้งหลาย ขอนิมนต์ท่านทั้งหลายจงรวมกันอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งสักครู่หนึ่งจนกว่าพวกผมจะปรึกษากันเสร็จ’
แต่ถ้าพวกภิกษุเจ้าถิ่นเป็นผู้อ่อนกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะแก่กว่า พวกเธอพึงกล่าวกะพวกภิกษุอาคันตุกะว่า ‘ท่านทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลายจงอยู่ตรงนี้แหละสักครู่หนึ่ง จนกว่าพวกผมจะปรึกษากันเสร็จ’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกภิกษุเจ้าถิ่นปรึกษากันอยู่ ตกลงกันอย่างนี้ว่า ‘พวกเราไม่อาจระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ได้’ พวกเธอก็ไม่ควรจะรับอธิกรณ์นั้นไว้ แต่ถ้าปรึกษากันอยู่ตกลงกันอย่างนี้ว่า ‘พวกเราอาจระงับอธิกรณ์โด้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถศาสน์ได้’ พวกเธอพึงกล่าวกะพวกภิกษุอาคันตกะว่า ‘ท่านทั้งหลาย
ถ้าพวกท่านจักแจ้งอธิกรณ์นี้ตามที่เกิดแล้วตามที่อุบัติแล้วแก่พวกเราไซร้ อธิกรณ์นี้ก็จักระงับได้ด้วยดี อย่างที่พวกเราจักระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ เมื่อเป็นอย่างนี้ พวกเราจึงจักรับอธิกรณ์นี้ได้ หากพวกท่านจักไม่แจ้งอธิกรณ์นี้ตามที่เกิดแล้วตามที่อุบัติแล้วแก่พวกเราไซร้ อธิกรณ์นี้ก็จักไม่ระงับด้วยดี อย่างที่พวกเราจักระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ เมื่อเป็นอย่างนี้ พวกเราจักไม่รับอธิกรณ์นี้’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุเจ้าถิ่นพึงรอบคอบอย่างนี้แล้วรับอธิกรณ์นั้นไว้ พวกภิกษุอาคันตุกะนั้นพึงกล่าวกะพวกภิกษุเจ้าถิ่นว่า ‘พวกผมจักแจ้งอธิกรณ์นี้ตามที่เกิดแล้วตามที่อุบัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าท่านทั้งหลายอาจระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ระหว่างเวลาเท่านี้ ๆ ได้ อธิกรณ์จักระงับด้วยดีเช่นว่านั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ พวกผมจักมอบอธิกรณ์แก่ท่านทั้งหลาย หากพวกท่านไม่อาจระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ระหว่างเวลาเท่านี้ ๆ ได้ อธิกรณ์จักไม่ระงับด้วยดีเช่นว่านั้น พวกผมก็จักไม่มอบอธิกรณ์นี้แก่ท่านทั้งหลาย พวกผมนี้แหละจักเป็นเจ้าของอธิกรณ์นี้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุอาคันตุกะพึงรอบคอบอย่างนี้แล้วจึงมอบอธิกรณ์แก่พวกภิกษุเจ้าถิ่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นอาจระงับอธิกรณ์นั้นได้ นี้เรียกว่าอธิกรณ์ระงับดีแล้ว ระงับด้วยอะไร ด้วยสัมมุขาวินัย ในสัมมุขาวินัยนั้น มีอะไรบ้าง มีความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่ระงับแล้วอย่างนี้ หากผู้ทำรื้อฟื้นเป็นปาจิตตีย์ที่รื้อฟื้น ผู้ให้ฉันทะติเตียน เป็นปาจิตตีย์ที่ติเตียน
การระงับอธิกรณ์ด้วยอุพพาหิกวิธี
{๖๗๕}[๒๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเหล่านั้นวินิจฉัยอธิกรณ์นั้นอยู่ มีเสียงเซ็งแซ่เกิดขึ้น และไม่ทราบความแห่งถ้อยคำที่กล่าวแล้วนั้นเราอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์เห็นปานนี้ด้วยอุพพาหิกวิธี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๐ ประการ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกวิธี คือ
องค์คุณ ๑๐ ประการ
๑. เป็นผู้มีศีล คือ สำรวมในปาติโมกขสังวรศีล ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
๒. เป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุนั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจแทงตลอดด้วยปัญญา๓. ปาติโมกข์ทั้งสองมาแล้วด้วยดีโดยพิสดารแก่ภิกษุนั้น คือ ภิกษุนั้นจำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยได้ดีโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ
๔. เป็นผู้ตั้งมั่นไม่คลอนแคลนในพระวินัย
๕. เป็นผู้สามารถชี้แจงคู่ความทั้งสองฝ่ายให้ยินยอม เข้าใจ เพ่งพินิจ มองเห็น เลื่อมใสได้
- ๑อุพพาหิกวิธี วิธีที่เลือกแยกออกไปพิจารณา หมายถึงวิธีระงับวิวาทาธิกรณ์ที่ทรงอนุญาตไว้ในกรณีที่ที่ประชุมสงฆ์มีความไม่สะดวกด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้สงฆ์เลือกภิกษุที่มีความรู้ความสามารถ (องค์คุณ ๑๐ ประการ) จำนวนหนึ่งในที่ประชุมนั้นตั้งเป็นคณะ แล้วมอบเรื่องให้นำเอาไปวินิจฉัย เป็นทำนองตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นพิจารณา (นัย วิ.อ. ๓/๒๙๙)
๖. เป็นผู้ฉลาดที่จะทำให้อธิกรณ์อันเกิดขึ้นระงับได้
๗. รู้อธิกรณ์
๘. รู้เหตุเกิดอธิกรณ์
๙. รู้ความระงับแห่งอธิกรณ์
๑๐. รู้ทางระงับอธิกรณ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๐ นี้ด้วยอุพพาหิกวิธี
{๖๗๖}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วย ญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้
กรรมวาจาสมมติ
[๒๓๒] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เมื่อพวกเราวินิจฉัยอธิกรณ์นี้อยู่มีเสียงพูดคุยเซ็งแซ่เกิดขึ้น และไม่ทราบความแห่งถ้อยคำที่กล่าวแล้วนั้น ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุชื่อนี้ด้วยชื่อนี้ด้วยเพื่อระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธี นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เมื่อพวกเราวินิจฉัยอธิกรณ์นี้อยู่ มีเสียงพูดคุยเซ็งแซ่เกิดขึ้น และไม่ทราบความแห่งถ้อยคำที่กล่าวแล้วนั้น สงฆ์สมมติภิกษุชื่อนี้ด้วยชื่อนี้ด้วยเพื่อระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธี การสมมติภิกษุชื่อนี้ด้วยชื่อนี้ด้วยเพื่อระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธีชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงภิกษุชื่อนี้ด้วยชื่อนี้ด้วยอันสงฆ์สมมติแล้วเพื่อระงับอธิกรณ์นี้ด้วย อุพพาหิกวิธีชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วย อาการอย่างนี้’
{๖๗๗}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นอาจระงับอธิกรณ์นั้นด้วยอุพพาหิกวิธี นี้เรียกว่าอธิกรณ์ระงับแล้ว ระงับด้วยอะไร ด้วยสัมมุขาวินัย ในสัมมุขาวินัยนั้นมีอะไรบ้าง มีความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่ระงับแล้วอย่างนี้ ผู้ทำรื้อฟื้น เป็นปาจิตตีย์ที่รื้อฟื้น
{๖๗๘}[๒๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเหล่านั้นวินิจฉัยอธิกรณ์นั้นอยู่ ในบริษัทนั้นพึงมีภิกษุธรรมกถึก เธอจำสูตรไม่ได้เลย จำวิภังค์แห่งสูตรก็ไม่ได้ เธอไม่ได้กำหนดเนื้อความคัดค้านเนื้อความตามเค้าพยัญชนะ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยคณญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้
คณญัตติกรรมวาจา
‘ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้รูปนี้เป็นธรรมกถึก เธอจำสูตรไม่ได้เลย จำวิภังค์แห่งสูตรก็ไม่ได้ เธอไม่ได้กำหนดเนื้อความคัดค้านเนื้อความตามเค้าพยัญชนะ ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว พวกเราพึงขับภิกษุชื่อนี้ให้ออกไป แล้วที่เหลือพึงระงับอธิกรณ์นี้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นขับภิกษุนั้นออกไปแล้ว อาจระงับอธิกรณ์นั้นได้ นี้เรียกว่าอธิกรณ์ระงับแล้ว ระงับด้วยอะไร ด้วยสัมมุขาวินัย ในสัมมุขาวินัยนั้นมีอะไรบ้าง มีความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่ระงับแล้วอย่างนี้ หากผู้ทำรื้อฟื้นเป็นปาจิตตีย์ที่รื้อฟื้น
{๖๗๙}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเหล่านั้นวินิจฉัยอธิกรณ์นั้นอยู่ ในบริษัทนั้นพึงมีภิกษุธรรมกถึก เธอจำสูตรได้ แต่จำวิภังค์แห่งสูตรไม่ได้เลย
เธอไม่ได้กำหนดเนื้อความคัดค้านเนื้อความตามเค้าพยัญชนะ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยคณญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้
คณญัตติกรรมวาจา
‘ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้รูปนี้เป็นธรรมกถึก เธอจำสูตรได้ แต่จำวิภังค์แห่งสูตรไม่ได้เลย เธอไม่ได้กำหนดเนื้อความคัดค้าน เนื้อความตามเค้าพยัญชนะ ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว พวกเราพึงขับภิกษุชื่อนี้ให้ออกไป แล้วที่เหลือพึงระงับอธิกรณ์นี้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นขับภิกษุนั้นออกไปแล้ว อาจระงับอธิกรณ์นั้นได้ นี้เรียกว่าอธิกรณ์ระงับแล้ว ระงับด้วยอะไร ด้วยสัมมุขาวินัย ในสัมมุขาวินัยนั้นมีอะไรบ้าง มีความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่ระงับแล้วอย่างนี้ หากผู้ทำรื้อฟื้นเป็นปาจิตตีย์ที่รื้อฟื้น
เยภุยยสิกาวินัย
{๖๘๐}[๒๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นไม่อาจระงับอธิกรณ์นั้นด้วยอุพพาหิกวิธี พวกเธอพึงมอบอธิกรณ์นั้นแก่สงฆ์ว่า ‘ท่านเจ้าข้า พวกกระผมไม่อาจระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธี ขอสงฆ์นั่นแหละจงระงับอธิกรณ์นี้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์เห็นปานนี้ด้วยเยภุยยสิกา พึงสมมติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๕ ประการให้เป็นผู้จับสลาก คือ
๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ
๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง
๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง
๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว
๕. รู้จักสลากที่จับแล้วและยังไม่ได้จับ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้
กรรมวาจาสมมติ
‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุชื่อนี้ให้เป็นผู้ให้จับสลาก นี่เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุชื่อนี้ให้เป็นผู้ให้จับสลาก การสมมติภิกษุชื่อนี้ให้เป็นผู้ให้จับสลากชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง
ภิกษุชื่อนี้อันสงฆ์สมมติให้เป็นผู้จับสลากแล้วชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
ภิกษุผู้ให้จับสลากนั้นพึงให้ภิกษุทั้งหลายจับสลาก พึงระงับอธิกรณ์นั้นตามที่ภิกษุพวกธรรมวาทีซึ่งมีจำนวนมากกว่าพูด นี้เรียกว่าอธิกรณ์ระงับแล้ว ระงับด้วยอะไร ด้วยสัมมุขาวินัยและเยภุยยสิกา ในสัมมุขาวินัยนั้น มีอะไรบ้าง มีความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคลก็ความพร้อมหน้าสงฆ์ในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าไร ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกันนำฉันทะของผู้ควรฉันทะมา ผู้อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าสงฆ์ในสัมมุขาวินัยนั้น
ก็ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัยในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ อธิกรณ์นั้นระงับโดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์อันใด นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัยในสัมมุขาวินัยนั้น
ก็ความพร้อมหน้าบุคคลในสัมมุขาวินัยนั้นอย่างไร คือ โจทก์และจำเลยทั้งสองผู้เป็นคู่ความกันอยู่พร้อมหน้ากัน นี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าบุคคลในสัมมุขาวินัยนั้น
ก็ในเยภุยยสิกานั้นมีอะไรบ้าง มีกิริยา การกระทำ การเข้าไป การเข้าไปเฉพาะ การรับรอง การไม่คัดค้าน กรรมในเยภุยยสิกาอันใด นี้มีในเยภุยยสิกานั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่ระงับแล้วอย่างนี้ หากผู้ทำรื้อฟื้นเป็นปาจิตตีย์ที่รื้อฟื้น ผู้ให้ฉันทะติเตียน เป็นปาจิตตีย์ที่ติเตียน”
การจับสลาก ๓ วิธี
{๖๘๑}[๒๓๕] ก็โดยสมัยนั้นแล มีอธิกรณ์เกิดแล้วอย่างนี้อุบัติแล้วอย่างนี้ในพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของสงฆ์ในพระนครสาวัตถี ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสโน้น มีพระเถระอยู่หลายรูป เป็นพหูสูต ชำนาญคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นลัชชี มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา หากพระเถระเหล่านั้นจะระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์อย่างนี้ อธิกรณ์นี้ก็พึงระงับด้วยดี” จึงไปยังอาวาสนั้นแล้ว กราบเรียนพระเถระเหล่านั้นว่า “ท่านเจ้าข้า อธิกรณ์นี้เกิดแล้วอย่างนี้ อุบัติแล้วอย่างนี้ ขอโอกาสเถิด ขอรับ ขอพระเถระทั้งหลายจงช่วยระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ อย่างที่อธิกรณ์นี้จะพึงระงับด้วยดีด้วยเถิด”
จึงพระเถระพวกนั้นช่วยระงับอธิกรณ์นั้นอย่างที่ระงับแล้วด้วยดีเหมือนที่สงฆ์ในพระนครสาวัตถีระงับแล้วฉะนั้น
ครั้งนั้น ภิกษุผู้ไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของสงฆ์ในพระนครสาวัตถีนั้นยังไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของพระเถระมากรูป ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสโน้น มีพระเถระอยู่ ๓ รูป ... มีพระเถระอยู่ ๒ รูป ... มีพระเถระอยู่รูปเดียว เป็นพหูสูต ชำนาญคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นลัชชี มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา หากพระเถระเหล่านั้นจะระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์อย่างนี้ อธิกรณ์นี้ก็จะพึงระงับด้วยดี’ จึงไปยังอาวาสนั้นแล้วเรียนกะพระเถระนั้นว่า “ท่านขอรับ อธิกรณ์นี้เกิดแล้วอย่างนี้อุบัติแล้วอย่างนี้ ขอโอกาสเถิดขอรับ ขอพระเถระจงช่วยระงับอธิกรณ์นี้โดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสน์ อย่างที่อธิกรณ์นี้จะพึงระงับด้วยดีด้วยเถิด”ถึงพระเถระนั้นก็ระงับอธิกรณ์นั้นอย่างที่ระงับแล้วด้วยดีเหมือนที่สงฆ์ ในพระนครสาวัตถีระงับแล้ว เหมือนที่พระเถระมากรูประงับแล้ว เหมือนที่พระเถระ ๓ รูประงับแล้ว และเหมือนที่พระเถระ ๒ รูประงับแล้วฉะนั้น
ครั้งนั้น ภิกษุผู้ไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของสงฆ์ในพระนครสาวัตถีไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของพระเถระมากรูป ไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของพระเถระ ๓ รูป ไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของพระเถระ ๒ รูป ไม่พอใจด้วยการระงับอธิกรณ์ของพระเถระรูปเดียว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์ที่พิจารณาแล้วนั้นเป็นอันสงบระงับดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตวิธีจับสลาก ๓ อย่าง ตามความยินยอมของภิกษุเหล่านั้น คือ ปกปิด ๑ กระซิบบอก ๑ เปิดเผย ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิธีจับสลากปกปิดเป็นไฉน
ภิกษุผู้ให้จับสลากนั้นพึงทำสลากให้มีสีและไม่มีสี แล้วเข้าไปหาภิกษุทีละรูป ๆ แนะนำอย่างนี้ว่า ‘นี้สลากของผู้กล่าวอย่างนี้ นี้สลากของผู้กล่าวอย่างนี้ ท่านจงจับสลากที่ท่านชอบใจ’ เมื่อภิกษุนั้นจับแล้ว พึงแนะนำว่า ‘ท่านอย่าให้ใครดู’ ถ้ารู้ว่าอธรรมวาทีมีมากกว่า พึงบอกว่าสลากจับไม่ถูกต้อง แล้วให้จับใหม่ ถ้ารู้ว่าธรรมวาทีมีมากกว่า พึงประกาศว่าสลากจับถูกต้องแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธีจับสลากปกปิดเป็นอย่างนี้แหละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิธีจับสลากกระซิบบอกเป็นไฉน
ภิกษุผู้ให้จับสลากนั้นพึงบอกที่ใกล้หูของภิกษุแต่ละรูป ๆ ว่า ‘นี้สลากของผู้กล่าวอย่างนี้ นี้สลากของผู้กล่าวอย่างนี้ ท่านจงจับสลากที่ท่านชอบใจ’ เมื่อภิกษุนั้นจับแล้ว พึงแนะนำว่า ‘ท่านอย่าให้ใครดู’ ถ้ารู้ว่าอธรรมวาทีมีมากกว่า พึงบอกว่าสลากจับไม่ถูกต้อง แล้วให้จับใหม่ ถ้ารู้ว่าธรรมวาทีมีมากกว่า พึงประกาศว่าสลากจับถูกต้องแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธีจับสลากกระซิบบอกเป็นอย่างนี้แหละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิธีจับสลากเปิดเผยเป็นไฉน
ถ้ารู้ว่า ธรรมวาทีมีมากกว่า พึงให้จับสลากเปิดเผยอย่างแจ่มแจ้ง วิธีจับสลากเปิดเผยเป็นอย่างนี้แหละ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธีจับสลาก ๓ อย่างนี้แล”
การระงับอนุวาทาธิกรณ์
สติวินัย
{๖๘๒}[๒๓๖] อนุวาทาธิกรณ์ย่อมระงับได้ด้วยสมถะเท่าไร
อนุวาทาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๔ คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑
จบ อธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต