พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สมถขันธกะ
อธิกรณ์ เล่ม ๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓๒–๖๔๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๒ ในสมถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค สมถขันธกะ อธิกรณ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๖ หน้า ๔๐๕–๔๑๔
ที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านเหล่านี้ และเพื่อประโยชน์แก่ตน การแสดงอาบัติเหล่านี้ของพวกข้าพเจ้าในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอานัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ชอบใจแก่ท่านผูใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงอาบัติเหล่านี้ของพวกข้าพเจ้า เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ข้าพเจ้าแสดงแล้วในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
{๖๓๑}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ออกจากอาบัติเหล่านั้นได้แล้ว เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เว้นผู้แสดงความเห็นแย้ง เว้นผู้ไม่ได้อยู่ในที่นั้น”
๘. อธิกรณะ
{๖๓๒}[๒๑๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุวิวาทกับพวกภิกษุณีบ้าง พวกภิกษุณีวิวาทกับพวกภิกษุบ้าง ฝ่ายพระฉันนะเข้าแทรกแซงพวกภิกษุณีแล้ววิวาทกับพวกภิกษุ ให้ถือฝ่ายภิกษุณี บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระฉันนะจึงได้เข้าแทรกแซงพวกภิกษุณี แล้ววิวาทกับพวกภิกษุ ให้ถือฝ่ายภิกษุณีเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑เรื่องอธิกรณ์ หมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสงฆ์ซึ่งสงฆ์เท่านั้นต้องดำเนินการระงับ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ สังฆกิจต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท เป็นต้น (นัย วิ.อ. ๒/๙๓)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุฉันนะเข้าแทรกแซงพวกภิกษุณีแล้ววิวาทกับพวกภิกษุ ให้ถือฝ่ายภิกษุณี จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธิกรณ์มี ๔ อย่างนี้ คือ วิวาทาธิกรณ์ ๑ อนุวาทาธิกรณ์ ๑ อาปัตตาธิกรณ์ ๑ กิจจาธิกรณ์ ๑
อธิกรณ์ ๔ อย่าง
๑. วิวาทาธิกรณ์
{๖๓๓}ในอธิกรณ์ ๔ อย่างนั้น วิวาทาธิกรณ์เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
๒. นี้เป็นวินัย นี้ไม่เป็นวินัย
๓. นี้พระตถาคตเจ้าทรงภาษิตไว้ ตรัสไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงภาษิตไว้ ไม่ได้ตรัสไว้๔. นี้พระตถาคตเจ้าทรงประพฤติมา นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงประพฤติมา
๕. นี้พระตถาคตเจ้าทรงบัญญัติไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้
๖. นี้เป็นอาบัติ นี้ไม่เป็นอาบัติ
๗. นี้เป็นอาบัติเบา นี้เป็นอาบัติหนัก
๘. นี้เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ นี้เป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท การพูดแตกต่างกัน การพูดไปทางอื่น การพูดเพื่อให้หมองใจ ความผิดพ้องในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าวิวาทาธิกรณ์
๒. อนุวาทาธิกรณ์
{๖๓๔}ในอธิกรณ์ ๔ อย่างนั้น อนุวาทาธิกรณ์เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ย่อมโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจารวิบัติด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติ การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การเพิ่มกำลังให้ในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่าอนุวาทาธิกรณ์
๓. อาปัตตาธิกรณ์
{๖๓๕}ในอธิกรณ์ ๔ อย่างนั้น อาปัตตาธิกรณ์เป็นไฉน อาบัติทั้ง ๕ กอง ชื่ออาปัตตาธิกรณ์ อาบัติทั้ง ๗ กองชื่ออาปัตตาธิกรณ์ นี้เรียกว่า อาปัตตาธิกรณ์
๔. กิจจาธิกรณ์
{๖๓๖}ในอธิกรณ์ ๔ อย่างนั้น กิจจาธิกรณ์เป็นไฉน ความเป็นหน้าที่ ความเป็นกรณียะแห่งสงฆ์อันใด คือ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่า กิจจาธิกรณ์
จบ อธิกรณ์ ๔ อย่าง
- ๑สังฆกรรมทั้ง ๔ มีความหมายดังนี้ อปโลกนกรรม กรรมคีอการบอกกล่าว หมายถึงสังฆกรรมอันทำด้วยการสวดประกาศ ๓ ครั้งเพี่อขออนุมัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งกะสงฆ์ซึ่งตรวจสอบภิกษุผู้อยู่ภายในสีมาแล้วนำฉันทะ (ความยินยอมให้ทำสังฆกรรม) ของภิกษุผู้ควรแก่การนำฉันทะมาแล้วพร้อมเพรียงกันประชุม โดยไม่ต้องตั้งญัตติ (คำเผดียงหรือประกาศให้สงฆ์ทราบ) ไม่ต้องสวดอนุสาวนา(คำประกาศขอปรึกษาและขอมติเป็นข้อตกลงร่วมกัน) เช่น การลงโทษหรือ
มูลแห่งวิวาทาธิกรณ์
{๖๓๗}[๒๑๖] อะไรเป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ มูลเหตุแห่งความวิวาท ๖ อย่างเป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ อกุศลมูล ๓ อย่างเป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ กุศลมูล ๓ อย่างเป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์
มูลเหตุแห่งความวิวาท ๖ อย่าง
มูลเหตุแห่งความวิวาท ๖ อย่างที่เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ คืออะไรบ้าง คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธ ภิกษุที่มักโกรธ มักผูกโกรธนั้นย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขานั้นย่อมยังความวิวาทให้เกิดในสงฆ์ ซึ่งความวิวาทนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เป็นสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอเล็งเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานนี้ทั้งภายในและภายนอกได้ พวก
- นาสนะสามเณรผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า เป็นต้น ญัตติกรรม กรรมคือการตั้งญัตติ หมายถึง สังฆกรรมอันทำตามขั้นตอนในอปโลกนกรรมแล้วตั้งญัตติอย่างเดียว โดยไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น อุโบสถกรรม ปวารณากรรม เป็นต้น ญัตติทุติยกรรม กรรมมีญัตติเป็นที่ ๒ หรือกรรมมีวาจาครบสองรวมทั้งญัตติ หมายถึงสังฆกรรมอันทำตามขั้นตอนในอปโลกนกรรมแล้วตั้งญัตติ และสวดอนุสาวนาหนเดียว เช่น การสมมติสีมา การสังคายนา และการมอบให้ผ้ากฐิน เป็นต้น ญัตติจตุตถกรรม กรรมมีญัตติเป็นที่ ๔ หรือกรรมมีวาจาครบสี่รวมทั้งญัตติ หมายถึง สังฆกรรมอันทำตามขั้นตอนในอปโลกนกรรมแล้วตั้งญัตติและต้องสวดอนุสาวนาถึงสามหน เพื่อสงฆ์คือที่ประชุมนั้นจะได้มีเวลาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าจะอนุมัติยินยอมชอบใจหรือไม่ เช่น การให้อุปสมบท เป็นต้น (นัย วิ.อ. ๓/๒๙๖)
เธอในบริษัทนั้นพึงพยายามละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันต่ำทรามนั้นแหละเสีย ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานนี้ทั้งภายในและภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้นพึงปฏิบัติเพื่อความยืดเยื้อต่อไปแห่งมูลเหตุแห่งความวิวาทอันต่ำทรามนั้นแหละ การละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันต่ำทรามนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ความยืดเยื้อแห่งมูลเหตุแห่งความวิวาทอันต่ำทรามนั้นย่อมมีต่อไปได้ด้วยอาการอย่างนี้
{๖๓๘}ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มักลบหลู่ มักติเสมอท่าน ...
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มักริษยา มีความตระหนี่ ...
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อวดดี เจ้ามายา ...
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาเลวทราม มีความเห็นผิด ...
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มักยึดถือแต่ความเห็นของตน มักถืออย่างแน่นแฟ้น ปล่อยวางความยึดถือได้ยาก ภิกษุผู้มักยึดถือแต่ความเห็นของตน มักถืออย่างแน่นแฟ้น ปล่อยวางความยึดถือได้ยาก นั้นย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขานั้น ย่อมยังความวิวาทให้เกิดในสงฆ์ ซึ่งความวิวาทนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เป็นสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอเล็งเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานนี้ทั้งภายในและภายนอกได้ พวกเธอในบริษัทนั้นพึงพยายามละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันต่ำทรามนั้นแหละเสีย ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเห็นปานนี้ทั้งภายในและภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้นพึงปฏิบัติเพื่อความยืดเยื้อต่อไปแห่งมูลเหตุแห่งความวิวาทอัน
ต่ำทรามนั้นแหละ การละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันต่ำทรามนั้นย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ความยืดเยื้อแห่งมูลเหตุแห่งความวิวาทอันต่ำทรามนั้น ย่อมมีต่อไปได้ด้วยอาการอย่างนี้มูลเหตุแห่งความวิวาท ๖ อย่างนี้เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์
อกุศลมูล ๓ อย่าง
{๖๓๙}อกุศลมูล ๓ อย่างที่เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีจิตโลภวิวาทกัน มีจิตโกรธวิวาทกัน มีจิตหลงวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
๒. นี้เป็นวินัย นี้ไม่เป็นวินัย
๓. นี้พระตถาคตเจ้าทรงภาษิตไว้ ตรัสไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้ตรัสไว้๔. นี้พระตถาคตเจ้าทรงประพฤติมา นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงประพฤติมา๕. นี้พระตถาคตเจ้าทรงบัญญัติไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้
๖. นี้เป็นอาบัติ นี้ไม่เป็นอาบัติ
๗. นี้เป็นอาบัติเบา นี้เป็นอาบัติหนัก
๘. นี้เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ นี้เป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
อกุศลมูล ๓ อย่างนี้เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์
กุศลมูล ๓
{๖๔๐}กุศลมูล ๓ อย่างเป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีจิตไม่โลภวิวาทกัน มีจิตไม่โกรธวิวาทกัน มีจิตไม่หลงวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
...
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
กุศลมูล ๓ อย่างนี้เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์
มูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
{๖๔๑}[๒๑๗] อะไรเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ มูลเหตุแห่งการโจท ๖ อย่างเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ อกุศลมูล ๓ อย่างเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ กุศลมูล ๓ อย่างเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ แม้กายก็เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ แม้วาจาก็เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
มูลเหตุแห่งการโจท ๖ อย่าง
{๖๔๒}มูลเหตุแห่งการโจท ๖ อย่างที่เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธ ภิกษุผู้มักโกรธ มักผูกโกรธนั้นย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์ ภิกษุผู้ที่ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์นั้นย่อมก่อการโจทในสงฆ์ ซึ่งการโจทนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เป็นสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อความพินาศแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูลเพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย {๖๔๓}ถ้าพวกเธอเล็งเห็นมูลเหตุแห่งการโจทเห็นปานนี้ทั้งภายในทั้งภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้นพึงพยายามละมูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้นเสีย ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นมูลเหตุแห่งการโจทเห็นปานนี้ทั้งภายในทั้ง
ภายนอกไซร้ พวกเธอในบริษัทนั้นพึงปฏิบัติเพื่อความไม่ดำเนินต่อไปแห่งมูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้น เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ ก็จะละมูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้นได้ เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ มูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้นก็จะไม่ดำเนินต่อไป
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มักลบหลู่ มักตีเสมอท่าน ...
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มักริษยา มีความตระหนี่ ...
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อวดดี เจ้ามายา
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาเลวทราม มีความเห็นผิด ...
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มักยึดถือแต่ความเห็นของตน มักถืออย่างแน่นแฟ้น ปล่อยวางความยึดถือได้ยาก ภิกษุผู้มักยึดถือแต่ความเห็นของตน มักถืออย่างแน่นแฟ้น ปล่อยวางความยึดถือได้ยาก นั้นย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขานั้น ย่อมก่อการโจทในสงฆ์ ซึ่งการโจทนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เป็นสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อความพินาศแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ถ้าพวกเธอเล็งเห็นมูลเหตุแห่งการโจทเห็นปานนี้ทั้งภายในทั้งภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้นพึงพยายามละมูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้นเสีย ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นมูลเหตุแห่งการโจทเห็นปานนี้ทั้งภายในทั้งภายนอกไซร้ พวกเธอในบริษัทนั้นพึงปฏิบัติเพื่อความไม่ดำเนินต่อไปแห่งมูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้น เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ ก็จะละมูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้นได้ เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ มูลเหตุแห่งการโจทอันเลวทรามนั้นก็จะไม่ดำเนินต่อไปมูลเหตุแห่งการโจทกัน ๖ อย่างนี้เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
อกุศลมูล ๓
{๖๔๔}อกุศลมูล ๓ อย่างที่เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้มีจิตโลภโจทภิกษุมีจิตโกรธโจทภิกษุ มีจิตหลงโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติอกุศลมูล ๓ อย่างนี้เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
กุศลมูล ๓
{๖๔๕}กุศลมูล ๓ อย่างที่เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้มีจิตไม่โลภโจทภิกษุ มีจิตไม่โกรธโจทภิกษุ มีจิตไม่หลงโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติกุศลมูล ๓ อย่างนี้เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
กาย
{๖๔๖}ก็กายเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู มีรูปร่างเตี้ย มีอาพาธมาก หรือเป็นคนบอด เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นอัมพาต ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุนั้นเพราะกายใด กายนี้จัดเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
วาจา
{๖๔๗}ก็วาจาเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นคนพูดไม่ดี พูดระราน พูดไม่ชัด ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุนั้นเพราะวาจาใด วาจานั้นจัดเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
มูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์
{๖๔๘}[๒๑๘] อะไรเป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง เป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์ คือ
๑. อาบัติเกิดทางกาย ไม่ใช่ทางวาจา ไม่ใช่ทางจิต ก็มี
๒. อาบัติเกิดทางวาจา ไม่ใช่ทางกาย ไม่ใช่ทางจิต ก็มี
๓. อาบัติเกิดทางกายกับวาจา ไม่ใช่ทางจิต ก็มี
๔. อาบัติเกิดทางกายกับจิต ไม่ใช่ทางวาจา ก็มี
๕. อาบัติเกิดทางวาจากับจิต ไม่ใช่ทางกาย ก็มี
๖. อาบัติเกิดทางกาย วาจา และจิต ก็มี
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่างนี้เป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์
มูลแห่งกิจจาธิกรณ์
{๖๔๙}[๒๑๙] อะไรเป็นมูลแห่งกิจจาธิกรณ์
สงฆ์เป็นมูลอันหนึ่งแห่งกิจจาธิกรณ์
วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต
{๖๕๐}[๒๒๐] วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต คือ วิวาทาธิกรณ์ที่เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี{๖๕๒}บรรดาวิวาทาธิกรณ์นั้น วิวาทาธิกรณ์ที่เป็นอกุศลเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้มีจิตเป็นอกุศลวิวาทกันว่า
๑. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม
...
๙. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
จบ อธิกรณ์