arnon.world

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สมถขันธกะ

ภิกษุก่อการวุ่นวาย เล่ม ๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๒๕–๖๓๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๒ ในสมถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค สมถขันธกะ ภิกษุก่อการวุ่นวาย (ฉบับหลวง เล่ม ๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๖ หน้า ๔๐๐–๔๐๕

หน้า ๔๐๐

๗. ติณวัตถารกะ

ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์ดุจใช้หญ้ากลบไว้

เรื่องภิกษุก่อการวุ่นวาย

{๖๒๕}[๒๑๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ครั้งนั้น พวกเธอคิดว่า “พวกเราเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกเราจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระพุทธานุญาตให้ระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกะ

{๖๒๖}พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายาม

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ติณวัตถารกะ แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงทำดุจใช้หญ้ากลบไว้ เป็นชื่อวิธีระงับอธิกรณ์ในลักษณะประนีประนอมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องชำระสะสางหาความเดิม เพราะถ้าจะสืบสวนสอบสวนปรับให้กันและกันแสดงอาบัติ ก็มีแต่จะทำให้อธิกรณ์รุนแรงลุกลามบานปลายยิ่งขึ้น จึงระงับเสียด้วยวิธีนี้ คือ วิธีแบบกลบไว้ด้วยหญ้า เพื่อตัดตอนยกเลิกเสีย ไม่สะสางความหลังกันอีก ซึ่งท่านเปรียบไว้ว่า ธรรมดาคูถหรือมูตรเมื่อปล่อยทิ้งไว้ก็รังแต่จะส่งกลิ่นเหม็น หากใช้หญ้าต่างๆ กลบไว้ กลิ่นนั้นก็พลันหายไป ฉันใด อธิกรณ์ใดก็ตามเมื่อปล่อยไว้ ก็มีแต่จะก่อให้เกิดความรุนแรงแตกร้าวยิ่งขึ้น หากใช้วิธีประนีประนอมกันทั้งสองฝ่าย ก็พลันระงับได้ฉันนั้น วิธีระงับอธิกรณ์นี้จึงชื่อว่า ติณวัตถารกะ (นัย วิ.อ. ๓/๒๙๔-๒๙๕) ใช้ระงับอธิกรณ์ที่ยุ่งยาก เช่น กรณีทะเลาะวิวาทกันที่ลุกลามใหญ่โตของภิกษุชาวเมืองโกลัมพี (กงฺขา. ฏี. ๔๗๐)
หน้า ๔๐๑

ทำด้วยกาย ในเรื่องนั้น ถ้าพวกเธอคิดอย่างนี้ว่า ‘พวกเราเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกเราจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์เห็นปานนั้นด้วยติณวัตถารกะ

วิธีระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกะ

{๖๒๗}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงระงับอย่างนี้ คือ ภิกษุทุกรูปพึงประชุมร่วมกัน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้

ญัตติกรรมวาจา

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกข้าพเจ้าจักให้ปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับอธิกรณ์นี้ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ญัตติ ในทางพระวินัยหมายถึง คำประกาศให้สงฆ์ทราบเพี่อทำกิจของสงฆ์ร่วมกัน หรือเรียกว่า คำเผดียงสงฆ์ คำว่า กรรมวาจา คือ วาจาสวดประกาศกิจในท่ามกลางสงฆ์ ซึ่งแบ่งเป็นญัตติและอนุสาวนานั่นเอง
  2. ๒อาบัติที่มีโทษหนัก ได้แก่ อาบัติปาราชิกและอาบัติสังฆาทิเสส (วิ.อ. ๓/๒๙๕)
  3. ๓อาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ได้แก่ อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะเกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สงฆ์ เช่น ข่มขู่ ดูหมิ่น และรับคำในเรื่องที่ดีแล้วไม่ทำตาม (วิ.อ. ๓/๒๙๕)
หน้า ๔๐๒

บรรดาภิกษุฝ่ายเดียวกัน ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ฝ่ายของตนทราบด้วยคณญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้

คณญัตติกรรมวาจา

‘ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกข้าพเจ้าจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงแสดงอาบัติของท่านทั้งหลายและอาบัติของตนในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายและเพื่อประโยชน์แก่ตน’{๖๒๘}ลำดับนั้น บรรดาภิกษุฝ่ายเดียวกันอีกพวกหนึ่ง ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ฝ่ายของตนทราบด้วยคณญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้

คณญัตติกรรมวาจา

‘ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกข้าพเจ้าจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ ถ้าความพร้อมพรั่งของท่าน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คณญัตติกรรมวาจา หมายถึงการสวดประกาศให้สงฆ์ทราบแทนคณะคือพวกของฝ่ายตน ได้แก่ การที่ภิกษุรูปหนึ่งในนามแห่งภิกษุฝ่ายหนึ่งสวดประกาศขออนุมัติสงฆ์เป็นผู้แสดงแทนซึ่งอาบัติของฝ่ายตนและของตนเอง นับเป็นขั้นตอนหนึ่งของการระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกะนี้ โดยอีกฝ่ายหนึ่งก็พึงทำเหมือนกันอย่างนั้น
หน้า ๔๐๓

ทั้งหลายถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงแสดงอาบัติของท่านทั้งหลายและอาบัติของตนในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายและเพื่อประโยชน์แก่ตน’

{๖๒๙}[๒๑๓] บรรดาภิกษุฝ่ายเดียวกัน ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้

ญัตติทุติยกรรมวาจา

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกข้าพเจ้าจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าขอแสดงอาบัติของท่านเหล่านี้และอาบัติของตนในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านเหล่านี้และเพื่อประโยชน์แก่ตน นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

พวกข้าพเจ้าเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกข้าพเจ้าจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ ข้าพเจ้าขอแสดงอาบัติของท่านเหล่านี้และอาบัติของตนในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านเหล่านี้ และเพื่อประโยชน์แก่ตน การแสดงอาบัติเหล่านี้ของพวกข้าพเจ้าในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติที่มิโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่อง

หน้า ๔๐๔

ด้วยคฤหัสถ์ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

อาบัติเหล่านี้ของพวกข้าพเจ้า เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ข้าพเจ้าแสดงแล้วในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’

{๖๓๐}[๒๑๔] ลำดับนั้น บรรดาภิกษุฝ่ายเดียวกันอีกพวกหนึ่ง ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้

ญัตติทุติยกรรมวาจา

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้า<*>เกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกข้าพเจ้าจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าขอแสดงอาบัติของท่านเหล่านี้และอาบัติของตนในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านเหล่านี้และเพื่อประโยชน์แก่ตน นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้าพวกข้าพเจ้าจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็เป็นได้ ข้าพเจ้าขอแสดงอาบัติของท่านเหล่านี้และอาบัติของตนในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ข้าพเจ้า - ผู้รวบรวม
หน้า ๔๐๕

ที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่านเหล่านี้ และเพื่อประโยชน์แก่ตน การแสดงอาบัติเหล่านี้ของพวกข้าพเจ้าในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอานัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ชอบใจแก่ท่านผูใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงอาบัติเหล่านี้ของพวกข้าพเจ้า เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ ข้าพเจ้าแสดงแล้วในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’

{๖๓๑}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ออกจากอาบัติเหล่านั้นได้แล้ว เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติที่เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เว้นผู้แสดงความเห็นแย้ง เว้นผู้ไม่ได้อยู่ในที่นั้น”

๘. อธิกรณะ

ว่าด้วยเรื่องอธิกรณ์

{๖๓๒}[๒๑๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุวิวาทกับพวกภิกษุณีบ้าง พวกภิกษุณีวิวาทกับพวกภิกษุบ้าง ฝ่ายพระฉันนะเข้าแทรกแซงพวกภิกษุณีแล้ววิวาทกับพวกภิกษุ ให้ถือฝ่ายภิกษุณี บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระฉันนะจึงได้เข้าแทรกแซงพวกภิกษุณี แล้ววิวาทกับพวกภิกษุ ให้ถือฝ่ายภิกษุณีเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เรื่องอธิกรณ์ หมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสงฆ์ซึ่งสงฆ์เท่านั้นต้องดำเนินการระงับ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ สังฆกิจต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท เป็นต้น (นัย วิ.อ. ๒/๙๓)

จบ ภิกษุก่อการวุ่นวาย