arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สมถขันธกะ

ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด เล่ม ๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๑๖–๖๒๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๒ ในสมถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อธมฺมกมฺมทฺวาทสก

อธัมมกัมมทวาทสกะ

ว่าด้วยตัสสปาปยสิกากรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด

หมวดที่ ๑

พระวินัยปิฎก จุลวรรค สมถขันธกะ ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด (ฉบับหลวง เล่ม ๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๖)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๖ หน้า ๒๓๙–๒๔๑ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๖ หน้า ๓๒๒–๓๒๖

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตีหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว (๑) โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ: อสมฺมุขา กตํ โหติ, อปฺปฏิปุจฺฉา กตํ โหติ, อปฺปฏิญฺญาย กตํ โหติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺจ โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ: อาปตฺตึ อนาโรเปตฺวา กตํ โหติ, อธมฺเมน กตํ โหติ, วคฺเคน กตํ โหติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสาปาปิยสิกากมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม.อิ. โปตฺถเกสุ เอวสทฺโท น ทิสฺสติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรม ไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ

๑. ลงลับหลัง ๒. ลงโดยไม่สอบถามก่อน

๓. ลงโดยมิได้ปฏิญญา

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล เป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี

ฯลฯ

หมวดที่ ๑๒

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ

๑. ไม่ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม

๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล เป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี

อธัมมกัมมทวาทสกะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ธมฺมกมฺมทฺวาทสก ตีหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ: สมฺมุขา กตํ โหติ, ปฏิปุจฺฉา กตํ โหติ, ปฏิญฺญาย กตํ โหติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺจ โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ: อาปตฺตึ อาโรเปตฺวา กตํ โหติ, ธมฺเมน กตํ โหติ, สมคฺเคน กตํ โหติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ตสฺสาปาปิยสิกากมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธัมมกัมมทวาทสกะ

ว่าด้วยตัสสปาปิยสิกากรรมที่ชอบธรรม ๑๒ หมวด

หมวดที่ ๑

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรม ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดีแล้ว คือ

๑. ลงต่อหน้า ๒. ลงโดยสอบถามก่อน

๓. ลงตามปฏิญญา

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล เป็น กรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดีแล้ว

ฯลฯ

หมวดที่ ๑๒

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น กรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดีแล้ว คือ

๑. ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยธรรม

๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง

ภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล เป็น กรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดีแล้ว

ธัมมกัมมทวาทสกะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อากงฺขมานฉกฺก ตีหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย: ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สํเฆ อธิกรณการโก, พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน, คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย. (๑)

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย: อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ, อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ, อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ (๒)

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ, ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ, สํฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย. (๓)

ติณฺณํ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย: เอโก ภณฺฑนการโก โหติฯ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สํเฆ อธิกรณการโก, เอโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน, เอโก คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ. อิเมสํ โข ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย. (๔)

อปเรสมฺปิ ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย: เอโก อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ, เอโก อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ, เอโก อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ. อิเมสํ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ (๕) อปเรสมฺปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ เอโก พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ, เอโก ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ, เอโก สํฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ. อิเมสํ โข ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สํโฆ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กเรยฺย. (๖)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อากังขมานฉักกะ

ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังที่จะลงตัสสปาปิยสิกากรรม ๖ หมวด

หมวดที่ ๑

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ

๑. เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ทำความ อื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ ในสงฆ์๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้

๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบ ด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล (๑)

หมวดที่ ๒

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย องค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ

๑. เป็นผู้มีสีลวิบัติในอธิสีล ๒. เป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร

๓. เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฐิ

ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ เหล่านี้แล (๒)

หมวดที่ ๓

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย องค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ

๑. กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๒. กล่าวติเตียนพระธรรม

๓. กล่าวติเตียนพระสงฆ์

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย องค์ ๓ เหล่านี้แล (๓)

หมวดที่ ๔

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป คือ

๑. รูปหนึ่งเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่อ อธิกรณ์ในสงฆ์๒. รูปหนึ่งโง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัตกำหนดไม่ได้

๓. รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุ ๓ รูปเหล่า นี้แล (๔)

หมวดที่ ๕

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอื่นอีก ๓ รูป คือ

๑. รูปหนึ่งเป็นผู้มีสีลวิบัติในอธิสีล ๒. รูปหนึ่งเป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร

๓. รูปหนึ่งเป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฐิ

ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ รูปเหล่านี้แล (๕)

หมวดที่ ๖

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอื่นอีก ๓ รูป คือ๑. รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๒. รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม

๓. รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวังพึงลงตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุ ๓ รูป เหล่านี้แล (๖)

อากังขมานฉักกะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อฏฺฐารสวตฺต ตสฺสปาปิยสิกากมฺมกเตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สมฺมา วตฺติตพฺพํ. ตตฺรายํ สมฺมาวตฺตนา:

น อุปสมฺปาเทตพฺพํ, น นิสฺสโย ทาตพฺโพ, น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ, น ภิกฺขุโนวาทกสมฺมติ สาทิตพฺพา, สมฺมเตนปิ ภิกฺขุนิโย น โอวทิตพฺพา ฯเปฯ น ภิกฺขูหิ สมฺปโยเชตพฺพนฺติ. อถ โข สํโฆ อุปวาฬสฺส ภิกฺขุโน ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ อกาสิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อัฏฐารสวัตตะ

ว่าด้วยวัตร ๑๘ ข้อในตัสสปาปิยสิกากรรม

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแล้ว พึงประพฤติ โดยชอบ การประพฤติโดยชอบในเรื่องนั้นดังนี้

๑. ไม่พึงให้อุปสมบท

๒. ไม่พึงให้นิสัย

๓. ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก

๔. ไม่พึงรับแต่งตั้งเป็นผู้สั่งสอน ภิกษุณี

๕. แม้ได้รับแต่งตั้งแล้วก็ไม่พึงสั่งสอน ฯลฯ

๑๘. ไม่พึงชักชวนกันก่อความทะเลาะ

ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่พระอุปวาฬะแล้ว

ตัสสปาปิยสิกา จบ

จบ ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด