พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ
เรื่องปวารณา เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๘๔–๕๘๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๒๐ ในภิกขุนีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ เรื่องปวารณา (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๙๑–๓๙๔
พระพุทธานุญาตตามลำดับที่มาในโรงอาหาร
{๕๘๒} [๔๒๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายยึดอาสนะในโรงอาหาร ยับยั้งอยู่ตลอดกาล ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตภิกษุณี ๘ รูปตามลำดับพรรษา ภิกษุณีนอกนั้นตามลำดับที่มา”
{๕๘๓} สมัยต่อมา ภิกษุณีทั้งหลายปรึกษากันว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง อนุญาตภิกษุณี ๘ รูปตามลำดับพรรษา ภิกษุณีนอกนั้นตามลำดับที่มา” ใน ที่ทุกแห่ง จึงภิกษุณี ๘ รูปเท่านั้นห้ามตามลำดับพรรษา นอกนั้นตามลำดับ ที่มา ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโรงอาหาร เราอนุญาตภิกษุณี ๘ รูปตาม ลำดับพรรษา นอกนั้นตามลำดับที่มา ในที่อื่น ไม่พึงห้ามตามลำดับพรรษา รูปใดห้าม ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธบัญญัติเรื่องปวารณาของภิกษุณี
{๕๘๔} [๔๒๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายไม่ปวารณา ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีจะไม่ปวารณาไม่ได้ รูปใดไม่ปวารณา พึงปรับอาบัติตามธรรม”
ปวารณาด้วยตนเอง
{๕๘๕} สมัยต่อมา ภิกษุณีปวารณาด้วยตนเอง ไม่ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีปวารณาด้วยตนเอง ไม่ปวารณาต่อ ภิกษุสงฆ์ไม่ได้ รูปใดไม่ปวารณา พึงปรับอาบัติตามธรรม”
ปวารณาพร้อมกับภิกษุ
{๕๘๖} สมัยต่อมา ภิกษุณีทั้งหลายปวารณาพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย ได้ก่อ ความโกลาหลขึ้น ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงปวารณาพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย รูปใดปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ”
ปวารณาก่อนฉัน
{๕๘๗} สมัยต่อมา ภิกษุณีทั้งหลายปวารณาในกาลก่อนฉัน ทำให้เลยเวลาไป ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีปวารณาในเวลาหลังฉัน”
ภิกษุณีทั้งหลายปวารณาในเวลาหลังฉัน เวลาพลบค่ำลง ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีปวารณาต่อภิกษุณีสงฆ์ใน
วันนี้ แล้วปวารณาต่อภิกษุสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น”
ปวารณาทั้งหมด
{๕๘๘} สมัยต่อมา ภิกษุณีสงฆ์ทั้งหมดปวารณาอยู่ ได้ก่อความโกลาหลขึ้น ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้สมมติภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถ รูปหนึ่งให้ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์แทนภิกษุณีสงฆ์
วิธีสมมติภิกษุณีปวารณาแทนภิกษุณีสงฆ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องภิกษุณีก่อน ครั้นแล้วภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้
‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์แทนภิกษุณีสงฆ์ นี่เป็นญัตติ
แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้ ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์แทนภิกษุณีสงฆ์ การสมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้ปวารณา ต่อภิกษุสงฆ์แทนภิกษุณีสงฆ์ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงทักท้วงภิกษุณีชื่อนี้อันสงฆ์สมมตให้ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์แทนภิกษุณีสงฆ์แล้ว ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
{๕๘๙} ภิกษุณีผู้ได้รับสมมติแล้วนั้นพึงพาภิกษุณีสงฆ์เข้าไปหาภิกษุสงฆ์ ห่ม ผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระหย่งประนมมือแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า
คำปวารณา
‘พระคุณเจ้าเจ้าข้า ภิกษุณีสงฆ์ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยรังเกียจสงสัยก็ดี ขอภิกษุสงฆ์จงอาศัยความกรุณา ว่ากล่าวภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์เห็นอยู่จักทำคืนเสียพระคุณเจ้าเจ้าข้า ภิกษุณีสงฆ์ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์เป็นครั้งที่ ๒ ...
พระคุณเจ้าเจ้าข้า ภิกษุณีสงฆ์ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์เป็นครั้งที่ ๓ ด้วย ได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยรังเกียจสงสัยก็ดี ขอภิกษุสงฆ์จงอาศัยความ กรุณาว่ากล่าวภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์เห็นอยู่จักทำคืนเสีย”
พระพุทธบัญญัติห้ามภิกษุณีงดอุโบสถแก่ภิกษุเป็นต้น
{๕๙๐} [๔๒๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายงดอุโบสถ งดปวารณา ทำการไต่สวน เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ให้ทำโอกาส โจท สืบพยานแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ... ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงงดอุโบสถแก่ภิกษุ แม้งดก็ไม่เป็น อันงด ภิกษุณีผู้งด ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงงดปวารณาแก่ภิกษุ แม้งดก็ไม่เป็นอันงด ภิกษุณีผู้งด ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงทำการไต่สวนภิกษุ แม้ทำก็ไม่เป็นอันทำ ภิกษุณีผู้ทำ ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์แก่ภิกษุ แม้เริ่มก็ไม่เป็นอันเริ่ม ภิกษุณี ผู้เริ่มต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงให้ภิกษุทำโอกาส แม้ให้ทำก็ไม่เป็นอันให้ทำ ภิกษุณีผู้ให้ ทำต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงโจทภิกษุ แม้โจทก็ไม่เป็นอันโจท ภิกษุณีผู้โจทต้อง อาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีไม่พึงสืบพยานภิกษุ แม้สืบก็ไม่เป็นอันสืบ ภิกษุณีผู้สืบพยาน ต้องอาบัติทุกกฏ”
- ๑อนุวาทาธิกรณ์ หมายถึงการโจทหรือกล่าวหาด้วยอาบัติ
จบ เรื่องปวารณา