พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ
ภิกษุณีอยู่ป่า เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๙๗–๖๐๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๗/๒๐ ในภิกขุนีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ ภิกษุณีอยู่ป่า (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๙๙–๔๐๒
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่ ๒ ...
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่ ๓ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่าย เดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ นางมาไม่ได้เพราะอันตรายบางอย่าง หญิงชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้หญิงชื่อนี้ อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทของหญิงชื่อนี้ มีแม่เจ้า ชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงหญิงชื่อนี้อันสงฆ์อุปสมบทแล้ว มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบใจ แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
ทันใดนั้นแหละ พึงวัดเงาแดด พึงบอกประมาณแห่งฤดู พึงบอก ส่วนแห่งวัน พึงบอกข้อเบ็ดเสร็จ พึงสั่งภิกษุณีทั้งหลายว่า ‘พวกเธอจงบอก นิสสัย ๓ อกรณียกิจ ๘ แก่ภิกษุณี”
พระพุทธบัญญัติห้ามภิกษุณีอยู่ป่า
{๕๙๗} [๔๓๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายอยู่ในป่า พวกนักเลงจึง ประทุษร้ายเอา ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงอยู่ในป่า รูปใดอยู่ ต้องอาบัติ ทุกกฏ”
{๕๙๘} สมัยต่อมา อุบาสกคนหนึ่งถวายโรงเก็บของแก่ภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโรงเก็บของ”
โรงเก็บของไม่พอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตที่พำนัก”
ที่พำนักไม่พอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตนวกรรม”
นวกรรมไม่พอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำแม้เป็นส่วนบุคคล”
พระพุทธานุญาตให้สมมติภิกษุณีเป็นเพื่อน
{๕๙๙} [๔๓๒] ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แล้วบวชในสำนักภิกษุณี เมื่อนางบวชแล้วเด็กจึงคลอด ครั้งนั้น นางคิดว่า “เราจะพึงปฏิบัติในเด็ก คนนี้อย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เลี้ยงดูจนกว่าเด็กนั้นจะรู้เดียงสา”
นางคิดว่า “เราจะอยู่แต่ตามลำพังไม่ได้ และภิกษุณีอื่นจะอยู่ร่วมกับ เด็กผู้ชายก็ไม่ได้ เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุณีรูปหนึ่งให้เป็น เพื่อนของภิกษุณีนั้น
วิธีสมมติภิกษุณีเป็นเพื่อน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องภิกษุณีก่อน ครั้นแล้วภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรม วาจา ว่าดังนี้
‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ นี่เป็นญัตติ
แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็น เพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ การสมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้า ผู้นั้นพึงทักท้วงภิกษุณีชื่อนี้อันสงฆ์สมมติให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้แล้วชอบใจ แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี่”
ครั้งนั้น ภิกษุณีเพื่อนของนางคิดว่า “เราจะพึงปฏิบัติในเด็กคนนี้ อย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปฏิบัติในเด็กชายนั้นเหมือน ปฏิบัติในชายอื่น เว้นการนอนร่วมเรือนเดียวกัน”
{๖๐๐} [๔๓๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งต้องอาบัติหนักแล้ว กำลัง ประพฤติมานัตอยู่ นางคิดว่า “เราจะอยู่แต่ลำพังไม่ได้ และภิกษุณีอื่นจะ อยู่ร่วมกับเราก็ไม่ได้ เราพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุณีรูปหนึ่งให้เป็น เพื่อนของภิกษุณีนั้น
วิธีสมมติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องภิกษุณีก่อน ครั้นแล้วภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรม วาจา ว่าดังนี้‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ นี่เป็นญัตติ
แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อน ของภิกษุณีชื่อนี้ การสมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ชอบใจแก่ แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงทักท้วงภิกษุณีชื่อนี้อันสงฆ์สมมติให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้แล้วชอบใจ แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”
พระพุทธานุญาตให้ภิกษุณีไม่ต้องบอกลาสิกขา
{๖๐๑} [๔๓๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งไม่ได้บอกลาสิกขาสึกไปแล้ว นางกลับมาขออุปสมบทกะภิกษุณีทั้งหลายอีก ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่ต้องบอกลาสิกขา นางสึกแล้วเมื่อใด ไม่เป็นภิกษุณีเมื่อนั้น”
พระพุทธบัญญัติเรื่องภิกษุณีเข้ารีตเดียรถีย์
{๖๐๒} สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งครองผ้ากาสาวะไปเข้ารีตเดียรถีย์ นางกลับ มาขออุปสมบทกะภิกษุณีทั้งหลายอีก ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีรูปใด ครองผ้ากาสาวะไปเข้ารีตเดียรถีย์ นางนั้นมาแล้ว ไม่พึงให้อุปสมบท”
จบ ภิกษุณีอยู่ป่า