arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ปาติโมกขฐปนะขันธกะ

พระอุบาลีทูลถามอธิกรณ์ เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๙๙–๕๐๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๗ ในปาติโมกขฐปนะขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ปาติโมกขฐปนะขันธกะ พระอุบาลีทูลถามอธิกรณ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๓๕–๓๓๙

หน้า ๓๓๕

๗. อัตตาทานอังคะ

ว่าด้วยองค์ของอธิกรณ์ที่พึงรับ

{๔๙๙} [๓๙๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ปรารถนาจะรับอธิกรณ์ ที่ตนพึงรับ พึงรับอธิกรณ์ที่ประกอบด้วยองค์เท่าไร”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ปรารถนาจะรับ อธิกรณ์ พึงรับอธิกรณ์ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ

๑. ภิกษุผู้ปรารถนาจะรับอธิกรณ์พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า ‘เป็นเวลา อันสมควรหรือไม่ที่จะรับอธิกรณ์ที่เราปรารถนาจะรับ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า ‘เป็นเวลาไม่สมควรที่จะรับอธิกรณ์นี้ หาใช่เป็นเวลาสมควรไม่’ อธิกรณ์นั้นภิกษุไม่พึงรับ๒. ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เป็นเวลาสมควรที่จะรับอธิกรณ์ นี้ หาใช่เป็นเวลาไม่สมควรไม่’ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาต่อไปว่า ‘อธิกรณ์ที่เรา ปรารถนาจะรับนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘อธิกรณ์นี้เป็นเรื่องไม่จริง หาใช่เป็นเรื่องจริงไม่’ อธิกรณ์นั้นภิกษุไม่พึงรับ๓. ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘อธิกรณ์นี้เป็นเรื่องจริง หาใช่ เป็นเรื่องไม่จริงไม่’ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาต่อไปว่า ‘อธิกรณ์ที่เราจะรับนี้ ประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘อธิกรณ์นี้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ หาใช่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่’ อธิกรณ์นั้น ภิกษุไม่พึงรับ๔. ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘อธิกรณ์นี้ประกอบด้วยประโยชน์ หาใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่’ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาต่อไปว่า ‘เมื่อเรา รับอธิกรณ์นี้ไว้ จักได้ภิกษุผู้เคยเห็นกันเคยคบอันมาเป็นพวกโดยธรรมโดย

หน้า ๓๓๖

วินัยหรือไม่’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ จัก ไม่ได้ภิกษุผู้เคยเห็นกันเคยคบกันมาเป็นพวกโดยธรรมโดยวินัย’ อธิกรณ์นั้น ภิกษุไม่พึงรับ

๕. ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ จักได้ ภิกษุผู้เคยเห็นกันเคยคบกันมาเป็นพวกโดยธรรมโดยวินัย’ ภิกษุนั้นพึง พิจารณาต่อไปว่า ‘เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความถือต่างกันแห่งสงฆ์ การกระทำต่างกันแห่งสงฆ์ ซึ่งมีการนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์หรือไม่’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตก แห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความถือต่างกันแห่งสงฆ์ การกระทำต่าง กันแห่งสงฆ์ ซึ่งมีการนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์’ อธิกรณ์นั้นภิกษุไม่พึงรับถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความ ร้าวรานแห่งสงฆ์ ความถือต่างกันแห่งสงฆ์ การกระทำต่างกันแห่งสงฆ์ ซึ่งมีการนั้นเป็นเหตุ จักไม่มีแก่สงฆ์’ อธิกรณ์นั้นภิกษุพึงรับ

ดูก่อนอุบาลี อธิกรณ์ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ภิกษุรับไว้ จักไม่ ทำความเดือดร้อนให้ในภายหลังแล”

๘. โจทเกนปัจจเวกขิตัพพธัมมะ

ว่าด้วยธรรมที่โจทก์พึงพิจารณา

{๕๐๐} [๓๙๙] พระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึง พิจารณาธรรมเท่าไรในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๓๓๗

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะ โจทผู้อื่น พึงพิจารณาธรรม ๕ ประการในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่าง นี้ว่า ‘เรามีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ คือ เราประกอบด้วยความ ประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีตำหนิหรือหนอ ธรรมนี้มีแก่เรา หรือไม่’ ถ้าภิกษุจะเป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ประกอบด้วย ความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีตำหนิหามิได้ ก็ย่อมจะมีผู้ ว่ากล่าวเธอได้ว่า ‘นิมนต์ท่านจงศึกษาความประพฤติทางกายเสียก่อน’ เธอย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวดังนี้{๕๐๑}

อนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่าง นี้ว่า ‘เรามีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ คือ เราประกอบด้วยความ ประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีตำหนิหรือหนอ ธรรมนี้มีแก่เรา หรือไม่’ ถ้าภิกษุจะเป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ประกอบด้วย ความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีตำหนิหามิได้ ก็ย่อมจะมีผู้ ว่ากล่าวเธอได้ว่า ‘นิมนต์ท่านจงศึกษาความประพฤติทางวาจาเสียก่อน’ เธอย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวดังนี้{๕๐๒} อนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า ‘จิตของเรามีเมตตาปรากฏ ไม่อาฆาตในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายหรือ หนอ ธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่’ ถ้าภิกษุจะเป็นผู้มีเมตตาจิตปรากฏ ไม่ อาฆาตในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายหามิได้ ก็ย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวเธอได้ ว่า ‘นิมนต์ท่านเข้าไปตั้งเมตตาจิตในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายเสีย ก่อน’ เธอย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวดังนี้{๕๐๓} อนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่าง นี้ว่า ‘เราเป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามใน เบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์พร้อมทั้ง

หน้า ๓๓๘

อรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอัน เรานั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยปัญญา หรือหนอ ธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่’ ถ้าภิกษุจะเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุนั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยปัญญา หามิได้ ก็ย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวเธอได้ว่า ‘นิมนต์ท่านจงเล่าเรียนปริยัติเสียก่อน’ เธอย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวดังนี้{๕๐๔}

อนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่าง นี้ว่า ‘ปาติโมกข์ทั้งสองมาแล้วด้วยดีโดยพิสดารแก่เรา คือ เราจำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยได้ดีโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะหรือหนอ ธรรมนี้มี แก่เราหรือไม่’ ถ้าภิกษุจะเป็นผู้มีปาติโมกข์ทั้งสองมาแล้วด้วยดีโดยพิสดาร คือ จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยได้ดีโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ หามิได้ เธอถูกถามว่า ‘ท่าน ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสิกขาบทนี้ที่ไหน’ ก็จะตอบไม่ได้ ก็ย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวเธอได้ว่า ‘นิมนต์ท่านเล่าเรียนวินัย เสียก่อน’ เธอย่อมจะมีผู้ว่ากล่าวดังนี้ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาธรรม ๕ ประการนี้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น”

๙. โจทเกนอุปัฏฐาเปตัพพธัมมะ

ว่าด้วยธรรมที่ภิกษุผู้โจทก์พึงตั้งไว้ในตน

{๕๐๕} [๔๐๐] พระอุบาลีถามว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะ โจทผู้อื่น พึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น

หน้า ๓๓๙

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะ โจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น คือ๑. เราจักกล่าวโดยกาลอันควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร

๒. เราจักกล่าวด้วยคำจริง จักไม่กล่าวด้วยคำอันไม่จริง

๓. เราจักกล่าวด้วยคำสุภาพ จักไม่กล่าวด้วยคำหยาบ

๔. เราจักกล่าวด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่กล่าว ด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

๕. เราจักมีเมตตาจิตกล่าว จักไม่มุ่งร้ายกล่าว

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น”

๑๐. โจทกจุทิตกาปฏิสังยุตตกถา

ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับภิกษุผู้โจทก์และจำเลย

{๕๐๖} [๔๐๑] พระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมพึงถึง ความเดือดร้อนด้วยสาเหตุเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็น ธรรมพึงถึงความเดือดร้อนด้วยสาเหตุ ๕ ประการ คือ๑. ท่านโจทโดยกาลอันไม่ควร ไม่โจทโดยกาลอันควร ท่าน ต้องเดือดร้อน

๒. ท่านโจทด้วยคำไม่จริง ไม่โจทด้วยคำจริง ท่านต้อง เดือดร้อน

๓. ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำสุภาพ ท่านต้อง เดือดร้อน

จบ พระอุบาลีทูลถามอธิกรณ์