arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ปาติโมกขฐปนะขันธกะ

ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๐๖–๕๑๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๗ ในปาติโมกขฐปนะขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ปาติโมกขฐปนะขันธกะ ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๓๙–๓๔๔

หน้า ๓๓๙

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะ โจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น คือ๑. เราจักกล่าวโดยกาลอันควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร

๒. เราจักกล่าวด้วยคำจริง จักไม่กล่าวด้วยคำอันไม่จริง

๓. เราจักกล่าวด้วยคำสุภาพ จักไม่กล่าวด้วยคำหยาบ

๔. เราจักกล่าวด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่กล่าว ด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

๕. เราจักมีเมตตาจิตกล่าว จักไม่มุ่งร้ายกล่าว

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น”

๑๐. โจทกจุทิตกาปฏิสังยุตตกถา

ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับภิกษุผู้โจทก์และจำเลย

{๕๐๖} [๔๐๑] พระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมพึงถึง ความเดือดร้อนด้วยสาเหตุเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็น ธรรมพึงถึงความเดือดร้อนด้วยสาเหตุ ๕ ประการ คือ๑. ท่านโจทโดยกาลอันไม่ควร ไม่โจทโดยกาลอันควร ท่าน ต้องเดือดร้อน

๒. ท่านโจทด้วยคำไม่จริง ไม่โจทด้วยคำจริง ท่านต้อง เดือดร้อน

๓. ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำสุภาพ ท่านต้อง เดือดร้อน

หน้า ๓๔๐

๔. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วย เรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน๕. ท่านมุ่งร้ายโจท มิใช่มีเมตตาจิตโจท ท่านต้องเดือดร้อน

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทกโดยโม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วย สาเหตุ ๕ ประการนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะแม้ภิกษุอื่นก็จะไม่เห็น ความสำคัญเรื่องที่โจทด้วยคำไม่จริง

ผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

{๕๐๗} พระอุบาลีทูลถามว่า ‘‘ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมพึงถึงความไม่ เดือดร้อนด้วยสาเหตุเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็น ธรรมพึงถึงความไม่เดือดร้อนด้วยสาเหตุ ๕ ประการ คือ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลอันไม่ควร ไม่ได้ถูกโจทโดยกาลอันควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน

๒. ท่านถูกโจทด้วยคำไม่จริง ไม่ได้ถูกโจทด้วยคำจริง ท่าน ไม่ต้องเดือดร้อน

๓. ท่านถูกโจทด้วยคำหยาบ ไม่ได้ถูกโจทด้วยคำสุภาพ ท่าน ไม่ต้องเดือดร้อน

๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ได้ถูก โจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน๕. ท่านถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ไม่ได้ถูกโจทด้วยเมตตาจิต ท่าน ไม่ต้องเดือดร้อน

ดูก่อนอุบาลีภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมพึงถึงความไม่เดือดร้อน ด้วยสาเหตุ ๕ ประการนี้”

หน้า ๓๔๑

ผู้โจทก์โดยเป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

{๕๐๘} พระอุบาลีทูลถามว่า “ก็ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรมพึงถึงความไม่ เดือดร้อนด้วยสาเหตุเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็น ธรรมพึงถึงความไม่เดือดร้อนด้วยสาเหตุ ๕ ประการ คือ๑. ท่านโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่โจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน

๒. ท่านโจทด้วยคำจริง ไม่ใช่โจทด้วยคำไม่เป็นจริง ท่าน ไม่ต้องเดือดร้อน

๓. ท่านโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่โจทด้วยคำหยาบ ท่าน ไม่ต้องเดือดร้อน

๔. ท่านโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่โจทด้วย เรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน๕. ท่านมีเมตตาจิตโจท ไม่ใช่มุ่งร้ายโจท ท่านไม่ต้อง เดือดร้อน

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรมพึงถึงความไม่เดือดร้อนด้วย สาเหตุ ๕ ประการนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะแม้ภิกษุอื่นก็พึงเห็นความ สำคัญว่าควรโจทด้วยเรื่องจริง”

ผู้ถูกโจทโดยธรรมต้องเดือดร้อน

{๕๐๙} พระอุบาลีทูลถามว่า “ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรมพึงถึงความเดือดร้อน ด้วยสาเหตุเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยสาเหตุ ๕ ประการ คือ

หน้า ๓๔๒

๑. ท่านถูกโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่ถูกโจทโดยกาลอัน ไม่ควร ท่านต้องเดือดร้อน

๒. ท่านถูกโจทด้วยคำจริง ไม่ใช่ถูกโจทด้วยคำไม่เป็นจริง ท่านต้องเดือดร้อน

๓. ท่านถูกโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยคำหยาบ ท่าน ต้องเดือดร้อน

๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ถูกโจท ด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน๕. ท่านถูกโจทด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่ถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ท่าน ต้องเดือดร้อน

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรมพึงถึงความเดือดร้อนด้วยสาเหตุ ๕ ประการนี้”

ธรรมสำหรับผู้โจทก์ ๕ ประการ

{๕๑๐} พระอุบาลีถามว่า “ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการ ธรรมเท่าไรไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะ โจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ ประการไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น คือ

๑. ความการุญ

๒. ความหวังประโยชน์

๓. ความเอ็นดู

๔. ความออกจากอาบัติ

๕. ความทำวินัยเป็นเบื้องหน้า

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ ประการนี้ไว้ในตนแล้วจึงค่อยโจทผู้อื่น”

หน้า ๓๔๓

ผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ

{๕๑๑} พระอุบาลีทูลถามว่า “ก็ภิกษุผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไร พระ พุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบาลี ก็ภิกษุผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ใน ธรรม ๒ ประการ คือ ความจริง ๑ ความไม่ขุ่นเคือง ๑”

จบ ทุติยภาณวาร

จบ ปาติโมกขัฏฐปนขันธกะที่ ๙

ในขันธกะนี้มี ๓๐ เรื่อง ๒ ภาณวาร

หน้า ๓๔๔

หัวข้อประจำขันธกะ

{๕๑๒} เรื่องภิกษุชั่วในอุโบสถถูกไล่สามครั้งไม่ยอมออกไป ถูกพระโมคคัลลานะฉุดออก เรื่องอัศจรรย์ในศาสนาของ พระชินเจ้า

ทรงเปรียบเทียบมหาสมุทร คือ อนุปุพพสิกขาเปรียบ ด้วยมหาสมุทรอันลุ่มลึกโดยลำดับ พระสาวกไม่ละเมิด สิกขาบท เปรียบด้วยมหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอไม่ ล้นฝั่ง สงฆ์ย่อมขับไล่บุคคลทุศีลออก เปรียบด้วย มหาสมุทรซัดซากศพขึ้นฝั่ง วรรณะ ๔ เหล่าบวชเป็น บรรพชิตแล้ว ละนามและโคตรเดิม ดุจแม่นํ้าใหญ่ไหล ไปสู่มหาสมุทรแล้วละนามและโคตรเดิมภิกษุเป็นอันมากปรินิพพาน เปรียบด้วยนํ้าไหลไป เต็มมหาสมุทร พระธรรมวินัยมีวิมุตติรสเดียว เปรียบ ด้วยมหาสมุทรมีรสเค็มรสเดียว พระธรรมวินัยมีรัตนะ มาก เป็นที่อยู่ของพระอริยบุคคล ๘ จำพวก เปรียบ ด้วยมหาสมุทรเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ แล้วยังคุณในพระ ศาสนาให้ดำรงอยู่ เรื่องงดปาติโมกข์ในวันอุโบสถ เรื่อง พวกภิกษุฉัพพัคคีย์คิดว่าใครไม่รู้เราเรื่องภิกษุยกโทษก่อน เรื่องงดปาติโมกข์เป็นธรรม และไม่เป็นธรรมมีมูล ๑ เรื่องงดปาติโมกข์เป็นธรรมและ ไม่เป็นธรรมมีมูล ๒ เรื่องงดปาติโมกข์เป็นธรรมและไม่ เป็นธรรมมีมูล ๓ เรื่องงดปาติโมกข์เป็นธรรมและไม่เป็น ธรรมมีมูล ๔ เรื่องงดปาติโมกข์เป็นธรรมและไม่เป็น ธรรมมีมูล ๕

จบ ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน