arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ

เรื่องไม้เท้า เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๕–๑๔๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๔/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องไม้เท้า (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๖๑–๖๕

หน้า ๖๑

พระพุทธานุญาตให้กั้นร่มในวัด

{๑๓๓} สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เธอเว้นร่มแล้วไม่สบาย ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตร่มแก่ภิกษุอาพาธ”

{๑๓๔} สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตร่ม แก่ภิกษุอาพาธเท่านั้น ไม่ได้ทรงอนุญาตแก่ภิกษุไม่อาพาธ จึงรังเกียจที่จะ กั้นร่มในวัดและอุปจารของวัด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแม้ไม่อาพาธกั้นร่มในวัด หรือในอุปจารของวัดได้”

พระพุทธบัญญัติห้ามมิให้ถือไม้เท้ากับสาแหรก

{๑๓๕} สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งวางบาตรไว้ในสาแหรกแล้วคล้องไว้ที่ไม้เท้า เดินผ่านทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งไปในเวลาพลบค่ำ ชาวบ้านบอกกันว่า “พวกเรา นั่นโจรกำลังเดินไป ดาบของมันวาววับเชียว” แล้วไล่ตามไปจับตัว ได้ ครั้นจำได้จึงปล่อยตัวไป ครั้นภิกษุนั้นไปถึงวัดแล้วได้เล่าเรื่องนั้นให้ภิกษุ ทั้งหลายฟัง ภิกษุทั้งหลายถามว่า “ก็คุณถือไม้เท้ากับสาแหรกหรือ” ภิกษุ นั้นรับว่า “ถูกแล้ว ขอรับ” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุจึงได้ถือไม้เท้ากับสาแหรกเล่า” แล้ว กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงถือไม้เท้ากับสาแหรก รูปใดถือ ต้อง อาบัติทุกกฏ”

หน้า ๖๒

พระพุทธานุญาตให้สมมติไม้เท้าแก่ภิกษุอาพาธ

{๑๓๖} สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เธอไม่ใช้ไม้เท้าก็ไม่อาจจะไปไหนได้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติไม้เท้าแก่ภิกษุอาพาธ

{๑๓๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงให้สมมติไม้เท้าอย่างนี้ คือ ภิกษุ อาพาธนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่ กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ แล้วกล่าวคำขออย่างนี้ว่า

คำขอทัณฑสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้าไม่อาจไปไหนได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นขอทัณฑสมมติกะสงฆ์’

พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...

{๑๓๘} ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้

กรรมวาจาให้ทัณฑสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ชื่อนี้อาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้า ไม่อาจจะไปไหนได้ เธอขอทัณฑสมมติกะสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของ สงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ทัณฑสมมติแก่ภิกษุชื่อนี้ นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ชื่อนี้อาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้า ไม่อาจจะไปไหนได้ เธอขอทัณฑสมมติกะสงฆ์ สงฆ์ให้ทัณฑสมมติแก่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า สมมติ ในทางพระวินัย คือการรู้ร่วมกัน การตกลงกัน การมีมติร่วมกัน หรือยอมรับ ร่วมกันในหมู่สงฆ์ด้วยกรรมวาจา ในที่นี้ ทัณฑสมมติ หมายถึงการที่สงฆ์มีมติร่วมกันให้ภิกษุ อาพาธใช้ไม้เท้าที่มีขนาดพอเหมาะได้เป็นกรณีพิเศษ (นัย วิ.อ. ๓/๓๑๓)
หน้า ๖๓

ภิกษุชื่อนี้ การให้ทัณฑสมมติแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

ทัณฑสมมติอันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

พระพุทธานุญาตให้สมมติสาแหรกแก่ภิกษุอาพาธ

{๑๓๙} [๒๗๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เธอไม่ใช้สาแหรก ไม่อาจจะนำบาตรไปได้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติสาแหรกแก่ภิกษุอาพาธ

{๑๔๐} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงให้สมมติอย่างนี้ คือ ภิกษุอาพาธ นั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า นั่ง กระหย่งประนมมือ แล้วกล่าวคำขออย่างนี้ว่า

คำขอสิกกาสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่ใช้สาแหรกไม่อาจจะนำบาตรไปได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นขอสิกกาสมมติกะสงฆ์’

พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...

{๑๔๑} ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่า ดังนี้

กรรมวาจาให้สิกกาสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ชื่อนี้อาพาธ ไม่ใช้สาแหรก ไม่อาจจะนำบาตรไปได้ เธอขอสิกกาสมมติกะสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุชื่อนี้ นี่เป็นญัตติ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สิกกาสมมติ แปลว่า สมมติสาแหรก หมายถึงการที่สงฆ์มีมติร่วมกันให้ภิกษุอาพาธใช้สาแหรก ซึ่งเป็นภาชนะทำด้วยหวายสำหรับหิ้วหรือหาบสิ่งของได้เป็นกรณีพิเศษ
หน้า ๖๔

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ชื่อนี้อาพาธ ไม่ใช้สาแหรก ไม่อาจจะนำบาตรไปได้ เธอขอสิกกาสมมติกะสงฆ์ สงฆ์ให้สิกกาสมมติแก่ ภิกษุชื่อนี้ การให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงสิกกาสมมติอันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

พุทธานุญาตให้สมมติไม้เท้าและสาแหรกแก่ภิกษุอาพาธ

{๑๔๒} [๒๗๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้าไม่อาจจะ ไปไหนได้ และไม่ใช้สาแหรกก็ไม่อาจนำบาตรไปได้ ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติไม้เท้าและสาแหรกแก่ภิกษุ อาพาธ

ก็แลสงฆ์พึงให้สมมติอย่างนี้ คือ ภิกษุอาพาธนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ แล้วกล่าวคำขออย่างนี้ว่า

คำขอทัณฑสิกกาสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้าไม่อาจจะไปไหนได้ และ ไม่ใช้สาแหรกก็ไม่อาจจะนำบาตรไปได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นขอ ทัณฑสิกกาสมมติกะสงฆ์’

พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทัณฑสิกกาสมมติ แปลว่า สมมติไม้เท้าและสาแหรก หมายถึงการที่สงฆ์มีมติร่วมกันให้ภิกษุ อาพาธใช้ไม้เท้าและสาแหรกพร้อมกันได้เป็นกรณีพิเศษ
หน้า ๖๕

{๑๔๓} ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้

กรรมวาจาให้ทัณฑสิกกาสมมติ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ชื่อนี้อาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้า ไม่อาจจะไปไหนได้ และไม่ใช้สาแหรกก็ไม่อาจจะนำบาตรไปได้ เธอขอ ทัณฑสิกกาสมมติกะสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง ให้ทัณฑสิกกาสมมติแก่ภิกษุชื่อนี้ นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ชื่อนี้อาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้า ไม่อาจจะไปไหนได้ และไม่ใช้สาแหรกก็ไม่อาจจะนำบาตรไปได้ เธอขอ ทัณฑสิกกาสมมติกะสงฆ์ สงฆ์ให้ทัณฑสิกกาสมมติแก่ภิกษุชื่อนี้ การให้ ทัณฑสิกกาสมมติแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงทัณฑสิกกาสมมติอันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้น จึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

พระพุทธบัญญัติห้ามกลืนอาหารที่อ้วก

{๑๔๔} [๒๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมักอ้วก เธอเรออ้วกแล้วกลืน กลับเข้าไป ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุรูปนี้ ฉันอาหารในเวลาวิกาล” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้จุติมาจากกำเนิดโคได้ไม่นาน เรา อนุญาตอาหารที่อ้วกแก่ภิกษุผู้มักอ้วก แต่ออกมานอกปากแล้วไม่พึงกลืน กลับเข้าไป รูปใดกลืนกลับเข้าไป พึงปรับอาบัติตามธรรม”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงปรับอาบัติตามธรรม ในที่นี้คือปรับอาบัติปาจิตตีย์ ตามความแห่งวิกาลโภชนสิกขาบทที่ ๗ แห่งโภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๔๗-๒๔๘/๕๐๖-๕๐๗)

จบ เรื่องไม้เท้า