arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ

เรื่องโพธิราชกุมาร เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๐–๑๒๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องโพธิราชกุมาร (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๕๓–๕๘

หน้า ๕๓

ประพฤติแก้ตัวได้ ขอการหงายบาตรกะสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงหงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ นี่เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ควํ่าบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ไม่ได้ เธอประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ แก้ตัวได้ ขอการหงายบาตรกะสงฆ์ สงฆ์หงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ การหงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบ กับสงฆ์ได้ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

บาตรอันสงฆ์หงายแล้วแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการ อย่างนี้”

เรื่องโพธิราชกุมาร

{๑๑๙} [๒๖๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครเวสาลีตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จหลีกจาริกไปทางแคว้นภัคคะ เสด็จจาริกไป โดยลำดับ ได้ถึงแคว้นภัคคะแล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ที่เภสกฬา มฤคทายวัน ใกล้เมืองสุงสุมารคิระ ในแคว้นภัคคะนั้น

{๑๒๐} ก็สมัยนั้นแล ปราสาทชื่อโกกนุทของโพธิราชกุมารสร้างเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่มีสมณพราหมณ์หรือมนุษย์คนใดคนหนึ่งเข้าไป ครั้งนั้น โพธิราชกุมาร เรียกมาณพสัญชิกาบุตรมาว่า “มานี่แน่ะ เพื่อนสัญชิกาบุตร ท่านจงเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจงถวายบังคมพระบาททั้ง สองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระกำลัง ทรงพระสำราญตามคำของเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โพธิราชกุมาร

หน้า ๕๔

ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึงพระ ผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มี พระกำลัง ทรงพระสำราญ’ และจงทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โปรดทรงรับภัตตาหารเพื่อเสวย ในวันพรุ่งนี้ของโพธิราชกุมารด้วยเถิด”

มาณพสัญชิกาบุตรทูลรับพระดำรัสของโพธิราชกุมารแล้ว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วได้นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นนั่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ โพธิราชกุมารถวายบังคมพระบาทด้วยเศียรเกล้า รับสั่งถามถึงพระโคดมผู้ เจริญ ผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มี พระกำลัง ทรงพระสำราญ และรับสั่งมาอย่างนี้ว่า ‘ขอพระโคดมผู้เจริญ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์โปรดรับภัตตาหารเพื่อเสวยในพรุ่งนี้ของโพธิราช กุมารด้วยเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ

ครั้งนั้น มาณพสัญชิกาบุตรทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ นิมนต์แล้วจึงลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าโพธิราชกุมารถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ทูลว่า “ข้าพระองค์ได้กราบทูลพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นตามรับสั่งของ พระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โพธิราชกุมารถวายบังคมพระบาทของ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี อาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระกำลัง ทรง พระสำราญ และรับสั่งมาอย่างนี้ว่า ‘ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์โปรดทรงรับภัตตาหารเพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ของโพธิราชกุมารด้วยเถิด’ ดังนี้ ก็แลพระสมณโคดมทรงรับนิมนต์แล้ว”

หน้า ๕๕

{๑๒๑} ลำดับนั้น โพธิราชกุมารรับสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีต ในนิเวศน์ตลอดราตรีนั้น และรับสั่งให้เอาผ้าขาวปูลาดโกกนุทปราสาท ตลอดถึงบันไดขั้นสุดท้าย เสร็จแล้วตรัสเรียกมาณพสัญชิกาบุตรว่า “มานี่ เถิด เพื่อนสัญชิกาบุตร ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจงกราบทูลว่า ‘ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว” มาณพสัญชิกาบุตรทูลรับพระดำรัสของโพธิราชกุมารแล้ว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”

พระพุทธเจ้าไม่ทรงเหยียบผ้าขาว

{๑๒๒} ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองผ้าอันตรวาสก แล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพระโพธิราชกุมาร ขณะนั้น โพธิราชกุมารประทับยืนคอยรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ที่นอกซุ้มประตู ได้ทรงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงเสด็จออกไปต้อนรับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเสด็จนำหน้าเข้าไปยังโกกนุทปราสาท ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหยียบบันไดขั้นแรกแล้วหยุดนิ่งอยู่ โพธิราชกุมารจึงกราบทูลว่า “ขอนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหยียบผ้าขาว เสด็จไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอนิมนต์พระสุคตเจ้าทรงเหยียบผ้าขาวเสด็จ ไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า ข้อนี้จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ หม่อมฉันตลอดกาลนาน” เมื่อโพธิราชกุมารกราบทูลเช่นนี้แล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงนิ่งเสียโพธิราชกุมารกราบทูลเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ขอนิมนต์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหยียบผ้าขาวเสด็จไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอ นิมนต์พระสุคตเจ้าทรงเหยียบผ้าขาวเสด็จไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า ข้อนี้จะ พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่หม่อมฉันตลอดกาลนาน”

หน้า ๕๖

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำเลืองดูท่านพระอานนท์ ท่าน พระอานนท์ได้ถวายพระพรว่า “ดูก่อนพระราชกุมาร จงเก็บผ้าขาวเสียเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเหยียบแผ่นผ้า พระตถาคตเจ้าทรงเห็นแก่ ประชุมชนผู้เกิดในภายหลัง” โพธิราชกุมารจึงรับสั่งให้เก็บผ้าแล้วให้ปูลาด อาสนะที่โกกนุทปราสาทชั้นบน

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จขึ้นบนโกกนุทปราสาทแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โพธิราชกุมาร ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยของเคี้ยวของฉันอัน ประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ จนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ ทรง นำพระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตแล้ว ได้ประทับนั่งเฝ้า ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้โพธิราชกุมารให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา เสด็จลุกจากอาสนะแล้วเสด็จกลับ

พระพุทธบัญญัติห้ามเหยียบผืนผ้า

{๑๒๓} หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเหยียบผืนผ้าที่ปูไว้ รูปใดเหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เหตุที่ไม่ทรงเหยียบ ท่านพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ ๒ สาเหตุ คือ (๑) เพราะทรงทราบว่า โพธิราชกุมารนี้ปูลาดผ้าขาวไว้ด้วยจุดประสงค์แบบเสี่ยงทายในทำนองว่าหากพระองค์ทรงเหยียบ นั่นหมายความว่าจะมีพระโอรสแต่เพราะโพธิราชกุมารนี้เป็นอภัพพบุคคลที่ไม่สามารถจะมี พระโอรสได้อย่างแน่นอน ดังนั้น จึงไม่ทรงเหยียบ หากทรงเหยียบแล้ว กาลต่อมา ปรากฏว่า โพธิราชกุมารไม่มีพระโอรส ก็จะเกิดความเข้าใจผิดในพระองค์ว่าไม่ใช่พระสัพพัญญูพุทธเจ้า จริง (๒) เพราะทรงประสงค์จะยกเรื่องนี้เป็นเหตุบัญญัติสิกขาบทห้ามมิให้ภิกษุเหยียบผืนผ้า ที่ปูไว้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันคำดูหมิ่นภิกษุสงฆ์จากพวกชาวบ้าน (นัย วิ.อ. ๓/๓๑๒)
หน้า ๕๗

พระพุทธานุญาตให้เหยียบผ้าเป็นกรณีพิเศษ

{๑๒๔} สมัยต่อมา สตรีผู้ปราศจากครรภ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายไป ปู ผ้าแล้วได้กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าจงเหยียบผ้าเถิด” ภิกษุ ทั้งหลายรังเกียจอยู่ จึงไม่ยอมเหยียบ

นางได้กล่าวอีกว่า “ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าจงเหยียบผ้าเพื่อให้ เป็นสิริมงคลด้วยเถิด” ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ จึงไม่ยอมเหยียบ ทีนั้นแล สตรีผู้นั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “เมื่อเขาขอเพื่อให้เป็นสิริมงคล ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้ไม่เหยียบผืนผ้าที่ปูให้เล่า”ภิกษุทั้งหลายได้ยินสตรีผู้นั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คฤหัสถ์ทั้งหลายต้องการสิริมงคล เราอนุญาต ให้ผู้ที่ถูกคฤหัสถ์ทั้งหลายขอร้องให้เหยียบเพื่อความเป็นสิริมงคลเหยียบ ผืนผ้าได้”

{๑๒๕} สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะเหยียบผ้าสำหรับเช็ดเท้าที่ ล้างแล้ว จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เหยียบผ้าสำหรับเช็ดเท้าที่ล้าง แล้ว”

จบ ทุติยภาณวาร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ภาณวาร แปลว่า วาระแห่งการสวด หมายถึงการจัดแบ่งข้อความพระบาลีไว้เป็นหมวด หนึ่ง ๆ สำหรับสวดหรือสาธยายเป็นคราว ๆ หรือเป็นตอน ๆ ในที่นี้ ทุติยภาณวาร ภาณวาร ที่ ๒ หมายถึงวาระแห่งการสวด ๒ จบ หรือวาระแห่งการสวดจบที่ ๒ ท่านอธิบายไว้ว่า ๑ ภาณวาร มีจำนวนอักษร ๘,๐๐๐ อักษร (ภาณวาโรติ มโต เอโก สฺวฏฺฐกฺขรสหสฺสโก : ที.สี.ฏี. (อภินว.) ๑/๙๗)
หน้า ๕๘

พระพุทธานุญาตหม้อนํ้าและไม้กวาด

{๑๒๖} [๒๖๙] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในแคว้นภัคคะตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วได้เสด็จหลีกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไป โดยลำดับ ได้เสด็จถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตะวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้น

ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดาถือหม้อน้ำ แผ่นไม้สำหรับเช็ดเท้า และไม้กวาด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูล ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงรับหม้อน้ำ แผ่น ไม้สำหรับเช็ดเท้าและไม้กวาดของหม่อมฉันอันจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่หม่อมฉันสิ้นกาลนานด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับหม้อนํ้าและไม้กวาด แต่มิได้ทรงรับแผ่นไม้สำหรับเช็ดเท้าครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงนางวิสาขามิคารมารดาให้ เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นนางวิสาขา มิคารมารดาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคม ทำประทักษิณ แล้วกลับไป

{๑๒๗} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตหม้อนํ้า และไม้กวาด ภิกษุไม่พึง ใช้แผ่นไม้สำหรับเช็ดเท้า รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฎ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มิคารมารดา หมายถึงนางวิสาขามหาอุบาสิกา ซึ่งได้ชื่อว่ามิคารมารดา เพราะเศรษฐีชื่อว่า มิคาระผู้เป็นบิดาของสามี(พ่อผัว)ยกย่องในทางคุณธรรมให้อยู่ในฐานเป็นมารดาของตน (ม.มู.อ. ๒/๗๔, ขุ.อุ.อ. ๑๖๕, ขุ.สุ.อ. ๒/๓๓๕)

จบ เรื่องโพธิราชกุมาร