พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ
เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวี เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๐–๑๑๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวี (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๔๗–๕๓
เครื่องลาดเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมผ้าห่มผืนเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วม เครื่องลาดและผ้าห่มเดียวกัน รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ”
เรื่องเจ้าวัฑฒลิจฉวี
{๑๑๐} [๒๖๕] ก็โดยสมัยนั้นแล เจ้าวัฑฒลิจฉวีเป็นสหายของพระเมตติยะ และพระภุมมชกะ จึงเจ้าวัฑฒลิจฉวีเข้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะ ถึงสำนัก ครั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”เมื่อเธอกล่าวอย่างนั้นแล้ว พระเมตติยะและพระภุมมชกะมิได้ ทักทายปราศรัยด้วย
เจ้าวัฑฒลิจฉวีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”
แม้ครั้งที่ ๒ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทายปราศรัยด้วย
เจ้าวัฑฒลิจฉวีได้กล่าวอีกเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”
แม้ครั้งที่ ๓ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทายปราศรัยด้วย
เจ้าวัฑฒลิจฉวีถามว่า “ผมผิดอย่างไรต่อพระคุณเจ้า ทำไมพระ คุณเจ้าจึงไม่ทักทายปราศรัยกับผม”ภิกษุทั้งสองตอบว่า “ก็จริงอย่างนั้นแหละ ท่านวัฑฒะ พวกอาตมา ถูกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียนอยู่ ท่านยังเฉยอยู่ได้”“ผมจะช่วยเหลืออะไรได้ ขอรับ”
“ท่านวัฑฒะ ถ้าท่านเต็มใจช่วย วันนี้แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าควร ให้ท่านพระทัพพมัลลบุตรสึก”
“ผมจะทำอย่างไร ผมสามารถจะช่วยเหลือได้ด้วยวิธีไหน”
- ๑พระเมตติยะและพระภุมมชกะ เป็นพระคู่หูกันในทางเลว อยู่ในภิกษุฉัพพัคคีย์ (วิ.อ. ๒/๗๕)
“มาเถิด ท่านวัฑฒะ ท่านจงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า กรรมนี้ไม่มิดเม้น ไม่สมควร ทิศที่ไม่มีภัย ไม่มีจัญไร ไม่มีอุบาทว์ บัดนี้กลับมามีภัย มีจัญไร มีอุบาทว์ ณ สถานที่ไม่มีลม บัดนี้กลับมามีลมแรงขึ้น น้ำดูเหมือนว่าจะร้อนเสีย แล้ว เพราะประชาบดีของหม่อมฉันถูกพระทัพพมัลลบุตรประทุษร้ายเอา พระพุทธเจ้าข้า’ ดังนี้”เจ้าวัฑฒลิจฉวีรับคำของพระเมตติยะและพระภุมมชกะแล้วเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า กรรมนี้ไม่ มิดเม้น ไม่สมควร ทิศที่ไม่มีภัย ไม่มีจัญไร ไม่มีอุบาทว์ บัดนี้กลับมา มีภัย มีจัญไร มีอุบาทว์ ณ สถานที่ไม่มีลม บัดนี้กลับมามีลมแรงขึ้น นํ้าดูเหมือนว่าจะร้อนเสียแล้ว เพราะประชาบดีของหม่อมฉันถูกพระ ทัพพมัลลบุตรประทุษร้ายเอา พระพุทธเจ้าข้า”{๑๑๑} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเถิด แล้วทรงสอบถามท่านพระ ทัพพมัลลบุตรว่า “ดูก่อนทัพพะ เธอยังระลึกได้หรือว่าเป็นผู้ทำกรรม อย่างที่เจ้าวัฑฒลิจฉวีนี้กล่าวหา”
ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ย่อม ทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นฉันใด”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นครั้งที่ ๒ ...
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อนทัพพะ เธอยังระลึกได้หรือว่าเป็นผู้ทำกรรมอย่างที่เจ้าวัฑฒลิจฉวี นี้กล่าวหา”
- ๑ประชาบดี ในที่นี้หมายถึงภรรยาหลวง
- ๒ประทุษร้าย เป็นสำนวนบาลีที่หมายถึงการกระทำมิดีมิร้ายหรือล่วงเกินทางเพศ
ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ย่อม ทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นฉันใด”“ดูก่อนทัพพะ คนฉลาดย่อมไม่แก้คำกล่าวหาอย่างนี้ ถ้าเธอทำ ก็จง บอกว่าทำ ถ้าไม่ได้ทำ ก็จงบอกว่าไม่ได้ทำ"“พระพุทธเจ้าข้า ตั้งแต่ข้าพระองค์เกิดมายังไม่รู้จักเสพเมถุนธรรม แม้โดยความฝันเลย จะกล่าวไปไยถึงเมื่อตื่นเล่า”พระพุทธานุญาตให้สงฆ์ควํ่าบาตรแก่คฤหัสถ์ผู้กล่าวร้ายภิกษุ
{๑๑๒} ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงควํ่าบาตรเจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ อย่าให้คบกับสงฆ์”
องค์แห่งการควํ่าบาตร
{๑๑๓} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงคว่ำบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ
๑. ขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภแห่งภิกษุทั้งหลาย
๒. ขวนขวายเพื่อมิใช่ประโยชน์แห่งภิกษุทั้งหลาย
๓. ขวนขวายเพื่ออยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั้งหลาย
๔. ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั้งหลาย
๕. ยุยงภิกษุทั้งหลายให้แตกกัน
๖. กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า
- ๑ควํ่าบาตร เป็นชื่อของวินัยกรรมที่ทรงกำหนดให้สงฆ์ลงโทษอุบาสกอุบาสิกาผู้มีพฤติกรรม มุ่งร้ายต่อพระรัตนตรัย เช่นกรณีเจ้าวัฑฒลิจฉวีนี้ โดยประกาศห้ามมิให้ภิกษุทั้งหลายทั้งในวัด และและวัดอื่น ๆ คบหาสมาคม รับบิณฑบาต รับนิมนต์หรือรับไทยธรรมจากเรือนของ อุบาสกอุบาสิกาผู้นั้น จนกว่าจะรู้สึกสำนึกได้ สงฆ์จึงประกาศหงายบาตร (นัย วิ.อ. ๓/๓๑๑) มิใช่หมายความว่าคว่ำปากบาตรลง หรือหงายปากบาตรขึ้น (สารตฺถ.ฏี. ๓/๔๖๓)
๗. กล่าวติเตียนพระธรรม
๘. กล่าวติเตียนพระสงฆ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คว่ำบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการนี้
{๑๑๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงคว่ำบาตรอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาด สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้
กรรมวาจาควํ่าบาตร
[๒๖๖] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เจ้าวัฑฒลิจฉวีใส่ความ ท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล ถ้าความพร้อมพรั่งของ สงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงควํ่าบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ไม่ให้คบกับสงฆ์ นี้เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เจ้าวัฑฒลิจฉวีใส่ความท่านพระ ทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล สงฆ์ควํ่าบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ไม่ให้คบกับสงฆ์ การควํ่าบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ไม่ให้คบกับสงฆ์ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึง ทักท้วงบาตรอันสงฆ์ควํ่าแล้วแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ไม่ให้คบกับสงฆ์ ชอบใจ แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”
{๑๑๕} ครั้นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร เข้าไปยังนิเวศน์ของเจ้าวัฑฒลิจฉวี ครั้นแล้วได้กล่าวกะเจ้าวัฑฒลิจฉวีดังนี้
- ๑คำว่า ญัตติ ในทางพระวินัยหมายถึงคำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจของสงฆ์ร่วมกัน หรือ เรียกว่า คำเผดียงสงฆ์ ในที่นี้ ญัตติทุติยกรรมวาจา แปลว่า สังฆกรรมมีญัตติเป็นที่ ๒ หรือ กรรมมีวาจาครบสองรวมทั้งญัตติ หมายถึงการสวดประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยการตั้งญัตติแล้ว สวดอนุสาวนา (คำขอมติ) ครั้งเดียว (นัย วิ.อ. ๓/๒๙๙)
ว่า “ท่านวัฑฒะ สงฆ์คว่ำบาตรแก่ท่านแล้ว ท่านคบกับสงฆ์ไม่ได้” พอ เจ้าวัฑฒลิจฉวีทราบว่า “สงฆ์คว่ำบาตรแก่เราแล้ว เราคบกับสงฆ์ไม่ได้แล้ว” ถึงกับสลบล้มลงตรงนั้นเอง
ขณะนั้น มิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิตของเจ้าวัฑฒลิจฉวีได้กล่าว กะเจ้าวัฑฒลิจฉวีดังนี้ว่า “อย่าเลย ท่านวัฑฒะ อย่าเศร้าโศก อย่า ครํ่าครวญไปนักเลย พวกเราจักให้พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ เลื่อมใส” จึงเจ้าวัฑฒลิจฉวีพร้อมด้วยบุตรภรรยา พร้อมด้วยมิตรอำมาตย์ พร้อมด้วยญาติสาโลหิต มีผ้าเปียก มีผมเปียกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ซบศีรษะลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า โทษได้มาถึงหม่อมฉันแล้วตามความ โง่เขลา ตามความหลง ตามอกุศล ขอพระองค์ทรงพระกรุณารับโทษของ หม่อมฉันที่ได้ใส่ความพระคุณเจ้าทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูลโดย ความเป็นโทษ เพื่อความสำรวมต่อไปด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เอาละ เจ้าวัฑฒะ โทษได้มาถึงท่าน แล้วตามความโง่เขลา ตามความหลง ตามอกุศล ท่านได้เห็นโทษที่ได้ใส่ ความทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูลโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตาม ธรรม เราขอรับโทษนั้นของท่านไว้ การที่ท่านเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นี้เป็นความเจริญในวินัยของ พระอริยะแล”
พระพุทธานุญาตให้หงายบาตร
{๑๑๖} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงหงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบ กับสงฆ์ได้”
- ๑วินัยของพระอริยะ หมายถึงหลักการของพระอริยเจ้า คือ หลักคำสอนอันประเสริฐของพระผู้ มีพระภาคพุทธเจ้า หรือพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๑๓)
องค์แห่งการหงายบาตร
{๑๑๗} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงหงายบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบด้วย องค์ ๘ ประการ คือ
๑. ไม่ขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภแห่งภิกษุทั้งหลาย
๒. ไม่ขวนขวายเพื่อมิใช่ประโยชน์แห่งภิกษุทั้งหลาย
๓. ไม่ขวนขวายเพื่ออยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั้งหลาย
๔. ไม่ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั้งหลาย
๕. ไม่ยุยงภิกษุทั้งหลายให้แตกกัน
๖. ไม่กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า
๗. ไม่กล่าวติเตียนพระธรรม
๘. ไม่กล่าวติเตียนพระสงฆ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หงายบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงหงายบาตรอย่างนี้ คือ เจ้า วัฑฒลิจฉวีนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าเฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านเจ้าข้า สงฆ์คว่ำบาตร แก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าคบกับสงฆ์ไม่ได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นประพฤติ ชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ขอการหงายบาตรกะสงฆ์’พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...
{๑๑๘} ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้
กรรมวาจาหงายบาตร
[๒๖๗] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ควํ่าบาตรแก่เจ้า วัฑฒลิจฉวีแล้ว คือ ไม่ให้คบกับสงฆ์ เธอประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง
ประพฤติแก้ตัวได้ ขอการหงายบาตรกะสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงหงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ นี่เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ควํ่าบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ไม่ได้ เธอประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ แก้ตัวได้ ขอการหงายบาตรกะสงฆ์ สงฆ์หงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ การหงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบ กับสงฆ์ได้ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง
บาตรอันสงฆ์หงายแล้วแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการ อย่างนี้”
เรื่องโพธิราชกุมาร
{๑๑๙} [๒๖๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครเวสาลีตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จหลีกจาริกไปทางแคว้นภัคคะ เสด็จจาริกไป โดยลำดับ ได้ถึงแคว้นภัคคะแล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ที่เภสกฬา มฤคทายวัน ใกล้เมืองสุงสุมารคิระ ในแคว้นภัคคะนั้น
{๑๒๐} ก็สมัยนั้นแล ปราสาทชื่อโกกนุทของโพธิราชกุมารสร้างเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่มีสมณพราหมณ์หรือมนุษย์คนใดคนหนึ่งเข้าไป ครั้งนั้น โพธิราชกุมาร เรียกมาณพสัญชิกาบุตรมาว่า “มานี่แน่ะ เพื่อนสัญชิกาบุตร ท่านจงเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจงถวายบังคมพระบาททั้ง สองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระกำลัง ทรงพระสำราญตามคำของเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โพธิราชกุมาร
จบ เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวี