arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ

เรื่องการเปลือยกาย เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๐–๑๐๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องการเปลือยกาย (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๙–๔๗

หน้า ๓๙

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบานประตู กรอบเช็ดหน้า ครก รองรับเดือยบานประตู ห่วงข้างบน สายยู สลักเพชร กลอน ลิ่ม ช่องดาล ช่องสำหรับชักเชือก เชือกสำหรับชัก”{๘๙} สมัยต่อมา ผงหญ้าที่มุงที่ซุ้มประตูตกลงมา ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างบน ข้างล่าง ให้มีสีขาว สีดำ ระบายสีด้วยดินสอพอง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ”บริเวณเละเป็นตม ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้โรยกรวดแร่”

กรวดแร่ไม่เต็ม ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วางศิลาเลียบ”

นํ้าขัง ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ำ”

พระพุทธบัญญัติสิ่งที่ภิกษุผู้เปลือยกายไม่พึงปฏิบัติ

{๙๐} [๒๖๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุเปลือยกายไหว้ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุ เปลือยกายไหว้ภิกษุไม่เปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายให้ภิกษุเปลือยกายไหว้ ตน ภิกษุเปลือยกายให้ภิกษุไม่เปลือยกายไหว้ตน ภิกษุเปลือยกายทำ บริกรรมให้แก่ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายใช้ให้ทำบริกรรมแก่ภิกษุเปลือย กาย ภิกษุเปลือยกายให้ของแก่ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายรับประเคน เปลือยกายเคี้ยว เปลือยกายฉัน เปลือยกายลิ้ม เปลือยกายดื่ม ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทำบริกรรม ในที่นี้ หมายถึงการผลัดกันถูตัว หรือบีบนวดตัวให้กัน (นัย วิ.อ. ๓/๓๐๒)
หน้า ๔๐

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเปลือยกายไม่พึงไหว้ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงเปลือยกายไหว้กัน ภิกษุเปลือยกายไม่พึงให้ภิกษุเปลือยกายไหว้ตน ไม่พึงเปลือยกายให้ไหว้กัน ภิกษุเปลือยกายไม่พึงทำบริกรรมแก่ภิกษุ เปลือยกาย ไม่พึงใช้ภิกษุเปลือยกายให้ทำบริกรรม ไม่พึงเปลือยกายให้ ของแก่ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงเปลือยกายรับประเคน ไม่พึงเปลือยกายเคี้ยว ไม่พึงเปลือยกายฉัน ไม่พึงเปลือยกายลิ้ม ไม่พึงเปลือยกายดื่ม รูปใด (เปลือยกาย)ดื่ม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธานุญาตราวจีวรในเรือนไฟ

{๙๑} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายวางจีวรไว้บนพื้นดินในเรือนไฟ จีวรเปื้อนฝุ่น ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวร สายระเดียงจีวรในเรือนไฟ”

ครั้นฝนตกจีวรถูกฝนเปียก ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตศาลาใกล้เรือนไฟ”

ศาลาใกล้เรือนไฟมีพื้นต่ำ นํ้าท่วมถึง ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นที่ให้สูง”

ดินที่ถมพังลงมา ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อฐานดิน”

ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด”

{๙๒} สมัยต่อมา ผงหญ้าที่มุงที่ศาลาเรือนไฟตกลงมา ... ตรัสว่า

หน้า ๔๑

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างบน ข้างล่าง ... เราอนุญาตราวจีวร สายระเดียงจีวร”

พระพุทธานุญาตเครื่องกำบัง ๓ ชนิด

{๙๓} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะถูหลังทั้งในเรือนไฟทั้งในนํ้า จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องกำบัง ๓ ชนิด คือ เรือนไฟ ๑ น้ำ ๑ ผ้า ๑”

พระพุทธานุญาตบ่อนํ้า

{๙๔} สมัยต่อมา นํ้าในเรือนไฟไม่มี ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบ่อนํ้า”

ขอบบ่อนํ้าทรุดพัง ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อฐานดิน ๓ แบบ คือ ก่อด้วย อิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑”บ่อนํ้ามีพื้นที่ต่ำไป น้ำท่วมถึง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นที่ให้สูง”

ดินที่ถมพังลงมา ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลง พลัดตกลงมา ... ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด”

หน้า ๔๒

พระพุทธานุญาตเครื่องมือตักน้ำ

{๙๕} [๒๖๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายใช้เถาวัลย์บ้าง ประคดเอว บ้าง ผูกภาชนะโพงนํ้า ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกสำหรับบ่อน้ำ”

มือเจ็บ ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตคันโพง ระหัด กังหัน”

ภาชนะแตกเสียมาก ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตถังนํ้า ๓ อย่าง คือ ถังนํ้าโลหะ ๑ ถังนํ้าไม้ ๑ ถังนํ้าหนัง ๑”

{๙๖} สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายตักนํ้าในที่แจ้ง ลำบากด้วยหนาวบ้าง รัอน บ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตศาลาสำหรับบ่อนํ้า”

ผงหญ้าที่มุงที่ศาลาบ่อนํ้าหล่นลงมา ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างบน ข้างล่าง ให้มีสีขาว สีดำ ระบายสีด้วยดินสอพอง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียงจีวร”{๙๗} สมัยนั้น บ่อนํ้ายังไม่มีฝาปิด ผงหญ้าบ้าง ฝุ่นบ้าง ตกลงไป ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด”

พระพุทธานุญาตรางนํ้าและอ่างนํ้า

{๙๘} สมัยนั้น ภาชนะสำหรับขังนํ้ายังไม่มี ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรางนํ้า อ่างน้ำ”

หน้า ๔๓

พระพุทธานุญาตแอ่งอาบนํ้าและเครื่องเช็ดตัว

{๙๙} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายสรงนํ้าในอารามกันในที่นั้น ๆ อารามเละ เป็นตม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแอ่งอาบน้ำ”

แอ่งน้ำโล่งไป ภิกษุทั้งหลายอายที่จะสรงนํ้า ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้กั้นกำแพง ๓ แบบ คือ กำแพง อิฐ ๑ กำแพงหิน ๑ กำแพงไม้ ๑”

แอ่งอาบน้ำเละเป็นตม ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องลาด ๓ ชนิด คือ อิฐ ๑ หิน ๑ ไม้ ๑”

นํ้าขัง ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายนํ้า”

{๑๐๐} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายมีเนื้อตัวตกหนาว จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เครื่องเช็ดนํ้า จะใช้ผ้าก็ได้”

พระพุทธานุญาตสระน้ำ

{๑๐๑} [๒๖๓] สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งประสงค์จะสร้างสระน้ำถวายสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสระน้ำ”

ขอบสระนํ้าทรุด ... ตรัสว่า

หน้า ๔๔

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อขอบสระ ๓ แบบ คือ ก่อ ด้วยอิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑”

ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑”

ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด”

นํ้าในสระเป็นน้ำเก่า ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรางนํ้า ท่อระบายนํ้า”

{๑๐๒} สมัยต่อมา อุบาสกผู้หนึ่งประสงค์จะสร้างเรือนไฟมีปั้นลมถวายแด่ ภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเรือนไฟมีปั้นลม”

พระพุทธบัญญัติห้ามอยู่ปราศจากผ้าปูนั่ง

{๑๐๓} สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อยู่ปราศจากผ้าปูนั่งถึง ๔ เดือน ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงอยู่ปราศจากผ้าปูนั่งถึง ๔ เดือน รูปใดอยู่ปราศ ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามนอนบนที่นอนดอกไม้

{๑๐๔} [๒๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์นอนบนที่นอนอันเกลื่อน ด้วยดอกไม้ ชาวบ้านเดินเที่ยวชมวิหารพบเห็นเข้าจึงเพ่งโทษ ติเตียน

หน้า ๔๕

โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนอนบนที่นอนอันเกลื่อนด้วย ดอกไม้ รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธานุญาตให้รับของหอม

{๑๐๕} สมัยนั้น ชาวบ้านถือน้ำหอมบ้าง ดอกไม้บ้างไปวัด ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจจึงไม่รับประเคน ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับของหอมแล้วเจิมไว้ที่บาน ประตูหน้าต่าง ให้รับดอกไม้แล้ววางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งในวิหาร”

พระพุทธานุญาตสันถัตขนเจียมหล่อ

{๑๐๖} สมัยนั้น สันถัตขนเจียมหล่อเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสันถัตขนเจียมหล่อ”

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดกันว่า “สันถัตขนเจียมหล่อจะต้องอธิษฐาน หรือวิกัป” ... ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สันถัตขนเจียมที่หล่อไม่ต้องอธิษฐาน ไม่ต้อง วิกัป”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สันถัตขนเจียมหล่อ คือผ้ารองนั่งที่หล่อทำด้วยขนแกะ ไม่ต้องทอ มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุ ใช้อย่างแผ่นหนังได้โดยไม่ต้องอธิษฐานและวิกัป (วิ.อ. ๓/๓๑๑)
  2. ๒คำว่า อธิษฐาน ในทางพระวินัย หมายถึงการตั้งเอาไว้หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ คือ ตั้งเอา ไว้เป็นของนั้น ๆ หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ว่าจะใช้เป็นของประจำตัวขนิดนั้น ๆคำว่า วิกัป หมายถึงการทำให้เป็นของสองเจ้าของ คือ ขอให้ภิกษุสามเณรอื่นร่วมเป็นเจ้าของด้วย (นัย วิ.อ. ๒/๑๔๗, ๑๕๒-๑๕๓)
หน้า ๔๖

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันจังหันบนเตียบ

{๑๐๗} สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันจังหันบนเตียบ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม,’ ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอาหารบนเตียบ รูปใดฉัน ต้อง อาบัติทุกกฏ”

พระพุทธานุญาตโตก

{๑๐๘} สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เวลาฉันจังหัน เธอไม่สามารถจะทรง บาตรไว้ด้วยมือได้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโตก”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันในภาชนะเดียวกันเป็นต้น

{๑๐๙} สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันร่วมภาชนะเดียวกันบ้าง ดื่มนํ้าร่วม ขันใบเดียวกันบ้าง นอนร่วมเตียงเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดเดียว กันบ้าง นอนร่วมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและผ้าห่ม ผืนเดียวกันบ้าง ชาวบ้านต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันร่วมภาชนะเดียวกัน ไม่พึง ดื่มนํ้าร่วมขันใบเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมเตียงเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วม

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เตียบ หมายถึงตะลุ่มปากผาย มีฝาครอบ สำหรับใส่ของกิน (พจนานุกรม)
  2. ๒โตก หมายถึงภาชนะทำด้วยไม้กลึง ลักษณะคล้ายถาดกลม มีขาเป็นชี่ๆ ตั้งขึ้นมาแต่เชิงที่เป็น รูปวงแหวนคํ้าไว้ ใช้ใส่ถ้วยชามจัดเป็นสำรับกับข้าว (พจนานุกรม)
หน้า ๔๗

เครื่องลาดเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมผ้าห่มผืนเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วม เครื่องลาดและผ้าห่มเดียวกัน รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ”

เรื่องเจ้าวัฑฒลิจฉวี

{๑๑๐} [๒๖๕] ก็โดยสมัยนั้นแล เจ้าวัฑฒลิจฉวีเป็นสหายของพระเมตติยะ และพระภุมมชกะ จึงเจ้าวัฑฒลิจฉวีเข้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะ ถึงสำนัก ครั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”เมื่อเธอกล่าวอย่างนั้นแล้ว พระเมตติยะและพระภุมมชกะมิได้ ทักทายปราศรัยด้วย

เจ้าวัฑฒลิจฉวีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”

แม้ครั้งที่ ๒ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทายปราศรัยด้วย

เจ้าวัฑฒลิจฉวีได้กล่าวอีกเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”

แม้ครั้งที่ ๓ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทายปราศรัยด้วย

เจ้าวัฑฒลิจฉวีถามว่า “ผมผิดอย่างไรต่อพระคุณเจ้า ทำไมพระ คุณเจ้าจึงไม่ทักทายปราศรัยกับผม”ภิกษุทั้งสองตอบว่า “ก็จริงอย่างนั้นแหละ ท่านวัฑฒะ พวกอาตมา ถูกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียนอยู่ ท่านยังเฉยอยู่ได้”“ผมจะช่วยเหลืออะไรได้ ขอรับ”

“ท่านวัฑฒะ ถ้าท่านเต็มใจช่วย วันนี้แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าควร ให้ท่านพระทัพพมัลลบุตรสึก”

“ผมจะทำอย่างไร ผมสามารถจะช่วยเหลือได้ด้วยวิธีไหน”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระเมตติยะและพระภุมมชกะ เป็นพระคู่หูกันในทางเลว อยู่ในภิกษุฉัพพัคคีย์ (วิ.อ. ๒/๗๕)

จบ เรื่องการเปลือยกาย