พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ
เรื่องการเปลือยกาย เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๐–๑๐๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องการเปลือยกาย (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๙–๔๗
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบานประตู กรอบเช็ดหน้า ครก รองรับเดือยบานประตู ห่วงข้างบน สายยู สลักเพชร กลอน ลิ่ม ช่องดาล ช่องสำหรับชักเชือก เชือกสำหรับชัก”{๘๙} สมัยต่อมา ผงหญ้าที่มุงที่ซุ้มประตูตกลงมา ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างบน ข้างล่าง ให้มีสีขาว สีดำ ระบายสีด้วยดินสอพอง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ”บริเวณเละเป็นตม ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้โรยกรวดแร่”
กรวดแร่ไม่เต็ม ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วางศิลาเลียบ”
นํ้าขัง ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ำ”
พระพุทธบัญญัติสิ่งที่ภิกษุผู้เปลือยกายไม่พึงปฏิบัติ
{๙๐} [๒๖๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุเปลือยกายไหว้ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุ เปลือยกายไหว้ภิกษุไม่เปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายให้ภิกษุเปลือยกายไหว้ ตน ภิกษุเปลือยกายให้ภิกษุไม่เปลือยกายไหว้ตน ภิกษุเปลือยกายทำ บริกรรมให้แก่ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายใช้ให้ทำบริกรรมแก่ภิกษุเปลือย กาย ภิกษุเปลือยกายให้ของแก่ภิกษุเปลือยกาย ภิกษุเปลือยกายรับประเคน เปลือยกายเคี้ยว เปลือยกายฉัน เปลือยกายลิ้ม เปลือยกายดื่ม ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า
- ๑ทำบริกรรม ในที่นี้ หมายถึงการผลัดกันถูตัว หรือบีบนวดตัวให้กัน (นัย วิ.อ. ๓/๓๐๒)
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเปลือยกายไม่พึงไหว้ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงเปลือยกายไหว้กัน ภิกษุเปลือยกายไม่พึงให้ภิกษุเปลือยกายไหว้ตน ไม่พึงเปลือยกายให้ไหว้กัน ภิกษุเปลือยกายไม่พึงทำบริกรรมแก่ภิกษุ เปลือยกาย ไม่พึงใช้ภิกษุเปลือยกายให้ทำบริกรรม ไม่พึงเปลือยกายให้ ของแก่ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงเปลือยกายรับประเคน ไม่พึงเปลือยกายเคี้ยว ไม่พึงเปลือยกายฉัน ไม่พึงเปลือยกายลิ้ม ไม่พึงเปลือยกายดื่ม รูปใด (เปลือยกาย)ดื่ม ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธานุญาตราวจีวรในเรือนไฟ
{๙๑} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายวางจีวรไว้บนพื้นดินในเรือนไฟ จีวรเปื้อนฝุ่น ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวร สายระเดียงจีวรในเรือนไฟ”
ครั้นฝนตกจีวรถูกฝนเปียก ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตศาลาใกล้เรือนไฟ”
ศาลาใกล้เรือนไฟมีพื้นต่ำ นํ้าท่วมถึง ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นที่ให้สูง”
ดินที่ถมพังลงมา ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อฐานดิน”
ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด”
{๙๒} สมัยต่อมา ผงหญ้าที่มุงที่ศาลาเรือนไฟตกลงมา ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างบน ข้างล่าง ... เราอนุญาตราวจีวร สายระเดียงจีวร”
พระพุทธานุญาตเครื่องกำบัง ๓ ชนิด
{๙๓} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะถูหลังทั้งในเรือนไฟทั้งในนํ้า จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องกำบัง ๓ ชนิด คือ เรือนไฟ ๑ น้ำ ๑ ผ้า ๑”
พระพุทธานุญาตบ่อนํ้า
{๙๔} สมัยต่อมา นํ้าในเรือนไฟไม่มี ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบ่อนํ้า”
ขอบบ่อนํ้าทรุดพัง ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อฐานดิน ๓ แบบ คือ ก่อด้วย อิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑”บ่อนํ้ามีพื้นที่ต่ำไป น้ำท่วมถึง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นที่ให้สูง”
ดินที่ถมพังลงมา ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ภิกษุทั้งหลายขึ้นลง พลัดตกลงมา ... ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด”
พระพุทธานุญาตเครื่องมือตักน้ำ
{๙๕} [๒๖๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายใช้เถาวัลย์บ้าง ประคดเอว บ้าง ผูกภาชนะโพงนํ้า ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกสำหรับบ่อน้ำ”
มือเจ็บ ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตคันโพง ระหัด กังหัน”
ภาชนะแตกเสียมาก ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตถังนํ้า ๓ อย่าง คือ ถังนํ้าโลหะ ๑ ถังนํ้าไม้ ๑ ถังนํ้าหนัง ๑”
{๙๖} สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายตักนํ้าในที่แจ้ง ลำบากด้วยหนาวบ้าง รัอน บ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตศาลาสำหรับบ่อนํ้า”
ผงหญ้าที่มุงที่ศาลาบ่อนํ้าหล่นลงมา ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างบน ข้างล่าง ให้มีสีขาว สีดำ ระบายสีด้วยดินสอพอง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียงจีวร”{๙๗} สมัยนั้น บ่อนํ้ายังไม่มีฝาปิด ผงหญ้าบ้าง ฝุ่นบ้าง ตกลงไป ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด”
พระพุทธานุญาตรางนํ้าและอ่างนํ้า
{๙๘} สมัยนั้น ภาชนะสำหรับขังนํ้ายังไม่มี ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรางนํ้า อ่างน้ำ”
พระพุทธานุญาตแอ่งอาบนํ้าและเครื่องเช็ดตัว
{๙๙} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายสรงนํ้าในอารามกันในที่นั้น ๆ อารามเละ เป็นตม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแอ่งอาบน้ำ”
แอ่งน้ำโล่งไป ภิกษุทั้งหลายอายที่จะสรงนํ้า ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้กั้นกำแพง ๓ แบบ คือ กำแพง อิฐ ๑ กำแพงหิน ๑ กำแพงไม้ ๑”
แอ่งอาบน้ำเละเป็นตม ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องลาด ๓ ชนิด คือ อิฐ ๑ หิน ๑ ไม้ ๑”
นํ้าขัง ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายนํ้า”
{๑๐๐} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายมีเนื้อตัวตกหนาว จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เครื่องเช็ดนํ้า จะใช้ผ้าก็ได้”
พระพุทธานุญาตสระน้ำ
{๑๐๑} [๒๖๓] สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งประสงค์จะสร้างสระน้ำถวายสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสระน้ำ”
ขอบสระนํ้าทรุด ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อขอบสระ ๓ แบบ คือ ก่อ ด้วยอิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑”
ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑”
ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด”
นํ้าในสระเป็นน้ำเก่า ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรางนํ้า ท่อระบายนํ้า”
{๑๐๒} สมัยต่อมา อุบาสกผู้หนึ่งประสงค์จะสร้างเรือนไฟมีปั้นลมถวายแด่ ภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเรือนไฟมีปั้นลม”
พระพุทธบัญญัติห้ามอยู่ปราศจากผ้าปูนั่ง
{๑๐๓} สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อยู่ปราศจากผ้าปูนั่งถึง ๔ เดือน ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงอยู่ปราศจากผ้าปูนั่งถึง ๔ เดือน รูปใดอยู่ปราศ ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธบัญญัติห้ามนอนบนที่นอนดอกไม้
{๑๐๔} [๒๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์นอนบนที่นอนอันเกลื่อน ด้วยดอกไม้ ชาวบ้านเดินเที่ยวชมวิหารพบเห็นเข้าจึงเพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนอนบนที่นอนอันเกลื่อนด้วย ดอกไม้ รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธานุญาตให้รับของหอม
{๑๐๕} สมัยนั้น ชาวบ้านถือน้ำหอมบ้าง ดอกไม้บ้างไปวัด ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจจึงไม่รับประเคน ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับของหอมแล้วเจิมไว้ที่บาน ประตูหน้าต่าง ให้รับดอกไม้แล้ววางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งในวิหาร”
พระพุทธานุญาตสันถัตขนเจียมหล่อ
{๑๐๖} สมัยนั้น สันถัตขนเจียมหล่อเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสันถัตขนเจียมหล่อ”
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดกันว่า “สันถัตขนเจียมหล่อจะต้องอธิษฐาน หรือวิกัป” ... ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สันถัตขนเจียมที่หล่อไม่ต้องอธิษฐาน ไม่ต้อง วิกัป”
- ๑สันถัตขนเจียมหล่อ คือผ้ารองนั่งที่หล่อทำด้วยขนแกะ ไม่ต้องทอ มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุ ใช้อย่างแผ่นหนังได้โดยไม่ต้องอธิษฐานและวิกัป (วิ.อ. ๓/๓๑๑)
- ๒คำว่า อธิษฐาน ในทางพระวินัย หมายถึงการตั้งเอาไว้หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ คือ ตั้งเอา ไว้เป็นของนั้น ๆ หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ว่าจะใช้เป็นของประจำตัวขนิดนั้น ๆคำว่า วิกัป หมายถึงการทำให้เป็นของสองเจ้าของ คือ ขอให้ภิกษุสามเณรอื่นร่วมเป็นเจ้าของด้วย (นัย วิ.อ. ๒/๑๔๗, ๑๕๒-๑๕๓)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันจังหันบนเตียบ
{๑๐๗} สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันจังหันบนเตียบ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม,’ ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอาหารบนเตียบ รูปใดฉัน ต้อง อาบัติทุกกฏ”
พระพุทธานุญาตโตก
{๑๐๘} สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เวลาฉันจังหัน เธอไม่สามารถจะทรง บาตรไว้ด้วยมือได้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโตก”
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันในภาชนะเดียวกันเป็นต้น
{๑๐๙} สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันร่วมภาชนะเดียวกันบ้าง ดื่มนํ้าร่วม ขันใบเดียวกันบ้าง นอนร่วมเตียงเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดเดียว กันบ้าง นอนร่วมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและผ้าห่ม ผืนเดียวกันบ้าง ชาวบ้านต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันร่วมภาชนะเดียวกัน ไม่พึง ดื่มนํ้าร่วมขันใบเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมเตียงเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วม
- ๑เตียบ หมายถึงตะลุ่มปากผาย มีฝาครอบ สำหรับใส่ของกิน (พจนานุกรม)
- ๒โตก หมายถึงภาชนะทำด้วยไม้กลึง ลักษณะคล้ายถาดกลม มีขาเป็นชี่ๆ ตั้งขึ้นมาแต่เชิงที่เป็น รูปวงแหวนคํ้าไว้ ใช้ใส่ถ้วยชามจัดเป็นสำรับกับข้าว (พจนานุกรม)
เครื่องลาดเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมผ้าห่มผืนเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วม เครื่องลาดและผ้าห่มเดียวกัน รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ”
เรื่องเจ้าวัฑฒลิจฉวี
{๑๑๐} [๒๖๕] ก็โดยสมัยนั้นแล เจ้าวัฑฒลิจฉวีเป็นสหายของพระเมตติยะ และพระภุมมชกะ จึงเจ้าวัฑฒลิจฉวีเข้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะ ถึงสำนัก ครั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”เมื่อเธอกล่าวอย่างนั้นแล้ว พระเมตติยะและพระภุมมชกะมิได้ ทักทายปราศรัยด้วย
เจ้าวัฑฒลิจฉวีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”
แม้ครั้งที่ ๒ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทายปราศรัยด้วย
เจ้าวัฑฒลิจฉวีได้กล่าวอีกเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ผมนมัสการ ขอรับ”
แม้ครั้งที่ ๓ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทายปราศรัยด้วย
เจ้าวัฑฒลิจฉวีถามว่า “ผมผิดอย่างไรต่อพระคุณเจ้า ทำไมพระ คุณเจ้าจึงไม่ทักทายปราศรัยกับผม”ภิกษุทั้งสองตอบว่า “ก็จริงอย่างนั้นแหละ ท่านวัฑฒะ พวกอาตมา ถูกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียนอยู่ ท่านยังเฉยอยู่ได้”“ผมจะช่วยเหลืออะไรได้ ขอรับ”
“ท่านวัฑฒะ ถ้าท่านเต็มใจช่วย วันนี้แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าควร ให้ท่านพระทัพพมัลลบุตรสึก”
“ผมจะทำอย่างไร ผมสามารถจะช่วยเหลือได้ด้วยวิธีไหน”
- ๑พระเมตติยะและพระภุมมชกะ เป็นพระคู่หูกันในทางเลว อยู่ในภิกษุฉัพพัคคีย์ (วิ.อ. ๒/๗๕)
จบ เรื่องการเปลือยกาย