พระวินัยปิฎก จุลวรรค · กัมมขันธกะ
หัวข้อประจำขันธกะ เล่ม ๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๘ ในกัมมขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ตสฺสุทฺทานํ
หัวข้อประจำขันธกะ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค กัมมขันธกะ หัวข้อประจำขันธกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๖)
ปณฺฑุกโลหิตกา ภิกฺขู สยํ ภณฺฑนการกา
ตาทิเส อุปสงฺกมฺม อุสฺสาหึสุ จ ภณฺฑเน
อนุปฺปนฺนานิ ๒ ชายนฺติ อุปฺปนฺนานิปิ วฑฺฒเร
อปฺปิจฺฉา เปสลา ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ปรีสโต ๓
สทฺธมฺมฏฺฐิติโก พุทฺโธ สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล
อาณาเปสิ ตชฺชนียํ กมฺมํ สาวตฺถิยํ ชิโน ฯ
อสมฺมุขาปฺปฏิปุจฺฉา อปฺปฏิญฺญาย กตญฺจ ยํ
อนาปตฺติ อเทสเน เทสิตาย กตญฺจ ยํ
อโจเทตฺวา อสาเรตฺวา อนาโรเปตฺวา จ ยํ กตํ
อสมฺมุขา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ ๑
อปฺปฏิปุจฺฉา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ ๒
อปฺปฏิญฺญาย อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ ๓
อนาปตฺติยา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ ๔
อเทสนาคามินิยา อธมฺมวคฺคเมว จ
เทสิตาย อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ
อโจเทตฺวา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ
อสาเรตฺวา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ
อนาโรเปตฺวา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ
กณฺหวารนเยเนว สุกฺกวารํ วิชานิยา ๕ ฯ
สงฺโฆ อากงฺขมาโน ว ๖ ยสฺส ตชฺชนียํ กเร
ภณฺฑนํ พาโล สํสฏฺโฐ อธิสีเล อชฺฌาจเร
อติทิฏฺฐิยา วิปนฺนสฺส สงฺโฆ ตชฺชนิยํ กเร ฯ
พุทฺธธมฺมสฺส สงฺฆสฺส อวณฺณํ โย จ ภาสติ ฯ
ติณฺณนฺนมฺปิ จ ภิกฺขูนํ สงฺโฆ ตชฺชนิยํ กเร
ภณฺฑนการโก เอโก พาโล สํสคฺคนิสฺสิโต ฯ
อธิสีเล อชฺฌาจาเร ตเถว อติทิฏฺฐิยา
พุทฺธธมฺมสฺส สงฺฆสฺส อวณฺณํ โย จ ภาสติ ฯ
ตชฺชนียกมฺมกโต เอวํ สมฺมานุวตฺตนา
อุปสมฺปทา นิสฺสโย สามเณรอุปฏฺฐนา
ภิกฺขุโนวาทกสมฺมโต ๑ น กเร ตชฺชนีกโต
นาปชฺเช ตญฺจ อาปตฺตึ ตาทิสญฺจ ตโต ปรํ
กมฺมญฺจ กมฺมิเก เจว ๒ น ครเห ตถาวิโธ
อุโปสถํ ปวารณํ ปกตตฺตสฺส นฏฺฐเป
น ๓ สวจนียํ อนุวาโท ๔ โอกาโส โจทเนน จ
สารณํ สมฺปโยคญฺจ น กเรยฺย ตถาวิโธ ฯ
อุปสมฺปทา นิสฺสโย สามเณรอุปฏฺฐนา
โอวาทกสมฺมเตนาปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมฺมติ ๕ ฯ
ตญฺจาปชฺชติ อาปตฺตึ ๖ ตาทิสญฺจ ตโต ปรํ
กมฺมญฺจ กมฺมิเก จาปิ ครหนฺโต น สมฺมติ ฯ
อุโปสถํ ปวารณํ สวจนียานุวาโท ๑
โอกาโส โจทนญฺเจว สารณา สมฺปโยชนา
อิเมหฏฺฐงฺเคหิ โย ยุตฺโต ตชฺชนา นูปสมฺมติ ฯ
กณฺหวารนเยเนว สุกฺกวารํ วิชานิยา ฯ
พาโล อาปตฺติพหุโล สํสฏฺโฐปิ จ เสยฺยโส
นิยสฺสกมฺมํ สมฺพุทฺโธ อาณาเปสิ มหามุนิ ฯ
กิฏาคิริสฺมึ เทฺว ภิกฺขู อสฺสชิปุนพฺพสุกา ๒
อนาจารมฺปิ วิวิธํ อาจรึสุ อสญฺญตา
ปพฺพาชนียํ สมฺพุทฺโธ กมฺมํ สาวตฺถิยํ ชิโน ฯ
มจฺฉิกาสณฺเฑ สุธมฺโม จิตฺตสฺสาวาสิโก อหุ
ชาติวาเทน ขขเสติ สุธมฺโม จิตฺตุปาสกํ
ปฏิสารณียํ กมฺมํ อาณาเปสิ ตถาคโต ฯ
โกสมฺพิยํ ฉนฺนํ ภิกฺขุํ นิจฺฉนฺตาปตฺติ ปสฺสิตุํ ฯ
อทสฺสเน อุกฺเขปิตุํ อาณาเปสิ ชินุตฺตโม ฯ
ฉนฺโน ตํเยว อาปตฺตึ ปฏิกาตุํ น อิจฺฉติ
อุกฺเขปนาปฺปฏิกมฺเม อาณาเปสิ วินายโก ฯ
ปาปทิฏฺฐิ อริฏฺฐสฺส อาสิ อญฺญาณนิสฺสิตา
ทิฏฺฐิอปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺเขปํ ชินภาสิตํ ฯ
นิยสฺสกมฺมํ ปพฺพชฺชํ ๓ ตเถว ปฏิสารณี ฯ
อทสฺสนาปฺปฏิกมฺเม อนิสฺสคฺเค จ ทิฏฺฐิยา
ทวานาจารุปฆาตี มิจฺฉาอาชีวเมว จ
ปพฺพาชนียกมฺมมฺหิ อติเรกปทา อิเม ฯ
อลาภาวณฺณา เทฺว ปญฺจ เทฺว ปญฺจกาตินามกา
ปฏิสารณียกมฺมมฺหิ อติเรกปทา อิเม ฯ
ตชฺชนียํ นิยสฺสญฺจ ทุเว กมฺมาปิ สาทิสา ฯ
ปพฺพชฺชา ๑ ปฏิสาริ จ ทฺวฏฺฐอูนาริตฺตกา ๒
ตโย อุกฺเขปนียกมฺมา ๓ สทิสา เต วิภตฺติโต
ตชฺชนียนเยนาปิ เสสํ กมฺมํ วิชานิยาติ ฯ
๑ โป. ปฏิปฺปสฺสมฺภิตํ ฯ ๒ ม. ยุ. อนุปฺปนฺนาปิ ฯ ๓ ม. ปทสฺสโต ฯ ยุ. ปทสฺสโก ฯ
๑ ม. ยุ. วคฺเคน จาปิ ยํ กตํ ฯ ๒-๓-๔ ม. ยุ. ปุน วคฺเคน ยํ กตํ ฯ
๕ ม. ยุ. สุกฺกวารํปิ ชานิยํ ฯ ๖ ม. ยุ. จ ฯ
๑ ม. ยุ. โอวาทสมฺมเตนาปิ ฯ ๒ ม. ยุ. จาปิ ฯ ๓ ม. ยุ. นสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ
๔ ม. ยุ. สวจนิอนุวาโท ฯ ๕ ยุ. ปญฺจองฺโค น สมฺมติ ฯ ม. ปญฺจองฺเคหิ น สมฺมติ ฯ
๖ ยุ. ตํ อาปชฺชตาปตฺติญฺจ ฯ
๑ ม. ...จโนวาโท ฯ ๒ ยุ. อสฺสชิปุนพฺพสู ฯ ๓ ยุ. ปพฺพาชํ ฯ
๑ ยุ. ปพฺพาชา ฯ ๒ ม. ยุ. ปฏิสาริ จ อตฺถิ ปทาติริตฺตตา ฯ
๓ ม. ยุ. อุกฺเขปนา กมฺมา ฯ
๑. ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ ก่อความบาดหมางเอง ได้เข้าไปหาภิกษุผู้เช่นกัน แล้วให้ขมักเขม้นในการก่อความบาดหมางขึ้นความบาดหมางที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้นแม้ที่เกิดขึ้นแล้วก็ขยายตัวออกไป ภิกษุทั้งหลายที่มักน้อย มีศีลเป็นที่รัก ย่อมเพ่งโทษในบริษัท
พระพุทธชินเจ้าผู้สยัมภูอัครบุคคล ผู้ทรงพระสัทธรรม รับสั่งให้ลงตัชชนียกรรม ณ พระนครสาวัตถี
ตัชชนีกรรมที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย คือ ทำลับหลังไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ไม่ทำตามปฏิญาณ หมวด ๑ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ทำเพราะอาบัติมิใช่เทสนาคามินี ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว หมวด ๑ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำหมวด ๑ ทำลับหลังทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ทำโดยไม่เป็น ธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ไม่ทำตามปฏิญาณ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็นเทสนาคามินี ทำโดยไม่เป็นธรรมสงฆ์ เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำหมวด ๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำหมวด ๑
ปราชญ์พึงทราบฝ่ายถูกตามนัยตรงกันข้ามกับฝ่ายผิดนั่นแหละ
เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุใด สงฆ์พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุนั้น ผู้ก่อความบาดหมาง เป็นพาล คลุกคลีกับคฤหัสถ์ หมวด ๑ วิบัติในอธิศีล ในอัธยาจาร ในอติทิฐิหมวด ๑ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์ หมวด ๑
สงฆ์พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป คือ รูปหนึ่งก่อความบาดหมางรูปหนึ่งเป็นพาลรูปหนึ่งคลุกคลีกับคฤหัสถ์ หมวด ๑ รูปหนึ่งวิบัติในศีล รูปหนึ่งวิบัติในอัธยาจาร รูปหนึ่งวิบัติในอติทิฐิ หมวด ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียน พระพุทธเจ้า รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ หมวด ๑
ภิกษุถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแล้ว ต้องประพฤติโดยชอบอย่างนี้ คือ ไม่ ให้อุปสมบทไม่ให้นิสัย ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก ไม่สั่งสอนภิกษุณี และได้ สมมติแล้วก็ไม่สั่งสอน ไม่ต้องอาบัตินั้น ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกันและอาบัติ ยิ่งกว่านั้น ไม่ติกรรม ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรมไม่ห้ามอุโบสถ ปวารณา แก่ปกตัตตะภิกษุไม่ทำการไต่สวน ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส ไม่โจทภิกษุอื่น ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ และไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
ภิกษุใดประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ให้อุปสมบท ให้นิสัย ให้สามเณร อุปัฏฐาก สั่งสอนภิกษุณี แม้ได้รับสมมติแล้วก็ยังสั่งสอนและองค์ ๕ คือ ต้อง อาบัตินั้น ต้องอาบัติอันเช่นกันและต้องอาบัติที่ยิ่งกว่านั้น ติกรรม ติภิกษุทั้ง หลายผู้ทำกรรม สงฆ์ไม่ระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุนั้น
ภิกษุใดประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ คือ ห้ามอุโบสถ ปวารณา ทำการไต่สวนเริ่มอนุวาทาธิกรณ์ให้ทำโอกาส โจทภิกษุอื่น ให้ภิกษุอื่นให้การ และให้สู้ อธิกรณ์กัน ย่อมไม่ระงับจากตัชชนียกรรม
ปราชญ์พึงทราบฝ่ายถูกตามนัยตรงกันข้ามกับฝ่ายผิดนั้นแหละ
๒. พระเสยยสกะเป็นพาล มีอาบัติมาก และคลุกคลีกับคฤหัสถ์ พระสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนี รับสั่งให้ลงนิยสกรรม
๓. ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะทั้งสอง ในชนบทกิฏาคีรี ไม่สำรวม ประพฤติแม้ซึ่งอานาจารมีอย่างต่างๆ พระสัมพุทธชินเจ้ารับสั่งให้ลง ปัพพาชนียกรรม ในพระนครสาวัตถี
๔. พระสุธรรมเป็นเจ้าถิ่นของจิตตะคฤหบดีในเมืองมัจฉิกาสณฑ์ด่าจิตตะ ผู้อุบาสก ด้วยถ้อยคำกระทบชาติ พระตถาคตรับสั่งให้ลงปฏิสารณียกรรม
๕. พระชินเจ้าผู้อุดม ทรงบัญชาให้ลงอุกเขปนียกรรม ในเพราะไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะผู้ไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ ในพระนครโกสัมพี
๖. พระฉันนะไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัตินั้นแล พระพุทธเจ้าผู้ดำรงตำแหน่งนายกพิเศษรับสั่งให้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติต่อไป
๗. ทิฐิอันเป็นบาป อาศัยความไม่รู้ บังเกิดแก่พระอริฏฐะ พระชินเจ้าดำรัสให้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม และปฏิสารณียกรรม ก็เหมือนกัน
บทเกินเหล่านี้มีในปัพพาชนียกรรม คือ เล่นคะนอง ประพฤตอนาจารลบล้างพระบัญญัติและมิจฉาชีพ ฐานไม่เห็นและไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฐิ บทเกินเหล่านี้มีในปฏิสารณียกรรมคือ มุ่งความไม่มีลาภ กล่าวติเตียน มีนามว่า ปัญจกะ ๒ หมวดๆ ละ ๕ แม้กรรมทั้งสองคือ ตัชชนียกรรม และนิยสกรรม ก็เช่นกัน ปัพพานียกรรม และปฏิสารณียกรรม หย่อนและยิ่งกว่ากัน ๘ ข้อ ๒ หมวด โดยการจำแนกอุกเขปนียกรรม ๓ อย่างนั้นเช่นเดียวกัน
ปราชญ์พึงทราบกรรมที่เหลือ แม้ตามนัยแห่งตัชชนียกรรม เทอญ ฯ
หัวข้อประจำขันธกะ จบ
จบ หัวข้อประจำขันธกะ