พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย เทวตาสังยุต · นันทนวรรค
๘. หิริสูตร เล่ม ๑๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๘–๓๙ (Royal Thai)8/10 in นันทนวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค หิริสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 15, pp. 16–17
๗. ทุกกรสูตร
ว่าด้วยสมณธรรมบำเพ็ญได้ลำบาก
{๓๖} [๑๗] เทวดากล่าวว่า
ภาวะของสมณะอันคนที่ไม่ฉลาดบำเพ็ญได้ลำบาก และอดทนได้ยาก เพราะว่าในภาวะของสมณะนั้นมีความคับใจมาก เป็นที่ที่คนพาลติดขัด{๓๗} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
คนพาลถึงประพฤติภาวะของสมณะเป็นเวลานานเท่านาน หากยังห้ามจิตไว้ไม่ได้ ยังตกอยู่ในอำนาจแห่งความดำริวิตก ก็จะพึงติดขัดในทุก ๆ อารมณ์ภิกษุพึงเก็บอารมณ์นึกคิดไว้ในใจ เหมือนเต่าเก็บอวัยวะของมันไว้ในกระดอง ไม่ถูกตัณหานิสสัยและทิฎฐินิสสัยพัวพัน ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น ดับกิเลสให้ได้ ไม่พึงว่าร้ายใคร ๆ เลย
๘. หิริสูตร
ว่าด้วยการกีดกันอกุศลธรรมด้วยหิริ
{๓๘} [๑๘] เทวดากล่าวว่า
คนที่กีดกันอกุศลธรรมได้ด้วยหิริมีอยู่น้อยคนในโลก ภิกษุที่กีดกันข้อครหาตื่นตัวอยู่เหมือนม้าชั้นดีหลบแส้ได้ ก็มีอยู่น้อยรูปในโลก
- ๑พึงติดขัดในทุก ๆ อารมณ์ หมายถึงว่า กิเลสเกิดขี้นในอารมณ์ใด ๆ คนพาลก็จมปลักอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ หรือในอิริยาบถนั้น ๆ (นัย สํ.ส.อ. ๓๖)
{๓๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ภิกษุขีณาสพทั้งหลายผู้กีดกันอกุศลธรรมได้ด้วยหิริ มีสติประพฤติธรรมอยู่ทุกเมื่อ มีอยู่น้อยรูปในโลก ภิกษุขีณาสพทั้งหลายบรรลุที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ย่อมประพฤติสมํ่าเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่สมํ่าเสมอ
๙. กุฏิกาสูตร
ว่าด้วยการเปรียบเทียบมารดาเหมือนกระท่อม
{๔๐} [๑๙] เทวดาทูลถามว่า
กระท่อมของท่านไม่มีหรือ รังของท่านไม่มีหรือ ผู้สืบต่อของท่านไม่มีหรือ ท่านเป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกได้แล้วหรือ
{๔๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
แน่ละ กระท่อมของเราไม่มี รังของเราก็ไม่มี ทั้งผู้สืบต่อของเราก็ไม่มี เราเป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกได้แล้ว
{๔๒} เทวดาทูลถามว่า
ข้าพเจ้าขอถามว่าอะไรเล่าเป็นกระท่อมของท่าน ขอถามว่าอะไรเป็นรังของท่าน ขอถามว่าอะไรเป็นผู้สืบต่อของท่าน ขอถามว่าอะไรเป็นเครื่องผูกของท่าน
- ๑ขีณาสพ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว หมายถึงภิกษุละกิเลสที่ชื่อว่าอาสวะ (กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ๔ อย่าง คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ และอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ได้เด็ดขาดแล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓, ที.ปา.อ. ๔๘, ม.มู.อ. ๑/๔๖-๔๗)
End of ๘. หิริสูตร