arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · มัญชิฏฐกวรรค

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน เล่ม ๒๖

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๐ (Royal Thai)12/12 in มัญชิฏฐกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในรัชชุมาลาวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค รัชชุมาลาวิมาน (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 48 · Chaloem Phrakiat Volume 26)

Pali (Siam Rath)

๑๒ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต

หตฺเถ ปาเท จ วิคฺคยฺห นจฺจสิ สุปฺปวาทิเต

ตสฺสา เต นจฺจมานาย ๑ องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส

ทิพฺพา สทฺทา นิจฺฉรนฺติ สวนียา มโนรมา

ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส

ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ สุจิคนฺธา มโนรมา

วิวตฺตมานา กาเยน ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา

เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา

วฏํสกา วาตธูตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา

เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา

สาปิ เต สิรสิ มาลา สุจิคนฺธา มโนรมา

วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา รุกฺโข มญฺชูสโก ยถา

ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ

เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ (อิติ) ฯ

ทาสี อหํ ปุเร อาสึ คยายํ พฺราหฺมณสฺสหํ

อปฺปปุญฺญา อลกฺขิกา รชฺชุมาลาติ มํ วิทู

อกฺโกสานํ วธานญฺจ ตชฺชนาย จ อุกฺกตา ๒

กุฏํ คเหตฺวา นิกฺขมฺม อาคจฺฉึ อุทกหาริยา

วิปเถ กุฏํ นิกฺขิปิตฺวา วนสณฺฑํ อุปาคมึ

อิเธวาหํ มริสฺสามิ กฺวตฺโถปิ ชีวิเตน เม

ทฬฺหปาสํ กริตฺวาน อาลมฺพิตฺวาน ปาทเป

ตโต ทิสา วิโลเกสึ โก นุ โขว นมสฺสิโต

ตตฺถทฺทสาสึ ๑ สมฺพุทฺธํ สพฺพโลกหิตํ มุนึ

นิสินฺนํ รุกฺขมูลสฺมึ ฌายนฺตํ อกุโตภยํ

ตสฺสา เม อหุ สํเวโค อพฺภูโต โลมหํสโน

โก นุ โขว นมสฺสิโต มนุสฺโส อุทาหุ เทวตา

ปาสาทิกํ ปสาทนียํ วนา นิพฺพนมาคตํ

ทิสฺวา มโน เม ปสีทิ นายํ ยาทิสิกีทิโส

คุตฺตินฺทฺริโย ฌานรโต อพหิคตมานโส

หิโต สพฺพสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อยํ ภวิสฺสติ

ภยเภรโว ทุราสโท สีโหว คูหนิสฺสิโต

ทุลฺลภายํ ทสฺสนาย ปุปฺผํ อุทุมฺพรํ ยถา

โส มํ มุทูหิ วาจาหิ อาลปิตฺวา ตถาคโต

รชฺชุมาเลติ มํ อโวจ สรณํ คจฺฉ ตถาคตํ

ตาหํ คิรํ สุณิตฺวาน เนลํ อตฺถวตึ สุจึ

สณฺหํ มุทุญฺจ วคฺคุญฺจ สพฺพโสกาปนูทนํ

กลฺลจิตฺตญฺจ มํ ญตฺวา ปสนฺนํ สุทฺธมานสํง

หิโต สพฺพสฺส โลกสฺส อนุสาสิ ตถาคโต

อิทํ ทุกฺขนฺติ มํ อโวจ อยํ ทุกฺขสฺส สมฺภโว

อยํ ทุกฺขนิโรโธ จ อญฺชโส อมโตคโธ

อนุกมฺปกสฺส กุสลสฺส โอวาทมฺหิ อหํ ฐิตา

อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ

สาหํ อวตฺถิตา ๑ เปมา ทสฺสเน อวิกมฺปินี

มูลชาตาย สทฺธาย ธีตา พุทฺธสฺส โอรสา

สาหํ รมามิ กีฬามิ โมทามิ อกุโตภยา

ทิพฺพมาลํ ธารยามิ ปิวามิ มธุมทฺธุวํ ๒

สฏฺฐิตุริยสหสฺสานิ ปฏิโพธํ กโรนฺติ เม

อาฬมฺโพ คคฺคโร ภีโม สาธุวาที จ สํสโย

โปกฺขโร จ สุผสฺโส จ วีณา โมกฺขา จ นาริโย

นนฺทา เจว สุนนฺทา จ โสณทินฺนา สุจิมฺหิตา ๓

อลมฺพุสา มิสฺสเกสี จ ปุณฺฑรีกาติทารุณี

เอณิปสฺสา สุปสฺสา จ สุภทฺทา มุทุกาวที

เอตา จญฺญา จ เสยฺยาเส อจฺฉรานํ ปโพธิยา

ตา มํ กาเลนุปาคนฺตฺวา อภิภาสนฺติ เทวตา

หนฺท นจฺจาม คายาม หนฺท ตํ รมยามเส

นยิทํ อกตปุญฺญานํ กตปุญฺญานเมวิทํ

อโสกํ นนฺทนํ รมฺมํ ติทสานํ มหาวนํ

สุขํ อกตปุญฺญานํ อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ

สุขญฺจ กตปุญฺญานํ อิธ เจว ปรตฺถ จ

เตสํ สหพฺยกามานํ กาตพฺพํ กุสลํ พหุํ

กตปุญฺญา หิ โมทนฺติ สคฺเค โภคสมงฺคิโน

พหุนฺนํ วต อตฺถาย อุปฺปชฺชนฺติ ตถาคตา

ทกฺขิเณยฺยา มนุสฺสานํ ปุญฺญกฺเขตฺตานมากรา

ยตฺถ การํ กริตฺวาน สคฺเค โมทนฺติ ทายกาติ ฯ

รชฺชุมาลาวิมานํ ทฺวาทสมํ ฯ

อุทฺทานํ

มญฺชิฏฺฐา ปภสฺสรา นาคา อโลมา กญฺชิกทายิกา

วิหารจตุริตฺถมฺพา ปีตา อุจฺฉุวนฺทนรชฺชุมาลา จ

วคฺโค เตน ปวุจฺจตีติ ฯ

อิตฺถิวิมาเน วคฺโค จตุตฺโถ ฯ

๑ ยุ. นนฺทมานาย ฯ ๒ อุคฺคตาติปิ ทิสฺสติ ฯ

๑ ยุ. ตตฺถทฺทสามิ ฯ

๑ ยุ. อวฏฺฐิตา ฯ ๒ ม. มธุมทฺทวํ ฯ ๓ ยุ. สุวิมฺหิตา ฯ

Royal Thai

ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก กรีดกรายร่ายรำอยู่ในวิมานอันกึกก้องไปด้วยเสียงเพลงขับทิพย์ เมื่อท่านเยื้องย่างฟ้อนรำอยู่ เสียงทิพย์อันไพเราะน่าฟังดังจับใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนทั้งกลิ่นทิพย์หอมระรื่นน่าชื่นใจ ย่อมฟุ้งขจรออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ของท่านทุกส่วน เมื่อท่านไหวกายกลับกลอกไปมา เสียงของเครื่องประดับที่ท่านประดับบนช้องผม ย่อมเปล่งเสียงไพเราะกังวานปานดนตรีเครื่อง ๕ และเสียงมงกุฎของท่านที่ถูกลมรำเพยพัด ย่อมเปล่งเสียงดังเสนาะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงดอกไม้บนเศียรเกล้าของท่าน ก็มีกลิ่นหอมระรื่นน่าชื่นใจ หอมตระหลบไปทั่วทุกทิศ ประดุจดอกอุโลกฉะนั้นท่านย่อมสูดดมกลิ่นอันหอมระรื่น ทั้งได้เห็นรูปอันเป็นทิพย์ ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?

นางเทพธิดานั้นตอบว่า

เมื่อชาติก่อน ดิฉันเป็นหญิงรับใช้ของพราหมณ์อยู่ในบ้านคยา เป็นคนมีบุญน้อย ต่ำทราม ชนทั้งหลายเรียกดิฉันว่ารัชชุมาลา ดิฉันถูกเจ้านายลงโทษด้วยการด่าว่าเฆี่ยนตี และขู่เข็ญอย่างหนัก จึงถือเอาหม้อน้ำออกจากบ้านเพื่อตักน้ำแล้ววางหม้อน้ำไว้เสียข้างทางบ่ายหน้าสู่ป่าชัฏ ด้วยตั้งใจว่า เราจักตายเสียในที่นี้แหละ ความเป็นอยู่ของเราหาประโยชน์อะไรมิได้เลย

ครั้นแล้วผูกเชือกให้เป็นบ่วงรัดคออย่างแน่น แล้วปล่อยห้อยไปตามต้นไม้ คิดว่าจะโดดลงไปให้ตาย เหลียวไปดูรอบทิศ ด้วยเกรงว่า จะมีผู้ใดมาแอบดูอยู่บ้าง ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นปราชญ์ ผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ กำลังประทับนั่งเข้าณานอยู่ที่โคนไม้ ดิฉันนั้นเกิดความสังเวช โลมชาติชูชันไม่เคยมีมาแต่ก่อน ด้วยคิดว่า ใครหนอจะเป็นมนุษย์หรือเทวดามานั่งอยู่ เพราะได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สมควรที่จะเกิดความเลื่อมใสโดยแท้จริง ผู้หลีกออกจากป่า คือกิเลสแล้วมาสู่นิพพาน ใจของดิฉันก็เกิดความเลื่อมใสเพราะคิดว่าท่านผู้สำรวมอินทรีย์ ยินดีณาน มีใจคงที่เช่นนี้

คงไม่ใช่ผู้อื่นจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งปวง ทรงหวาดกลัวต่อภัยทรงหลีกเลี่ยงเสียห่างไกล ดังพญาราชสีห์ หลีกเลี่ยงจากภัย เข้าอาศัยอยู่ในถ้ำฉะนั้น การได้พบเห็นพระพุทธเจ้าเช่นนี้เป็นการยาก ดังดอกมะเดื่อ อันบุคคลเห็นได้ยากฉะนั้น (ขณะที่ดิฉันกำลังคิดอยู่อย่างนี้)พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาอันอ่อนหวานว่า

ดูกรนางรัชชุมาลา ดังนี้แล้ว มีพระดำรัสสืบต่อไปว่า ท่านจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่งเถิด ดิฉันได้สดับพระวาจาอันปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์บริสุทธิ์สะอาด เป็นพระวาจาละเอียดอ่อนหวาน ไพเราะน่าฟัง สามารถบรรเทาความโศกเศร้าทั้งปวงเสียได้นั้น จึงเข้าไปเฝ้าตามรับสั่ง พระตถาคตเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทุกหมู่เหล่าทรงทราบว่า ดิฉันมีจิตอ่อนเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์แล้ว จึงตรัสสอนดิฉันต่อไปว่านี้ทุกข์ นี้เป็นแดนเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์เป็นทางหยั่งลงสู่อมตธรรม ดิฉันตั้งอยู่ในพระโอวาทของพระตถาคตผู้ทรงพระมหากรุณา ฉลาดในเทศนาสั่งสอนสัตว์ จึงได้บรรลุถึงทางนิพพานเป็นธรรมอันไม่ตาย

สงบระงับ ไม่มีจุติต่อไป ดิฉันเป็นผู้มีความภักดีมั่น ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยด้วยความเชื่อมั่นเป็นรากฐาน เพราะเห็นว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติชอบ จึงถวายตัวเป็นสาวิกาผู้เกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ดิฉันรื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ทัดทรงทิพย์มาลา ดื่มน้ำผึ้งทิพย์อันมีรสหวานสนิท มีนางฟ้าหกหมื่นบรรเลงดนตรี กระทำความปลาบปลื้มให้แก่ดิฉัน นางเทพอัปสร มีชื่อต่างๆ กัน คือ อาฬัมพา คัครา ภีมาสาธุวาที สังสยา โบกขรา สุผัสสา วีณา โมกขา นันทา สุนันทาโสณทินนา สุจิมหิตา

อาลัมพุสา มิสสเกสี ปุณฑริกา เอณิปัสสาสุปัสสา สุภัททา มุทุกาวที เหล่านี้และเหล่าอื่น ล้วนประเสริฐกว่านางเทพอัปสรทั้งหลาย ในทางบำเรอ ให้ปลาบปลื้ม นางเทพธิดาเหล่านั้น เมื่อถึงเวลา จะเข้ามาใกล้ชิด แล้วกล่าวประเล้าประลมดิฉันว่า เอาเถอะ พวกดิฉันจะฟ้อนรำ ขับร้อง บำเรอท่านให้รื่นรมย์ทีเดียวก็เทพอุทยานชื่อว่านันทวัน อันหาความโศกเศร้ามิได้ มีแต่ความรื่นเริงบันเทิงใจ นับว่าเป็นเทพอุทยานอันใหญ่ยิ่งของเทวดาชาวไตรทศนี้ ไม่เป็นที่อยู่ของผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่อยู่ของผู้ทำบุญไว้เท่านั้น ความผาสุกย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น แต่ย่อมมีแก่ผู้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น นรชนผู้ปรารถนาจะอยู่กับเทวดาเหล่านั้น ควรทำกุศลไว้ให้มาก เพราะผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพรียบพร้อมด้วยโภคสมบัติบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการะบูชาในพระตถาคตเจ้าเหล่าใดแล้ว ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ พระตถาคตเจ้าเหล่านั้นเป็นทักขิไณยบุคคล และเป็นบ่อเกิดแห่งเนื้อนาบุญของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเสด็จอุบัติขึ้น เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์

เป็นอันมากหนอ.

จบ รัชชุมาลาวิมานที่ ๑๒

รวมวิมานที่มีในวรรค

รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. มัญชิฏฐกวิมาน ๒. ปภัสสรวิมาน

๓. นาควิมาน ๔. อโลมวิมาน

๕. กัญชิกทายิกาวิมาน ๖. วิหารวิมาน

๗. จตุริตถีวิมาน ๘. อัมพวิมาน

๙. ปีตวิมาน ๑๐. อุจฉุวิมาน

๑๑. วันทนวิมาน ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน.

จบ วรรคที่ ๔ ในอิตถีวิมาน.

End of ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน