arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · มัญชิฏฐกวรรค

๑. มัญชิฏฐกวิมาน เล่ม ๒๖

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙ (Royal Thai)1/12 in มัญชิฏฐกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค มัญชิฏฐกวิมาน (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 48 · Chaloem Phrakiat Volume 26)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 48, pp. 331–336

Page 331

มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔

๑. มัญชิฏฐกวิมาน

ว่าด้วยมัญชิฏฐกวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า

[๓๙] ดูก่อนเทพธิดา ท่านรื่นรมย์อยู่ในวิมาน

แก้วผลึก มีพื้นดาดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึก อัน

บุญกรรมแต่งไว้ เข้าไปสู่ป่าสาละอันมีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละต้น

ใด ๆ ต้นสาละนั้น ๆ ซึ่งเป็นไม้อุดมก็น้อมกิ่งโปรยดอกลงมา ป่าสาละนั้นต้องลมแล้วโบกสะบัดไปมา

เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ โชยกลิ่นหอมพุ่งไปทั่วทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวน

นั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ ซึ่งมิใช่ของมนุษย์ ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดบอก นี้เป็น

ผลแห่งกรรมอะไร.

เทพธิดาตอบว่า

เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ใน

มนุษยโลก เป็นทาสอยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็น

Page 332

พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรยดอกสาละรอบอาสนะ และได้น้อมนำพวงมาลัยดอกสาละอันร้อยกรองอย่างดี ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของตน ครั้นดีฉันได้ทำกุศลกรรม ที่พระพุทธเจ้า

ทรงสรรเสริญแล้ว ก็สร่างโศกหมดโรคภัย สุขกายสุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิจ.

จบมัญชิฏฐกวิมาน

Page 333

มัญชิฏฐกวรรควรรณนาที่ ๔

อรรถกถามัญชิฏฐกวิมาน

มัญชิฏฐกวิมาน มีคาถาว่า มญฺชิฏฺฐเก วิมานสฺมึ โสวณฺณ-วาลุกสนฺถเต เป็นต้น. วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี. อุบาสกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถีนั้นนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า จัดสร้างมณฑปแล้วบูชาสักการะถวายทานในมณฑปนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในวิมานติด ๆ กัน. สมัยนั้นหญิงรับใช้ประจำตระกูลคนหนึ่ง เห็นต้นสาละในสวนอันธวันออกดอกบานสะพรั่ง จึงเก็บดอกสาละในสวนนั้นมา เอาเถาไม้ร้อยเป็นมาลัยสวมคอ ทั้งเก็บดอกที่ขาวอย่างมุกดาและดอกงาม ๆ เป็นอันมากเข้าพระนครเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเปล่งพระพุทธรังสีมีวรรณะ ๖ ประการในมณฑปนั้น เหมือนดวงอาทิตย์อ่อนทอแสงส่องเทือกภูเขายุคนธร ก็มีจิตเลื่อมใส เอาดอกไม้เหล่านั้นบูชา วางพวงมาลัยไว้รอบพระพุทธอาสน์โปรยดอกไม้อีกจำนวนหนึ่ง ถวายบังคมโดยเคารพ ทำประทักษิณสามครั้งแล้วไป.

ต่อมานางได้ตายไปเกิดในดาวดึงส์. ที่ดาวดึงส์นั้น นางมีวิมานแก้วผลึกแดง และข้างหน้าวิมานมีสวนสาละใหญ่ พื้นที่สวนลาดทรายทอง. ยามที่นางออกจากวิมานเข้าสวนสาละ กิ่งสาละทั้งหลายโน้มลงโปรยดอกในเบื้องบน ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหานางตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ถามถึงกรรมที่นางทำไว้ ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

Page 334

ดูก่อนเทพธิดา ท่านรื่นรมย์อยู่ในวิมานแก้ว-

ผลึก มีพื้นดาดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วย

ดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึก อัน

บุญกรรมแต่งไว้เข้าไปสู่ป่าสาละ อันมีดอกบาน

สะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละต้น

ใด ๆ ต้นสาละนั้น ๆ ซึ่งเป็นไม้อุดม ก็น้อมกิ่ง

โปรยดอกลงมา ป่าสาละนั้นต้องลมแล้ว โบกสะบัด

ไปมา เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ โชยกลิ่นหอม

ฟุ้งไปทั่วทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ท่านสูดดมกลิ่นอัน

หอมหวนนั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ ซึ่งมิใช่ของมนุษย์

ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดจงบอก

นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชิฏฺฐเก วิมานสฺมึ ได้แก่ ในวิมานแก้วผลึกแดง. วิมานที่มีสีเหมือนพวงดอกย่างทรายและดอกยี่โถท่านเรียกว่า มัญชิฏฐกะ. บทว่า โสวณฺณวาลุกสนฺถเต ความว่า มีพื้นลาดด้วยทรายทองเกลื่อนอยู่รอบ ๆ. บทว่า รมสิ สุปฺปเวทิเต ความว่าย่อมรื่นรมย์ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ ที่บรรเลงอย่างไพเราะ.

บทว่า นิมฺมิตา รตนามยา ความว่า จากวิมานรัตน์ที่ศิลปินผู้ชำนาญสร้างไว้สำหรับท่าน. บทว่า โอคาหสิ แปลว่า เข้าไป. บทว่าสพฺพกาลิกํ ได้แก่ เป็นสุขทุกเวลา คือ สบายทุกฤดู หรือมีดอกบานทุกกาล.

Page 335

บทว่า วาเตริตํ ความว่า ถูกลมพัดกระโชกโดยอาการที่ดอกร่วงพรู. บทว่า อาธุตํ ความว่า ถูกลมอ่อน ๆ โชยเบา ๆ. บทว่าทิชเสวิตํ ความว่า มีฝูงนกยูงและนกดุเหว่าเป็นต้นเข้าอาศัย. พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดานั้นได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย-

โลก เป็นทาสีอยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็นพระ-

พุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรยดอก

สาละรอบอาสนะ. และได้น้อมนำพวงมาลัยดอกสาละ

อันร้อยกรองอย่างดี ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของ

ตน ครั้นดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรร-

เสริญแล้ว ก็สร่างโศกหมดโรคภัย สุขกายสุขใจ

รื่นเริงบันเทิงอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยฺยิรกุเล แปลว่า ในตระกูลเจ้านายอธิบายว่า ในเรือนสามี. บทว่า อหุํ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่าโอกิรึ ได้แก่ โปรยด้วยดอกไม้สีมุกดา. บทว่า อุปนาเมสึ ความว่านำเข้าไปบูชา. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

จบอรรถกถามัญชิฏฐกวิมาน

Page 336

๒. ปภัสสรวิมาน

ว่าด้วยปภัสสรวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า[๔๐] ดูก่อนเทพธิดาผู้งาม มีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนักนุ่งผ้าสีแดงงาม มีฤทธิ์มาก มีร่างกายงามลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมาอยู่ อนึ่ง ท่านนั่งบนบัลลังก์ใด ย่อมไพโรจน์ดังท้าวสักกเทวราชใน

นันทนวโนทยาน บัลลังก์ของท่านั้นมีค่ามาก งามวิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ ดูก่อนเทพธิดาผู้เจริญ เมื่อ

ชาติก่อน ท่านได้สร้างสมสุจริตอะไร ได้เสวยวิบากแห่งธรรมอะไร ในเทวโลก อาตมาถามแล้วขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.

เทพธิดาตอบว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีฉันได้ถวายพวงมาลัยและ

น้ำอ้อยแด่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ดีฉันจึงได้เสวยผลแห่งกรรมนั้นในเทวโลก ข้าแต่ท่านผู้

เจริญ แต่ดีฉันยังมีความเดือดร้อนผิดพลาด เป็นทุกข์เพราะดีฉันไม่ได้ฟังธรรม อันพระพุทธเจ้าผู้เป็น

ธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุนั้น ดีฉันจึงกราบเรียนพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นผู้

ควรอนุเคราะห์ดีฉัน โปรดชักชวนผู้ที่ควรอนุเคราะห์

End of ๑. มัญชิฏฐกวิมาน