arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ขุททกปาฐะ

๕. มงคลสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๕–๖ (Royal Thai)5/9 in ขุททกปาฐะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ มงคลสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 39 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 8–12

Page 8

พระบาลสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ

๕. มงคลสูตร

ว่าด้วยมงคลสูงสุด ๓๘ ประการ

{๕} [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อล่วงปฐมยามไปแล้ว มีเทวดาองค์หนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างไสวไปทั่ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เทวดานั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า{๖} [๒] เทวดาและมนุษย์เป็นจำนวนมากผู้ต้องการความสวัสดีได้ คิดมงคลกันไปต่าง ๆ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกมงคลที่สูงสุดด้วยเถิด พระเจ้าข้า

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกเป็นพระคาถาประพันธ์ว่า)

[๓] การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคล ที่ควรบูชา๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสุด

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ข้าพเจ้า ในตอนเริ่มต้นพระสูตรนี้และพระสูตรอื่น ๆ ในเล่มนี้หมายถึงท่านพระอานนท์
  2. ๒มงคล ในที่นี้หมายถึงเหตุแห่งความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองของสัตว์ทั้งหลาย (ขุ.ขุ.อ.๑๐๗)
  3. ๓คนพาล ในที่นี้หมายถึงคนที่ประกอบอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการมีปาณาติบาตเป็นต้น หรือคนที่มีพฤติกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ในสมัยพุทธกาล ได้แก่ ศาสดาเจ้าลัทธิทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปะ เป็นต้น พระเทวทัต โกกาลิกภิกษุ ... นางจิญจมาณวิกา (ขุ.ขุ.อ.๑๐๙)
  4. ๔บัณฑิตในที่นี้หมายถึงผู้ที่ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการมีการเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธสาวก รวมถึงบุคคลผู้ดำเนินชีวิตด้วยสัมมาทิฏฐิในอดีต เช่น ศาสดาสุเนตตะ มหาโควินทพราหมณ์ เป็นต้น (ขุ.ขุ.อ.๑๑๑)
  5. ๕บุคคลที่ควรบูชา ในที่นี้ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธสาวก (ขุ.ขุ.อ.๑๑๒)
Page 9

๕. มงคลสูตร

[๔] การอยู่ในประเทศที่สมควร ๑ ความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้ในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสุด[๕] ความเป็นผู้ได้สดับตรับฟังมาก ๑ ศิลปะ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาษิต ๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสูด[๖]การเลี้ยงดูบิดามารดา ๑ การเลี้ยงดูบุตรธิดา ๑ การสงเคราะห์ภรรยา(สามี) ๑ การงานที่ไม่คั่งค้าง ๑ นี่เป็น มงคลที่สูงสูด

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ประเทศที่สมควร (ปฏิรูปเทสะ) หมายถึงถิ่นที่เหมาะ กล่าวคือถิ่นที่มีพุทธบริษัท ๔ สัญจรไปมา มีการบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุอยู่เป็นนิตย์ มีนวังคสัตถุศาสน์ (คำสอนของพระพุทธศาสดามีองค์ ๙) รุ่งเรืองเผยแผ่อยู่ หรือภูมิสถานอันเป็นที่ตรัสรู้ เผยแผ่พระธรรมจักร แสดงยมกปาฏิหาริย์ทำลาย ลัทธิเดียรถีย์ และเสด็จลงจากเทวโลก รวมทั้งภูมิประเทศอันเป็นสถานที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่น พระนครสาวัตถี พระนครราชคฤห์เป็นต้น หรืออีกนัยหนึ่ง ได้แก่ มัชฌิมชนบท คือ ถิ่นหรือชุมชนที่ตั้งอยู่ย่านใจกลาง เป็นอาณาเขตที่กำหนดว่ามีความเจริญ รุ่งเรืองและความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งในสมัยพุทธกาล กำหนดเขตแดนไว้ดังนี้ ในทิศบูรพา มี นิคมชื่อกชังคละ ถัดนิคมนั้นมาถึงมหาสาลนคร นอกนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็น มัชฌิมชนบท ในทิศอาคเนย์ มีแม่นํ้าชื่อสัลลวตี นอกแม่นํ้าสัลลวตีนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท ในทิศทักษิณ มีนิคมชื่อเสตกัณณิกะ นอกนิคมนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท ในทิศปัจฉิม มีหมูบ้านพราหมณ์ชื่อถูนะ นอกนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท ในทิศอุดร มีภูเขาชื่ออุสีรธชะ นอกนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท (ขุ.ขุ.อ.๑๑๔-๑๑๕)
  2. ๒ศิลปะ ในที่นี้หมายถึงความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรม หรือมีความชำนาญในงานช่างฝีมือ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) อาคาริยศิลปะ ศิลปะสำหรับคฤหัสถ์ ได้แก่ การเป็นช่างเจียรไนแก้วมณี หรือช่างทองเป็นต้น ซึ่งเป็นงานฝีมีอที่ไม่เบียดเบียนทำร้ายชีวิตสัตว์อื่นและเว้นจากอกุศลกรรม (๒) อนาคาริยศิลปะ ศิลปะสำหรับบรรพชิต ได้แก่ การตกแต่งสมณบริขารเช่นการจัดแจงจีวร การเย็บจีวรเป็นต้นอันไม่ขัดพระพุทธานุญาต (ขุ.ขุ.อ.๑๑๖,๑๑๗)
  3. ๓วินัย ในที่นี้หมายถึงระเบียบฝึกหัดกาย วาจาและจิต แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) อาคาริยวินัย วินัยสำหรับคฤหัสถ์ ได้แก่ การงดเว้นขาดจากการประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ (๒) อนาคาริยวินัย วินัยสำหรับบรรพชิต ได้แก่ การไม่ต้องอาบัติ ๗ กอง (ศีล ๒๒๗) หรือการประพฤติเคร่งครัด ในปาริสุทธิศีล ๔ (ขุ.ขุ.อ.๑๑๖,๑๐๗)
Page 10

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ

[๗] การให้ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ การงานที่ไม่มีโทษ ๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสุด[๘] การงดเว้นจากบาป ๑ การสำรวมจากการดื่มนํ้าเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสุด

[๙] ความเคารพ ๑ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ๑ ความสันโดษ๑ ความเป็นผู้กตัญญู ๑ การฟังธรรมตามกาล๑ นี่เป็น มงคลที่สูงสุด

[๑๐] ความอดทน๑ ความเป็นผู้ว่างายสอนง่าย ๑ การได้พบเห็นสมณะ๑ การสนทนาธรรมตามกาล ๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสุด

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑การประพฤติธรรม ในที่นี้หมายถึงการประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ (ขุ.ขุ.อ.๑๒๒)
  2. ๒การงานไม่มีโทษ ในที่นี้หมายถึงพฤติกรรมที่ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เช่น การสมาทานอุโบสถศีล การขวนขวายในการให้ทาน การสร้างรมณียสถาน การปลูกป่า การสร้างสะพาน เป็นต้น (ขุ.ขุ.อ.๑๒๓)
  3. ๓คำว่า ธรรม ในที่นื้หมายถึงกุศลธรรม (ขุ.ขุ.อ.๑๒๓)
  4. ๔ความสันโดษ ในที่นี้ (ตรัสสอนภิกษุ) หมายถึงความเป็นผู้ยินดีพอใจในปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร (ยารักษาโรค) ด้วยหลักสันโดษ ๓ คือ (๑) ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ (๒) ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง (๓) ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร จึงรวมเป็นสันโดษ ๑๒ อย่าง (นัย ที.สี.อ. ๑๖๔,๑๘๔-๑๘๕, ม.มู.อ. ๒/๔๘-๕๐, องฺ.เอ กก.อ. ๖๙-๗๑,องฺ.จตุกฺก.อ. ๔๒๗, องฺ.อฎฺฐก.อ. ๒๕๐, ขุ.ขุ.อ. ๑๒๖)
  5. ๕คำว่า ตามกาล ในที่นี้หมายถึงเวลาที่จิตฟุ้งซ่านหรือจิตถูกกามวิตกเป็นต้นครอบงำ หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึงการฟังธรรมทุก ๆ ๕ วัน (ขุ.ขุ.อ. ๑๒๘)
  6. ๖ความอดทน ในที่นี้หมายถึงอธิวาสนขันติที่เป็นเหตุให้บุคคลผู้ประกอบแม้จะถูกด่าว่า ถูกเบียดเบียน ทำร้ายร่างกาย ก็ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน เหมือนไม่ได้เห็น สงบเสงี่ยมอยู่ (ขุ.ขุ.อ.๑๒๙-๑๓๐)
  7. ๗การได้พบเห็นสมณะในที่นี้หมายถึงการเข้าไปนั่งใกล้ การอุปัฏฐาก การระลึกถึงคุณ การฟังธรรม และการพบปะเยี่ยมเยือนเหล่าบรรพชิตผู้ระงับกิเลสได้เด็ดขาด (พระอรหันต์) ผู้พัฒนากาย วาจา จิต และปัญญา ผู้ประกอบด้วยการฝึกตนและการสงบจิตถึงขั้นสูงสุด (ขุ.ขุ.อ.๑๓๑)
Page 11

๕. มงคลสูตร

[๑๑] ตบะ ๑ การประพฤติพรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การทำนิพพานไห้แจ้ง ๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสูด

[๑๒] เมื่อโลกธรรมถูกต้อง จิตไม่หวั่นไหว ๑ จิตไม่เศร้าโศก ๑ จิตปราศจากธุลี ๑ จิตเกษม ๑ นี่เป็นมงคลที่สูงสูด

[๑๓] ทวยเทพและมวลมนุษย์ทำตามมงคลตามที่กล่าวมาแล้วนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทุกหมู่เหล่า ลุถึงความสวัสดี ในที่ทุกสถาน นี่เป็นมงคลที่สูงสุดของเทวดาและมนุษย์ เหล่านั้น

จบ มงคลสูตร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ตบะ คุณธรรมเป็นเครื่องเผาบาป ในที่นี้หมายถึงความสำรวมอินทรีย์ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เพราะเป็นเครื่องเผาอกุศลธรรมอันเลวทรามมีอภิชฌา(ความยินดี)และโทมนัส(ความยินร้าย) เป็นต้น และหมายถึงความเพียรเพราะเป็นเครื่องเผาความเกียจคร้าน (ขุ.ขุ.อ. ๑๓๒)
  2. ๒การประพฤติพรหมจรรย์ คำว่า พรหมจรรย์ ในที่นี้มีความหมาย ๔ ประเภท คือ (๑) เมถุนวิรัติ การงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม (๒) สมณธรรม การบำเพ็ญหน้าที่ของสมณะ (๓) ศาสนา หลักพระธรรมวินัย (๔) มรรค คืออริยมรรคมีองค์ ๘ โดยเหตุที่มรรคจัดรวมเข้าในมงคลข้อถัดไป คือ การเห็นอริยสัจ ในที่นี้ จึงหมายถึง ๓ ประเภทข้างต้น (ขุ.ขุ.อ. ๑๓๓)
  3. ๓คำว่า นิพพาน ในที่นี้หมายถึงอรหัตผล (ขุ.ขุ.อ. ๑๓๓)
  4. ๔โลกธรรม หมายถึงเรื่องธรรมดาในโลก (ขุ.ขุ.อ.๑๓๔) มี ๘ คือ (๑) ลาภ (๒) ความเสื่อมลาภ (๓) ยศ (๔) ความเสื่อมยศ (๕) นินทา (๖) สรรเสริญ (๗) สุข (๘) ทุกข์ {องฺ.อฏฐก. (แปล) ๒๓/๕-๖/๒๐๕-๒๐๙}
  5. ๕จิตทั้ง ๔ นี้เป็นสภาพจิตของพระอรหันตขีณาสพ (ขุ.ขุ.อ. ๑๓๔)
  6. ๖ข้าศึกทุกหมู่เหล่า ในที่นี้หมายถึงมาร (สิ่งหรือตัวการที่คอยฆ่า คอยล้างผลาญ คอยกำจัดหรือ ขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุคุณธรรมความดีหรือผลสำเร็จอันดีงาม) ๔ ประเภท คือ ขันธมาร มาร คือเบญจขันธ์ กิเลสมาร มารคือกิเลส อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขาร (สภาพปรุงแต่งกรรม นำให้เกิดชาติ ชรา เป็นต้น ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์) และเทวปุตตมาร มาร คือเทพบุตร ซึ่งเป็นเทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งกามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้น (นัย ขุ.ขุ.อ. ๑๓๕)
Page 12

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ

๖. รตนสูตร

ว่าด้วยรัตนะที่ประณีตให้เกิดความสวัสดี

{๗} [๑] ภุมมเทพ(รุกขเทวดาเป็นต้น)เหล่าใดประชุมกันแล้วบนภาคพื้นนี้ก็ดี เทพ(อากาสัฏฐเทวดา)เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี ขอเทพทั้งปวงเหล่านั้นจงเป็นผู้มีใจ แช่มชื่น ฟังคำภาษิตโดยเคารพเถิด[๒] ดูก่อนเทพทั้งปวง เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ขอได้โปรดแผ่เมตตาจิตไปในหมู่มนุษย์ รักษาหมู่มนุษย์ผู้นำพลีกรรมไปให้ทั้งกลางวันและกลางคืนด้วย อย่าได้ประมาทพลั้งเผลอ[๓] ทรัพย์ที่ทำให้ปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี หรือรัตนะที่ประณีตในสรวงสวรรค์ก็ดี ที่จะเสมอด้วยพระตถาคตเจ้า ไม่มีเลย พระพุทธรัตนะนี้ เท่านั้นเป็นรัตนะที่ประณีต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความ สวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้[๔] ธรรมชาติใด ๆ ที่จะเสมอด้วยพระธรรมอันประณีต เป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สำรอกกิเลส เป็นอมตะ ซึ่งพระ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑รตนสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ณ พระนครเวสาลี ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ พวกเจ้าลิจฉวี ประชาชนชาวพระนครเวสาลี เพื่อกำจัดพิษภัยอันเกิดจากปัญหาข้าวยากหมากแพงเป็นต้น (ขุ.ขุ.อ.๑๓๘) อนึ่ง คำว่า รัตนะ แปลว่า สิ่งน้อมนำมาซึ่งความยินดี สิ่งก่อเกิดความยินดี หรือสิ่งที่เจริญใจ หมายถึงความเป็นสิ่งที่วิจิตรงดงาม มีค่ามาก ความเป็นสิ่งที่หาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบมิได้ ความเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ยาก หาได้ยาก และยังหมายถึงสิ่งที่คนชั้นสูงในสังคมใช้สอยกัน ดังนั้น คำว่า รัตนะที่ประณีต จึงหมายถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เพราะเป็นรัตนะที่ ประเสริฐสูงสูดในบรรดารัตนะที่มีอยู่ (ขุ.ขุ.อ. ๑๔๙)

End of ๕. มงคลสูตร