พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · อัปปมัญญาวิภังค์
ปัญหาปุจฉกะ เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๖๒–๗๖๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๕ ในอัปปมัญญาวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ อัปปมัญญาวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๔๘๕–๔๙๑
ในอัปปมัญญา ๔ นั้น มุทิตา เป็นไฉน
...
ในอัปปมัญญา ๔ นั้น อุเบกขา เป็นไฉน
...
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยอุเบกขา ... เพราะละสุขละทุกข์ได้ ... อยู่ในสมัยใด ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ภาวะที่วางเฉย อุเปกขาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น นี้เรียกว่าอุเบกขา สภาวธรรมที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยอุเบกขา
จบ อภิธัมมภาชนีย์
๓. ปัญหาปุจฉกะ
{๗๖๒} [๖๙๙] อัปปมัญญา ๔ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่๒. มีจิตประกอบด้วยกรุณาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยกรุณาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
๓. มีจิตประกอบด้วยมุทิตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยมุทิตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่๔. มีจิตประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
[๗๐๐] บรรดาอัปปมัญญา ๔ อัปปมัญญาไหนเป็นกุศล อัปปมัญญาไหนเป็นอกุศล อัปปมัญญาไหนเป็นอัพยากฤต ... อัปปมัญญาไหนที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ อัปปมัญญาไหนที่ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
๑. ติกมาติกาวิสัชนา
{๗๖๓} [๗๐๑] อัปปมัญญา ๓ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี
อัปปมัญญา ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา อุเปกขาสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
อัปปมัญญา ๓ ที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี
อัปปมัญญา ๓ ที่กรรมอันสัปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มีอัปปมัญญา ๓ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส
อัปปมัญญา ๓ ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี อุเบกขาไม่มีทั้งวิตกและวิจารอัปปมัญญา ๓ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี แต่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา ที่กล่าวไม่ได้ว่าสหรคตด้วยปีติก็มี อุเบกขาสหรคตด้วยอุเบกขาอัปปมัญญา ๓ อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณ
อัปปมัญญา ๓ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ
อัปปมัญญา ๓ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มีอัปปมัญญา ๓ ที่ไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของอเสกขบุคคลก็มี
อัปปมัฌญา ๓ เป็นมหัคคตะ
อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นปริตตะ มีอารมณ์เป็นมหัคตะ หรือมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ
อัปปมัญญา ๓ เป็นอย่างปานกลาง
อัปปมัญญา ๓ ให้ผลไม่แน่นอน
อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุหรือมีมรรคเป็นอธิบดี
อัปปมัญญา ๓ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นก็มี
อัปปมัญญา ๓ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี
อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นอดีต มีอารมณ์เป็นอนาคต มีอารมณ์เป็นอนาคต หรือมีอารมณ์เป็นปัจจุบันอัปปมัญญา ๓ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี
อัปปมัญญา ๓ มีอารมณ์เป็นภายนอกตน
อัปปมัญญา ๓ เป็นธรรมเห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้
๒. ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
{๗๖๔} [๗๐๒] เมตตาเป็นเหตุ อัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นเหตุ
อัปปมัญญา ๓ มีเหตุ สัมปยุตด้วยเหตุ
เมตตาเป็นเหตุและมีเหตุ อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุเมตตาเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุอัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ เมตตากล่าวไม่ได้ว่าไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
{๗๖๕} อัปปมัญญา ๓ เป็นธรรมมีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสังขตธรรม เป็นธรรมเห็นไม่ได้ เป็นธรรมกระทบไม่ได้ เป็นอรูปธรรม โลกิยะอัปปมัญญา ๓ จิตบางดวงรู้ได้ จิตบางดวงรู้ไม่ได้
๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
อัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นอาสวะ
อัปปมัญญา ๓ เป็นอารมณ์ของอาสวะ
อัปปมัญญา ๓ วิปปยุตจากอาสวะ
อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ
อัปปมัญญา ๓ เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ
อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะอัปปมัญญา ๓ วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
๔-๑๒. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
อัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นสังโยชน์ ... ไม่เป็นคันถะ .. ไม่เป็นโอฆะ ... ไม่เป็นโยคะ ... ไม่เป็นนิวรณ์ ... ไม่เป็นปรามาส ...
อัปปมัญญา ๓ เป็นธรรมรับรู้อารมณ์ได้ แต่ไม่เป็นจิต
อัปปมัญญา ๓ เป็นเจตสิก สัมปยุตด้วยจิต เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดพร้อมกับจิต เกิดคล้อยตามจิตอัปปมัญญา ๓ เจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน
อัปปมัญญา ๓ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต.
อัปปมัญญา ๓ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดคล้อยตามจิต
อัปปมัญญา ๓ เป็นธรรมภายนอกตน
อัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นอุปาทายรูป
อัปปมัญญา ๓ ที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครองก็มี ที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองก็มีอัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นอุปาทาน ... อัปปมัญญา ๔ ไม่เป็นกิเลส ...
๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
{๗๖๖} อัปปมัญญา ๓ อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณอัปปมัญญา ๓ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณอัปปมัญญา ๓ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี อุเบกขาไม่มีวิตก
อัปปมัญญา ๓ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี อุเบกขาไม่มีวิจาร
อัปปมัญญา ๓ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี อุเบกขาไม่มีปีติ
อัปปมัญญา ๓ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยปีติก็มี อุเบกขาไม่สหรคตด้วยปีติอัปปมัญญา ๓ สหรคตด้วยสุข อุเบกขาไม่สหรคตด้วยสุข
อุเบกขาสหรคตด้วยอุเบกขา อัปปมัญญา ๓ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา
อัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นกามาวจร
อัปปมัญญา ๓ เป็นรูปาวจร
อัปปมัญญา ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร
อัปปมัญญา ๓ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์
อัปปมฌญา ๓ ไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์
อัปปมัญญา ๓ ให้ผลไม่แน่น่อน
อัปปมัญญา ๓ มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
อัปปมัญญา ๓ ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ฉะนี้แล
จบ ปัญหาปุจฉกะ
จบ อัปปมัญญาวิภังค์ บริบูรณ์
๑๔. สิกขาปทวิภังค์
๑. อภิธัมมภาชนีย์
แจกสิกขาบท ๕ ด้วยกามาวจรกุศลจิต ๘ นัยที่ ๑
๑. ปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาบท
๒. อทินนาทานาเวรมณีสิกขาบท
๓. กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีสิกขาบท
๔. มุสาวาทาเวรมณีสิกขาบท
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรมณีสิกขาบท
{๗๖๘} [๗๐๔] ในสิกขาบท ๕ นั้น ปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาบท เป็นไฉนกามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตในสมัยใด การงด การเว้น การเลิกละ การงดเว้นจากปาณาติบาต กิริยาไม่ทำปาณาติบาต การไม่ทำปาณาติบาต การไม่ล่วงละเมิดปาณาติบาต การไม่ล่วงเลยขอบเขตแห่งปาณาติบาต
- ๑สิกขาบท หมายถึงข้อที่ต้องศึกษา ทแห่งการศึกษา แนวทางให้ลุถึงสิกขา ส่วนหนึ่งแห่งสิกขา อุบายเป็นครื่องเข้าถึงสิกขาชั้นสูงคืออธิจิตตสิกขาและอธิปัญญาสิกขา (วิ.อ.๑/๒๓๓, ที.ปา.อ. ๒๒๕) หรือกุศลธรรมทั้งหมดดังกล่าวมาชื่อว่าสิกขา เพราะเป็นธรรมที่ต้องศึกษา องค์ศีลข้อหนึ่ง ๆ ในบรรดาองค์ศีล ๕ ชื่อว่าบท เพราะเป็นที่ประดิษฐานแห่งสิกขาเหล่านั้น ดังนั้น สิกขาบท จึงหมายถึงบทอันเป็นที่ประดิษฐานสิกขาคือกุศลธรรม ในที่นี้ได้แก่ ศีล ๕ คือ (๑) ปาณาติปาตาเวรณมณีสิกขาบท สิกขาบทคือเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ (๒) อทินนาทานาเวรมณีสิกขาบท สิกขาบทคือเจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์ (๓) กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีสิกขาบท สิกขาบทคือเจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม (๔) มุสาวาทาเวรมณีสิกขาบท สิกขาบทคือเจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ (๕) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรมณีสิกขาบท สิกขาบทคือเจตนางดเว้นจากสิ่งมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท (อภิ.วิ.อ. ๔๐๘)
จบ ปัญหาปุจฉกะ