พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ธาตุวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์ เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๔–๑๒๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๓ ในธาตุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ธาตุวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๑๒๘–๑๓๗
๓. ธาตุวิภังค์
๑. สุตตันตภาชนีย์
ธาตุ ๖ นัยที่ ๑
{๑๑๔} [๑๗๒] ธาตุ ๖ คือ
๑. ปฐวีธาตุ ๒. อาโปธาตุ
๓. เตโชธาตุ ๔. วาโยธาตุ
๕. อากาสธาตุ ๖. วิญญาณธาตุ
{๑๑๕} [๑๗๓] ในธาตุ ๖ นั้น ปฐวีธาตุ เป็นไฉน
ปฐวีธาตุมี ๒ อย่าง คือ ปฐวีธาตุภายในก็มี ปฐวีธาตุภายนอกก็มี
ในปฐวีธาตุ ๒ อย่างนั้น ปฐวีธาตุภายใน เป็นไฉน
ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็งเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูป(รูปที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครอง)ข้างใน ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ก็หรือธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าปฐวีธาตุภายในปฐวีธาตุภายนอก เป็นไฉน
ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูป (รูปที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครอง) ข้างนอก ได้แก่ เหล็ก โลหะ ดีบุกขาว ดีบุกดำ เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี
แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงินตรา ทอง แก้วมณีแดง แก้วมณีลาย หญ้า ท่อนไม้ กรวด กระเบื้อง แผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา ก็หรือธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็งเป็นภายนอกเป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าปฐวีธาตุภายนอก
ปฐวีธาตุภายใน ปฐวีธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกัน นี้เรียกว่าปฐวีธาตุ (๑)
{๑๑๖} [๑๗๔] ในธาตุ ๖ นั้น อาโปธาตุ เป็นไฉน
อาโปธาตุมี ๒ อย่าง คือ อาโปธาตุภายในก็มี อาโปธาตุภายนอกก็มี
ในอาโปธาตุ ๒ อย่างนั้น อาโปธาตุภายใน เป็นไฉน
ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูปเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น นํ้าตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ก็หรือความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูปเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าอาโปธาตุภายในอาโปธาตุภายนอก เป็นไฉน
ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูป เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก ได้แก่ รสรากไม้ รสลำต้น รสเปลือกไม้ รสใบไม้ รสดอกไม้ รสผลไม้ นมสด นมส้ม เนยใส เนยข้น น้ำมัน นํ้าผึ้ง น้ำอ้อย น้ำที่อยู่ในพื้นดิน หรือน้ำที่อยู่ในอากาศ ก็หรือความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูปเป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าอาโปธาตุภายนอก
อาโปธาตุภายใน อาโปธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกัน นี้เรียกว่าอาโปธาตุ (๒)
{๑๑๗} [๑๗๕] ในธาตุ ๖ นั้น เตโชธาตุ เป็นไฉน
เตโชธาตุ มี ๒ อย่าง คือ เตโชธาตุภายในก็มี เตโชธาตุภายนอกก็มี
ในเตโชธาตุ ๒ อย่างนั้น เตโชธาตุภายใน เป็นไฉน
ความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่นธรรมชาติที่อบอุ่นเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ เตโชธาตุที่ทำให้ร่างกายเร่าร้อน เตโชธาตุที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม เตโชธาตุที่เป็นเหตุให้เผาไหม้ เตโชธาตุที่ทำให้ของกินของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้ม ถึงความย่อยไปด้วยดี ก็หรือความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่นเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าเตโชธาตุภายในเตโชธาตุภายนอก เป็นไฉน
ความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่นเป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก ได้แก่ ไฟฟืน ไฟสะเก็ดไม้ ไฟหญ้า ไฟมูลโค ไฟแกลบ ไฟหยากเยื่อ ไฟอสนีบาต ความร้อนแห่งไฟ ความร้อนแห่งดวงอาทิตย์ ความร้อนแห่งกองฟืน ความร้อนแห่งกองหญ้า ความร้อนแห่งกองข้าวเปลือก ความร้อนแห่งกองขี้เถ้าก็หรือความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่นเป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก แม้อื่นใดมีอยู่นี้เรียกว่าเตโชธาตุภายนอกเตโชธาตุภายใน เตโชธาตุภายนอกประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกัน นี้เรียกว่าเตโชธาตุ (๓)
{๑๑๘} [๑๗๖] ในธาตุ ๖ นั้น วาโยธาตุ เป็นไฉน
วาโยธาตุมี ๒ อย่าง คือ วาโยธาตุภายในก็มี วาโยธาตุภายนอกก็มี
ในวาโยธาตุ ๒ อย่างนั้น วาโยธาตุภายใน เป็นไฉน
ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูปเป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมศัสตรา ลมมีดโกน ลมเพิกหัวใจ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็หรือความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูปเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าวาโยธาตุภายในวาโยธาตุภายนอก เป็นไฉน
ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูปเป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก ได้แก่ ลมตะวันออก ลมตะวันตก ลมเหนือ ลมใต้ ลมมีฝุ่นละออง ลมไม่มีฝุ่นละออง ลมหนาว ลมร้อน ลมอ่อน ลมแรง ลมดำ ลมบน ลมกระพือปีก ลมครุฑ ลมใบตาล ลมเป่าปาก ก็หรือความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูปเป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าวาโยธาตุภายนอกวาโยธาตุภายใน วาโยธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกัน นี้เรียกว่าวาโยธาตุ (๔)
{๑๑๙} [๑๗๗] ในธาตุ ๖ นั้น อากาสธาตุ เป็นไฉน
อากาสธาตุมี ๒ อย่าง คือ อากาสธาตุภายในก็มี อากาสธาตุภายนอกก็มี
ในอากาสธาตุ ๒ อย่างนั้น อากาสธาตุภายใน เป็นไฉน
อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันเนื้อและเลือดถูกต้องไม่ได้ เป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องสำหรับกลืนของกิน ของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้ม ช่องที่พักอยู่แห่งของกิน ของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้ม และช่องสำหรับของกิน ของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้มไหลออกเบื้องต่ำ ก็หรืออากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันเนื้อและเลือดถูกต้องไม่ได้ เป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าอากาสธาตุภายในอากาสธาตุภายนอก เป็นไฉน
อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่มหาภูตรูป ๔ ถูกต้องไม่ได้ เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก นี้เรียกว่าอากาสธาตุภายนอก
อากาสธาตุภายใน อากาสธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกัน นี้เรียกว่าอากาสธาตุ (๕)
{๑๒๐} [๑๗๘] ในธาตุ ๖ นั้น วิญญาณธาตุ เป็นไฉน
จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุ นี้เรียกว่าวิญญาณธาตุ (๖)
เหล่านี้เรียกว่าธาตุ ๖
ธาตุ ๖ นัยที่ ๒
{๑๒๑} [๑๗๙] ธาตุ ๖ อีกนัยหนึ่ง คือ
๑. สุขธาตุ ๒. ทุกขธาตุ
๓. โสมนัสสธาตุ ๔. โทมนัสสธาตุ
๕. อุเปกขาธาตุ ๖. อวิชชาธาตุ
[๑๘๐] ในธาตุ ๖ นั้น สุขธาตุ เป็นไฉน
ความสำราญทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่สำราญ เป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่าสุขธาตุ (๑)ในธาตุ ๖ นั้น ทุกขธาตุ เป็นไฉน
ความไม่สำราญทางกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่าทุกขธาตุ (๒)ในธาตุ ๖ นั้น โสมนัสสธาตุ เป็นไฉน
ความสำราญทางจิต ความสุขทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดเจโตสัมผัส นี้เรียกว่าโสมนัสสธาตุ (๓)ในธาตุ ๖ นั้น โทมนัสสธาตุ เป็นไฉน
ความไม่สำราญทางจิต ความทุกข์ทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าโทมนัสสธาตุ (๔)
ในธาตุ ๖ นั้น อุเปกขาธาตุ เป็นไฉน
ความสำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เริยกว่าอุเปกขาธาตุ (๕)ในธาตุ ๖ นั้น อวิชชาธาตุ เป็นไฉน
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชาธาตุ (๖)
เหล่านี้เรียกว่าธาตุ ๖
ธาตุ ๖ นัยที่ ๓
{๑๒๒} [๑๘๑] ธาตุ ๖ อีกนัยหนึ่ง คือ
๑. กามธาตุ ๒. พยาปาทธาตุ
๓. วิหิงสาธาตุ ๔. เนกขัมมธาตุ
๕. อัพยาปาทธาตุ ๖. อวิหิงสาธาตุ
[๑๘๒] ในธาตุ ๖ นั้น กามธาตุ เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริอันประกอบด้วยกาม ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ มิจฉาสังกัปปะ นี้เรียกว่ากามธาตุ
ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ท่องเที่ยวอยูในระหว่างนี้ นับเนื่องอยู่ในระหว่างนี้ (คือ) ชั้นต่ำมีอวีจินรกเป็นที่สุด ชั้นสูงมีเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีเป็นที่สุด นี้เรียกวากามธาตุ (๑)
ในธาตุ ๖ นั้น พยาปาทธาตุ เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ... มิจฉาสังกัปปะอันประกอบด้วยพยาบาท ... นี้เรียกว่าพยาปาทธาตุ
อีกนัยหนึ่ง ความที่จิตอาฆาตในอาฆาตวัตถุ ๑๐ ความขัดเคือง ความกระทบกระทั่ง ความแค้น ความเคือง ความขุ่นเคือง ความพลุ่งพล่าน โทสะ ความคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความขุ่นจิต สภาพที่ประทุษร้ายใจ ความโกรธ อาการที่โกรธ ภาวะที่โกรธ ความคิดประทุษร้าย อาการที่คิดประทุษร้าย ภาวะที่คิดประทุษร้าย ความคิดปองร้าย อาการที่คิดปองร้าย ภาวะที่คิดปองร้าย ความพิโรธ ความแค้น ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่าพยาปาทธาตุ (๒)ในธาตุ ๖ นั้น วิหิงสาธาตุ เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ... มิจฉาสังกัปปะอันประกอบด้วยวิหิงสา ... นี้เรียกว่าวิหิงสาธาตุ
บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตราหรือเชือก ความข่มเหง กิริยาที่ข่มเหง ความเบียดเบียน กิริยาที่เบียดเบียน ความขึ้งเครียด ความเคียดแค้น ความเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นเห็นปานนี้ นี้เรียกว่าวิหิงสาธาตุ (๓)
ในธาตุ ๖ นั้น เนกขัมมธาตุ เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ... สัมมาสังกัปปะอันประกอบด้วยเนกขัมมะ ... นี้เรียกว่าเนกขัมมธาตุกุศลธรรมแม้ทั้งหมดก็เรียกว่าเนกขัมมธาตุ (๔)
ในธาตุ ๖ นั้น อัพยาปาทธาตุ เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ... สัมมาสังกัปปะอันประกอบด้วยความไม่พยาบาท ... นี้เรียกว่าอัพยาปาทธาตุความมีไมตรี กิริยาที่มีไมตรี สภาพที่มีไมตรีในสัตว์ทั้งหลายเมตตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่าอัพยาปาทธาตุ (๕)ในธาตุ ๖ นั้น อวิหิงสาธาตุ เป็นไฉน
ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความมีจิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะอันประกอบด้วยอวิหิงสา นี้เรียกว่าอวิหิงสาธาตุความกรุณา กิริยาที่กรุณา สภาพที่กรุณาในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่าอวิหิงสาธาตุ (๖)เหล่านี้เรียกว่าธาตุ ๖
{๑๒๓} ฉักกะหมวดแห่งธาตุ ๖ ทั้ง ๓ นัยนี้ ประมวลเข้าเป็นหมวดเดียวกัน เป็นธาตุ ๑๘ ด้วยประการฉะนี้
จบ สุตตันตภาชนีย์
๒. อภิธัมมภาชนีย์
{๑๒๔} [๑๘๓] ธาตุ ๑๘ คือ
๑. จักขุธาตุ ๒. รูปธาตุ
๓. จักขุวิญญาณธาตุ ๔. โสตธาตุ
๕. สัททธาตุ ๖. โสตวิญญาณธาตุ
๗. ฆานธาตุ ๘. คันธธาตุ
๙. ฆานวิญญาณธาตุ ๑๐. ชิวหาธาตุ
๑๑. รสธาตุ ๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ
๑๓. กายธาตุ ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ
๑๕. กายวิญญาณธาตุ ๑๖. มโนธาตุ
๑๗. ธัมมธาตุ ๑๘. มโนวิญญาณธาตุ
{๑๒๕} [๑๘๔] ในธาตุ ๑๘ นั้น จักขุธาตุ เป็นไฉน
จักขุใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ... นี้เรียกว่าบ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่าจักขุธาตุในธาตุ ๑๘ นั้น รูปธาตุ เป็นไฉน
รูปใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ ได้แก่ แสงสี ... นี้เรียกว่ารูปธาตุบ้าง นี้เรียก ว่ารูปธาตุ (๒)ในธาตุ ๑๘ นั้น จักขุวิญญาณธาตุ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะคือมนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ จักขุวิญญาณธาตุที่สมกัน อาศัยจักขุปสาทและรูปารมณ์เกิดขึ้น นี้เรียกว่าจักขุวิญญาณธาตุ (๓){๑๒๖} ในธาตุ ๑๘ นั้น โสตธาตุ เป็นไฉน
จบ สุตตันตภาชนีย์