arnon.world

พระอภิธรรมปิฎก ยมก · สังขารยมก

ปริญญาวาร เล่ม ๓๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๒๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๖ ในสังขารยมกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก ยมก สังขารยมก ปริญญาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๓๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๘ หน้า ๖๑๑–๖๑๒

หน้า ๖๑๑

๓. ปริญญาวาร

{๑๒๒๐} [๑๕๙] อนุ. บุคคลใดย่อมกำหนดรู้กายสังขาร บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้วจีสังขารหรือ ?

วิ. ถูกแล้ว

ปฏิ. หรือว่าบุคคลใดย่อมกำหนดรู้วจีสังขาร บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้กายสังขารวิ. ถูกแล้ว

(ในขันธยมก ท่านจำแนกปริญญาวารไว้แล้ว ฉันใด แม้ในสังขารยมกก็พึงจำแนกปริญญาวาร ฉันนั้น

จบ ปริญญาวาร

จบ พระบาลีสังขารยมก

-----

พระบาลีอภิธรรมปิฎก

อนุสยยมก

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

[๑] อนุสัย ๗ คือ

๑. กามราคานุสัย สภาวะที่นอนเนื่องในสันดานคือกามราคะ

๒. ปฏิฆานุสัย สภาวะที่นอนเนื่องในสันดานคือปฏิฆะ

๓. มานานุสัย สภาวะที่นอนเนื่องในสันดานคือมานะ

๔. ทิฏฐานุสัย สภาวะที่นอนเนื่องในสันดานคือทิฏฐิ

๕. วิจิกิจฉานุสัย สภาวะที่นอนเนื่องในสันดานคือวิจิกิจฉา

๖. ภวราคานุสัย สภาวะที่นอนเนื่องในสันดานคือภวราคะ

๗. อวิชชานุสัย สภาวะที่นอนเนื่องในสันดานคืออวิชชา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนุสยยมก ยมกที่ว่าด้วยหมวดสภาวธรรมที่เรียกว่าอนุสัย จัดเป็นยมกที่ ๗ ของคัมภีร์ยมก ซึ่งคำว่า อนุสัย แปลว่า สภาวะที่นอนเนื่อง หมายถึงกิเลสพวกหนึ่งซึ่งมีสภาวะนอนเนื่องฝังตัวแอบแฝงอยู่ในจิตสันดานของสรรพสัตว์ จำแนกเป็น ๗ อย่าง คือ (๑) กามราคะ ความกำหนัดในกาม (๒) ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแห่งจิตหรือความขัดเคืองใจ (๓) มานะ ความสำคัญตัว (๔) ทิฏฐิ ความเห็นผิด (๕) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๖) ภวราคะ ความติดใจในภพ ความอยากมีอยากเป็น ความอยากคงอยู่ (๗) อวิชชา ความไม่รู้สภาพจริง (ในฝ่ายพระสูตร จัดมานะเป็นอนุสัยลำดับที่ ๕ ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๒/๓๔๙) กิเลสทั้ง ๗ นี้ที่ชื่อว่าอนุสัย ซึ่งมีความหมายว่านอนเนื่องหรือแฝงตัวอยู่ในสันดานของสัตว์นั้น ท่านอธิบายว่า ในยามที่จิตปกติ กิเลสทั้ง ๗ นี้จะไม่ใคร่สำแดงตัวออกมาปรากฏ แต่เมื่อมีอารมณ์มากระตุ้นจิต หรือมีเหตุการณ์มาประจวบเหมาะ ก็จะฟุ้งสำแดงตัวออกมาทันที เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่งอกอยู่ใต้พื้นดิน ยังไม่โผล่ขึ้นมาแต่พอได้รับนํ้าฝนชะชุ่มก็ชำแรกแทรกแผ่นดินโผล่ขึ้นมาทันทีฉะนั้น ดังนั้น อนุสัยกิเลสนี้จึงมีภูมิหรือระดับการสำแดงตัวของตน ๓ ภูมิ คือ (๑) อนุสยภูมิ ระดับการนอนเนื่องแฝงตัวอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ คือ ยังไม่เกิดในมโนทวาร (๒) ปริยุฎฐานภูมิ ระดับการนอนเนื่องที่ถูกกระตุ้นให้คุกรุ่น
หน้า ๖๑๒

๑. อุปปัตติฏฐานวาร

{๑๒๒๑} [๒] กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่ไหน ?

กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ

ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่ไหน ?

ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. อยู่ภายในจิตใจ ซึ่งใกล้จะสำแดงตัวออกมาทางกายและวาจา (๓) วีติกกมภูมิ ระดับการนอนเนื่องที่ถูกกระตุ้นรุนแรงจัดจนสำแดงตัวออกมาปรากฏทางกายและวาจา
  2. อนุสยยมก มีโครงสร้างการดำเนินเนื้อหาแตกต่างจากยมกทั้ง ๖ ดังกล่าวมา โดยแบ่งเป็นส่วนใหญ่ ๆ ๓ ส่วน คือ
  3. ส่วนที่ ๑ จัดเป็น มาติกา ที่ยกองค์ธรรมที่เป็นเนื้อหาในอนุสยยมกนี้ขึ้นแสดง คือ อนุสัย ๗(ตรงกับข้อ ๑)
  4. ส่วนที่ ๒ เรียกว่า อุปปัตติฎฐานวาร ว่าด้วยฐานที่นอนเนื่องของอนุสัยทั้ง ๗ (ตรงกับข้อ ๒) เป็นส่วนที่มุ่งแสดงให้ทราบว่า บรรดาอนุสัยทั้ง ๗ อนุสัยใดสามารถนอนเนื่องอยู่ในธาตุหรือภูมิไหนได้บ้าง ซึ่งคล้ายกับอุทเทสวารของยมกอื่น ๆ เพียงแต่มีขอบข่ายในการแสดงจำกัดกว่า
  5. ส่วนที่ ๓ (ตั้งแต่ข้อ ๓ เป็นต้นไป) เรียกว่า มหาวาร ซึ่งหมายถึงวาระหลากหลายที่ว่าด้วยการจำแนกแจกแจงอนุสัยทั้ง ๗ อย่างตามนัยแห่งวิธีการยมกคือประกอบด้วยอนุโลมปุจฉาและปฏิโลมปุจฉาพร้อมทั้งคำวิสัชนา ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของยมกนี้ที่แตกต่างจากยมกอื่น ๆ อยู่หลายประการ โดยแบ่งย่อยออกเป็น ๗ วาร หรือ ๗ วาระ ดังนี้
  6. ๑. อนุสยวาร วาระว่าด้วยลักษณะการนอนเนื่องของอนุสัย
  7. ๒. สานุสยวาร วาระว่าด้วยสานุลัย คือ ความมีคละกันแห่งอนุสัย
  8. ๓. ปชหนวาร วาระว่าด้วยลักษณะการละอนุสัยของบุคคล
  9. ๔. ปริญญาวาร วาระว่าด้วยลักษณะการกำหนดรู้อนุสัยของบุคคล
  10. ๕. ปหีนวาร วาระว่าด้วยอนุสัยที่บุคคลละได้อย่างไรบ้าง
  11. ๖. อุปปัชชนวาร วาระว่าด้วยการเกิดขึ้นของอนุสัย
  12. ๗. ธาตุปุจฉาวิสัชชนาวาร วาระว่าด้วยการถาม-ตอบถึงธาตุหรือภูมิของอนุสัย
  13. โดยแต่ละวารทั้ง ๗ นี้ก็ประกอบด้วยนัยใหญ่ ๒ นัย คือ อนุโลมนัยและปัจจนีกนัย (แต่ยมกนี้ใช้คำว่า ปฏิโลมนัย แทนคำว่า ปัจจนีกนัย) และแบ่งย่อยเป็นนัยย่อยอีก๓ นัย คือ ปุคคลนัย (ย่อยเป็นอนุโลมบุคคล ปฏิโลมบุคคล) โอกาสนัย (ย่อยเป็นอนุโลมโอกาส ปฏิโลมโอกาส) และปุคคโลกาสนัย (ย่อยเป็นอนุโลมปุคคโลกาส ปฏิโลมปุคคโลกาส) เหมือนกับยมกอื่น ๆ

จบ ปริญญาวาร